•
3 ก.ย. เวลา 10:12 • ดนตรี เพลง

Lemme Revisit: Pulp — Different Class (1995)

สามทศวรรษแห่งความตลกร้ายของสงครามชนชั้น เมื่อม้ามืดแห่งบริตป๊อบใช้ดนตรีเต้นรำสะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคมได้อย่างเจ็บแสบ
แนวเพลง: Britpop, Glam Rock, Art Rock, Indie Pop, Post-Punk, Chamber Pop, Alternative Dance
ท่ามกลางช่วงกลางถึงปลายยุค 90s ที่วงการดนตรีฝั่งอังกฤษกำลังดุเดือดไปด้วยศึกแห่งยุคสมัยอย่าง “Battle of Britpop” ระหว่างสองมหาอำนาจ Blur และ Oasis มีเพียงวงดนตรีม้ามืดจากเชฟฟิลด์นามว่า Pulp ที่นำโดย Jarvis Cocker ชายหนุ่มใส่แว่นรูปร่างสูงชะลูดผู้มาพร้อมเสน่ห์อันเฉพาะตัวและคารมอันเผ็ดร้อน ที่สามารถทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของชาร์ตและสร้างตัวตนที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร
ด้วยอัลบั้มชุดที่ห้าสุดไอคอนิกอย่าง Different Class (1995) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จถล่มทลายทั้งบนชาร์ตและคำวิจารณ์เท่านั้น แต่มันคือผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบชนชั้นและโครงสร้างสังคมอังกฤษได้อย่างเจ็บแสบ ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันอันเหนือชั้น ในแบบที่อัลบั้มน้อยชุดนักจะสามารถเทียบเคียงได้ ถึงแม้ระยะเวลาจะผ่านมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้วก็ตาม
เส้นทางความสำเร็จของ Pulp ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืนเหมือนวงอินดี้ป๊อบยุคใหม่ แต่มันคือผลลัพธ์ของการเคี่ยวกรำยาวนานถึง 17 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งวงเมื่อปี 1978 ผ่านการเปลี่ยนไลน์อัปสมาชิกมาหลายต่อหลายครั้ง และลุยเล่นตามคลับเล็กๆ พร้อมปล่อยอัลบั้มออกมาถึงสี่ชุด แต่ก็ยังไม่สามารถตีตลาดเมนสตรีมได้ จนกระทั่งอัลบั้ม His ’n’ Hers (1994) เริ่มส่งสัญญาณถึงความมีตัวตนของวงด้วยการเข้าชิงรางวัล Mercury Prize (ก่อนจะแพ้ให้กับ M People แบบชวนเหวอ)
และเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในฤดูร้อนปี 1995 เมื่อเพลง “Common People” ทะยานขึ้นอันดับสองบนชาร์ต UK ประจวบเหมาะกับการขึ้นโชว์ระดับตำนานที่ Glastonbury ในฐานะวงเฮดไลน์แทน The Stone Roses แรงส่งทั้งหมดนี้ทำให้อัลบั้ม Different Class กลายเป็นผลงานที่พร้อมระเบิดความสำเร็จสูงสุด จนกวาดคำชมจากสื่อชั้นนำมากมาย และผงาดคว้าชัยชนะรางวัล Mercury Prize ในปี 1996 เหนือคู่แข่งอย่าง What’s The Story Morning Glory? ของ Oasis และ Everything Must Go ของ Manic Street Preachers ไปได้อย่างสมภาคภูมิ
สิ่งที่ทำให้ Pulp เหนือกว่าวงร่วมรุ่นในยุคนั้น คือภาษาและการแต่งเพลงของฟรอนต์แมน Jarvis Cocker เพราะขณะที่วงอื่นๆ ในมูฟเมนต์บริตป๊อบมักเน้นการเอาใจวัฒนธรรมวัยรุ่นชายสายลุย (Laddish culture) Cocker กลับวางตัวเป็นส่วนผสมอันงดงามระหว่าง David Bowie, John Lennon, Marc Bolan และ Grace Jones ในร่างชายผิวขาวซีด
เขามองผ่านเลนส์ความเป็นคนนอก (Outsider) เข้าไปสำรวจความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ความปรารถนาทางเพศ การนอกใจ และบาดแผลทางอารมณ์ โดยใช้โครงสร้างดนตรีป๊อบอันฉูดฉาด ซินธ์เบสหนัก ไลน์เรียบเรียงอันประณีต และท่วงทำนองชวนเต้นรำ มาฉาบทับเนื้อหาที่ขื่นขมภายใต้สูตรเด็ด “ดนตรีสนุกสนาน แต่เนื้อหาโศกศัลย์” (Happy beats, sad words)
อัลบั้มเปิดตัวอย่างฮึกเหิมด้วย “Mis-Shapes” บทเพลงปลุกระดมดนตรีป๊อบอันเรียบหรูที่ฉายภาพความทรุดโทรมและความซับซ้อนของปัญญาชนชนชั้นแรงงาน ที่ต่อให้มีความรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมองเห็นความกดทับในสังคมชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ก่อนจะเบรกอารมณ์ลงสู่แทร็กที่สองอย่าง “Pencil Skirt” เพลงสั้นจังหวะแกลมร็อกที่ขับเน้นมิติความทะเยอทะยานทางเพศและการก้าวข้ามเส้นศีลธรรม Cocker สวมบทบาทชายหนุ่มที่แอบสัมพันธ์ลึกซึ้งกับหญิงสาวที่มีคู่หมั้นแล้ว ดนตรีนำเสนอภาพการแอบมองและความรู้สึกเสียวซ่านของการเป็น “ชู้ในเงามืด” ถ่ายทอดความต้องการชั่ววูบและบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วนของการเป็นตัวเลือกที่ซ่อนไว้ได้อย่างยั่วเย้าและน่าค้นหา
จากนั้นอัลบั้มได้พุ่งเข้าสู่จุดศูนย์กลางอันเจิดจรัสที่สุดอย่าง “Common People” มหากาพย์ซินธ์ป๊อบความยาว 6 นาทีที่จิกหัวตบพวกเศรษฐีมีเงินที่ชอบ “Cosplay เป็นคนชนชั้นแรงงาน” ได้อย่างเผ็ดร้อน บทเพลงตอกย้ำว่าพวกคนชนชั้นสูงไม่มีวันเข้าใจความหมายของการใช้ชีวิตแบบไร้ทางเลือก
เพราะในวันที่ชีวิตพังพินาศ พวกเขายังมีฟูกนุ่มๆ ของฐานะทางบ้านและเงินของพ่อแม่คอยรองรับความเสี่ยงเสมอ ต่างจากคนชนชั้นแรงงานที่ไร้ตาข่ายนิรภัย และทำได้เพียงยึดเหนี่ยวความสุขเล็กๆ น้อยๆ อย่างควันบุหรี่ โต๊ะสนุ๊กเกอร์ หรือเหล้าเบียร์ถูกๆ ไว้ประทังชีวิตไปวันๆ
การเสียดสีระบบชนชั้นถูกพักไว้ชั่วคราวแล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “I Spy” บทเพลงที่ดึงผู้ฟังลงสู่ความมืดมิดและเต็มไปด้วยบรรยากาศน่าสงสัย โดย Cocker วาดบทบาทเป็นสายลับชนชั้นล่างที่แอบแทรกซึมไปลักลอบเป็นชู้กับเมียคนรวย ไม่ใช่เพื่อความตื่นเต้นทางกาย แต่เพื่อเป็นการแก้แค้นระบบชนชั้น (“It’s not a case of woman v. man, it’s more a case of haves against haven’ts”)
ดนตรีปรับสวิทช์สลับมาสู่มิติอันคึกคักใน “Disco 2000” บทเพลงดิสโก้ป๊อบอัพบีทที่ถ่ายทอดความเงอะงะ ความเงี่ยนง่านในวัยเยาว์ และความฝันที่ไม่เคยเป็นจริงของเด็กหนุ่มหน้าสิวไร้เสน่ห์ทางสังคมได้อย่างย้อนยอกและติดหู
ตามมาติดๆ ด้วย “Live Bed Show” งานแชมเบอร์ป๊อบแห่งความโศกเศร้าที่ตั้งคำถามถึงการหมดความหมายของความสัมพันธ์ในห้องนอนเมื่อเวลาผ่านไป จากเรื่องราวความสัมพันธ์เฟื่องฟูในวัยเยาว์ที่เปลี่ยนไปสู่ความเหงา ความโดดเดี่ยว และเตียงนอนที่ค่อยๆ เย็นชา
สภาวะจิตใจอันดำมืดถูกถอดถอนออกไปเมื่ออัลบั้มเดินทางมาถึง “Something Changed” บทเพลงรักบรรยากาศสว่างไสวตรงไปตรงมาที่ปล่อยวางความซับซ้อนทั้งหมด แล้วบอกเล่าเพียงความบังเอิญอันงดงามของการตกหลุมรักระหว่างคนสองคนได้อย่างนุ่มนวล ก่อนที่บรรยากาศจะเริ่มหมุนเปลี่ยนทิศทางอีกครั้งใน “Sorted for E’s & Wizz” เพลงชาติประจำมิวสิคเฟสติวัลกลางแจ้งจังหวะคึกคัก ที่แท้จริงแล้วซ่อนความเหงา ความอ้างว้าง และความหวาดกลัวจากการใช้ยาเสพติดเอาไว้ภายใต้รอยยิ้มและท่วงทำนองที่สนุกสนาน
จังหวะดนตรีเร่งความเร็วขึ้นใน “F.E.E.L.I.N.G.C.A.L.L.E.D.L.O.V.E.” แทร็กที่ถอดเอาความสมบูรณ์แบบของการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกออกไป แล้วใส่ความรู้สึกคลื่นไส้ สกปรก และบรรยากาศอันลื่นไหลเหนือจริงลงไปแทน ผ่านการเรียบเรียงดนตรีอันเงียบเชียบและเสียงกระซิบอันน่าขนลุก ต่อด้วย “Underwear” เพลงป๊อบฟังง่ายแต่เนื้อหาขื่นขม ที่ถ่ายทอดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ความลังเล และความเปราะบางของมนุษย์ในวินาทีสำคัญก่อนที่จะเกิดการนอกใจ
ความเข้มข้นทางอารมณ์ถูกส่งต่อไปยัง “Monday Morning” บทเพลงที่สะท้อนความเหงา ความซ้ำซากจำเจของการทำงาน และการแสวงหาทางรอดรวมถึงความสุขชั่วคราวในเช้าวันจันทร์ผ่านจังหวะแดนซ์อันทรงพลัง ก่อนจะปิดฉากอัลบั้มอย่างละมุนและตราตรึงด้วย “Bar Italia” เพลงปิดท้ายที่โอบรับความบอบช้ำของผู้คนที่เพิ่งผ่านพ้นค่ำคืนอันยาวนาน นำพาผู้ฟังไปนั่งพักใจในร้านกาแฟยามเช้า เพื่อฟื้นฟูจิตใจและตั้งหลักรับมือกับความเป็นจริงของโลกใบเดิมอีกครั้ง
แม้ว่า Different Class จะไม่ได้ไปสร้างแรงสั่นสะเทือนในฝั่งอเมริกาเหมือนอัลบั้มบริตป๊อบส่วนใหญ่ แต่มันกลับสร้างอิมแพคอันยิ่งใหญ่และยั่งยืนต่อวงการดนตรีร่วมสมัย มันคือพิมพ์เขียวของการนำประเด็นสังคมและชนชั้นมาเล่าผ่านดนตรีป๊อบเต้นรำ ซึ่งส่งอิทธิพลโดยตรงต่อวงอินดี้ร็อกและอาร์ตร็อกรุ่นหลังมากมาย เช่น Franz Ferdinand, Arctic Monkeys, The 1975 ไปจนถึงวงป๊อบที่ใช้ภาษาเชิงเสียดสีในปัจจุบัน
Different Class คือหนึ่งในอัลบั้มที่สมจริงที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างสรรค์ขึ้นมาในโลกดนตรี มันเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้งอันสะท้อนภาพซากปรักหักพัง ความอักเสบ และความกระอักกระอ่วนของชีวิตวัยรุ่น ผ่านท่วงทำนองป๊อบอันสมบูรณ์แบบ ราวกับเป็นซาวด์แทร็กประจำชีวิตวัยเยาว์ของผู้ฟังทุกคน และเป็นเรื่องอันน่าอบอุ่นใจอย่างประหลาดที่มีคนแปลกหน้าอย่าง Jarvis Cocker เข้าใจและบันทึกความรู้สึกเหล่านั้นไว้ทั้งหมดอย่างหมดจด
คะแนน: 10/10
แทร็กไฮไลต์: Mis-Shapes, Common People, Disco 2000, Live Bed Show, Something Changed, Sorted for E’s & Wizz, Underwear และ Bar Italia
โฆษณา