3 ก.ย. เวลา 11:04 • หนังสือ

เมื่อมนุษย์ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้

ชุด "อาคาชิค เรคคอด: ความลับที่ถูกซ่อนไว้จากมนุษยชาติ"
ส่วนที่ 1: บทนำ - โลกที่ไม่มีใครโกหกได้อีกต่อไป
ลองจินตนาการถึงโลกที่มนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงบันทึกความจริงของจักรวาลได้อย่างเท่าเทียมกัน โลกที่ไม่มีใครเหนือกว่าใครในการเข้าถึงข้อมูล ปราศจากชนชั้นใดผูกขาดความรู้ไว้กับตนเอง หรือมีความลับใดปกปิดได้อีกต่อไป
นี่คือภาพของโลกเมื่ออาคาชิค เรคคอด ไม่ใช่สมบัติของนักบวชหรือผู้วิเศษอีกต่อไป หากกลายเป็นความสามารถพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน เช่นเดียวกับการอ่านออกเขียนได้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความรู้เฉพาะของชนชั้นปกครอง แล้วกลายเป็นทักษะสามัญของประชาชนทั้งหมดในเวลาต่อมา
.
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะไม่จำกัดอยู่เพียงมิติจิตวิญญาณ หากสั่นสะเทือนรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดอย่างถึงแก่น
โครงสร้างสังคมที่ตั้งอยู่บนความไม่รู้และความสามารถในการปิดบังความจริงจะพังทลายลงทั้งหมด ระบบการเมืองที่ตั้งอยู่บนการผูกขาดข้อมูล ระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนความได้เปรียบของข้อมูล
ระบบศาสนาที่ตั้งอยู่บนตัวกลางระหว่างมนุษย์กับความจริงสูงสุด และระบบความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนการปกปิดและการเดาใจ ทั้งหมดนี้จะถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากโลกที่ทุกคนเห็นความจริงได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ
.
แนวคิดเรื่องอาคาชิค เรคคอด ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ยังไม่มีเครื่องมือใดตรวจพบสนามอาคาชะได้ ยังไม่มีการทดลองที่ทำซ้ำได้ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์สามารถเข้าถึงบันทึกของจักรวาลได้จริง
ภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงความจริงได้อย่างเท่าเทียมจึงเป็นเพียงการจินตนาการเชิงปรัชญาเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของสังคมมนุษย์ภายใต้เงื่อนไขที่ต่างจากปัจจุบัน ไม่ใช่การทำนายอนาคตที่พิสูจน์ได้หรือเป้าหมายที่มนุษยชาติจะไปถึงอย่างแน่นอน
การสำรวจนี้มีคุณค่าในฐานะเครื่องมือทางความคิดที่ช่วยให้เรามองเห็นรากฐานของสังคมปัจจุบันชัดขึ้นผ่านการจินตนาการถึงโลกที่รากฐานเหล่านั้นถูกทำลายลง
.
ปิแอร์ แตร์ฮาร์ด เดอ ชาร์แด็ง นักปรัชญาและนักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศส เสนอแนวคิดสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นนี้ไว้ในหนังสือ The Phenomenon of Man ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1955 เขาเสนอว่า
วิวัฒนาการของโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่การเกิดขึ้นของมนุษย์ หากดำเนินต่อไปในระดับของจิตสำนึก โดยมนุษย์กำลังวิวัฒนาการไปสู่ชั้นใหม่ที่เขาเรียกว่า "นูโอสเฟียร์" หรือชั้นของจิตสำนึกรวมที่ครอบคลุมโลกทั้งใบ คล้ายกับที่ชีวสเฟียร์คือชั้นของสิ่งมีชีวิตที่ห่อหุ้มโลกไว้
นูโอสเฟียร์ คือชั้นของความคิดและจิตสำนึกที่มนุษย์ทุกคนเชื่อมโยงถึงกันผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง แนวคิดนี้มองว่า มนุษยชาติกำลังเคลื่อนไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวทางจิตสำนึกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และการรวมตัวกันนี้จะนำไปสู่การวิวัฒนาการขั้นต่อไปของจักรวาลทั้งหมด
แนวคิดนูโอสเฟียร์ของแตร์ฮาร์ดให้ภาพของอนาคตที่สอดคล้องกับแนวคิดอาคาชิคอย่างน่าประหลาด เพราะทั้งสองมองว่า มนุษย์ทุกคนจะเชื่อมโยงถึงกันในระดับข้อมูลที่ละเอียดกว่าประสาทสัมผัสปกติในที่สุด
.
บัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ นักคิดและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล กล่าวถึงทางเลือกของมนุษยชาติไว้ในหนังสือ Utopia or Oblivion ซึ่งสำนักพิมพ์ Bantam ตีพิมพ์ในปี 1969 ฟูลเลอร์ชี้ว่า
มนุษยชาติกำลังมาถึงจุดที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ระหว่างการสร้างสังคมที่ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างพอเพียงและยั่งยืน กับการล่มสลายของอารยธรรมทั้งหมดจากความขัดแย้งและการทำลายล้าง
เขาเชื่อว่า มนุษย์มีเทคโนโลยีและความรู้มากพอจะแก้ปัญหาทั้งหมดของโลกได้แล้ว แต่ขาดเพียงปัญญาที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาใช้อย่างถูกต้อง
สอดคล้องกับประเด็นของบทความที่ว่า โลกที่ทุกคนเข้าถึงความจริงได้พร้อมปัญญาคือยุคทอง แต่โลกที่ทุกคนเห็นความจริงโดยยังไม่พร้อมคือหายนะ ความแตกต่างระหว่างสองภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือความรู้ หากอยู่ที่วุฒิภาวะทางจิตใจของมนุษย์เอง
การสำรวจภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้จึงไม่ใช่เพียงการวาดฝันถึงอนาคต หากคือการตั้งคำถามต่อรากฐานของสังคมปัจจุบันทั้งหมด ว่ามีอะไรบ้างที่ตั้งอยู่บนความไม่รู้และการปิดบังความจริง และอะไรบ้างที่จะยังคงอยู่ได้แม้ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย
การตั้งคำถามเช่นนี้ช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันได้ลึกซึ้งขึ้นกว่าการสำรวจอนาคตเสียอีก เพราะมันเผยให้เห็นโครงสร้างของสังคมทั้งหมดที่เรามักมองข้ามไปโดยไม่ทันสังเกต
.
.
ส่วนที่ 2: โลกจะเป็นอย่างไรเมื่อทุกคนรู้ความจริง
การเข้าถึงอาคาชิคที่แท้จริงหมายถึงความสามารถหลายประการรวมกัน
ประการแรก คือ การเห็นความจริงของตนเองอย่างแจ่มชัด มนุษย์จะรู้ว่าตนเองทำอะไร ทำไมถึงทำ และผลของการกระทำนั้นคืออะไรโดยไม่ต้องอาศัยการตีความหรือการหลอกตัวเอง
ประการที่สอง คือ การเห็นความจริงของผู้อื่น มนุษย์จะรู้ว่าใครจริงใจ ใครเสแสร้ง และใครมีเจตนาอะไรโดยไม่ต้องอาศัยการคาดเดา
ประการที่สาม คือการเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งทั้งหมด มนุษย์จะเข้าใจว่าทุกอย่างสัมพันธ์กันอย่างไร และผลกระทบของการกระทำหนึ่งจะส่งต่อเนื่องไปถึงอะไรบ้าง
ประการที่สี่ คือ การเห็นผลลัพธ์ระยะยาวของการกระทำ มนุษย์จะรู้ว่าสิ่งที่ทำในวันนี้จะส่งผลอย่างไรในอนาคตโดยไม่ต้องอาศัยการทำนายจากผู้เชี่ยวชาญใด ๆ ความสามารถทั้งหมดนี้เมื่อรวมกันแล้วจะทำให้มนุษย์เห็นโลกได้ละเอียดลึกซึ้งกว่าเดิมอย่างมหาศาล
.
.
ผลกระทบต่อระบบความเชื่อใจจะรุนแรงที่สุดเป็นอันดับแรก เพราะปัจจุบันมนุษย์ต้องอาศัยระบบและสถาบันจำนวนมากเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือระหว่างกัน ทั้งสัญญาทางกฎหมาย ระบบเครดิต ใบรับรอง ประกาศนียบัตร พยานและหลักฐาน
ทั้งหมดนี้มีอยู่เพราะมนุษย์ไม่สามารถเห็นความจริงใจของกันและกันได้โดยตรง เมื่อทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ ความจริงใจจะถูกเห็นได้โดยตรงโดยไม่ต้องมีระบบมารับรอง
ความจำเป็นของสถาบันรับรองความน่าเชื่อถือทั้งหมดจะหมดไป และสังคมจะเปลี่ยนจากการไว้วางใจผ่านระบบไปสู่การไว้วางใจผ่านการเห็นความจริงโดยตรง
ระบบการศึกษาจะเปลี่ยนจากรากฐานเช่นกัน เพราะปัจจุบันการศึกษาคือการถ่ายทอดข้อมูลจากผู้รู้ไปสู่ผู้ไม่รู้ ครูคือผู้กุมความรู้และนักเรียนคือผู้รับความรู้
แต่เมื่อทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ด้วยตนเอง การศึกษาในความหมายเดิมจะหมดความจำเป็น สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่คือการพัฒนาศักยภาพในการเข้าใจและใช้ข้อมูล มากกว่าการท่องจำข้อมูลที่มีอยู่แล้ว สอนให้รู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม รู้จักเชื่อมโยงข้อมูล และรู้จักใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรม
.
ลูเซียโน ฟลอริดี นักปรัชญาข้อมูลข่าวสาร อธิบายไว้ในหนังสือ The Fourth Revolution ซึ่งสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดตีพิมพ์ในปี 2014 ว่า
มนุษยชาติกำลังเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลข่าวสารกลายเป็นแกนกลางของการดำรงอยู่ทั้งหมด การศึกษาที่ดีจึงต้องเปลี่ยนจากการสอนเนื้อหาไปสู่การสอนวิธีจัดการกับข้อมูลมหาศาลอย่างมีสติ
ระบบเศรษฐกิจจะสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเช่นกัน เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจตั้งอยู่บนความไม่รู้เป็นหลัก ผู้ขายรู้มากกว่าผู้ซื้อ ผู้มีข้อมูลได้เปรียบผู้ไม่มีข้อมูล และการได้เปรียบนี้คือกำไรของธุรกิจทั้งหมด
เมื่อทุกคนรู้เท่ากันหมด การเอาเปรียบด้วยข้อมูลจะหมดไปโดยสิ้นเชิง เศรษฐกิจจะเปลี่ยนจากการแข่งขันกันด้วยข้อมูลมาเป็นการแข่งขันกันด้วยคุณค่าแท้จริง สินค้าและบริการใดดีจริงก็จะอยู่รอด
.
สินค้าใดหลอกลวงก็จะถูกตรวจพบและหมดที่ยืนโดยทันที ยูวัล โนอาห์ แฮรารี วิเคราะห์แนวโน้มนี้ไว้ในหนังสือ Homo Deus ว่า การประมวลผลข้อมูลกำลังกลายเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของสังคมมนุษย์ และผู้ที่ควบคุมข้อมูลได้ย่อมควบคุมอำนาจทั้งหมด เมื่อทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากันหมด อำนาจนี้จะถูกกระจายออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ระบบความสัมพันธ์จะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งที่สุด เพราะปัจจุบันความสัมพันธ์ของมนุษย์เต็มไปด้วยการเดาใจ การปกปิด และการเข้าใจผิด ความทุกข์ในความสัมพันธ์ส่วนใหญ่เกิดจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกันและการคาดเดาเจตนาของกันและกันผิดพลาด
เมื่อทุกคนเห็นความจริงของกันและกันได้ ความสัมพันธ์เทียมที่ตั้งอยู่บนการเสแสร้งจะพังทลายลงทันที แต่ความสัมพันธ์แท้ที่ตั้งอยู่บนความจริงใจจะแน่นแฟ้นขึ้นอย่างมหาศาล เพราะไม่มีอะไรต้องปกปิด ไม่มีความเข้าใจผิดจากการสื่อสาร และการยอมรับกันอย่างแท้จริงจะเกิดขึ้นได้เต็มที่
การเข้าถึงข้อมูลเท่ากันไม่ได้แปลว่าการเข้าใจข้อมูลตรงกัน เพราะการรับรู้ของมนุษย์ไม่ได้เป็นเพียงการรับข้อมูลดิบเข้าสู่สมอง หากผ่านการตีความด้วยกรอบคิด ประสบการณ์ และอคติของแต่ละบุคคลเสมอ แม้สองคนจะเห็นความจริงเดียวกัน พวกเขาก็อาจเข้าใจความหมายของมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับภูมิหลังและสภาพจิตใจของแต่ละคน
.
แดเนียล คาห์เนแมน อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดในงานของเขาว่า สมองของมนุษย์ไม่ได้บันทึกข้อมูลตามความเป็นจริงอย่างเป็นกลาง หากสร้างเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมเสมอ
ภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้จึงไม่ได้หมายถึงการที่ทุกคนจะเห็นโลกเหมือนกันหมด หากแต่หมายถึงการที่ทุกคนมีข้อมูลดิบชุดเดียวกัน แต่การตีความข้อมูลนั้นยังคงหลากหลายตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล
ความเข้าใจนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการจินตนาการถึงโลกที่ทุกคนเข้าถึงความจริง เพราะมันชี้ว่า แม้การโกหกจะหมดไป แต่ความเข้าใจผิดก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ แม้การปกปิดจะหมดไป แต่การตีความที่แตกต่างก็ยังคงมีอยู่
การเข้าถึงอาคาชิคของทุกคนจึงไม่ได้สร้างโลกที่สมบูรณ์แบบไร้ความขัดแย้ง หากแต่สร้างโลกที่ความขัดแย้งเปลี่ยนรูปแบบไป จากการขัดแย้งเพราะข้อมูลไม่เท่ากัน ไปสู่การขัดแย้งเพราะการตีความข้อมูลเดียวกันต่างกัน
ความท้าทายของมนุษยชาติจึงไม่ได้จบลงที่การเข้าถึงความจริง หากเริ่มต้นขึ้น ณ จุดที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันกับความจริงที่ทุกคนเห็นร่วมกันแต่เข้าใจต่างกัน
.
.
ส่วนที่ 3: แนวคิด Noosphere กับจิตสำนึกรวมของมนุษยชาติ
ปิแอร์ แตร์ฮาร์ด เดอ ชาร์แด็ง นักปรัชญาและนักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักบวชในคริสตจักรคาทอลิก เสนอแนวคิดที่เชื่อมโยงวิวัฒนาการของโลกเข้ากับวิวัฒนาการของจิตสำนึกไว้ในหนังสือ The Phenomenon of Man ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1955
แม้หนังสือเล่มนี้จะถูกเขียนขึ้นก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไปหลายปีแล้วก็ตาม แต่กว่าจะได้รับการตีพิมพ์ก็ล่วงเลยไปกว่าทศวรรษเนื่องจากถูกคริสตจักรสั่งห้ามเผยแพร่เพราะแนวคิดของเขาก้าวหน้าเกินกว่าคำสอนดั้งเดิมจะยอมรับได้
หัวใจของแนวคิดของแตร์ฮาร์ดคือการมองว่า วิวัฒนาการของโลกไม่ได้หยุดอยู่ที่การเกิดขึ้นของมนุษย์ หากดำเนินต่อไปในระดับของจิตสำนึก เขาแบ่งชั้นของการวิวัฒนาการออกเป็นสามขั้นใหญ่
.
เริ่มจากชั้นแรก คือจีโอสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นของสสารและเปลือกโลกที่ไม่มีชีวิต ต่อมาคือไบโอสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นของสิ่งมีชีวิตที่ปกคลุมพื้นผิวโลกทั้งหมด และขั้นสุดท้ายคือนูโอสเฟียร์ซึ่งเป็นชั้นของความคิดและจิตสำนึกที่มนุษย์ทุกคนร่วมกันสร้างขึ้นผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง
แตร์ฮาร์ดมองว่า นูโอสเฟียร์คือขั้นต่อไปของวิวัฒนาการที่มนุษยชาติกำลังเคลื่อนไปสู่ มันคือชั้นของจิตสำนึกรวมที่มนุษย์ทุกคนเชื่อมโยงถึงกันผ่านความรู้ ความคิด และประสบการณ์ที่แบ่งปันกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดมนุษยชาติจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่มีจิตสำนึกร่วมกันทั้งหมด
.
แนวคิดนูโอสเฟียร์ของแตร์ฮาร์ดสอดคล้องกับแนวคิดอาคาชิคอย่างน่าประหลาด เพราะทั้งสองมองว่า มนุษย์ทุกคนเชื่อมโยงถึงกันในระดับข้อมูลที่ละเอียดกว่าประสาทสัมผัสปกติ และการเชื่อมโยงนี้กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามวิวัฒนาการของมนุษยชาติ
ต่างกันเพียงแตร์ฮาร์ดอธิบายการเชื่อมโยงนี้ว่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ภาษา หนังสือ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ขณะที่แนวคิดอาคาชิคมองว่า การเชื่อมโยงนี้มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในฐานะสนามข้อมูลจักรวาลที่มนุษย์สามารถเข้าถึงได้โดยตรงเมื่อจิตละเอียดพอ
ในยุคปัจจุบันที่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารเชื่อมโยงมนุษย์ทุกคนเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แนวคิดทั้งสองดูเหมือนจะบรรจบกันอย่างแนบแน่น เพราะอินเทอร์เน็ตคือภาพสะท้อนของนูโอสเฟียร์ที่แตร์ฮาร์ดมองเห็นไว้ล่วงหน้า และในขณะเดียวกันก็เป็นอาคาชิคเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อจำลองสนามข้อมูลจักรวาลที่ธรรมชาติมีอยู่แล้ว
.
เออร์วิน ลาสซ์โล นักปรัชญาวิทยาศาสตร์ชาวฮังการี ขยายความแนวคิดนี้ไว้ในหนังสือ The Self-Actualizing Cosmos ซึ่งสำนักพิมพ์ Inner Traditions ตีพิมพ์ในปี 2014 เขาเสนอว่า
จักรวาลไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยสสารและพลังงาน หากคือระบบที่มีการจัดระเบียบตนเองอย่างต่อเนื่องและมีเป้าหมายในตัวของมันเอง จักรวาลขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ความซับซ้อนและความตระหนักรู้ที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านกระบวนการวิวัฒนาการที่ยาวนานหลายพันล้านปี และมนุษย์คือส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้
มนุษยชาติกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่จิตสำนึกของทุกคนจะเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียวผ่านสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพซึ่งลาสซ์โลเรียกว่าสนามอาคาชะ การรวมตัวนี้จะนำไปสู่การยกระดับของมนุษยชาติทั้งหมดไปสู่ระดับการดำรงอยู่ที่สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
.
ประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวถึงคือ แนวคิดทั้งหมดนี้เป็นข้อเสนอเชิงปรัชญาและทฤษฎีที่ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก
แม้แนวคิดนูโอสเฟียร์ของแตร์ฮาร์ดจะได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในวงการปรัชญาและศาสนศึกษา แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ว่า ชั้นของจิตสำนึกรวมมีอยู่จริงตามที่เขาอธิบาย เช่นเดียวกับแนวคิดสนามอาคาชะของลาสซ์โล ที่ยังอยู่ในสถานะสมมติฐานเชิงปรัชญาที่ยังไม่สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือปัจจุบัน
คุณค่าของแนวคิดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่การพิสูจน์ หากอยู่ที่การเปิดมุมมองใหม่ให้กับมนุษย์ในการทำความเข้าใจตำแหน่งของตนเองในจักรวาล และการตระหนักว่าการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ทุกคนอาจลึกซึ้งกว่าที่เราคิดมากนัก
.
การมองเห็นภาพของการรวมตัวของจิตสำนึกมนุษยชาติเช่นนี้ช่วยให้เข้าใจว่า โลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้อาจไม่ใช่เพียงการจินตนาการลอย ๆ หากคือการบรรยายถึงขั้นต่อไปของวิวัฒนาการที่มนุษยชาติกำลังเคลื่อนไปสู่จริง ๆ ไม่ว่าจะผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารที่เชื่อมโยงทุกคนเข้าด้วยกัน หรือผ่านการฝึกฝนจิตใจให้เข้าถึงสนามข้อมูลจักรวาลได้โดยตรง
ภาพของอนาคตทั้งสองเส้นทางนี้บรรจบกันที่จุดเดียวกันคือ มนุษย์ทุกคนจะเชื่อมโยงถึงกันในระดับข้อมูลที่ละเอียดกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และการเชื่อมโยงนี้จะเปลี่ยนรากฐานของสังคมมนุษย์ทั้งหมดอย่างที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
.
.
ส่วนที่ 4: จุดจบของการโกหก
การโกหกคือรากฐานของระบบสังคมปัจจุบันทั้งหมดในระดับที่ลึกซึ้งกว่าที่มนุษย์ส่วนใหญ่ตระหนัก มนุษย์โกหกกันตลอดเวลาในทุกมิติของชีวิต
ตั้งแต่การโฆษณาเกินจริงที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด คำสัญญาของนักการเมืองที่ไม่เคยเป็นจริง การปกปิดข้อเท็จจริงขององค์กรที่สร้างความเสียหายต่อสาธารณะ การเสแสร้งในความสัมพันธ์เพื่อรักษาภาพลักษณ์ จนถึงการโกหกตัวเองที่ลึกซึ้งที่สุดซึ่งมนุษย์ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวด
ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ก็เพราะความจริงสามารถถูกซ่อนไว้ได้ และผู้ที่ครอบครองความจริงมีอำนาจเหนือผู้ที่ไม่รู้เสมอ โชชานา ซูบอฟฟ์ อธิบายไว้ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ว่า
ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลปัจจุบันสร้างขึ้นบนความไม่สมดุลของข้อมูลมหาศาล บริษัทเทคโนโลยีรู้ข้อมูลของผู้ใช้เกือบทั้งหมดในขณะที่ผู้ใช้แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการทำงานของระบบเลย ความไม่สมดุลนี้คือแหล่งกำไรและอำนาจที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
เมื่อทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ การโกหกจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในเชิงโครงสร้าง เพราะความจริงทุกอย่างจะถูกเห็นได้โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยการเปิดเผยจากผู้ใด
.
ผลกระทบแรก คือ การล่มสลายของอุตสาหกรรมหลอกลวงทั้งหมด การโฆษณาที่เกินจริงจะหมดที่ยืนทันทีเพราะผู้บริโภคเห็นความจริงของสินค้าได้โดยตรง ธุรกิจแชร์ลูกโซ่และกลโกงทุกรูปแบบจะถูกตรวจพบทันทีที่เกิดขึ้น สินค้าปลอมจะถูกแยกออกจากของจริงได้โดยไม่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ
ผลกระทบที่สอง คือ การเปิดโปงอัตโนมัติของความไม่ซื่อสัตย์ทั้งหมด นักการเมืองที่โกหกจะถูกเห็นทันทีในขณะที่พูด ผู้บริหารที่ปกปิดความผิดจะถูกเปิดเผยโดยไม่ต้องรอการสอบสวน แม้แต่ความคิดลับที่ซ่อนอยู่ในใจก็ไม่เป็นความลับอีกต่อไป
ผลกระทบที่สาม คือ การเยียวยาความสัมพันธ์ของมนุษย์ ความเข้าใจผิดที่เกิดจากการสื่อสารไม่ตรงกันจะหมดไป การนอกใจจะทำไม่ได้เพราะอีกฝ่ายเห็นความจริงทั้งหมด และความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเท็จจะจบลงอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดทางให้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงงอกงามขึ้นแทนที่
.
▪️การเห็นความจริงทั้งหมดไม่ได้มีแต่ด้านดีเสมอไป
ประการแรก คือ ความเจ็บปวดจากความจริง การเห็นความจริงที่โหดร้ายเกี่ยวกับตนเองหรือบุคคลอันเป็นที่รักอาจทำให้เจ็บปวดอย่างรุนแรงเกินกว่าที่จิตใจจะรับไหว มนุษย์จำนวนไม่น้อยใช้ชีวิตอยู่ได้ก็เพราะไม่รู้ความจริงบางอย่าง การเปิดเผยความจริงทั้งหมดโดยปราศจากความพร้อมอาจทำลายจิตใจของผู้คนได้มากกว่าที่จะช่วยเยียวยา
ประการที่สอง คือ การหมดพื้นที่ส่วนตัว หากทุกคนเห็นกันหมดทุกอย่าง ความเป็นส่วนตัวจะหายไปโดยสิ้นเชิง มนุษย์จะไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนทางจิตใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ทุกคนรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับกันและกันอาจกลายเป็นฝันร้ายมากกว่ายุคทองก็ได้
ประการที่สาม คือ การควบคุมตัวเองด้วยความกลัว หากมนุษย์รู้ว่าทุกคนเห็นทุกอย่าง พวกเขาอาจกลายเป็นคนที่หวาดกลัวจนไม่กล้าเป็นตัวเองอย่างแท้จริง และการแสดงออกทุกอย่างจะถูกกรองด้วยความกลัวการถูกตัดสินจากสายตาของผู้อื่นทั้งหมด
.
ประเด็นสำคัญที่สุดที่ต้องอภิปรายคือข้อจำกัดเชิงทฤษฎีที่ว่า การเข้าถึงความจริงเท่ากันไม่ได้ประกันว่าการตีความความจริงจะตรงกัน แดเนียล คาห์เนแมน อธิบายไว้ในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ว่า สมองของมนุษย์ไม่ได้บันทึกข้อมูลตามความเป็นจริงอย่างเป็นกลาง หากสร้างเรื่องเล่าที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมเสมอ
มนุษย์สองคนเห็นเหตุการณ์เดียวกันอาจจดจำรายละเอียดต่างกันโดยสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับอคติและประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละคน
ภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้จึงไม่ได้หมายถึงการที่ทุกคนจะเห็นโลกเหมือนกันหมด หากแต่หมายถึงการที่ทุกคนมีข้อมูลดิบชุดเดียวกัน แต่การตีความข้อมูลนั้นยังคงหลากหลายตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล แม้การโกหกจะหมดไป ความเข้าใจผิดก็ยังอาจเกิดขึ้นได้ แม้การปกปิดจะหมดไป การตีความที่แตกต่างก็ยังคงมีอยู่
ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์จึงไม่ได้จบลงที่การเข้าถึงความจริง หากเปลี่ยนรูปแบบจากการขัดแย้งเพราะข้อมูลไม่เท่ากันไปสู่การขัดแย้งเพราะตีความข้อมูลเดียวกันต่างกัน
.
ความเข้าใจนี้ช่วยให้การจินตนาการถึงโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้เป็นไปอย่างสมดุลมากขึ้น เพราะมันชี้ว่า การเข้าถึงความจริงเป็นเพียงก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงเท่านั้น ก้าวต่อไปคือการพัฒนาความสามารถในการเข้าใจและตีความความจริงร่วมกัน ซึ่งต้องอาศัยวุฒิภาวะทางจิตใจและการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
โลกที่ทุกคนเห็นความจริงทั้งหมดโดยที่มนุษย์ยังไม่พร้อมที่จะรับและเข้าใจมันคือหายนะ ส่วนโลกที่ทุกคนเห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกับปัญญาที่จะเข้าใจความจริงนั้นคือยุคทอง ความแตกต่างระหว่างสองภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงข้อมูล หากอยู่ที่การพัฒนาจิตใจของมนุษย์เองทั้งหมด
.
.
ส่วนที่ 5: จุดจบของระบบการเมือง
ระบบการเมืองปัจจุบันตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐานที่ว่า ผู้ปกครองรู้ดีกว่าผู้ถูกปกครอง หรืออย่างน้อยก็เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลรู้ข้อมูลลับที่ประชาชนไม่รู้ นักการเมืองรู้วาระซ่อนเร้นที่ผู้ลงคะแนนมองไม่เห็น ระบบราชการถือครองความรู้ที่ประชาชนเข้าถึงไม่ได้ ความไม่สมดุลของข้อมูลนี้คือรากฐานของอำนาจทางการเมืองทั้งหมด
มิเชล ฟูโกต์ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส อธิบายไว้ในหนังสือ Discipline and Punish ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1975 ว่า ความรู้กับอำนาจเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก ผู้ที่ควบคุมความรู้ย่อมควบคุมการนิยามความจริงของสังคมได้ และผู้ที่นิยามความจริงได้ย่อมมีอำนาจเหนือผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงความจริงนั้นได้โดยตรง
ระบบการเมืองทุกรูปแบบที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ล้วนตั้งอยู่บนกลไกการผูกขาดความรู้นี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ที่อ้างสิทธิ์จากพระเจ้า ระบอบเผด็จการที่ควบคุมสื่อทั้งหมด หรือแม้แต่ระบอบประชาธิปไตยที่ดูเหมือนเปิดกว้างแต่ก็ยังมีข้อมูลจำนวนมหาศาลถูกปกปิดจากสายตาประชาชนภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ
.
เมื่อทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ ฐานอำนาจที่ตั้งอยู่บนการผูกขาดข้อมูลนี้จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง ระบบการเมืองแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นมีหลายรูปแบบ ประชาธิปไตยทางตรงจะกลายเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ เพราะเมื่อทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้เท่ากันและเห็นความจริงทั้งหมดได้ด้วยตนเอง การตัดสินใจร่วมกันจะทำได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านผู้แทนที่อาจบิดเบือนเจตนาของประชาชน
การปกครองด้วยความจริงจะเข้ามาแทนที่การปกครองด้วยผลประโยชน์ของกลุ่ม เพราะนโยบายจะถูกตัดสินด้วยความจริงที่ทุกคนเห็นร่วมกัน ไม่ใช่ด้วยการต่อรองผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจ และอาชีพนักการเมืองมืออาชีพจะหมดความจำเป็นลง เพราะเมื่อทุกคนเข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้โดยตรง บทบาทของผู้แทนที่เคยทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างรัฐกับประชาชนก็จะลดลงจนไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
.
อุปสรรคที่ต้องเผชิญในการเปลี่ยนผ่านนั้นมหาศาลอย่างไม่อาจมองข้าม ผู้มีอำนาจปัจจุบันจะต่อต้านอย่างสุดกำลัง เพราะการเสียอำนาจคือการเสียผลประโยชน์มหาศาลที่สั่งสมมาทั้งชีวิต ทั้งชนชั้นการเมือง ระบบราชการ และกลุ่มทุนที่ได้ประโยชน์จากความไม่สมดุลของข้อมูล จะร่วมมือกันขัดขวางการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วยทุกวิถีทางที่มีอยู่
การเปลี่ยนผ่านอาจรุนแรงเพราะระบบเก่าจะไม่ยอมพังลงง่าย ๆ และความขัดแย้งระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์จากระบบเก่ากับผู้ที่ต้องการระบบใหม่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่สมมติฐานว่าทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้พร้อมกันแล้วก็ตาม การเชื่อใจข้อมูลจากอาคาชิคก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วอายุคน เพราะมนุษย์ที่ถูกหล่อหลอมมาด้วยระบบที่ต้องพึ่งพาตัวกลางตลอดชีวิตจะไม่ยอมละทิ้งความเคยชินเดิมไปในทันที
.
ข้อโต้แย้งที่ว่า การเข้าถึงข้อมูลเท่ากันไม่ได้นำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่าเสมอไป เพราะการตัดสินใจทางการเมืองต้องอาศัยมากกว่าข้อมูล การตัดสินใจที่ดีต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน การมองเห็นผลกระทบระยะยาวต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และความสามารถในการยอมรับความสูญเสียบางอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ที่ใหญ่กว่า
ข้อมูลจากอาคาชิคอาจช่วยให้เห็นความจริงทั้งหมดได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้รู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไรกับความจริงนั้น มนุษย์สองคนเห็นความจริงเดียวกันอาจสรุปแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับค่านิยมและลำดับความสำคัญของแต่ละคน การเข้าถึงความจริงจึงไม่ได้แทนที่ความจำเป็นของการถกเถียงทางการเมือง หากแต่ยกระดับมันไปสู่การถกเถียงที่มีข้อมูลครบถ้วนขึ้นเท่านั้น
.
โชชานา ซูบอฟฟ์ วิเคราะห์ประเด็นที่เกี่ยวข้องไว้ในหนังสือ The Age of Surveillance Capitalism ว่า ปัญหาสำคัญของระบบการเมืองปัจจุบันไม่ใช่เพียงการที่ประชาชนขาดข้อมูล หากแต่คือการที่ข้อมูลทั้งหมดถูกควบคุมโดยผู้เล่นเพียงไม่กี่รายซึ่งใช้ข้อมูลนั้นเพื่อประโยชน์ของตนเอง
การเข้าถึงอาคาชิคของทุกคนจะแก้ปัญหาการผูกขาดข้อมูลได้จริง แต่ไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมดของการเมือง เพราะการเมืองคือศิลปะของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ที่ต้องอาศัยทั้งข้อมูล ปัญญา และความเมตตาประกอบกันเสมอ ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่เคยเพียงพอที่จะสร้างสังคมที่ดีได้ หากปราศจากความสามารถในการเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างแท้จริง
.
ภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้จึงไม่ใช่ภาพของสังคมที่ปราศจากการเมือง หากคือภาพของสังคมที่การเมืองเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง จากศิลปะของการปกปิดและการต่อรองกลายเป็นศิลปะของการทำความเข้าใจร่วมกันและการตัดสินใจอย่างเปิดเผย ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงข้อมูล หากอยู่ที่การพัฒนาความสามารถของมนุษย์ในการใช้ข้อมูลนั้นอย่างมีปัญญาและเมตตาต่อกัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องอาศัยการพัฒนาทั้งระดับปัจเจกและระดับสังคมไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง
.
.
ส่วนที่ 6: จุดจบของศาสนาแบบควบคุม
ศาสนาสำคัญทั้งหมดของโลกล้วนมีโครงสร้างที่ตั้งอยู่บนตัวกลางระหว่างมนุษย์กับความจริงสูงสุด คริสต์ศาสนา มีบาทหลวงและศิษยาภิบาล ทำหน้าที่ตีความพระคัมภีร์และประกอบพิธีกรรม
อิสลามมีอิหม่ามและอุละมาอ์ทำหน้าที่ชี้ขาดข้อปฏิบัติทางศาสนา พุทธศาสนามีพระสงฆ์ทำหน้าที่สืบทอดคำสอนและเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติ
ฮินดูมีพราหมณ์ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและรักษาความรู้ศักดิ์สิทธิ์ ตัวกลางเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญหลายประการในประวัติศาสตร์ พวกเขาเป็นผู้เก็บรักษาความรู้จากการสูญหาย เป็นผู้ตีความคำสอนให้เหมาะสมกับยุคสมัย และเป็นผู้ปลอบประโลมจิตใจผู้คนในยามทุกข์ยาก
บทบาทของตัวกลางเหล่านี้ก็เปิดช่องให้เกิดการผูกขาดความรู้และการควบคุมผู้คนได้เช่นกัน เมื่อการเข้าถึงความจริงสูงสุดต้องผ่านตัวกลางเท่านั้น ตัวกลางก็มีอำนาจที่จะกำหนดว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรควรเชื่ออะไรไม่ควรเชื่อ และอำนาจนี้เองที่ถูกใช้ในทางที่ผิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนในประวัติศาสตร์
.
เมื่อทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ ศาสนาจะเปลี่ยนจากรากฐานเพราะมนุษย์จะไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป ศาสนาจะเปลี่ยนจากองค์กรที่ต้องสังกัดเป็นประสบการณ์ตรงของแต่ละคนในการเข้าถึงความจริง วิลเลียม เจมส์ นักจิตวิทยาและนักปรัชญาชาวอเมริกัน อธิบายไว้ในหนังสือ The Varieties of Religious Experience ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1902 ว่า
แก่นแท้ของศาสนาไม่ใช่หลักคำสอนหรือสถาบัน หากคือประสบการณ์ตรงของบุคคลที่สัมผัสกับความจริงที่สูงกว่าตนเอง ประสบการณ์นี้เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคนโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด และเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ประสบอย่างลึกซึ้ง
.
ศาสนาแบบสถาบันที่ตั้งอยู่บนตัวกลางจึงเป็นเพียงเปลือกนอกของประสบการณ์ตรงนี้ เมื่อทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ มนุษย์จะกลับมาสัมผัสกับแก่นแท้ของศาสนาโดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอีกต่อไป
ศาสนาจะเปลี่ยนจากความเชื่อเป็นการรู้ ปัจจุบันศาสนาขอให้ผู้คนเชื่อในสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ แต่เมื่อเข้าถึงอาคาชิคได้ มนุษย์จะรู้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเชื่อตามใคร ศาสนาจะเปลี่ยนจากการควบคุมเป็นการปลดปล่อย
ศาสนาที่เน้นการควบคุมพฤติกรรมด้วยความกลัวบาปและความกลัวการตกนรกจะหมดอำนาจลง เพราะมนุษย์จะเห็นความจริงด้วยตนเองและไม่จำเป็นต้องถูกควบคุมด้วยความกลัวอีกต่อไป
.
อัลดัส ฮักซ์ลีย์ อธิบายไว้ในหนังสือ The Perennial Philosophy ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1945 ว่า เบื้องหลังคำสอนของทุกศาสนามีแก่นปรัชญานิรันดรที่ตรงกันอยู่เสมอ นั่นคือความจริงสูงสุดมีอยู่จริง
มนุษย์สามารถเข้าถึงความจริงนั้นได้ด้วยตนเอง และการเข้าถึงนั้นนำมาซึ่งความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหมด แก่นปรัชญานิรันดรนี้คือสิ่งที่ยังคงอยู่เมื่อเปลือกนอกของสถาบันศาสนาสลายไป
สิ่งที่ยังคงอยู่เมื่อศาสนาแบบสถาบันเปลี่ยนไปคือแก่นคำสอนที่แท้จริงของทุกศาสนาซึ่งตรงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความเมตตา การให้อภัย และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น คำสอนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีตัวกลางมาอธิบาย เพราะมนุษย์ทุกคนเข้าถึงได้ด้วยประสบการณ์ตรงของตนเอง
.
ชุมชนผู้ปฏิบัติจะยังคงมีอยู่แต่เปลี่ยนจากการควบคุมเป็นการเกื้อกูลกัน ผู้ที่ฝึกฝนจิตใจจะรวมกลุ่มกันเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเดินทางภายใน โดยไม่มีผู้ใดมีอำนาจเหนือผู้อื่น
พิธีกรรมที่มีความหมายจะยังคงใช้ได้แต่ไม่ใช่ข้อบังคับ พิธีกรรมที่ช่วยให้จิตสงบและเปิดใจจะถูกปฏิบัติด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่ด้วยความกลัวการลงโทษจากอำนาจภายนอก
การเปลี่ยนแปลงของศาสนาเช่นนี้ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของศาสนา หากคือการกลับคืนสู่แก่นแท้ของศาสนาที่เคยมีอยู่ก่อนการเกิดสถาบันทั้งหมด
ศาสนาในฐานะประสบการณ์ตรงของมนุษย์ในการเข้าถึงความจริงจะยังคงอยู่และเจริญงอกงามขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเมื่อทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ ความรู้ทางจิตวิญญาณจะไม่ใช่สมบัติของชนชั้นนักบวชอีกต่อไป หากคือมรดกร่วมของมนุษยชาติทั้งหมดที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมโดยธรรมชาติ
.
.
ส่วนที่ 7: ข้อจำกัดของการเข้าถึงความจริงอย่างเท่าเทียม
การจินตนาการถึงโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้อย่างเท่าเทียมมักนำไปสู่ข้อสรุปที่เรียบง่ายเกินไปว่า เมื่อทุกคนเห็นความจริงเหมือนกันแล้ว โลกจะสงบสุขและปราศจากความขัดแย้งโดยอัตโนมัติ
ความจริงที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ การเข้าถึงข้อมูลเท่ากันไม่ได้แปลว่าการเข้าใจข้อมูลตรงกัน เพราะการรับรู้ของมนุษย์ไม่ใช่กระบวนการบันทึกข้อมูลตามความเป็นจริงอย่างเป็นกลาง หากคือกระบวนการตีความที่ผ่านเลนส์ของอคติ ประสบการณ์ส่วนตัว และกรอบคิดที่ถูกหล่อหลอมมาทั้งชีวิตเสมอ
.
แดเนียล คาห์เนแมน นักจิตวิทยารางวัลโนเบล อธิบายกลไกนี้ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ Thinking, Fast and Slow ว่า สมองของมนุษย์ทำงานด้วยสองระบบที่แตกต่างกัน
ระบบแรก คือ ระบบคิดเร็วซึ่งทำงานโดยอัตโนมัติและอาศัยการเดาโดยใช้ประสบการณ์เดิมเป็นฐาน ระบบนี้ทำให้มนุษย์ตัดสินใจได้รวดเร็วในสถานการณ์ที่ต้องตอบสนองทันที แต่ก็เต็มไปด้วยอคติและการบิดเบือน
ระบบที่สอง คือ ระบบคิดช้าซึ่งทำงานอย่างรอบคอบและอาศัยเหตุผล ระบบนี้ทำให้มนุษย์วิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียดขึ้น แต่ก็ต้องใช้พลังงานมหาศาลและทำงานได้ไม่นานนัก
.
ในชีวิตประจำวันมนุษย์ส่วนใหญ่ใช้ระบบคิดเร็วเป็นหลักโดยไม่รู้ตัว ผลคือการรับรู้ความจริงของมนุษย์ถูกบิดเบือนด้วยอคติต่าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นอคติยืนยันที่ทำให้เราเห็นเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อเดิม อคติการยึดติดกับข้อมูลแรกที่ได้รับ หรืออคติการประเมินความน่าจะเป็นที่คลาดเคลื่อนจากประสบการณ์ของตนเอง
เมื่อมนุษย์สองคนเห็นความจริงเดียวกันจากอาคาชิค พวกเขาอาจตีความความหมายของมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับภูมิหลังทางวัฒนธรรม ประสบการณ์ชีวิต และสภาพจิตใจของแต่ละคน
ภาพของเหตุการณ์หนึ่งในอดีตชาติอาจถูกตีความโดยคนหนึ่งว่าเป็นบทเรียนเรื่องการให้อภัย ในขณะที่อีกคนหนึ่งตีความภาพเดียวกันว่าเป็นหลักฐานของความอยุติธรรมที่ต้องแก้แค้น ข้อมูลดิบจากอาคาชิคไม่ได้มาพร้อมกับคู่มือการตีความ มนุษย์แต่ละคนจึงต้องตีความด้วยกรอบคิดของตนเองเสมอ และกรอบคิดเหล่านั้นก็เต็มไปด้วยอคติที่แตกต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ความเสี่ยงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการหมดพื้นที่ส่วนตัว หากทุกคนเห็นความคิดและความรู้สึกของกันและกันได้ทั้งหมด ความเป็นส่วนตัวของมนุษย์จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
มนุษย์จะไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพักผ่อนทางจิตใจ ไม่มีมุมลับสำหรับการครุ่นคิดตามลำพัง และไม่มีอิสระที่จะเป็นตัวเองโดยไม่ต้องกังวลสายตาของผู้อื่น สังคมที่ทุกคนเห็นทุกอย่างของกันและกันอาจกลายเป็นสังคมที่กดดันมากกว่าปลดปล่อยก็ได้ เพราะมนุษย์จะควบคุมพฤติกรรมและความคิดของตนเองตลอดเวลาด้วยความกลัวการถูกตัดสินจากผู้อื่น
การควบคุมตัวเองด้วยความกลัวเช่นนี้จะทำลายความเป็นธรรมชาติของมนุษย์และนำไปสู่สังคมที่เต็มไปด้วยการเสแสร้งมากกว่าเดิมเสียอีก
.
เคน วิลเบอร์ นักปรัชญาแนวจิตวิญญาณร่วมสมัย อธิบายไว้ในหนังสือ A Brief History of Everything ว่า การพัฒนาของมนุษย์ต้องดำเนินไปพร้อมกันทั้งในระดับความรู้และระดับจิตสำนึก ความรู้ที่เพิ่มขึ้นโดยปราศจากวุฒิภาวะทางจิตใจคือสูตรของหายนะ เพราะมนุษย์ที่ยังไม่พัฒนาจิตใจจะใช้ความรู้เพื่อทำลายทั้งตนเองและผู้อื่นเสมอ
หลักการนี้ใช้ได้กับการเข้าถึงอาคาชิคอย่างสมบูรณ์แบบ การเห็นความจริงทั้งหมดโดยที่จิตใจยังไม่พร้อมที่จะรับมันคือการเปิดประตูสู่ความเจ็บปวดมหาศาล แต่การเห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกับปัญญาที่จะเข้าใจมันคือการเปิดประตูสู่การหลุดพ้นที่แท้จริง
.
วุฒิภาวะทางจิตวิญญาณจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดของโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้ วุฒิภาวะนี้ประกอบด้วยความสามารถหลายประการ ความสามารถที่จะรับความจริงที่เจ็บปวดโดยไม่แตกสลาย ความสามารถที่จะเห็นความจริงของผู้อื่นโดยไม่ตัดสิน ความสามารถที่จะรักษาขอบเขตของตนเองในขณะที่เปิดใจรับผู้อื่น และความสามารถที่จะใช้ความรู้เพื่อการเติบโตมากกว่าการทำลาย
ความสามารถเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าถึงอาคาชิคได้ หากต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับการเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ ทั้งหมด
.
ภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้จึงไม่ได้สวยงามโดยอัตโนมัติ หากขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญว่ามนุษยชาติพัฒนาวุฒิภาวะทางจิตใจไปถึงระดับที่สอดคล้องกับความสามารถในการเข้าถึงความจริงหรือไม่ โลกที่ทุกคนเห็นความจริงทั้งหมดโดยที่ยังไม่พร้อมคือหายนะที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จินตนาการได้ เพราะความจริงทั้งหมดโดยปราศจากปัญญาจะทำลายทุกอย่างที่มนุษย์สร้างขึ้น
โลกที่ทุกคนเห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกับปัญญาที่จะเข้าใจมันคือยุคทองที่มนุษยชาติแสวงหามาโดยตลอด ความแตกต่างระหว่างสองภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่การเข้าถึงข้อมูล หากอยู่ที่การพัฒนาจิตใจของมนุษย์เองทั้งหมด
.
.
ส่วนที่ 8: บทสรุป
การสำรวจภาพของโลกที่มนุษย์ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้อย่างเท่าเทียมนำมาสู่ข้อสรุปสำคัญหลายประการ
ประการแรก คือ การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้จะสั่นสะเทือนรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดอย่างถึงแก่น ทั้งระบบความเชื่อใจ การศึกษา เศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ การเมือง และศาสนา ล้วนตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าความจริงสามารถถูกปิดบังได้ และผู้ที่เข้าถึงความจริงได้มากกว่าย่อมมีอำนาจเหนือผู้ที่ไม่รู้ เมื่อเงื่อนไขนี้ถูกทำลายลง โครงสร้างสังคมทั้งหมดจะต้องถูกจัดวางใหม่จากรากฐานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
ประการที่สอง คือ การเข้าถึงความจริงเท่ากันไม่ได้แปลว่าการเข้าใจความจริงตรงกัน เพราะการรับรู้ของมนุษย์ต้องผ่านเลนส์ของอคติ ประสบการณ์ส่วนตัว และกรอบคิดที่แตกต่างกันเสมอ แม้การโกหกจะหมดไป แต่ความเข้าใจผิดและการตีความที่แตกต่างก็ยังคงอยู่ ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์จึงไม่ได้จบลงที่การเข้าถึงความจริง หากเปลี่ยนรูปแบบจากการขัดแย้งเพราะข้อมูลไม่เท่ากันไปสู่การขัดแย้งเพราะตีความข้อมูลเดียวกันต่างกัน
.
ประการที่สามและสำคัญที่สุด คือ โลกที่ทุกคนเข้าถึงความจริงพร้อมปัญญาคือยุคทอง แต่โลกที่ทุกคนเห็นความจริงโดยไม่พร้อมคือหายนะ ความแตกต่างระหว่างสองภาพนี้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือความรู้ใด ๆ หากอยู่ที่วุฒิภาวะทางจิตใจของมนุษย์เองทั้งหมด การเห็นความจริงทั้งหมดโดยปราศจากความสามารถที่จะรับมันอย่างมีสติจะทำลายมนุษย์มากกว่าปลดปล่อย ขณะที่การเห็นความจริงทั้งหมดพร้อมกับปัญญาที่จะเข้าใจมันจะนำไปสู่การหลุดพ้นที่แท้จริง
.
คำถามปลายเปิดที่ต้องทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคิดต่อคือ เมื่อถึงวันที่มนุษย์ทุกคนเข้าถึงอาคาชิคได้จริง มนุษยชาติจะพร้อมหรือยัง คำถามนี้ไม่มีใครตอบแทนกันได้ เพราะความพร้อมของมนุษยชาติคือผลรวมของความพร้อมของมนุษย์แต่ละคน
การฝึกฝนจิตใจให้มีวุฒิภาวะพอจะรับความจริงทั้งหมดได้จึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากคือความรับผิดชอบของทุกคนที่ต้องลงมือทำด้วยตนเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และนี่คือบทเรียนที่ลึกซึ้งที่สุดที่การจินตนาการถึงโลกอนาคตทั้งหมดได้มอบให้กับเรา
.
.
ส่วนที่ 9: แหล่งอ้างอิงทั้งหมด พร้อมคำอธิบายการใช้งาน
งานเขียนเรื่องสังคมโปร่งใสและอนาคต
Fuller, R. Buckminster. Utopia or Oblivion: The Prospects for Humanity. Bantam, 1969.
งานของนักคิดและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกันที่เสนอว่า มนุษยชาติต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างการสร้างสังคมที่ยั่งยืนกับการล่มสลายของอารยธรรม ใช้สนับสนุนส่วนที่ 1 เรื่องทางเลือกของมนุษยชาติระหว่างยุคทองกับหายนะ
Harari, Yuval Noah. Homo Deus: A Brief History of Tomorrow. Harvill Secker, 2016.
งานวิเคราะห์อนาคตของมนุษยชาติในยุคข้อมูลข่าวสาร อธิบายว่าผู้ที่ควบคุมข้อมูลย่อมควบคุมอำนาจ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 2 เรื่องผลกระทบต่อระบบการศึกษาและเศรษฐกิจ
Floridi, Luciano. The Fourth Revolution: How the Infosphere is Reshaping Human Reality. Oxford University Press, 2014.
งานของนักปรัชญาข้อมูลข่าวสารที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์ในยุคข้อมูลข่าวสาร ใช้สนับสนุนส่วนที่ 2 เรื่องผลกระทบต่อระบบการศึกษา
งานเขียนเรื่องการเมืองและข้อมูล
Foucault, Michel. Discipline and Punish: The Birth of the Prison. Gallimard, 1975.
งานคลาสสิกที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้กับอำนาจ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 5 เรื่องการผูกขาดข้อมูลของระบบการเมือง
Zuboff, Shoshana. The Age of Surveillance Capitalism. PublicAffairs, 2019.
งานวิเคราะห์ระบบทุนนิยมเฝ้าระวังและการผูกขาดข้อมูลโดยบริษัทเทคโนโลยี ใช้สนับสนุนส่วนที่ 4 เรื่องการโกหกเป็นรากฐานของระบบปัจจุบัน และส่วนที่ 5 เรื่องปัญหาการเมือง
งานเขียนเรื่องศาสนาและประสบการณ์ตรง
James, William. The Varieties of Religious Experience. Longmans, 1902.
งานคลาสสิกของนักจิตวิทยาและนักปรัชญาที่อธิบายประสบการณ์ตรงทางศาสนาว่าเป็นแก่นแท้ของศาสนาทั้งหมด ใช้สนับสนุนส่วนที่ 6 เรื่องการเปลี่ยนจากศาสนาแบบสถาบันสู่ประสบการณ์ตรง
Huxley, Aldous. The Perennial Philosophy. Harper & Brothers, 1945.
งานที่รวบรวมแก่นปรัชญานิรันดรที่ตรงกันในทุกศาสนา ใช้สนับสนุนส่วนที่ 6 เรื่องสิ่งที่ยังคงอยู่เมื่อศาสนาแบบสถาบันเปลี่ยนไป
งานเขียนเรื่องจิตสำนึกรวมของมนุษยชาติ
Teilhard de Chardin, Pierre. The Phenomenon of Man. Éditions du Seuil, 1955.
งานของนักปรัชญาและนักบรรพชีวินวิทยาที่เสนอแนวคิดนูโอสเฟียร์หรือชั้นจิตสำนึกรวมของมนุษยชาติ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 3 เรื่องแนวคิด Noosphere
Wilber, Ken. A Brief History of Everything. Shambhala, 1996.
งานของนักปรัชญาแนวจิตวิญญาณที่อธิบายวิวัฒนาการของจิตสำนึกมนุษย์และการพัฒนาที่ต้องดำเนินไปพร้อมกันทั้งความรู้และวุฒิภาวะ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 7 เรื่องข้อจำกัดของการเข้าถึงความจริง
Kahneman, Daniel. Thinking, Fast and Slow. Farrar, Straus and Giroux, 2011.
งานของนักจิตวิทยารางวัลโนเบลที่อธิบายกลไกการคิดสองระบบและอคติในการรับรู้ของมนุษย์ ใช้สนับสนุนส่วนที่ 7 เรื่องบทบาทของอคติในการตีความความจริง
งานเขียนเรื่องอนาคตของอาคาชิค
Laszlo, Ervin. The Akashic Experience: Science and the Cosmic Memory Field. Inner Traditions, 2009.
งานนำเสนอแนวคิดสนามอาคาชะในฐานะสนามข้อมูลพื้นฐานของเอกภพ ใช้สนับสนุนการอธิบายแนวคิดอาคาชิคตลอดทั้งบทความ
Laszlo, Ervin. The Self-Actualizing Cosmos. Inner Traditions, 2014.
งานของนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ที่เสนอว่าจักรวาลขับเคลื่อนตนเองไปสู่ความซับซ้อนและความตระหนักรู้ที่สูงขึ้น ใช้สนับสนุนส่วนที่ 3 เรื่องการเชื่อมโยงแนวคิดนูโอสเฟียร์กับสนามอาคาชะ
***หมายเหตุสำหรับผู้ต้องการศึกษาเพิ่มเติม
ด้านปรัชญาจิตสำนึกรวม
ผู้สนใจแนวคิดเรื่องจิตสำนึกรวมของมนุษยชาติควรเริ่มจาก The Phenomenon of Man ของปิแอร์ แตร์ฮาร์ด เดอ ชาร์แด็ง ซึ่งเป็นงานคลาสสิกที่วางรากฐานแนวคิดนูโอสเฟียร์ ตามด้วย A Brief History of Everything ของเคน วิลเบอร์ เพื่อเข้าใจการพัฒนาของจิตสำนึกมนุษย์อย่างเป็นระบบ
ด้านสังคมโปร่งใสและอนาคต
Utopia or Oblivion ของบัคมินสเตอร์ ฟูลเลอร์ เป็นงานที่กระตุ้นความคิดเรื่องทางเลือกของมนุษยชาติได้อย่างทรงพลัง ควรอ่านคู่กับ Homo Deus ของยูวัล โนอาห์ แฮรารี เพื่อเห็นภาพอนาคตของมนุษยชาติจากมุมมองที่กว้างขึ้น
ด้านประสบการณ์ตรงทางศาสนา
The Varieties of Religious Experience ของวิลเลียม เจมส์ เป็นงานคลาสสิกที่ช่วยให้เข้าใจแก่นแท้ของศาสนาโดยไม่ต้องยึดติดกับสถาบัน ควรอ่านคู่กับ The Perennial Philosophy ของอัลดัส ฮักซ์ลีย์ เพื่อเห็นความตรงกันของคำสอนทุกศาสนา
ข้อควรระวังในการศึกษาต่อ
แนวคิดเรื่องอาคาชิค เรคคอด ยังไม่ได้รับการยืนยันจากวิทยาศาสตร์กระแสหลัก ภาพของโลกที่ทุกคนเข้าถึงความจริงได้อย่างเท่าเทียมเป็นเพียงการจินตนาการเชิงปรัชญาเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ของสังคมมนุษย์ ไม่ใช่การทำนายอนาคตที่พิสูจน์ได้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณอย่างเต็มที่ในการพิจารณาเนื้อหาทั้งหมด และตระหนักว่า การเข้าถึงความจริงไม่ได้ประกันการเข้าใจความจริง การพัฒนาวุฒิภาวะทางจิตใจจึงสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเข้าถึงข้อมูลใด ๆ ทั้งสิ้น
.
.
โฆษณา