Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
2 ก.ย. เวลา 05:59 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ฝันที่เป็นจริง
"กองทัพเรือ มีปัญหาเรื่องการจัดหายุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่มาแล้ว คือ เรือดำน้ำจากจีน มูลค่ากว่าหมื่นล้านเช่นกัน ปัจจุบันยังรอเปลี่ยนเครื่องยนต์ และทดลองใช้เครื่องยนต์ของจีน เนื่องจากเยอรมันไม่ยอมขายเครื่องยนต์ให้จีน นำมาติดตั้งบนเรือดำน้ำไทย"
"ปัญหาการจัดหายุทโธปกรณ์มูลค่ามหาศาล ซึ่งมีความอ่อนไหว ส่งผลต่อการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)ในห้วงหลายปีที่ผ่านมา มีความพยายามส่งไม้ต่อให้กับคนที่ไว้วางใจได้ และเป็น “ฝ่ายเดียวกัน” เท่านั้น''
"ทำให้ ผบ.ทร.ต่อจาก พลเรือเอก ลือชัย รุดดิษฐ์ เมื่อปี 2561-2563 ช่วงจัดซื้อเรือดำน้ำจากจีน ผบ.ทร.มีอายุราชการเหลือปีเดียวมาตลอด ถึง 6 คนแล้ว ซึ่งไม่ตอบโจทย์กับการพัฒนากองทัพ แต่อาจจะตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพเรือเอง คล้ายๆ ช่วยกันระวังหลัง ไม่ให้รุ่นพี่ รุ่นเพื่อนต้องเดือดร้อนหรือไม่"
กรุงเทพธุรกิจ
"บิ๊กโอ๋ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี เป็น ตท.26 เกษียณฯ เดือนกันยายนปีพ.ศ.2570 ที่สำคัญเป็น ประธานคณะกรรมการบริหารโครงการเรือฟริเกต ซึ่งช่วงเดือนกันยายนนี้จะทราบผลอย่างเป็นทางการว่าบริษัทเอกชนรายใด จะได้ต่อเรือฟริเกตลำแรกอย่างไรก็ตาม เมื่อมาดูใน 5 เสือ ทร. แคนดิเดต ผบ.ทร. อีกรายที่ถูกโฟกัส คือ บิ๊กเอก พลเรือเอก นเรศ วงษ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เพื่อน ตท.26 แต่เกษียณฯ ก.ย.71"
"ภายในทร.จึงลุ้นว่าจะจบที่ชื่อ ‘อ.โอ๋’ หรือ ‘อ.เอก’ จะเป็นสูตรคนละ 1 ปี หรือไม่ ? หรือจะเป็น ‘สูตรนั่ง 2 ปี’ ตามแผนของกองทัพที่ต้องการให้ ผบ.เหล่าทัพ อยู่ในตำแหน่งมากกว่า 1 ปีหรือ × ปีเพื่อความต่อเนื่องของงาน แต่สำหรับ ผบ.ทร. ในห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มีวาระ 1 ปีเท่านั้น"
SPACEBAR
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน กองทัพเรือมีเรื่องให้เราต้องติดตามกันอีกแล้วฮะ นั่นคือเรื่องผู้บัญชาการทหารเรือคนเก่าที่กำลังจะเกษียณในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งก็มี 2 ท่านที่น่าจับตามองท่านแรกคือ บิ๊กโอ๋ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองจากโครงการเรือฟริเกตที่ท่านดำเนินการอยู่ในขณะนี้
ส่วนอีกท่านผู้เขียนก็รู้จัก ท่านผู้อ่านที่อยู่ในสายทหารก็คงจะรู้จักคือบิ๊กเอก พลเรือเอก นเรศ วงษ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ที่มีส่วนร่วมในโครงการเรือดำน้ำแบบใหม่ของกองทัพเรือไทยแล้วใครจะเป็นก็ลุ้นก็แล้วกัน ส่วนผู้เขียนรู้ชื่อแล้วแต่ไม่ขอสปอยว่าผบ.ทร.คนต่อไปคือใคร ขอให้ท่านผู้อ่านเก็บไปคิดก่อนนะครับ
พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความขอขายของก่อนนะครับ หากท่านใดมีอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท่านต้องมีของดีติดตัวติดกระเป๋า นั่นคือยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว มีสรรพคุณคือบรรเทาอาการวิเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และแมลงสัตว์กัดต่อย กลิ่นสมุนไพรเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ผ่อนคลาย มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายยาใกล้บ้านท่านหรือท่านจะกดสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งได้นะครับ
ในขณะนี้บิ๊กเฟื่อง พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือกำลังจะเข้าสู่วันเกษียณอายุราชการอย่างสมภาคภูมิในวันที่ 30 กันยายนพ.ศ.2569 ถือว่าไวทีเดียวนะครับ แต่กองทัพเรือในขณะนี้ก็มี 2 ท่านที่เราๆท่านๆคุ้นเคยกันดีคือบิ๊กโอ๋ พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการและบิ๊กเอก พลเรือเอก นเรศ วงษ์ตระกูล ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ
หากทุกท่านจำกันได้วันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา พลเรือเอก กรวิทย์ จะฉายเดียวเดินติดตามนายกรัฐมนตรีไม่ห่าง นายกฯไปไหนท่านก็ไปด้วย จึงทำให้สงสัยว่านอกจากท่านผบ.ทร.และตัวท่านเองแล้ว มีผู้ใหญ่ในทร.คนใดบ้างที่ไปร่วมงาน แต่ก็ไม่เห็นมีใครนอกจากพลเรือเอก กรวิทย์ที่ใกล้ชิดกับท่านนายกฯ จนถูกมองว่าอาจเป็นแคนดิเดทผบ.ทร.ที่จะขึ้นมาสานต่อโครงการเรือฟริเกตที่ท่านทำมาต่อเนื่อง
ส่วนพลเรือเอก นเรศ ท่านนี้ก็ม้ามืดเช่นกัน แม้วันที่นายกรัฐมนตรีไปตรวจเยี่ยมเรือรบท่านจะไม่ได้ไปร่วมด้วย แต่ท่านก็คือคู่แข่งที่กำลัถูกจับตามองด้วยอายุราชการที่เหลืออีก 2 ปี และที่สำคัญโครงการเรือดำน้ำที่คาราคาซังมากว่า 10 ปีอาจคลี่คลายเมื่อมีผบ.ทร.ท่านใหม่อย่างบิ๊กเอกมารับช่วงต่อ แต่ที่แน่ๆใครจะได้มาสานต่อโครงการเรือฟริเกตและเรือดำน้ำให้ไปต่อก็รอดูวันที่ 30 กันยายนนี้
โครงสร้างภายในของว่าที่เรือดำน้ำไทยลำใหม่
นอกจากแคนดิเดทผบ.ทร.ที่น่าลุ้นแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่ลุ้นมานานและกำลังจะเป็นจริงนั่นคือความฝันของกองทัพเรือไทยในการมีเรือดำน้ำประจำการเพื่อปกป้องอธิปไตยทางทะเลกำลังเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นทุกขณะ
ปัจจุบันโครงการเรือดำน้ำ S26T ลำแรกกำลังอยู่ในขั้นตอนการเร่งรัดการก่อสร้าง ณ อู่ต่อเรือในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน หลังจากที่ผ่านพ้นมหากาพย์การแก้ไขสัญญาเรื่องเครื่องยนต์เป็นที่เรียบร้อย โดยคาดการณ์ว่าคนไทยจะได้เห็นเรือดำน้ำลำแรกปรากฏโฉมในช่วงปีพ.ศ.2570 ถึงต้นปีพ.ศ.2571 และหากการทดสอบสมรรถนะในทะเลเป็นไปตามแผน กองทัพเรือจะสามารถรับมอบเรือลำแรกได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ไม่เกินปีพ.ศ.2572
สำหรับโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือไทยรุ่นล่าสุดอย่าง S26T มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนในยุคของรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการจัดหาเรือดำน้ำโจมตีดีเซล-ไฟฟ้า จำนวนทั้งหมด 3 ลำ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางทะเล
เรือดำน้ำ S26T กองทัพเรือไทย
คณะรัฐมนตรีในยุครัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ได้อนุมัติการจัดซื้อเรือดำน้ำลำที่ 1 ในปี พ.ศ. 2560 ด้วยวงเงินงบประมาณ 13,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณผูกพันระยะเวลา 7 ปี โดยเป็นการจัดซื้อในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล (G2G) ระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท China Ship Building and Offshore International Company (CSOC) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน สำหรับเรือดำน้ำ S26T (T หมายถึง Thailand) ที่จัดซื้อตามโครงการนี้เป็นรุ่นที่พัฒนาต่อยอดมาจากเรือดำน้ำชั้นหยวน Type 039A ของกองทัพเรือจีน
การมีเรือดำน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพเรือไทยคือการป้องปรามและสร้างดุลอำนาจทางทะเลในภูมิภาค เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนต่างเริ่มมีเรือดำน้ำรุ่นใหม่เข้าประจำการ เพราะการที่กองทัพเรือไทยมีเรือดำน้ำที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการป้องปราม และทำให้การปฏิบัติการของมหาอำนาจนอกภูมิภาคในพื้นที่ทางทะเลมีความซับซ้อนและยากลำบากมากขึ้น
การปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลไม่ใช่แค่การนำงบประมาณไปจัดหาเรือดำน้ำมาจอดแช่ที่ท่าจนถูกตั้งฉายาว่าเศษเหล็กลอยน้ำ แต่เรือดำน้ำแบบดังกล่าวที่จัดหามาในยุคคสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) ถูกวางตัวเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและเขตเศรษฐกิจจำเพาะ โดยเฉพาะในพื้นที่อ่าวไทย ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานและเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ที่สำคัญ
กองทัพเรือไทยมีไว้ดีกว่าไม่มีเพราะเรือดำน้ำถือเป็นความได้เปรียบในการทำสงครามทางทะเลสมัยนี้
นอกจากนี้ยังใช้เป็นเครื่องมือ กดดันเชิงยุทธศาสตร์ ในกรณีที่มีความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายไม่มีระบบตรวจจับเรือดำน้ำที่ทันสมัย ไม่เพียงเท่านี้เป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับกองทัพเรือไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านจากกองทัพที่เน้นเพียงเรือผิวน้ำไปสู่การมีขีดความสามารถในการทำสงครามใต้น้ำ อย่างเต็มรูปแบบ
เพราะฉะนั้นการเลือกจัดซื้อจากประเทศจีนในรูปแบบ G2G เมื่อปีพ.ศ.2560 เป็นส่วนหนึ่งของท่าทีทางข้อตกลงทางการทูตที่สำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพไทยและกองทัพเรือจีน และเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ จากจีนในอนาคต
เรือดำน้ำรุ่น S26T รุ่นที่กองทัพเรือไทยจัดซื้อจากจีน เป็นเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงและมีเขี้ยวเล็บที่น่าเกรงขาม โดยเฉพาะความสามารถในการยิงขีปนาวุธที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือไทยให้ก้าวไปสู่การเป็นการกองทัพเรือที่มีความสามารถทัดเทียมกองทัพเรืออารยะประเทศ
เรือดำน้ำแบบดังกล่าวขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ YJ-18E เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเรือรุ่นนี้ มีระยะยิงไกลถึง 220-290 กิโลเมตร ความพิเศษคือเป็นแบบ Dual Speed โดยจะบินด้วยความเร็ว 0.8 มัคในช่วงแรก และเมื่อเข้าใกล้เป้าหมายในระยะ 30 กิโลเมตรสุดท้ายจะเร่งความเร็วได้สูงถึง 2.7-3 เท่าของความเร็วเสียงหรือ Mach 3
ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึกสกัดกั้นได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังมีขีปนาวุธ YJ-82 เป็นขีปนาวุธขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงแข็งที่มีพิสัยยิงประมาณ 30-34 กิโลเมตร ในทางทฤษฎีเรือดำน้ำแบบดังกล่าวรองรับขีปนาวุธที่ยิงได้ถึง 120-250 กิโลเมตร
เรือดำน้ำ Type 039A (เวอร์ชั่นก่อนจะมาเป็น S26T)
มีการตอร์ปิโดหนัก YU-6 ใช้ท่อยิงขนาด 533 มม. จำนวน 6 ท่อ ซึ่งตอร์ปิโดรุ่นนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 65 น็อต มีระบบนำวิถีด้วยเส้นลวด (Wire-guided) และคลื่นเสียง (Acoustic homing) สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลถึง 40-50 กิโลเมตร และมีความแม่นยำสูงเปรียบเสมือน "เรือดำน้ำลูก" มีระบบตรวจจับสามารถติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันถึง 64 เป้าหมาย และเลือกโจมตีได้พร้อมกัน 2 เป้าหมาย
ระบบ AIP (Air Independent Propulsion) คือหัวใจสำคัญที่ช่วยให้เรือดำน้ำ S26T สามารถกบดานใต้น้ำได้นานต่อเนื่องถึง 21 วัน โดยไม่ต้องโผล่ขึ้นมาผิวน้ำเพื่อชาร์จแบตเตอรี่ ช่วยลดโอกาสในการถูกตรวจจับด้วยเรดาร์และเซ็นเซอร์ทางแสง ระยะเวลาปฏิบัติการ S26T มีความทนทานในการออกทะเลได้นานถึง 60-65 วัน
และมีพิสัยเดินทางสูงสุดถึง 8,000 ไมล์ทะเลหรือประมาณ 14,800 กม. ซึ่งเพียงพอต่อการเดินทางจากไทยไป-กลับอินเดียหรือไปถึงออสเตรเลียได้โดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ
ในโหมดความเงียบ (Silent Mode) สามารถทำความเร็วได้ 4 น็อต กล่าวคือระบบ AIP ช่วยลดสัญญาณทางความร้อนและเสียงรบกวนความถี่ต่ำ ทำให้โซนาร์ของฝ่ายตรงข้ามตรวจจับได้ยากมาก ในส่วนของตัวเรือยาวประมาณ 77.6 - 77.7 เมตร มีระวางขับน้ำขณะดำประมาณ 3,600 ตัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลปั่นไฟ CHD620 ของจีน ซึ่งเป็นพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเยอรมนี และใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนใบพัด
YJ-19 ขีปนาวุธพิสัยไกลรุ่นใหม่ที่จะนำมาใช้กับเรือดำน้ำไทย
โซนาร์แผงข้าง (Flank Array Sonar) ติดตั้งรุ่น H/SQG-207 ซึ่งเป็นแผงรับสัญญาณเสียงความถี่ต่ำยาวขนานตัวเรือ เหมาะสำหรับตรวจจับเรือข้าศึกในระยะไกลในพื้นที่ทะเลลึกหรือมหาสมุทร การใช้ระบบเชื่อมต่อข้อมูล (Data Link) สามารถรับข้อมูลพิกัดเป้าหมายจากภายนอก เช่น เครื่องบิน Gripen , F-16 , โดรน หรือศูนย์บัญชาการบนภาคพื้นดินผ่านเครือข่ายดาวเทียม โดยเรือดำน้ำสามารถชูเสาสัญญาณหรือปล่อยทุ่นสื่อสารขึ้นมาเพื่อรับข้อมูลขณะดำน้ำอยู่ที่ความลึก 15-20 เมตร
มหากาพย์การจัดซื้อเรือดำน้ำ S26T ของกองทัพเรือไทยกำลังไปได้สวยแต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนในประเทศ รวมไปถึงปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ที่มาปมปัญหาเครื่องยนต์มันมีที่มาจากการที่กองทัพเรือไทยตั้งใจเปลี่ยนเครื่องยนต์จาก MTU 396 ของเยอรมนี
ซึ่งเครื่องยนต์แบบดังกล่าวเป็นมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับทั่วโลก มาเป็นเครื่องยนต์ CHD620 ของจีน ซึ่งในขณะนั้นยังไม่เคยถูกใช้งานจริงในเรือดำน้ำของประเทศใดเลย แม้แต่ในจีนเอง สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อครหาในหมู่ชาวไทยและนักวิชาการบางกลุ่มว่าไทยเสียค่าโง่ หรือยอมรับสินค้าที่ไม่มีคุณภาพเพียงเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการเมือง
ทีนี้ก็ต้องอธิบายชัดเจนว่าเดิมทีในสัญญา (TOR) ระบุให้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลกำเนิดไฟฟ้า MTU 396 จากบริษัทในประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ
แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลเยอรมนีปฏิเสธการออกใบอนุญาตส่งออกเครื่องยนต์ดังกล่าวให้แก่จีน
โดยเยอรมันให้เหตุผลว่าเป็นการใช้งานทางทหารและติดมาตรการคว่ำบาตรต่อจีน ส่งผลให้โครงการต้องถูก แช่แข็งในขณะที่ตัวเรือลำแรกสร้างเสร็จเฉพาะโครงสร้างหลักและจอดรออยู่ที่อู่ต่อเรือในเมืองอู่ฮั่น โดยไม่สามารถติดตั้งระบบภายในได้จึงมีคนไทยนำไปล้อว่าเรือดำน้ำไม่มีเครื่องยนต์
เรือดำน้ำรุ่นใหม่ไม่เหมือนกับรุ่นที่กองทัพเรือไทยมีประจำการในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะสามารถยิงขีปนาวุธจากใต้น้ำได้
พอได้เครื่องยนต์จีนโอกาสทองก็มาถึง ทำให้กองทัพเรือบอกกับคนทั้งประเทศว่าต้องเดินหน้าต่อดีกว่าต้องยกเลิกการจัดหาเรือดำน้ำทั้ง 3 ลำ สถานการณ์เริ่มคลี่คลายเมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้แก้ไขข้อตกลงเพื่อปลดล็อกปัญหา โดยทางกองทัพเรือไทยได้ตกลงยอมรับเครื่องยนต์ CHD 620 ของจีนแทนเครื่องยนต์เยอรมัน
เพราะ เครื่องยนต์รุ่นนี้ได้รับการตรวจสอบสมรรถนะและได้รับรองมาตรฐานจากสถาบันระดับโลกอย่าง Lloyd's Register
มีข้อมูลระบุว่าเครื่องยนต์นี้ได้มีการใช้งานจริงในเรือดำน้ำของประเทศอื่นที่เป็นคู่สัญญากับจีนอยู่ก่อนแล้ว เพื่อชดเชยการเปลี่ยนสัญญา จีนได้มอบข้อเสนอพิเศษมูลค่ากว่า 800 ล้านบาท เช่น การขยายเวลารับประกันอะไหล่จาก 2 ปี เป็น 8 ปี และการมอบเครื่องฝึกจำลอง (Simulator) มูลค่า 600 ล้านบาทให้ฟรี
นับตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 กองทัพเรือเปลี่ยนผู้บัญชาการทหารเรือทุกๆ 1 ปีทำให้บางโครงการต้องเลื่อนออกไปบวกกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเรือดำน้ำทีถาโถมเข้าใส่ดั่งคลื่นซัดเข้าหาเรือ อย่างไรก็ตามเมื่อมีความตึงเครียดตามแนวชายแดนทางบกและปัญหาทางทะเลกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา กองทัพเรือไทยได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลามจาการนำเรือรบมาใช้ในสงครามจริง
เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) ขณะแล่นมาเทียบท่าที่ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย
ไม่เพียงเท่านี้ประชาชนชาวไทยที่เคยต่อต้านการจัดหาเรือดำน้ำ S26T ก็หันมาเชียร์ให้กองทัพเรือมีเรือดำน้ำที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันเชิงยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่ากองทัพเรือกัมพูชายังไม่มีระบบตรวจจับเรือดำน้ำที่ทันสมัยรวมถึงยังไม่มีการจัดหาเรือดำน้ำจากประเทศที่ 3 ทำให้การมีอยู่ของเรือดำน้ำสร้างความได้เปรียบอย่างมากในการเฝ้าระวังและป้องกันพื้นที่เขตเศรษฐกิจสำคัญในอ่าวไทย
ทั้งนี้และทั้งนั้นการมีอาวุธยุทโธปกรณ์ระดับไฮเอนด์ที่กำลังจะเข้าประจำการใน 3 เหล่าทัพอย่างกองทัพเรือไทยเตรียมรับเรือดำน้ำจีน กองทัพบกไทยจัดหาระบบจรวดหลายลำกล้อง M142 HIMARS และปืนใหญ่ลากจูง M777 (วันหลังจะนำอาวุธทั้ง 2 แบบนี้ของทบ.มาเสนอให้ทุกท่านได้อ่านกัน) รวมไปถึงกองทัพอากาศไทยที่จัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F
การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ของทั้ง 3 เหล่าทัพรวมไปถึงเรือดำน้ำทำให้ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์เพื่อให้ประเทศเพื่อนบ้านเกิดความเกรงใจและยับยั้งการตัดสินใจที่จะใช้กำลังทหาร เพราะฉะนั้นถือว่าไทยแลนด์โชคดีการมีอาวุธที่เหนือกว่าจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องคิดหนักก่อนจะทำสงคราม เนื่องจากอาวุธบางประเภทของเขาอาจมีข้อจำกัดในการใช้งานมากกว่า
ฝันท่ไม่กล้าฝันจนกลายเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงกับกองทัพเรือไทยเพราะเรือดำน้ำ S26T เริ่มก่อสร้างเเล้วและจะเริ่มทดสอบในปี 70 นี้
ประกอบกับพื้นที่อ่าวไทยตอนล่างเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีทั้งท่าเรือพาณิชย์และแหล่งพลังงาน ซึ่งเรือดำน้ำ S26T ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับภารกิจซุ่มเงียบเพื่อตรวจตาและป้องกันเรือรบของศัตรูในพื้นที่เหล่านี้
การดำเนินโครงการไม่ได้มีแค่การป้องปรามอธิปไตยทางทะเลเท่านั้น แต่นี่ถือเป็นท่าทีทางการทูตที่มีนัยสำคัญ เพราะรัฐบาลไทยต้องการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและจีน และเพื่อให้มั่นใจว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงในอนาคตจะไม่ได้รับผลกระทบ ในขณะเดียวกันการมีอยู่ของเรือดำน้ำที่ล้ำสมัย เครื่องยนต์เงียบและตรวจจับยากในน่านน้ำไทย ทำให้พื้นที่ทางทะเลมีความซับซ้อนต่อการปฏิบัติการของมหาอำนาจนอกภูมิภาคมากขึ้น เป็นการประกาศเขตอิทธิพลและกำหนดทิศทางความมั่นคงในอนาคต
นี่คือเรือดำน้ำแบบแรกของกองทัพรือไทยที่มีความสามารถในการยิงขีปนาวุธระยะไกล นั่นคือขีปนาวุธ YJ-18E ที่มีพิสัยไกลถึง 220-290 กิโลเมตร (ถ้ายิงจากใต้อ่าวไทยไปฐานทัพเรือเรียม) โดยใช้ความเร็วสูงถึง 3 เท่าของความเร็วเสียงในช่วงสุดท้ายก่อนพุ่งชนเป้า ทำให้ S26T เปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้ซุ่มโจมตีระยะประชิดมาเป็นอาวุธที่สามารถทำลายเป้าหมายสำคัญได้จากระยะไกล ซึ่งเป็นการสร้างความน่าเกรงขามในระดับยุทธศาสตร์
จนมาถึงวันนี้วันที่ 2 กันยายนพ.ศ.2569 ความฝันที่เป็จริงของกองทัพเรือไทยกำลังจะเกิด เพราะเรือดำน้ำ S26T ลำแรกกำลังอยู่ในขั้นตอนการเร่งรัดการก่อสร้าง ณ อู่ต่อเรือในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โดยคาดการณ์ว่าคนไทยจะได้เห็นเรือดำน้ำลำแรกเทียบท่าที่ฐานทัพเรือสัตหีบราวๆปีพ.ศ.2571 ต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบิน USS ABRAHAM LINCOLN (CVN-72) ที่เพิ่งจะเข้าเทียบท่าที่ฐานทัพเรือสัตหีบวันนี้
ไทยซื้อเรือดำน้ำจากจีน แต่สหรัฐอเมริกาส่งเรือบรรทุกเครื่องบินมาพักผ่อนที่ไทยเพื่อคานอำนาจในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก
ข้อมูลจำเพาะเรือดำน้ำ S26T กองทัพเรือไทย
สร้างที่:อู่ต่อเรืออู่ชาง, อู่ฮั่น, มณฑลหูเป่ย์
ผู้ผลิต : สาธารณรัฐประชาชนจีน
ประเภท:เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าขนาดกลาง
ขนาด (ระวางขับน้ำ):2,725 ตัน (ผิวน้ำ)
3,600 ตัน (ดำน้ำ)
ความยาว:77.6 เมตร (254 ฟุต 7 นิ้ว)
ความกว้าง:8.4 เมตร
กินน้ำลึก:6.7 เมตร
ระบบพลังงาน:
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า MTU 16V396 SE8 ดีเซล
ขับเคลื่อนโดยปราศจากอากาศ (AIP) เครื่องยนต์สเตอร์ลิง 217 กิโลวัตต์ × 4 (868–1180 แรงม้า)
มอเตอร์ กำลัง 6,092 แรงม้า
ระบบขับเคลื่อน:1 เพลา
ความเร็ว:ปฏิบัติการผิวน้ำ: 16 นอต (30 กม./ชม.)
สูงสุดขณะดำ: 23 นอต (43 กม./ชม.)
ลูกเรือ:58 นาย
ยุทโธปกรณ์:6 ท่อยิงตอร์ปิโด ขนาด 533 มิลลิเมตร (21 นิ้ว)
torpedoes
Yu-10
Yu-6
ขีปนาวุธต่อต้านเรือผิวน้ำ
YJ-82
YJ-18
YJ-19
สถานะ : รอเข้าประจำการในกองทัพเรือไทยจำนวน 3 ลำ
หากวันใดทหารเรือไทยมีปัญหากับกัมพูชาอย่าลืมว่าสูงขึ้นไปเหนือท้องทะเลไทยมีเครื่องบินขับไล่ JAS 39 Gripen ของกองทัพอากาศไทยร่วมบินคุ้มกันกองเรือในยามสงคราม
จะเห็นได้ว่ากองทัพเรือไทยไม่ได้เน้นเพียงเรือรบผิวน้ำ แต่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัว ความชาญฉลาด และการพึ่งพาตนเองในการมีกำลังรบใต้น้ำ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและทรัพยากรในอ่าวไทยและอันดามันอย่างยั่งยืน ทุกท่านพร้อมแล้วหรือยังที่จะเห็นฝันที่เป็นจริง ณ ฐานทัพเรือสัตหีบอีก 3 ปีข้างหน้านี้ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
พี่เล็ก วาสนา นาน่วม
Thai Weapon Channel
History World
Thairath TV
ChinaMilitary
Sniper News
Super Boy
TNN World
คุณกิตติเดช สงวนทองคำ
Naval News
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
ทหาร
ประเทศไทย
สงคราม
บันทึก
1
5
1
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย