3 ก.ย. เวลา 04:10 • การเมือง

TH-AI Passport ของขวัญที่ไม่มีคนอยากได้

TH-AI Passport เปิดสิทธิ์ให้คนไทย 5 ล้านคน ใช้ AI ระดับ Pro ฟรี 1 ปี เข้าถึง 24 โมเดล จาก 14 ผู้ให้บริการ รัฐลงงบประมาณ 1,621 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนราว 27 บาทต่อคนต่อเดือน เทียบกับราคาตลาดที่ 600-900 บาทต่อเดือน แต่พอถึงวันเปิดใช้งานจริง มีคนลงทะเบียน 1.3 ล้านคน
เกิดอะไรขึ้น
ถ้าละเลยเรื่องการจับผิดกันออกไปก่อน ละเลยเรื่องการเยาะเย้ยถากถางกันถึงความไม่สำเร็จเพื่อลดเครดิตของคนทำออกไปก่อน แต่ลองช่วยกันหาสาเหตุที่แท้จริงและภาพที่ตัวเลขนี้แสดงให้เห็น และสิ่งที่น่ากังวลมากกว่าความไม่สำเร็จเชิงตัวเลข น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าการนั่งชี้หากันเพื่อสร้างคนผิดอย่างที่สังคมเราชอบทำกัน
เริ่มจากการดูกลุ่มเป้าหมายกันก่อน
กลุ่มแรกที่ผมคิดถึงคือกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ผมลองประเมินตัวเลขนักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ ม.3 (อายุ 15 ปีบริบูรณ์ตามเกณฑ์กำหนด) ถึงปริญญาตรี (รวมอาชีวะศึกษา) ซึ่งถ้านับจากจำนวนเด็กเกิดก็ตกรุ่นละราว 5 แสนคน รวมทั้งหมด 8 รุ่นก็ประมาณ 4 ล้านคน หากหักจำนวนคนที่ไม่ได้เรียนต่อในระดับ ป.ตรี ออกไป (ซึ่งปัจจุบันมีไม่มาก) ก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านคน
กลุ่มที่สองที่ผมคิดถึงคือเจ้าหน้าที่ภาครัฐอีกราว 3 ล้านคน สองกลุ่มนี้รวมกันก็ 6 ล้านคนแล้ว มากกว่าโควตา 5 ล้านสิทธิ์ที่รัฐเปิดไว้ด้วยซ้ำ โดยที่ยังไม่ต้องนับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปสักคน
แปลว่าถ้าแค่สองกลุ่มนี้สนใจ สิทธิ์ควรเต็มไปนานแล้ว คำถามคือ ทำไมไม่สนใจ
จะบอกว่าส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้น่าจะมีสมัครใช้กันอยู่แล้วทั้งเวอร์ชันฟรีและไม่ฟรี ซึ่งผมเดาว่าส่วนใหญ่ของคนที่ใช้น่าจะเป็นเวอร์ชันฟรีเพราะส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้เป็นคนชั้นกลางซึ่งการเสียเงินเดือนละประมาณเกือบ 700 มีผลกระทบกับกำลังซื้อรวม แต่ถึงไม่ฟรี การสมัคร ai-passport ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงโมเดลที่เก่งกว่าจากหลายค่ายได้มากขึ้น
อีกคำอธิบายหนึ่งที่มักได้ยินคือ "คนไทยไม่รู้ข่าว" หรือ "ขั้นตอนยุ่งยาก" ผมคิดว่ามันตื้นเกินไป เพราะเมื่อไปเปิดดูตัวเลขที่ภาครัฐเองรายงานไว้ เรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ
โครงการ AI for Teachers อบรมครูไทยไปแล้ว 160,507 คน มีผู้รับใบประกาศนียบัตร 135,560 คน ผลสำรวจระบุว่าผู้บริหารและครู 99.7% เห็นว่า AI ช่วยลดช่องว่างทางการเรียนรู้ได้ และรายงานว่ามีนักเรียนได้รับประโยชน์ถึง 3.3 ล้านคน (นักเรียน ป. 1- ม.6 และอาชีวะ ระดับ ปวช. รวมกัน 12 ชั้นปีมีประมาณ 6 ล้านคน)
ฝั่งข้าราชการ สำนักงาน ก.พ. อนุมัติกรอบ 7 ทักษะดิจิทัลสำหรับบุคลากรภาครัฐมาตั้งแต่ปี 2566 ครอบคลุมข้าราชการทุกสายงาน ตั้งเป้าให้ปรับใช้ทักษะดิจิทัลและ AI ในการทำงานได้เต็มรูปแบบภายในปี 2570
ถ้าตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริง ครูหลักแสนคนใช้ AI เป็น เด็ก 3.3 ล้านคนได้ประโยชน์ไปแล้ว และข้าราชการทั้งระบบอยู่ในแผนพัฒนาทักษะ AI มาแล้ว 3 ปี แล้วทำไมของฟรีที่ดีกว่าถึงเหลือค้างอยู่ 3.7 ล้านสิทธิ์ ตัวเลขสองชุดนี้ขัดแย้งกันเอง และเมื่อตัวเลขขัดแย้งกันเอง แปลว่าอย่างน้อยตัวเลขหนึ่งชุดไม่ได้วัดในสิ่งที่อ้างว่าวัด
ลองไล่ดูว่าการอบรมของรัฐวัดอะไรบ้าง สิ่งที่เจอคือ จำนวนคนเข้าอบรม จำนวนใบประกาศนียบัตร และแบบประเมินความพึงพอใจปลายคอร์ส ทั้งสามอย่างนี้คือ input กับ perception ไม่มีอันไหนเป็น outcome หรือประสิทธิผลจริงเลยซักอัน แม้แต่ตัวเลข "นักเรียน 3.3 ล้านคนได้ประโยชน์" ก็ไม่ใช่ผลการวัดว่าเด็กทำอะไรได้เพิ่มขึ้น แต่คือการนับหัวนักเรียนที่อยู่ในความดูแลของครูที่ผ่านการอบรม เป็นการแปลง input ให้ออกมาหน้าตาเหมือน outcome
ส่วนกรอบ 7 ทักษะดิจิทัลของ ก.พ. ที่ประกาศมาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงวันนี้ยังไม่ปรากฏตัวเลขคืบหน้าระหว่างทางว่ามีข้าราชการผ่านการประเมินสมรรถนะจริงไปแล้วกี่คน มีแต่หมวดทักษะกับเป้าหมายปลายทางปี 2570
คำถามคือ ทำไมภาครัฐถึงไม่วัด outcome
คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ การวัด outcome มีความเสี่ยงที่ผลจะออกมาไม่สวย และผลที่ไม่สวยจะย้อนกลับมากระทบ KPI ของหน่วยงานและของผู้บริหารโครงการเองถ้ากำหนด KPI เป็นประสิทธิผลจริงที่ได้จากการอบรม ด้วยเหตุนี้หากไปย้อนดู KPI ภาครัฐทุกองค์กร ไม่เว้นแต่ KPI ของ สตง. ปปช. หรือแม้แต่ กพ. เองก็ตาม จะกำหนด KPI ที่ไม่สามารถวัดประสิทธิผลได้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงการทำไม่ได้ตาม KPI
การวัดแค่จำนวนคนเข้าอบรมกับความพึงพอใจจึงปลอดภัยกว่ามาก ได้ตัวเลขสวยทุกปี ไม่มีใครเดือดร้อน และไม่มีใครรู้ว่าเงินที่ลงไปเปลี่ยนอะไรได้จริงบ้าง
นี่คือการอบรมที่กลวงตั้งแต่การออกแบบหลักสูตร ไปจนถึงการออกแบบตัวชี้วัด และด้วยสาเหตุนี้ ระบบราชการของเราจึงเต็มไปด้วยการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่สร้างประสิทธิผลให้เกิดขึ้นจริงแม้แต่น้อย และนี่เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ระบบราชการของเราต้องถูกปฏิรูปแบบจริงจัง
นี่คือสาเหตุแรกที่ผมมองเห็น แต่ยังอีกสาเหตุหนึ่งที่ตัวชี้วัดระดับชาติมองไม่เห็น
ข้อมูลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาส 1 ปี 2568 ระบุว่า ครัวเรือนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 92.2% ประชากรอายุ 6-14 ปี ใช้อินเทอร์เน็ต 96.9% ประชากรอายุ 15-24 ปี ใช้อินเทอร์เน็ต 99.1%
ตัวเลขชุดนี้สวยงามมาก ใกล้เคียงประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในรายงานฉบับเดียวกัน ครัวเรือนไทยที่มีคอมพิวเตอร์อยู่ในบ้าน มีเพียง 20.8% และลดลงจาก 22.6% ในปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้บอกว่า แปดในสิบครัวเรือนไทยไม่มีคอมพิวเตอร์ และสัดส่วนนี้กำลังถอยหลัง มันคือความต่างระหว่างการ "เสพ" กับการ "นำไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มความสามารถในการหารายได้"
มือถือดูคลิปได้ แชทได้ ไถฟีดได้ดีเยี่ยม แต่การเขียนรายงาน 10 หน้า เขียนโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล หรือเปิดเอกสารเทียบกันหลายหน้าต่างพร้อมคุยกับ AI ไปด้วย ทำบนมือถือได้ลำบากมาก เด็กที่มีแต่มือถือจึงเข้าถึง AI ได้ในทางเทคนิค แต่ใช้ AI สร้างผลงานจริงได้น้อยมาก
ทีนี้ลองดูว่าประเทศเราวัดความก้าวหน้าเรื่องนี้อย่างไร
ดัชนีความก้าวหน้าของคน (Human Achievement Index) ของสภาพัฒน์ ในด้านการคมนาคมและการสื่อสาร ใช้ตัวชี้วัดว่า "ประชากรที่มีโทรศัพท์มือถือและเข้าถึงอินเทอร์เน็ต" ไม่มีตัวชี้วัดเรื่องคอมพิวเตอร์แยกออกมาเลย ผลคือประเทศไทยผ่านตัวชี้วัดนี้อย่างสบายด้วยตัวเลข 96-99% ในขณะที่ความจริงคือ 8 ใน 10 ครัวเรือนไม่มีเครื่องมือที่ใช้ผลิตงานได้
นี่คือการวัดโดยสภาพัฒน์ หน่วยงานที่ได้ชื่อว่าเป็นมันสมองของประเทศ แต่ทำได้แค่นี้
ทำไมสภาพัฒน์จึงไม่รู้ว่า ตัวชี้วัดที่ผ่านง่ายเกินไปไม่ได้แปลว่าเราเก่ง แต่แปลว่าเรากำลังวัดผิดที่ และการวัดผิดที่สร้างภาพลวงตาว่าเราก้าวทันเทคโนโลยีแล้ว ทั้งที่ยังก้าวไม่ทัน ภาพลวงตานี้อันตราย เพราะมันทำให้ไม่มีใครรู้สึกว่าต้องแก้อะไร
คำตอบคือ สภาพัฒน์เองก็แอบใช้ตัวชี้วัดแบบนี้อยู่เหมือนกัน ผีย่อมเข้าใจในผี
สุดท้าย กลุ่มที่ผมกังวลที่สุด คือนักศึกษามหาวิทยาลัย
เพราะกลุ่มนี้ไม่เหลือข้ออ้างแล้ว ส่วนใหญ่มีคอมพิวเตอร์ใช้ มีทักษะภาษา มีอิสระในการตัดสินใจเต็มที่ ไม่ต้องรอครูหรือโรงเรียนมาป้อน และอยู่ในช่วงชีวิตที่ AI ควรมีบทบาทสูงที่สุด ทั้งการทำความเข้าใจเรื่องที่เรียน การค้นคว้าวิจัย การเขียนวิทยานิพนธ์ การเขียนโค้ด และการวิเคราะห์ข้อมูล ผมเองซึ่งเป็นคนวัยกลางคนแล้วยังคิดว่าถ้า AI มาในช่วงที่ผมเป็นนักศึกษาผมคงไปไกลกว่านี้มาก
แต่ทำไมเยาวชนที่ควรจะใช้มันอย่างเต็มที่จึงไม่สนใจ
จริงอยู่ว่ามีนักศึกษาบางส่วนที่มหาวิทยาลัยจัดสิทธิ์ AI ระดับพรีเมียมให้อยู่แล้ว แต่นั่นเป็นส่วนน้อย และต่อให้มีอยู่แล้ว AI Passport ก็ยังเปิดทางให้เข้าถึงโมเดลที่แรงกว่าและหลากหลายกว่าได้อีก แต่ก็ยังไม่สนใจ
สิ่งที่ตีความได้คือ การใช้ AI ของนักศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังอยู่แค่ระดับถามตอบสั้นๆ กับสรุปเนื้อหา ซึ่งเวอร์ชันฟรีก็เพียงพอแล้ว ยังไปไม่ถึงระดับที่จะรู้สึกถึงความแตกต่างของโมเดลที่เก่งกว่า พูดอีกแบบคือ เพดานการใช้ AI ของเค้าต่ำเกินกว่าที่จะมองเห็นคุณค่าของเครื่องมือที่ดีกว่า
คนกลุ่มนี้คือคนที่จะเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยเข้าสู่ตลาดแรงงานในอีก 1-4 ปีข้างหน้า ไปแข่งกับแรงงานจากประเทศที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือทำงานหลักไปเรียบร้อยแล้ว (แม้จะทำงานในประเทศ แต่ก็ต้องแข่งกับต่างประเทศผ่านการผลิตสินค้าและบริการเพื่อนำเงินเข้าประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม และจะไม่อยู่ในภาคการผลิตเพื่อการส่งออกโดยตรงก็ตาม)
อีกไม่กี่ปี นายจ้างจะไม่ถามว่า "ใช้ AI เป็นไหม" แต่จะถามว่า "ใช้ AI ทำอะไรได้บ้าง" และคำตอบของบัณฑิตไทยจำนวนมาก อาจยังอยู่ที่ "ใช้ถามการบ้าน"
แล้วควรแก้อย่างไร (เป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น แต่เหล่านี้คือสิ่งที่คนที่อยู่ในระบบการศึกษา คนที่อยู่ในกระบวนการปฏิรูประบบราชการ และนักการเมืองในทุกระดับต้องช่วยกันคิด เพิ่มเติมจากการชี้หาคนผิด ซึ่งก็ว่าไปตามผิด แต่เรื่องนี้สำคัญกว่ามาก)
1. เปลี่ยนการวัดผลการอบรมภาครัฐ จาก input เป็น outcome วัดว่าครูมีความรู้ถึงระดับมาตรฐานสากลจริงกี่คน นำไปใช้ในห้องเรียนจริงกี่คน วัดจากชิ้นงานของนักเรียนที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่วัดจากจำนวนใบประกาศกับแบบประเมินความพึงพอใจ และต้องยอมรับให้ได้ว่าตัวเลขปีแรกอาจออกมาน่าเกลียด ระบบที่ไม่ยอมให้ล้มเหลว คือระบบที่ไม่มีวันรู้ว่าต้องแก้อะไร โดยต้องมีระบบการประเมินที่ไม่ซูเอี๋ยกัน ดีคือดี ไม่ดีคือต้องปรับ ไม่ใช่ประเมินอย่างที่ระบบประเมินของระบบราชการไทยเป็นอยู่ในทุกซอกหลืบแบบปัจจุบัน
2. ปรับตัวชี้วัดดิจิทัลระดับชาติ เพิ่มตัวชี้วัดการเข้าถึง "อุปกรณ์ที่ใช้ผลิตงานได้" และจำนวนการใช้จริง (ซึ่งวัดไม่ยากด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน) ไม่ใช่แค่มือถือกับอินเทอร์เน็ต และเพิ่มตัวชี้วัดการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลิตภาพ ไม่ใช่วัดแค่การเข้าถึง
3. ลงทุนเรื่องอุปกรณ์อย่างจริงจัง ห้องคอมพิวเตอร์โรงเรียนที่เปิดใช้นอกเวลาเรียนได้จริง ศูนย์ดิจิทัลชุมชนที่ใช้งานได้จริง และมาตรการช่วยครัวเรือนรายได้น้อยเข้าถึงคอมพิวเตอร์ เพราะตัวเลข 20.8% ที่กำลังลดลง แก้ด้วยการรณรงค์ไม่ได้
4. ผูกทักษะ AI เข้ากับสิ่งที่คนแต่ละกลุ่มสนใจจริง สำหรับนักเรียนคือระบบการสอบและการวัดผลการเรียน สำหรับนักศึกษาคือโจทย์ในหลักสูตรที่บังคับให้ต้องใช้เครื่องมือระดับสูงจริงๆ เพื่อพัฒนาทักษะเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานหรือการเรียนต่อระดับสูง สำหรับข้าราชการคือการประเมินผลงานและความก้าวหน้าในสายงาน ไม่ใช่ชั่วโมงอบรมสะสม
สุดท้าย
เรื่องที่น่ากังวลที่สุดในกรณี TH-AI Passport ไม่ใช่ตัวเลข 1.3 ล้าน แต่คือการที่เรามีระบบที่ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าทำไมมันถึงเป็น 1.3 ล้าน ประเทศที่เลือกวัดเฉพาะสิ่งที่ทำให้ตัวเองดูดี จะไม่มีวันเห็นปัญหาที่แท้จริงของตัวเอง และจะตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าเทคโนโลยีรอบหน้าจะเป็นอะไรก็ตาม ดูน้อยลง
โฆษณา