Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
JWanderlust
•
ติดตาม
3 ก.ย. เวลา 12:04 • ท่องเที่ยว
แคนดี
แคนดี้…เส้นทางแห่งศรัทธาในศรีลังกา
Chapter 94/2: Kandy, A Journey Through Sri Lanka's Sacred Heritage
ในตอนนี้เราจะพาไปรู้จักกับ Kandy อีกหนึ่งเมืองสำคัญของศรีลังกาที่ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แต่ยังผูกพันกับความศรัทธาของชาวศรีลังกามาอย่างยาวนาน เพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของหนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของชาวพุทธนั่นคือ "วัดพระเขี้ยวแก้ว" ค่ะ
เช้าวันที่ 3 เราออกจากโรงแรมที่ Sigiriya เพื่อมุ่งหน้าไปที่เมือง Kandy โดยต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชม. แต่ในระหว่างทางเราจะแวะที่เมือง Dambulla เพราะมีจุดหมายที่น่าสนใจมากรอเราอยู่นั่นคือ Rangiri Dambulla Cave Temple ค่ะ
ทางขึ้นวัดจะเป็นบันไดหินแบบนี้ เดินง่ายแต่ไกลหน่อย
Rangiri Dambulla Cave Temple (วัดถ้ำรังคิรีดัมบุลลา) ตั้งอยู่ที่เมือง Dambulla บริเวณตอนกลางของศรีลังกา เป็นถ้ำธรรมชาติที่มีพระภิกษุเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล และค่อยๆ ถูกพัฒนาเป็นศาสนสถานในเวลาต่อมา
คนที่นี่นิยมไหว้พระด้วยดอกบัวสีม่วง สวยมาก
วัดแห่งนี้ได้รับการอุปถัมภ์จากราชวงศ์ศรีลังกามาอย่างยาวนาน จึงมีการบูรณะและปรับปรุงตลอดเรื่อยมาหลายยุคหลายสมัย จนกลายเป็นหนึ่งในศาสนสถานทางพุทธศาสนาที่ใหญ่และโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เมื่อขึ้นไปถึงด้านบน ทุกคนจะต้องถอดรองเท้าแล้วเอาไปฝากที่จุดรับฝาก และไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายที่ใส่ขาสั้นหรือกระโปรงสั้นก็ต้องใช้ผ้าคลุมให้เรียบร้อยก่อนจึงจะเข้าวัดได้ค่ะ
วัดแห่งนี้แบ่งออกเป็นถ้ำทั้งหมด 5 ถ้ำ แต่ละถ้ำมีขนาดที่แตกต่างกัน ภายในมีการจัดวางงานประติมากรรมและภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้มากมาย
เริ่มจากถ้ำที่ 1 ชื่อ Devaraja Viharaya หรือ "Temple of the King of Gods"
เป็นถ้ำขนาดค่อนข้างเล็ก จุดเด่นที่สุดคือ พระพุทธไสยาสน์ยาวประมาณ 14 เมตร แกะสลักจากเนื้อหินของถ้ำโดยตรงกินพื้นที่ภายในถ้ำเกือบทั้งหมด เป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภายในยังมีรูปของพระอานนท์และกษัตริย์ Valagamba ด้วย
ถ้ำที่ 1 Devaraja Viharaya
ถ้ำที่ 2 Maharaja Viharaya หรือ "Temple of the Great Kings" เป็นถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในทั้งหมด 5 ถ้ำ กว้างประมาณ 52 เมตร ลึกประมาณ 23 เมตร และสูงสุดประมาณ 7 เมตร ภายในมีพระพุทธรูปจำนวนมาก ทั้งปางนั่ง ยืน และนอน รวมทั้งภาพจิตรกรรมที่เล่าเรื่องพระพุทธประวัติ ชาดก และประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในศรีลังกา
ถ้ำที่ 2 Maharaja Viharaya
พระบรมรูปของกษัตริย์ 2 พระองค์ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวัดแห่งนี้
รูปบนรูปแรกคือพระบรมรูปของพระเจ้าวาลากัมบา (King Valagamba / Vattagamini Abhaya) กษัตริย์ผู้ริเริ่มบุกเบิกและอุทิศถ้ำแห่งนี้ให้เป็นวัดในช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล
ส่วนรูปที่สองคือพระบรมรูปของพระเจ้านิสสังกะมัลละ (King Nissanka Malla) ทรงเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรโปลอนนารูวา (ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12) ผู้ทรงเข้ามาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดถ้ำแห่งนี้ครั้งใหญ่ โดยทรงทำการปิดทองพระพุทธรูปและสมโภชพระพุทธรูปเพิ่มเติมอีกกว่า 70 องค์ จนทำให้วัดแห่งนี้ได้รับชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "รังคิริ" (Rangiri) หรือวัดถ้ำทองนั่นเอง
ถ้ำที่ 3 Maha Alut Viharaya หรือ "Great New Temple" ภายในมีพระพุทธรูปประมาณ 50 องค์ และภาพจิตรกรรมในศิลปะแบบ Kandyan
ถ้ำที่ 3 Maha Alut Viharaya
ถ้ำที่ 4 Pachima Viharaya หรือ "Western Temple" มีขนาดเล็กกว่าถ้ำ 2 และ 3 ภายในมีพระพุทธรูป เจดีย์ และพระพุทธรูปประธานประทับนั่งอยู่ใต้ซุ้ม Makara Torana
ถ้ำที่ 4 Pachima Viharaya
ถ้ำที่ 5 Devana Alut Viharaya หรือ "Second New Temple" เป็นถ้ำที่สร้างในยุคหลังที่สุด มีพระพุทธไสยาสน์ พระพุทธรูปอื่นๆ และรูปเทพในศาสนาฮินดูอยู่ร่วมกัน ซึ่งสะท้อนการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาและความเชื่อฮินดูในศิลปะศรีลังกาช่วงนั้น
ถ้ำที่ 5 Devana Alut Viharaya
UNESCO ระบุว่าในบริเวณโดยรอบถ้ำทั้งหมดมีประติมากรรมพระพุทธรูปทั้งหมด 157 องค์ และภาพจิตรกรรมฝาผนังรวมประมาณ 2,100 ตารางเมตร ถือเป็นวัดถ้ำที่ใหญ่และได้รับการอนุรักษ์ไว้ดีที่สุดในศรีลังกา
ได้เห็นช่างอนุรักษ์กำลังบูรณะภาพเขียนสีภายในถ้ำอยู่พอดี
ความรู้สึกหลังจากได้ขึ้นมาชมวัดนี้คือ ความทึ่งในพลังแห่งศรัทธา งานบางชิ้นที่เราเห็นถึงกับทำให้เกิดคำถามขึ้นมาเลยว่า สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นภายในถ้ำตั้งแต่แรก หรือถูกนำเข้ามาจัดวางในภายหลัง
เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ได้มีคุณค่าในทางศิลปะเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความศรัทธาของผู้คนที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนานอีกด้วย
จาก Dambulla เราเดินทางต่อไปที่ "วัดพระเขี้ยวแก้ว" ที่เมือง Kandy จุดหมายหลักอีกแห่งของเราในทริปนี้ ซึ่งจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 ชั่วโมงค่ะ
วัดพระเขี้ยวแก้ว (Sri Dalada Maligawa) ตั้งอยู่ที่เมือง Kandy (แคนดี้ หรือ "กัณฏิ") เป็นที่ประดิษฐาน "พระทันตธาตุ" หรือพระเขี้ยวแก้วเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวศรีลังกา และเป็นหนึ่งในสถานที่แสวงบุญสำคัญของชาวพุทธ อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เมืองแคนดี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ในปี ค.ศ. 1988 อีกด้วย
ก่อนเข้าไปด้านใน เราไม่ลืมซื้อดอกไม้ไปถวายพระเขี้ยวแก้วด้วย
เดิมทีวัดพระเขี้ยวแก้วตั้งอยู่ภายในบริเวณพระราชวัง โดยวัดแห่งแรกสร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระเจ้าวิมลธรรมสุริยะที่ 1 (King Vimaladharmasuriya I) กษัตริย์แห่งอาณาจักรแคนดี้ ราวปลายศตวรรษที่ 16 ซึ่งอาคารหลังเดิมนั้นไม่หลงเหลือแล้ว ส่วนตัววัดที่เห็นในปัจจุบันเกิดจากการสร้าง บูรณะ และต่อเติมในรัชสมัยหลังจากนั้น
บริเวณทางเข้าวัดในศรีลังกา เราจะเห็นแผ่นหินแกะสลักรูปครึ่งวงกลมวางอยู่หน้าบันไดแบบนี้ เรียกว่า "Sandakada Pahana" หรือ Moonstone เป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมในศาสนสถานของศรีลังกา เปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อจากพื้นที่ภายนอกเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ โดยลวดลายที่แกะสลักจะแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย
แผ่นหินแกะสลักรูปครึ่งวงกลม ที่เรียกว่า Sandakada Pahana หรือ Moonstone
การที่วัดตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อที่สืบทอดมาแต่โบราณของชาวสิงหลว่า ผู้ที่ครอบครองและปกป้องพระเขี้ยวแก้วย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมในการปกครองอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าเมืองหลวงของศรีลังกาจะย้ายไปอยู่ที่ไหน พระเขี้ยวแก้วก็มักถูกอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ใกล้กับพระราชวังของกษัตริย์ด้วยเสมอ
ก่อนเข้าสู่พื้นที่ด้านใน เราจะเดินผ่าน Ambarawa ทางเดินลักษณะคล้ายอุโมงค์ที่ตกแต่งด้วยลวดลายแบบศิลปะแคนดี้อย่างสวยงาม
ต่อมา ในสมัยพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะ (King Kirti Sri Rajasinha) ได้มีการอัญเชิญคณะพระสงฆ์จากกรุงศรีอยุธยา นำโดย พระอุบาลีมหาเถระ เดินทางมายังศรีลังกาในปี ค.ศ. 1753 เพื่อฟื้นฟูการอุปสมบทของคณะสงฆ์ จนนำไปสู่การก่อตั้ง สยามนิกาย (Siam Nikaya หรือ Siam Wongse) ในศรีลังกา
ชั้นล่างของอาคารที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว
ปัจจุบันพระสงฆ์จากสองฝ่ายสำคัญของสยามนิกาย คือ Malwathu Chapter และ Asgiri Chapter จะผลัดกันรับผิดชอบการประกอบพิธีบูชาพระเขี้ยวแก้ว หรือ Theva เป็นรายปี
พระเขี้ยวแก้วประดิษฐานอยู่ใน ผอบทองคำ 7 ชั้นที่ซ้อนกัน อยู่ในห้องประดิษฐานที่เรียกว่า "พระคันธกุฎี" (Gandha-Kuti) ซึ่งได้รับการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยทุกวันจะมีพิธีบูชาพระเขี้ยวแก้ว 3 ช่วง คือช่วงเช้า กลางวัน และเย็น
ขึ้นมาชั้น 2 จะเป็นที่ตั้งของ Wedasitina Maligaya หรือ Gandhakiliya ห้องศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วอยู่ภายใน เราสามารถขึ้นมาสักการะและถวายดอกไม้ได้ที่บริเวณด้านหน้าห้องค่ะ
รูปของผอบทองคำ (Golden Casket) ที่ใช้ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว
อันนี้คือ Makara Thorana หรือ Dragon Arch (ซุ้มมกร) สองข้างของซุ้มจะมีรูปผู้พิทักษ์ประตู และตกแต่งด้วยลวดลายมกร เถาไม้ และดอกบัวตามศิลปะแบบแคนดี้
ส่วนนี้เป็นห้องจัดแสดงภาพเขียนที่เล่าเรื่องราวประวัติของพระเขี้ยวแก้ว ตั้งแต่การอัญเชิญมายังศรีลังกา รวมไปถึงเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาหลังจากนั้น รวมถึงช่วงที่ศรีลังกาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
ด้านในมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นศิลปะแบบสยามหรือไทย
ออกจากอาคารที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว เราก็เดินชมบริเวณโดยรอบ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของเขตพระราชวังหลวงแห่ง Kandy ที่ยังคงมีอาคารเก่าและงานสถาปัตยกรรมแบบแคนดี้ที่สวยงามให้ชมอยู่หลายจุดค่ะ
ดีใจมากที่ครั้งหนึ่งในชีวิต เราได้มีโอกาสมากราบนมัสการพระเขี้ยวแก้ว ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ด้วยตัวเอง ถือเป็นอีกหนึ่งความทรงจำที่มีคุณค่าสำหรับการเดินทางครั้งนี้ค่ะ
ออกจากวัดพระเขี้ยวแก้วเราก็ไปเดินเล่นที่ทะเลสาปแคนดี้ที่อยู่ข้างๆ วัด
ทะเลสาบแคนดี้ (Kandy Lake)
ทะเลสาบแคนดี้ (Kandy Lake) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า "คิริ มูฮุดา" (Kiri Muhuda) แปลว่า "ทะเลน้ำนม" เป็นทะเลสาบขุดที่อยู่ใจกลางเมืองแคนดี้ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1807 โดยพระเจ้าศรีวิกรมราชสิงหะ (King Sri Wickrama Rajasinghe) กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรแคนดี้
ทะเลสาบแห่งนี้มีความยาวประมาณ 3.2 กิโลเมตร และมีความลึกประมาณ 18.5 เมตร ถือเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นจุดชมวิวที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของเมืองแคนดี้
ถึงแม้ช่วงกลางวันอากาศจะร้อนอบอ้าว แต่พอตอนเย็นอากาศกลับดีขึ้นมาก มีลมพัดเย็นสบาย เราจะเห็นนักท่องเที่ยวออกมาเดินเล่น และคนท้องถิ่นมาวิ่งออกกำลังกายรอบๆ ทะเลสาปกันเยอะมาก บรรยากาศดีน่ามาเดินเล่นค่ะ
Blog นี้เราจะจบกันตรงนี้ ตอนหน้าเราจะพาขึ้นเขาไปเที่ยวไร่ชาสวยๆ ก่อนเดินทางต่อด้วยรถไฟสายที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วเส้นทางนี้จะสวยสมคำร่ำลือขนาดไหน อย่าลืมติดตามตอนต่อไปนะคะ
สำหรับตอนนี้ ขอบคุณที่มาเที่ยวด้วยกันค่ะ 😊
เที่ยวต่างประเทศ
ไลฟ์สไตล์
ศรีลังกา
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย