Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 12:03 • ธุรกิจ
ใครฆ่า Sony Ericsson? ทำไมมือถือสุดเท่ยุค 2000s ถึงล่มสลาย
ย้อนกลับไปในวันที่ 17 มีนาคม ปี 2000 ที่โรงงานผลิตชิปของบริษัท Philips ในเมือง Albuquerque รัฐ New Mexico
จู่ๆ ก็มีฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาที่โรงงานจนเกิดเพลิงไหม้ เปลวไฟลุกโชนอยู่แค่ประมาณ 10 นาที
พนักงานในโรงงานสามารถดับไฟได้ทันก่อนที่รถดับเพลิงจะมาถึงด้วยซ้ำ ฟังดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องระทึกขวัญเล็กๆ ที่จบลงด้วยดี
แต่มันไม่ง่ายแบบนั้น เขม่าและควันไฟที่ลอยเข้าไปในห้องคลีนรูมปลอดเชื้อ ได้เข้าไปปนเปื้อนและทำลายชิปเซมิคอนดักเตอร์นับล้านชิ้น…
ชิปจิ๋วพวกนี้คือหัวใจสำคัญที่คอยขับเคลื่อนโทรศัพท์มือถือเกือบทั้งโลกในยุคนั้น ขาดมันไปก็เหมือนรถไม่มีเครื่องยนต์…
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ Philips ดันเป็นซัพพลายเออร์ผูกขาดเพียงรายเดียวของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตมือถือสองค่ายแห่งยุโรป…
นั่นก็คือ Nokia และ Ericsson ซึ่งสองค่ายนี้เหมาผลผลิตจากโรงงานนี้ไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์…
พอเกิดวิกฤต ปฏิกิริยาของสองค่ายนี้กลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว เหมือนดูหนังคนละม้วน
ยุคนั้นยังไม่มี “AI” มาช่วยคิดวิเคราะห์หรอกนะครับ ทุกอย่างต้องใช้สมองคนและสัญชาตญาณผู้บริหารล้วนๆ
ฝั่ง Nokia ไม่รอช้า รีบบินไปเจรจากว้านซื้อชิปจากโรงงานอื่นๆ ทั้งในญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา…
แถมยังสั่งให้วิศวกรออกแบบแผงวงจรใหม่ทั้งหมดเพื่อรับกับชิปตัวใหม่ให้ทันเวลา
ผลลัพธ์คือ Nokia สามารถส่งมอบมือถือได้ตามกำหนด และฟันกำไรในปีนั้นไปได้อย่างมหาศาลถึง 42 เปอร์เซ็นต์
หันมาดูทางฝั่ง Ericsson กันบ้าง ผู้บริหารของพวกเขาเลือกที่จะรอและเชื่อคำมั่นสัญญาของ Philips
Philips บอกว่าจะกลับมาผลิตชิปได้เหมือนเดิมภายในหนึ่งสัปดาห์ แต่หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป เครื่องจักรก็ยังนิ่งสนิท…
กว่าที่ระดับบิ๊กของ Ericsson จะรู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับหายนะ เวลาอันมีค่าก็สูญเสียไปหลายสัปดาห์แล้ว
การตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียวนั้น ทำให้บริษัทสูญเสียยอดขายไปแบบดื้อๆ ถึง 400 ล้านดอลลาร์
เมื่อถึงสิ้นปี แผนกโทรศัพท์มือถือของ Ericsson ประกาศตัวเลขขาดทุนถึง 2.34 พันล้านดอลลาร์
ไฟไหม้แค่ 10 นาที กับความไว้ใจจากคำสัญญาทางโทรศัพท์ ทำเอายักษ์ใหญ่ยุโรปแทบสิ้นชื่อ
ถึงขั้นต้องมองหาทางหนีออกจากธุรกิจมือถือแบบด่วนๆ เพราะขืนอยู่ต่อมีหวังล้มละลาย
ในจังหวะเวลาเดียวกันนั้นเอง ข้ามทวีปไปที่เมือง Tokyo ประเทศญี่ปุ่น
เจ้าพ่อเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง Sony Corporation ก็กำลังเจ็บปวดกับตลาดมือถือไม่แพ้กัน
Sony พยายามเจาะตลาดนี้มาแล้วถึงสองครั้ง ไปจับมือกับ Qualcomm และ Siemens แต่ก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า
Sony รู้จักวิธีทำเครื่องใช้ไฟฟ้ามัดใจผู้บริโภคดีกว่าใครในโลก แต่พวกเขาดันอ่อนหัดเรื่องเทคโนโลยีโทรคมนาคมอย่างหนัก
หากไม่มีพันธมิตรที่รู้ลึกในเรื่องนี้ Sony ก็ไม่มีทางแทรกตัวเข้าไปในตลาดที่โตไวที่สุดในโลกได้
ในที่สุด สองบริษัทยักษ์ใหญ่ที่กำลังบอบช้ำ บริษัทนึงขาดทุนย่อยยับ อีกบริษัทก็เข้าตลาดไม่ได้
ก็เริ่มหันมามองหน้ากัน จนเกิดเป็นการจับมือร่วมทุนในสัดส่วน 50 ต่อ 50 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี 2001
พวกเขาตั้งชื่อแบรนด์ใหม่สุดเท่ว่า “Sony Ericsson Mobile Communications”
พวกเขาเลือกใช้อาคารบนถนน Hammersmith Road ในเขต West London เป็นสำนักงานใหญ่ระดับโลก
เหตุผลที่เลือกที่นี่ก็เพื่อสร้างพื้นที่เป็นกลาง ไม่ใช่ Tokyo และไม่ใช่ Stockholm จะได้ไม่มีใครรู้สึกว่าถูกข่ม
พวกเขาดึงตัว Katsumi Ihara ลูกหม้อรุ่นเก๋าจาก Sony มานั่งแท่นประธานบริษัทคนแรก
แต่ชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย ช่วงแรกของการร่วมทุนคือฝันร้ายของการปะทะกันทางวัฒนธรรมองค์กร
ฝั่ง Sony เข้ามากุมบังเหียนด้านการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ส่วนทีม Ericsson ดูแลฝ่ายทรัพยากรบุคคล
การเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็ดุเดือดเลือดพล่าน เพราะต่างฝ่ายต่างก็หวงเทคโนโลยีของตัวเอง
ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาในช่วงแรกก็แป้กไม่เป็นท่า บริษัทผลาญเงินทุนรัวๆ จนต้องอัดฉีดเงินเพิ่มเข้าไปอีก 500 ล้านดอลลาร์
และตัดสินใจถอนตัวจากตลาดมือถือระบบ CDMA ในอเมริกาแบบถาวรในจังหวะเวลาที่แย่ที่สุด
ปล่อยให้ค่ายคู่แข่งอย่าง Motorola กอบโกยส่วนแบ่งในอเมริกาไปอย่างสบายใจด้วยมือถือฝาพับยอดฮิต
บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องทำกำไรให้ได้ภายใน 12 เดือน แต่เอาเข้าจริงเป้าหมายนั้นเลื่อนออกไปถึงสองปีเต็ม
จนกระทั่งชายคนนึงก้าวเข้ามากอบกู้สถานการณ์ เขาไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูง แต่เขาคือหน้าใหม่แห่งวงการออกแบบ
ชายคนนี้ชื่อ Erik Ahlgren บัณฑิตจาก Umeå Institute of Design เขาได้รับโจทย์ให้ออกแบบโทรศัพท์รุ่นใหม่
แทนที่จะก้มหน้าทำตามสเปคเครื่อง เขาเลือกใช้คำคุณศัพท์อย่าง ความเรียบง่าย ความบริสุทธิ์ มาเป็นเข็มทิศ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ โทรศัพท์รุ่น T610 ที่เปิดตัวในกลางปี 2003 มือถือรูปทรงแท่งสุดโฉบเฉี่ยว
น้ำหนักเบาหวิวแค่ 95 กรัม หน้าจอสี 65,000 สี มีกล้องในตัว แถมยังมี Bluetooth อีกต่างหาก
ท่ามกลางตลาดที่เต็มไปด้วยมือถือดีไซน์รกรุงรัง T610 เหมือนสายลมแห่งความมินิมอลแบบสแกนดิเนเวียน…
มันกวาดรางวัลระดับโลก และที่สำคัญที่สุด มันสร้างผลกำไรไตรมาสแรกให้กับบริษัทได้สำเร็จ ด้วยรายได้สุทธิ 62 ล้านยูโร
นักออกแบบจากมหาวิทยาลัยเล็กๆ ในสวีเดนคนนี้ ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับบริษัทร่วมทุนข้ามชาติแห่งนี้
แต่มือถือสวยๆ แค่รุ่นเดียวยังไม่พอสร้างอาณาจักร จุดเปลี่ยนที่แท้จริงมาถึงในยุคของประธานบริษัทคนที่สอง Miles Flint
ทีมงานของเขาผุดไอเดียบ้ามากๆ นั่นคือการงัดเอาของดีที่สุดของ Sony มาประทับตราลงบนมือถือ
พวกเขาเลือกใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่าง “Walkman” มาเจาะกลุ่มคนรักเสียงเพลง และ “Cyber-shot” มาเจาะกลุ่มคนรักกล้อง
ชื่อ “Walkman” คือสัญลักษณ์ของการฟังเพลงแบบพกพามาตั้งแต่ปี 1979 การยอมเอาชื่อนี้มาแปะบนมือถือต้องใช้ความเชื่อใจสูงมาก
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2005 โลกก็ได้รู้จักกับ W800 โทรศัพท์มือถือแบรนด์ “Walkman” เครื่องแรกของโลก
มันมาพร้อมกล้อง 2 ล้านพิกเซล เล่นเพลงต่อเนื่องได้นาน 30 ชั่วโมงเมื่อเปิดโหมดเครื่องบิน
แถมยังมีระบบปรับแต่งเสียง Mega Bass ที่ให้เสียงเบสกระหึ่มนุ่มลึกจนนักรีวิวต้องอ้าปากค้าง
มันเปลี่ยนการโอนไฟล์เพลงจากแผ่น CD ที่เคยยุ่งยากให้กลายเป็นการคลิกเมาส์แค่สามครั้ง สบายสุดๆ
กลยุทธ์ตอนนั้นคือการสร้างมือถือเรือธงสเปคเทพออกมากวาดกระแส เพื่อดึงดูดคนให้ซื้อรุ่นรอง
รุ่น K800i ที่มีแฟลช Xenon กลายเป็นมือถือที่เข้ามาฆ่ากล้องถ่ายรูปคอมแพคในกระเป๋าของใครหลายคน
ส่วนซีรีส์ “Walkman” อย่าง W810 หรือ W910i ก็เปลี่ยนการฟังเพลงให้กลายเป็นแฟชั่นสุดคูล
ในปี 2007 “Sony Ericsson” พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดแบบฉุดไม่อยู่ ส่งออกมือถือได้ถึง 103.4 ล้านเครื่อง
ทุกอย่างดูจะไปได้สวย สูตรสำเร็จกำลังทำงานไร้ที่ติ ตราบใดที่โลกใบนี้ยังวัดความเจ๋งของมือถือกันที่ฮาร์ดแวร์
แต่ภัยคุกคามที่น่ากลัวที่สุดกำลังคืบคลานเข้ามา มันไม่ได้มาในรูปแบบฮาร์ดแวร์ แต่มาในรูปแบบของซอฟต์แวร์
วันที่ 9 มกราคม ปี 2007 Steve Jobs ก้าวขึ้นเวทีใน San Francisco แล้วเปิดตัว “iPhone”
มือถือที่ไม่มีแป้นพิมพ์ปุ่มกดพลาสติกให้เกะกะ ไม่มีแบตเตอรี่ให้ถอดเปลี่ยนได้ แต่มาพร้อมซอฟต์แวร์ที่ลื่นไหล
ซอฟต์แวร์ของ Apple ทำให้มือถือค่ายอื่นบนโลกดูเหมือนของเด็กเล่นที่ประกอบขึ้นจากเศษอะไหล่เก่าๆ
คนส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมตอนนั้นหัวเราะเยาะและมองข้ามคู่แข่งรายนี้ ซึ่งมันคือความผิดพลาดที่มีราคาแพงมากๆ
จุดอ่อนของ “Sony Ericsson” กำลังถูกเปิดโปง มือถือที่พวกเขาภูมิใจทำงานบนระบบปฏิบัติการ “Symbian”
มันกำลังเก่าคร่ำคร่า โครงสร้างแตกร้าวเกินกว่าจะรองรับระบบนิเวศของแอปพลิเคชันรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิด
พวกเขาอาจจะเป็นราชาแห่งยุคฟีเจอร์โฟน แต่คำว่าฟีเจอร์โฟนกำลังจะกลายเป็นเพียงแค่อดีตที่ไม่มีใครจดจำ
เมื่อรู้ตัวว่าโลกเปลี่ยน พวกเขาพยายามสู้กลับด้วยการคลอดรุ่น Xperia X1 ออกมาในช่วงปลายปี 2008
แต่นี่คือการรวมความผิดพลาดทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว ดีไซน์สไลด์โค้งพร้อมคีย์บอร์ด QWERTY ดูล้ำยุคมาก
แต่มือถือรุ่นนี้ไม่ได้ถูกออกแบบหรือผลิตโดยทีมงานตัวเอง พวกเขาไปจ้างบริษัท HTC จากไต้หวันทำให้
ที่แย่กว่านั้นคือ มันรันด้วยระบบปฏิบัติการ Windows Mobile 6.1 ของ Microsoft ซึ่งทำงานอืดอาดมาก
ต้องคอยเอาปากกาสไตลัสมาจิ้ม แถมยังใช้งานยากจนนักรีวิวยกให้เป็นหนึ่งในความล้มเหลวแห่งปี
บริษัทที่เคยมีจุดแข็งเรื่องการผสานฮาร์ดแวร์เข้ากับแบรนด์ กลับเอาหัวใจสำคัญของตัวเองให้คนอื่นทำ
การมีเจ้าของสองคนทำให้ทุกอย่างพังทลาย กรรมการบริหารสองชุดต้องมานั่งเถียงกันว่าจะไปทางไหนดี
จะอยู่กับ “Symbian” ต่อ จะไปซบ Windows Mobile หรือจะกระโดดไปหา “Android” ดี เถียงกันจนเสียเวลา
การตัดสินใจที่ล่าช้าทำให้พวกเขาตกขบวน กว่าจะเข็น Xperia X10 มือถือ “Android” รุ่นแรกออกมาได้ก็ปี 2010
แถมยังมาพร้อมกับ “Android” เวอร์ชัน 1.6 ที่เก่าตกรุ่น ในขณะที่ค่ายคู่แข่งเขาหนีไปใช้เวอร์ชัน 2.1 กันหมดแล้ว
จากที่เคยรุ่งโรจน์ ต้องเผชิญการขาดทุนย่อยยับเจ็ดไตรมาสติด ยอดขายร่วงเหลือเพียง 12.5 ล้านเครื่องในปี 2011
วิกฤตเศรษฐกิจโลกเข้ามาซ้ำเติม พนักงานกว่า 5,000 คนถูกลอยแพ ศูนย์วิจัยและพัฒนาทั่วโลกถูกสั่งปิด
สุดท้าย งานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา ในเดือนตุลาคม ปี 2011 Sony ประกาศเข้าซื้อหุ้นครึ่งนึงของ Ericsson ด้วยมูลค่าเพียง 1.05 พันล้านยูโร
พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2012 การควบรวมก็เสร็จสมบูรณ์
ชื่อของ “Sony Ericsson” ถูกลบหายไป เปลี่ยนผ่านไปสู่ชื่อ Sony Mobile Communications
ป้ายโลโก้หน้าตึกบนถนน Hammersmith Road ถูกปลดลง ปิดตำนาน 10 ปี 11 เดือนของแบรนด์ที่เคยร้อนแรงที่สุด
คำถามคือ พวกเขาแพ้ให้ “iPhone” ใช่หรือเปล่า คำตอบคือไม่ใช่ซะทีเดียว.
สิ่งที่ฆ่าพวกเขาคือโครงสร้างของตัวพวกเขาเองต่างหาก เป็นบริษัทที่ต้องการเสียงตัดสินใจเพียงหนึ่งเดียว แต่กลับมีถึงสองเสียง
พวกเขามีนักออกแบบที่เก่งกาจ มีแบรนด์ที่ทรงพลัง มีวิศวกรชั้นยอด มีทุกอย่างที่พร้อมจะชนะในเกมนี้
แต่ดันขาดความรวดเร็วในการตัดสินใจเมื่อกระแสลมของโลกเทคโนโลยีเปลี่ยนทิศทางอย่างรุนแรง.
แม้บริษัทจะล่มสลายไปแล้ว แต่มรดกที่ทิ้งไว้กลับมีอายุยืนยาวกว่า ทุกวันนี้ในตลาดนักสะสม มือถือรุ่นเก่าๆ ยังคงราคาแพง
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในกรุงลอนดอนนำมือถือ W800 ไปจัดแสดงในฐานะวัตถุทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเลยเชียว
กลุ่มคนเล่นเครื่องเสียงยังคงยกย่องคุณภาพเสียงจากชิปถอดรหัส Wolfson WM8975 ในรุ่น W800 ว่าเสียงใสปิ๊ง
มันให้ความถี่เสียงราบเรียบสะอาดตากว่าสมาร์ทโฟนยุคนี้หลายๆ รุ่นด้วยซ้ำ
ปุ่มกดที่ยังคงตอบสนองดีเยี่ยมหลังจากผ่านไปนับสิบปี เสียงวิทยุ FM ที่นุ่มลึกกว่าลำโพงไร้สายราคาแพง
นี่ไม่ใช่แค่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความเคารพต่อความทุ่มเททางวิศวกรรมที่ผู้ใช้งานสัมผัสได้จริง
นี่คือเรื่องราวของอาณาจักรที่ผสมผสานความเข้าใจผู้บริโภคของญี่ปุ่น เข้ากับความเจ้าระเบียบด้านโทรคมนาคมของสวีเดน
จนสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่พิเศษสุดขึ้นมาได้ น่าเสียดายที่โครงสร้างของพวกเขาใหญ่และเชื่องช้าเกินไป
ช้าเกินกว่าจะก้าวตามการปฏิวัติซอฟต์แวร์ได้ทัน สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ให้กับกาลเวลา
เรื่องนี้สอนเราว่า ไม่ว่าคุณจะยิ่งใหญ่ หรือสร้างผลงานระดับตำนานไว้มากแค่ไหนบนโลกใบนี้
หากโครงสร้างภายในไม่แข็งแรงพอ และปรับตัวไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายแล้ว ผลงานที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นก็จะเป็นเพียงแค่ของล้ำค่า ที่ถูกเก็บไว้ในตู้โชว์ของพิพิธภัณฑ์เท่านั้นเอง
References : [wikipedia, gsmarena, theverge, engadget, mobilephonemuseum]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/who-killed-sony-ericsson/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ความรู้รอบตัว
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
1 บันทึก
5
1
1
5
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย