ด้วยอัลบั้มชุดที่ห้าสุดไอคอนิกอย่าง Different Class (1995) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสำเร็จถล่มทลายทั้งบนชาร์ตและคำวิจารณ์เท่านั้น แต่มันคือผลงานที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบชนชั้นและโครงสร้างสังคมอังกฤษได้อย่างเจ็บแสบ ลุ่มลึก และเต็มไปด้วยอารมณ์ขันอันเหนือชั้น ในแบบที่อัลบั้มน้อยชุดนักจะสามารถเทียบเคียงได้ ถึงแม้ระยะเวลาจะผ่านมานานกว่า 3 ทศวรรษแล้วก็ตาม
เส้นทางความสำเร็จของ Pulp ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืนเหมือนวงอินดี้ป๊อบยุคใหม่ แต่มันคือผลลัพธ์ของการเคี่ยวกรำยาวนานถึง 17 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งวงเมื่อปี 1978 ผ่านการเปลี่ยนไลน์อัปสมาชิกมาหลายต่อหลายครั้ง และลุยเล่นตามคลับเล็กๆ พร้อมปล่อยอัลบั้มออกมาถึงสี่ชุด แต่ก็ยังไม่สามารถตีตลาดเมนสตรีมได้ จนกระทั่งอัลบั้ม His ’n’ Hers (1994) เริ่มส่งสัญญาณถึงความมีตัวตนของวงด้วยการเข้าชิงรางวัล Mercury Prize (ก่อนจะแพ้ให้กับ M People แบบชวนเหวอ)
และเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในฤดูร้อนปี 1995 เมื่อเพลง “Common People” ทะยานขึ้นอันดับสองบนชาร์ต UK ประจวบเหมาะกับการขึ้นโชว์ระดับตำนานที่ Glastonbury ในฐานะวงเฮดไลน์แทน The Stone Roses แรงส่งทั้งหมดนี้ทำให้อัลบั้ม Different Class กลายเป็นผลงานที่พร้อมระเบิดความสำเร็จสูงสุด จนกวาดคำชมจากสื่อชั้นนำมากมาย และผงาดคว้าชัยชนะรางวัล Mercury Prize ในปี 1996 เหนือคู่แข่งอย่าง What’s The Story Morning Glory? ของ Oasis และ Everything Must Go ของ Manic Street Preachers ไปได้อย่างสมภาคภูมิ
สิ่งที่ทำให้ Pulp เหนือกว่าวงร่วมรุ่นในยุคนั้น คือภาษาและการแต่งเพลงของฟรอนต์แมน Jarvis Cocker เพราะขณะที่วงอื่นๆ ในมูฟเมนต์บริตป๊อบมักเน้นการเอาใจวัฒนธรรมวัยรุ่นชายสายลุย (Laddish culture) Cocker กลับวางตัวเป็นส่วนผสมอันงดงามระหว่าง David Bowie, John Lennon, Marc Bolan และ Grace Jones ในร่างชายผิวขาวซีด
การเสียดสีระบบชนชั้นถูกพักไว้ชั่วคราวแล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ “I Spy” บทเพลงที่ดึงผู้ฟังลงสู่ความมืดมิดและเต็มไปด้วยบรรยากาศน่าสงสัย โดย Cocker วาดบทบาทเป็นสายลับชนชั้นล่างที่แอบแทรกซึมไปลักลอบเป็นชู้กับเมียคนรวย ไม่ใช่เพื่อความตื่นเต้นทางกาย แต่เพื่อเป็นการแก้แค้นระบบชนชั้น (“It’s not a case of woman v. man, it’s more a case of haves against haven’ts”)
แม้ว่า Different Class จะไม่ได้ไปสร้างแรงสั่นสะเทือนในฝั่งอเมริกาเหมือนอัลบั้มบริตป๊อบส่วนใหญ่ แต่มันกลับสร้างอิมแพคอันยิ่งใหญ่และยั่งยืนต่อวงการดนตรีร่วมสมัย มันคือพิมพ์เขียวของการนำประเด็นสังคมและชนชั้นมาเล่าผ่านดนตรีป๊อบเต้นรำ ซึ่งส่งอิทธิพลโดยตรงต่อวงอินดี้ร็อกและอาร์ตร็อกรุ่นหลังมากมาย เช่น Franz Ferdinand, Arctic Monkeys, The 1975 ไปจนถึงวงป๊อบที่ใช้ภาษาเชิงเสียดสีในปัจจุบัน
Different Class คือหนึ่งในอัลบั้มที่สมจริงที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างสรรค์ขึ้นมาในโลกดนตรี มันเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้งอันสะท้อนภาพซากปรักหักพัง ความอักเสบ และความกระอักกระอ่วนของชีวิตวัยรุ่น ผ่านท่วงทำนองป๊อบอันสมบูรณ์แบบ ราวกับเป็นซาวด์แทร็กประจำชีวิตวัยเยาว์ของผู้ฟังทุกคน และเป็นเรื่องอันน่าอบอุ่นใจอย่างประหลาดที่มีคนแปลกหน้าอย่าง Jarvis Cocker เข้าใจและบันทึกความรู้สึกเหล่านั้นไว้ทั้งหมดอย่างหมดจด
คะแนน: 10/10
แทร็กไฮไลต์: Mis-Shapes, Common People, Disco 2000, Live Bed Show, Something Changed, Sorted for E’s & Wizz, Underwear และ Bar Italia