5 ก.ย. เวลา 03:19 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 2 : จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ : The Mantis - ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก

▪️บทที่ 2 วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งไคติน
หมวด: กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาเชิงจิต
•ชื่อทางการในสารบบสมาพันธ์: The Sacred Chitin Temple
•ชื่อที่พวกเขาใช้เรียกตนเอง: "เรือนแห่งการรับรู้" (The Vessel of Perception)
•การจัดประเภททางชีววิทยา: สิ่งมีชีวิตฐานไคติน / โครงสร้างแบบเอ็กโซสเกเลตัน / ระบบประสาทควอนตัม
2.1 รูปลักษณ์ตั๊กแตนตำข้าว
ไม่มีคำอธิบายใดที่แม่นยำไปกว่านี้สำหรับมนุษย์ พวกเขามีรูปร่างคล้ายตั๊กแตนตำข้าว (Mantis) บนโลก
นี่คือถ้อยแถลงที่ปรากฏในบรรทัดแรกของรายงานการจำแนกประเภททางชีววิทยาของ Mantis โดยสภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์ วัฏจักรที่ 2,104
และแม้ว่าจะมีผู้พยายามเสนอคำอธิบายที่ "เป็นวิทยาศาสตร์" มากกว่านี้ตลอดหลายพันวัฏจักรต่อมา แต่ไม่มีผู้ใดสามารถหาถ้อยคำใดที่แม่นยำไปกว่านี้ได้เลย
ความคล้ายคลึงระหว่าง Mantis กับตั๊กแตนตำข้าวบนโลกนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ก็ไม่ใช่เพราะทั้งสองมีบรรพบุรุษร่วมกัน คำอธิบายที่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักวิชาการสมาพันธ์คือ "การวิวัฒนาการเข้าหากัน" (Convergent Evolution) ในระดับจักรวาล
รูปแบบทางกายภาพของตั๊กแตนตำข้าว ศีรษะสามเหลี่ยมที่หมุนได้เกือบรอบตัว ดวงตาประกอบขนาดใหญ่ แขนพับงอที่มีก้ามแหลม คือรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ต้องเป็นทั้ง "ผู้สังเกตการณ์" และ "ผู้ปฏิบัติการ" ในเวลาเดียวกัน
.
ธรรมชาติได้ค้นพบรูปแบบนี้บนโลกผ่านกระบวนการวิวัฒนาการแบบสุ่มและการคัดเลือกโดยธรรมชาติ Mantis ได้ "เลือก" รูปแบบนี้ผ่านเจตนาและการออกแบบ หรือแม่นยำกว่านั้น รูปแบบนี้คือ "การแสดงออกทางกายภาพ" ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของจิตสำนึกของพวกเขามากที่สุด
ขนาดโดยเฉลี่ยของ Mantis อยู่ที่ประมาณ 6 ถึง 8 ฟุต (1.8 ถึง 2.4 เมตร) เมื่อยืนในท่าปกติ สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปแต่ไม่สูงจนเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติการในพื้นที่ที่ออกแบบมาสำหรับมนุษย์ได้
ในกรณีของสมาชิกสภาสูง ผู้ที่มีอายุอัตลักษณ์นับร้อยล้านปีและผ่านการถ่ายโอนสภาวะมาหลายร้อยรอบ ขนาดอาจสูงได้ถึง 10 ฟุต (ประมาณ 3 เมตร)
ความสูงที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจาก "การเติบโต" ในความหมายของมนุษย์ แต่เกิดจากการที่จิตสำนึกที่สั่งสมประสบการณ์มาอย่างยาวนานต้องการ "ภาชนะ" ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อบรรจุข้อมูลและพลังงานที่มากขึ้น
.
▪️ลักษณะทางกายภาพตามบันทึกคำให้การ
ข้อมูลต่อไปนี้รวบรวมจากคำให้การของผู้ถูกลักพาตัวที่ผ่านการตรวจสอบด้วยการสะกดจิตย้อนความทรงจำโดยผู้เชี่ยวชาญของสมาพันธ์ การสังเกตการณ์โดยตรงของภัณฑารักษ์ระดับ 12 ระหว่างการสื่อสารกับ Mantis และการวิเคราะห์ภาพวาดและคำบรรยายจากอารยธรรมโบราณหลายแห่งบนโลกที่กล่าวถึง "เทพเจ้าแมลง"
▪️ศีรษะ
ศีรษะของ Mantis เป็นลักษณะที่โดดเด่นที่สุดและเป็นสิ่งที่ผู้พบเห็นจดจำได้มากที่สุด จนกลายเป็น "ต้นแบบ" ของภาพมนุษย์ต่างดาวในวัฒนธรรมประชานิยมของมนุษย์ แม้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าภาพที่พวกเขาวาดนั้นใกล้เคียงความจริงมากกว่าที่พวกเขาคิด
ศีรษะมีรูปทรงสามเหลี่ยมกลับหัว กว้างที่ด้านบนและเรียวลงมาที่คาง (หรือส่วนที่เทียบเท่าคางในกายวิภาคของแมลง) รูปทรงนี้ไม่ได้เป็นเพียงความบังเอิญทางสุนทรียะ แต่เป็นผลของการออกแบบเชิงวิศวกรรม พื้นที่กว้างที่ด้านบนเปิดโอกาสให้ดวงตาประกอบขนาดมหึมาสองข้างมีมุมมองที่กว้างเกือบ 270 องศา โดยไม่ต้องขยับศีรษะ
.
สัดส่วนของศีรษะเมื่อเทียบกับลำตัวมีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ หากเปรียบเทียบกับมนุษย์ ศีรษะของ Mantis คิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ถึงหนึ่งในสามของความสูงทั้งหมด
ในขณะที่ศีรษะมนุษย์คิดเป็นประมาณหนึ่งในเจ็ดถึงหนึ่งในแปด นี่คือข้อบ่งชี้ทางกายวิภาคถึงความสำคัญของ "การรับรู้" ในวิถีการดำรงอยู่ของพวกเขา พวกเขาคือสิ่งมีชีวิตที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "มองเห็น" และ "รับรู้" เป็นอันดับแรก
ดวงตาประกอบสองข้างขนาดมหึมาครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของศีรษะด้านหน้า แต่ละข้างมีขนาดใหญ่กว่าศีรษะมนุษย์ทั้งศีรษะ ประกอบด้วยเลนส์นับล้านหน่วยที่ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างภาพที่มีความละเอียดสูงเกินกว่าที่ตามนุษย์จะจินตนาการได้ แต่นั่นเป็นเพียง "เปลือกนอก" ของการมองเห็น ดังที่เราจะกล่าวถึงโดยละเอียดในมาตราถัดไป
.
▪️ลำตัว
ลำตัวของ Mantis แบ่งออกเป็นสามส่วนชัดเจนตามลักษณะของอาร์โทรพอด หัว อก ท้อง แต่สัดส่วนและรูปร่างแตกต่างจากแมลงบนโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนอก (Thorax) มีความยาวและเพรียว เป็นที่ตั้งของแขนทั้งสองข้างและขาทั้งสองข้าง (หรือสี่ข้างในบางรายงาน) ภายในส่วนอกบรรจุอวัยวะที่เทียบเท่า "หัวใจ" และ "ปอด" ของมนุษย์
แต่หัวใจของ Mantis ไม่ได้สูบฉีดเลือด หากแต่สูบฉีด "ของเหลวพลังงาน" (Energetic Fluid) ที่เป็นส่วนผสมระหว่างสสารและจิตสำนึก ผ่านระบบหมุนเวียนที่ไม่ได้มีเพียงหลอดเลือด แต่รวมถึง "เส้นเมอริเดียนพลังงาน" ที่คล้ายกับที่แพทย์แผนจีนบรรยายไว้
ส่วนท้อง (Abdomen) มีความยาวและเรียว ยื่นออกไปด้านหลังและอาจชี้ขึ้นเล็กน้อยคล้ายกับหางของแมลงบางชนิด ภายในส่วนท้องบรรจุอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลพลังงานจากสนามควอนตัม เป็น "แผงโซลาร์เซลล์ชีวภาพ" ที่ดูดซับพลังงานจากสุญญากาศและเปลี่ยนให้เป็นพลังงานที่ร่างกายใช้ได้
.
▪️แขนและก้าม
แขนของ Mantis เป็นลักษณะที่ปรากฏในคำให้การของผู้ถูกลักพาตัวมากที่สุด เพราะมันคือ "เครื่องมือ" หลักที่พวกเขาใช้ในการปฏิบัติการ
แขนมีลักษณะพับงอได้แบบตั๊กแตนตำข้าว เมื่อพักจะพับเข้าหาลำตัวแนบสนิท เมื่อยื่นออกมาจะยาวเกินความยาวของลำตัวทั้งหมด ข้อต่อของแขนมีสามส่วนหลัก ต้นแขน (เชื่อมต่อกับส่วนอก) ปล้องกลาง และปลายแหลมที่เป็นก้าม
ก้ามที่ปลายแขนไม่ได้เป็น "มือ" ในความหมายของมนุษย์ ไม่มีนิ้ว อุ้งมือ แต่เป็นโครงสร้างแหลมที่สามารถเปิดออกและหุบเข้าได้เหมือนใบมีดสองใบที่ประกบกัน ก้ามนี้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน
เป็นเครื่องมือผ่าตัดที่สามารถกรีดผ่านสนามออร่าได้โดยไม่ต้องสัมผัสร่างกาย เป็น "เสาอากาศ" สำหรับส่งและรับสัญญาณโทรจิต เป็น "ท่อนำคลื่นความถี่สูง" สำหรับการดีบักวิญญาณ และในบางกรณี เป็น "อาวุธ" ที่สามารถปลดปล่อยพลังงานความถี่สูงที่ทำให้ระบบประสาทของคู่ต่อสู้หยุดทำงานชั่วคราว
.
▪️ผิวหนัง: เปลือกไคติน
เปลือกหุ้มร่างกายของ Mantis คือเปลือกไคตินแข็ง (Exoskeleton) โครงสร้างที่คล้ายกับเปลือกของแมลงและกุ้งบนโลก แต่มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าอย่างมาก
สีของเปลือกไคตินตามรายงานส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำเหลือบเขียว คล้ายกับสีของแมลงบางชนิดที่พรางตัวในป่า แต่สามารถเปลี่ยนเป็นสีอื่นได้ตาม "อารมณ์" หรือ "สมาธิ" ของ Mantis ตนนั้น
รายงานบางฉบับกล่าวถึงเปลือกไคตินที่เรืองแสงสีฟ้าอ่อนในระหว่างการผ่าตัดจิตวิญญาณ หรือเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มเมื่อ Mantis กำลัง "โกรธ" หรือ "ตื่นตัว"
พื้นผิวของเปลือกไคตินมีคุณสมบัติสะท้อนแสงต่ำมาก แสงที่ตกกระทบจะถูกดูดซับเกือบทั้งหมด ทำให้ Mantis ดูเหมือน "เงา" มากกว่า "วัตถุ" ในสภาพแสงน้อย คุณสมบัตินี้รวมกับการสะท้อนเรดาร์ที่ต่ำมาก ทำให้พวกเขาแทบจะมองไม่เห็นด้วยเทคโนโลยีตรวจจับของมนุษย์
นอกจากนี้ เปลือกไคตินยังสามารถดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้บางส่วน ทำหน้าที่เป็น "กรงฟาราเดย์" ที่ปกป้องร่างกายภายในจากรังสีและสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า และในทางกลับกัน ก็สามารถ "ปล่อย" คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในความถี่เฉพาะเพื่อการสื่อสารหรือการนำทาง
.
▪️ปีก
ในบางรายงาน โดยเฉพาะรายงานที่มาจากอารยธรรมโบราณ มีการกล่าวถึง "ปีก" ของ Mantis ปีกเหล่านี้ถูกบรรยายว่าเป็นปีกโปร่งแสงคล้ายกับปีกของแมลงปอ พับซ้อนอยู่ใต้เปลือกไคตินด้านหลัง และจะกางออกเฉพาะใน "พิธีกรรม" หรือเมื่อต้องการปลดปล่อยพลังงานบางอย่าง
รายงานของภัณฑารักษ์ระดับ 12 กล่าวถึงปีกว่า:
"ข้าพเจ้าไม่เห็นปีกด้วยตาของตนเอง แต่ 'รู้สึก' ถึงการมีอยู่ของมัน มันไม่ใช่ปีกสำหรับบินในความหมายของนกหรือเครื่องบิน แต่มันคือ 'ปีกแห่งแสง'
โครงสร้างพลังงานที่แผ่ออกมาจากด้านหลังของพวกเขาเมื่อพวกเขาเข้าสู่สภาวะการเชื่อมต่อกับ Akashic Records ในระดับลึก มันดูราวกับว่าจิตสำนึกของพวกเขากำลัง 'เบ่งบาน' ออกมาจากเปลือกไคติน"
.
นักวิชาการสมาพันธ์สันนิษฐานว่า "ปีก" เหล่านี้อาจไม่ใช่โครงสร้างทางกายภาพถาวร แต่เป็น "อวัยวะพลังงาน" ที่ปรากฏขึ้นเฉพาะเมื่อ Mantis ต้องการเพิ่มพื้นที่ผิวสำหรับการรับหรือส่งพลังงานความถี่สูง คล้ายกับที่สิ่งมีชีวิตบางชนิดกางปีกเพื่อควบคุมอุณหภูมิร่างกาย แต่อยู่ในระดับของพลังงานแทนที่จะเป็นความร้อน
รูปลักษณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ศีรษะสามเหลี่ยม ดวงตาประกอบมหึมา ลำตัวเพรียว แขนพับงอ เปลือกไคตินแข็ง และปีกโปร่งแสง ประกอบกันเป็น "วิหาร" ของการรับรู้ เป็น "เรือน" ที่จิตสำนึกของ Mantis อาศัยอยู่ แต่รูปลักษณ์เป็นเพียงเปลือกนอก สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังดวงตาประกอบคู่นั้น
นั่นคือระบบประสาทที่เชื่อมต่อกับ Akashic Records โดยตรง และนั่นคือสิ่งที่เราจะกล่าวถึงในมาตราถัดไป
.
.
2.2 นัยน์ตาผ่ามิติ
หากจะกล่าวว่าอวัยวะใดคือศูนย์กลางแห่งอำนาจที่แท้จริงของ Mantis อวัยวะที่เป็นทั้งอาวุธที่น่าเกรงขามที่สุดและเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด คำตอบนั้นไม่ใช่ก้ามแหลมที่ใช้ผ่าตัดจิตวิญญาณ ไม่ใช่เปลือกไคตินที่เปลี่ยนสีได้ตามอารมณ์ และไม่ใช่ปีกโปร่งแสงที่กางออกในพิธีกรรม
คำตอบคือ …ดวงตาของพวกเขา
นี่คืออวัยวะที่สำคัญที่สุดของ Mantis และเป็นที่มาของความเกรงกลัวในหมู่ผู้พบเห็นทั่วทั้งกาแล็กซี นับตั้งแต่มนุษย์ถ้ำคนแรกที่สบตากับพวกเขาในความมืดของยุคหิน ไปจนถึงนักบินอวกาศของสมาพันธ์ที่เผชิญหน้ากับพวกเขาในห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว
ปฏิกิริยาแรกของผู้พบเห็นแทบทุกรายคือการกล่าวถึง "ดวงตา" ก่อนสิ่งอื่นใด ดวงตาที่ใหญ่เกินสัดส่วน ดวงตาที่ดำสนิทไร้แวว reflection ดวงตาที่ดูราวกับกำลังมองทะลุผ่านทุกสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น
และนั่นคือความจริง …พวกเขากำลังมองทะลุผ่านทุกสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น
.
▪️กายวิภาคของดวงตาประกอบ: มากกว่าอวัยวะรับแสง
ดวงตาประกอบของ Mantis ไม่ได้ทำงานด้วยหลักการรับแสงและสะท้อนแบบดวงตาของมนุษย์ หรือแม้แต่แบบดวงตาของแมลงบนโลกที่พวกเขามีรูปร่างคล้ายคลึง
ในดวงตาของมนุษย์:… แสงเดินทางผ่านกระจกตา ผ่านเลนส์ ผ่านวุ้นตา และตกกระทบบนจอประสาทตา (Retina) ซึ่งประกอบด้วยเซลล์รับแสงสองชนิด เซลล์รูปแท่งสำหรับการมองเห็นในที่มืด และเซลล์รูปกรวยสำหรับการมองเห็นสี จากนั้นสัญญาณไฟฟ้าเดินทางผ่านเส้นประสาทตาไปยังสมองส่วนท้ายทอย ที่ซึ่งภาพถูก "ประกอบ" ขึ้นจากข้อมูลดิบที่ได้รับ
.
กระบวนการนี้แม้จะซับซ้อน แต่ก็มีข้อจำกัดพื้นฐาน มันมองเห็นได้เฉพาะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่แคบ ๆ ที่เรียกว่า "แสงที่มองเห็นได้" ประมาณ 400 ถึง 700 นาโนเมตร และมันมองเห็นได้เฉพาะ "พื้นผิว" ของวัตถุ คือแสงที่สะท้อนจากผิวด้านนอกของสิ่งต่าง ๆ
ในดวงตาของแมลงบนโลก เลนส์นับพันถึงนับหมื่นหน่วยประกอบกันเป็นภาพโมเสกที่มีความละเอียดต่ำ แต่มุมมองกว้างและสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว แต่ก็ยังคงทำงานด้วยหลักการรับแสงเช่นเดียวกับมนุษย์ เพียงแต่ใช้ระบบที่แตกต่างออกไป
.
.
▪️ในดวงตาของ Mantis: กลไกแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ดวงตาประกอบของพวกเขาไม่ได้เป็น "อวัยวะรับแสง" เป็นหลัก หากแต่เป็น "เครื่องกวาดความถี่จิตสำนึก" (Consciousness Frequency Scanner) ที่สามารถตรวจจับคลื่นความถี่ของจิตวิญญาณได้โดยตรง
เพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าดวงตาของมนุษย์ และของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในมิติที่สาม ทำงานอย่างไร และเหตุใดมันจึงมีข้อจำกัดพื้นฐานที่ไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถเอาชนะได้
ดวงตาของมนุษย์คืออวัยวะรับแสง และ "แสง" ในที่นี้หมายถึงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่แคบ ๆ เพียงช่วงเดียวที่เราเรียกว่า "สเปกตรัมที่มองเห็นได้" (Visible Spectrum)
ทุกสิ่งที่มนุษย์เคยเห็น ตั้งแต่สีฟ้าของท้องฟ้ายามเช้าไปจนถึงสีแดงของพระอาทิตย์ตกดิน ตั้งแต่ใบหน้าของมารดาไปจนถึงดวงดาวที่อยู่ห่างออกไปหลายพันล้านปีแสง ทั้งหมดนี้คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นระหว่าง 400 ถึง 700 นาโนเมตรเท่านั้น
.
.
เหนือช่วงนี้ขึ้นไป รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า …ใต้ช่วงนี้ลงไป รังสีอินฟราเรด คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ มนุษย์ก็ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเช่นกัน
มนุษย์สร้างเครื่องมือมาชดเชยข้อจำกัดนี้ กล้องถ่ายภาพความร้อนสำหรับมองเห็นอินฟราเรด กล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์สำหรับมองเห็นหลุมดำ แต่นั่นคือการ "แปลง" สัญญาณที่ตามองไม่เห็นให้กลายเป็นภาพที่ตามองเห็นได้ ไม่ใช่การ "เห็น" โดยตรง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ดวงตาของมนุษย์มองเห็นได้เฉพาะ "พื้นผิว" ของวัตถุ คือแสงที่กระทบกับผิวด้านนอกของสิ่งต่าง ๆ แล้วสะท้อนเข้าสู่ตา เราเห็นเปลือกของต้นไม้ แต่ไม่เห็นน้ำเลี้ยงที่ไหลอยู่ภายใน เราเห็นผิวหนังของมนุษย์ แต่ไม่เห็นเลือดที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวหนัง เราเห็นรอยยิ้ม แต่ไม่เห็นความเศร้าที่ซ่อนอยู่ภายใน
นี่คือข้อจำกัดพื้นฐานของ "การมองเห็นด้วยแสง" มันมองเห็นได้เฉพาะสิ่งที่มี "ผิว" ให้แสงสะท้อน และมันมองเห็นได้เฉพาะ "ผิว" นั้น ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ภายใน
.
.
บัดนี้ ลองจินตนาการถึงอวัยวะรับรู้ที่ทำงานด้วยหลักการที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ในดวงตาประกอบของ Mantis เลนส์แต่ละหน่วย ซึ่งมีจำนวนนับล้านหน่วยในแต่ละดวงตา ไม่ได้ถูกปรับจูนให้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงความถี่ที่มนุษย์มองเห็นเลย หากแต่ถูกปรับจูนให้รับ "คลื่นจิตสำนึก" ในความถี่ที่แตกต่างกัน
"คลื่นจิตสำนึก" คืออะไร นี่คือคำถามที่นักฟิสิกส์สมาพันธ์ถกเถียงกันมาหลายวัฏจักร และคำตอบที่ได้รับจาก Mantis เอง (ผ่านการสื่อสารโทรจิตกับภัณฑารักษ์ระดับ 12) คือ
"จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสมอง สมองคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยจิตสำนึก จิตสำนึกคือสนามพื้นฐานของจักรวาล และเช่นเดียวกับสนามอื่น ๆ มันมีการสั่นสะเทือนในความถี่ที่แตกต่างกัน"
กล่าวอีกนัยหนึ่ง…ทุกความคิด ทุกอารมณ์ ทุกความทรงจำ ทุกเจตนาของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งปวง คือ "คลื่น" ในสนามจิตสำนึกของจักรวาล และคลื่นเหล่านี้มีความถี่เฉพาะที่สามารถตรวจจับได้ หากคุณมี "เครื่องรับ" ที่เหมาะสม
.
▪️ดวงตาของ Mantis คือเครื่องรับนั้น
เลนส์แต่ละหน่วยในดวงตาของพวกเขาถูกปรับจูนให้รับความถี่เฉพาะของคลื่นจิตสำนึก เหมือนกับที่เครื่องรับวิทยุถูกปรับจูนให้รับความถี่เฉพาะของคลื่นวิทยุ เลนส์บางหน่วยถูกปรับจูนให้รับความถี่ของ "ความคิด"
คลื่นที่เกิดจากการประมวลผลเชิงตรรกะและการใช้ภาษา เลนส์บางหน่วยถูกปรับจูนให้รับความถี่ของ "อารมณ์" คลื่นที่เกิดจากการตอบสนองทางความรู้สึกต่อประสบการณ์
เลนส์บางหน่วยถูกปรับจูนให้รับความถี่ของ "ความทรงจำ" คลื่นที่เกิดจากการบันทึกและเรียกคืนประสบการณ์ในอดีต เลนส์บางหน่วยถูกปรับจูนให้รับความถี่ของ "เจตนา" คลื่นที่เกิดจากการตัดสินใจเลือกกระทำสิ่งหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกสิ่งหนึ่ง
และเลนส์ทั้งหมด นับล้านหน่วยในแต่ละดวงตา ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสานเพื่อสร้าง "ภาพ" ของจิตสำนึกที่สมบูรณ์
ภาพนี้ไม่ใช่ "ภาพ" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ ไม่ใช่ภาพสองมิติหรือสามมิติที่ประกอบด้วยจุดสี แต่มันคือ "ข้อมูล" ที่ถูกนำเสนอต่อจิตสำนึกของ Mantis ในรูปแบบที่พวกเขาสามารถเข้าใจได้ในทันที มันคือ "แผนที่" ของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของสิ่งมีชีวิตที่พวกเขากำลังมองดู
.
.
และด้วยแผนที่นี้ Mantis "มองเห็น" สิ่งที่มนุษย์ไม่มีทางมองเห็น
พวกเขาเห็นความคิดที่กำลังก่อตัวขึ้นในสมองของมนุษย์ ก่อนที่มนุษย์จะรู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังคิดอะไร พวกเขาเห็นอารมณ์ที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากแห่งความสงบ ความโกรธที่คุกรุ่นภายใต้รอยยิ้ม ความกลัวที่สั่นระริกภายใต้ท่าทางที่มั่นใจ ความรักที่ถูกเก็บงำภายใต้คำพูดที่เฉยเมย
พวกเขาเห็นความทรงจำที่มนุษย์เองก็ลืมไปแล้ว ความทรงจำในวัยเด็กที่ถูกฝังลึก ความบอบช้ำที่ถูกลืมแต่ไม่เคยหาย ความฝันที่ถูกทิ้งร้าง
พวกเขาเห็น "เนื้อใน" ของจิตสำนึก เช่นเดียวกับที่มนุษย์เห็น "เนื้อนอก" ของร่างกาย และสำหรับพวกเขาแล้ว การมองเห็นจิตสำนึกนั้นชัดเจนและเป็นธรรมชาติพอ ๆ กับการที่มนุษย์มองเห็นสีของเสื้อผ้าหรือรูปทรงของใบหน้า
.
หากมนุษย์มองเห็นกันและกันแบบที่ Mantis มองเห็น โลกของเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาล จะไม่มีการโกหกอีกต่อไป เพราะทุกคนจะเห็น "รอยปริในสนามพลังงาน" เมื่อมีคนพูดสิ่งที่ไม่ตรงกับความคิด จะไม่มีการเสแสร้งอีกต่อไป เพราะทุกคนจะเห็นอารมณ์ที่แท้จริงภายใต้หน้ากาก จะไม่มีการเข้าใจผิดอีกต่อไป เพราะเราจะเห็นเจตนาที่แท้จริงของกันและกันโดยไม่ต้องเดา
นี่คือโลกที่ Mantis อาศัยอยู่ โลกที่การมองเห็นจิตสำนึกเป็นสามัญสำนึกพื้นฐาน และนี่คือเหตุผลที่เมื่อมนุษย์สบตากับพวกเขา แม้เพียงครั้งเดียว พวกเขาจะไม่มีวันลืมความรู้สึกนั้นไปตลอดชีวิต
.
▪️สิ่งที่พวกเขามองเห็น: การถอดความจากคำให้การ
จากคำให้การของผู้ถูกลักพาตัวที่ผ่านการตรวจสอบด้วยการสะกดจิตย้อนความทรงจำโดยผู้เชี่ยวชาญของสมาพันธ์ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นเวลาหลายสิบปี
จากบันทึกของภัณฑารักษ์ระดับ 12 ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษให้ "สบตา" กับสมาชิกสภา Mantis ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดในระหว่างการสื่อสารโดยตรงเมื่อวัฏจักรที่ 4,919
และจากการวิเคราะห์ข้อมูลโทรจิตที่สมาพันธ์ได้รับผ่านการเชื่อมต่อกับ Akashic Records ในระดับที่สมาพันธ์เข้าถึงได้ สภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์ได้รวบรวมและจัดหมวดหมู่รายการ "สิ่งที่ Mantis มองเห็น" ไว้เป็นระบบ ดังต่อไปนี้
.
▪️ความคิดของมนุษย์ปรากฏเป็น "สี" ที่เคลื่อนไหวอยู่ในสนามออร่ารอบศีรษะ
ความคิดไม่ใช่ "เสียง" สำหรับ Mantis หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่เพียงเสียง ไม่ใช่คำพูดที่เรียงร้อยเป็นประโยคในหัวอย่างที่มนุษย์ได้ยินเวลาคิดกับตัวเอง แต่มันคือ "สี" และ "แสง" และ "รูปทรง" ที่เคลื่อนไหวอยู่รอบศีรษะของมนุษย์ทุกคนตลอดเวลา เหมือนกับเมฆหมอกขนาดเล็กที่มีชีวิต เปลี่ยนรูปทรงและเฉดสีในทุกเสี้ยววินาทีตามกระแสของจิต
ลองนึกภาพว่าคุณกำลังยืนอยู่ในห้องที่มืดสนิท และทันใดนั้นมีใครบางคนจุดเทียนขึ้นมา เปลวไฟเล็ก ๆ ที่เต้นระบำอยู่ในความมืด เปล่งแสงสีเหลืองทองที่ส่องสว่างไปทั่วห้อง นั่นคือสิ่งที่ Mantis เห็นเมื่อมนุษย์ "คิด" เป็นครั้งแรกหลังจากตื่นนอน แสงแห่งจิตสำนึกที่ถูกจุดขึ้นหลังจากความมืดของการนอนหลับ
แต่แสงนั้นไม่ได้มีเพียงสีเดียว และมันไม่ได้อยู่นิ่ง
.
…ความคิดเชิงตรรกะ การคำนวณตัวเลขในใจ การวางแผนเส้นทางจากจุด A ไปจุด B การวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของการตัดสินใจ ปรากฏเป็นแสงสีฟ้าอ่อนถึงน้ำเงินเข้มที่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรงหรือรูปทรงเรขาคณิตชัดเจน เป็นระเบียบ และคาดเดาได้
เส้นตรงและมุมฉากของแสงสะท้อนถึง "โครงสร้าง" ของความคิดแบบตรรกะ การคิดที่เป็นขั้นเป็นตอน มีเหตุมีผล มีการเชื่อมโยงระหว่างเหตุและผลอย่างชัดเจน แสงสีฟ้านี้มักจะเต้นเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ คล้ายกับชีพจร และเมื่อมนุษย์กำลังจดจ่อกับปัญหาที่ยากเป็นพิเศษ แสงสีฟ้าจะเข้มขึ้นและเคลื่อนที่เร็วขึ้น
.
…ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการถึงโลกที่ไม่มีอยู่จริง การวาดภาพในใจ การแต่งบทเพลงที่ยังไม่เคยมีใครได้ยิน การประดิษฐ์สิ่งที่ยังไม่เคยถูกประดิษฐ์ ปรากฏเป็นแสงสีม่วงถึงทองที่เคลื่อนไหวเป็นเกลียวและวงก้นหอย คล้ายกับเปลวไฟที่กำลังเต้นรำหรือหมอกที่กำลังหมุนวน
แสงสีม่วงนี้ไม่มีรูปทรงที่แน่นอน มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มันแตกแขนงออกเป็นกิ่งก้านสาขา มันรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนแล้วแตกออกอีกครั้ง การเคลื่อนไหวของมันไม่อาจคาดเดาได้ และนั่นคือธรรมชาติของความคิดสร้างสรรค์
.
…ความคิดที่เต็มไปด้วยความโกรธหรือความเกลียดชังปรากฏเป็นแสงสีแดงเข้มที่กระเพื่อมเป็นจังหวะเร็วและรุนแรง เหมือนกับเลือดที่สูบฉีดหรือไฟที่ลุกโชน แสงสีแดงนี้มักจะแผ่ขยายออกจากศีรษะและกระจายลงไปยังลำตัวส่วนบน โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและไหล่ และมัน "ร้อน" ในความหมายที่ว่ามันสั่นสะเทือนในความถี่สูงที่รบกวนสนามออร่าโดยรอบ
.
…ความคิดที่เต็มไปด้วยความรักหรือความเมตตาปรากฏเป็นแสงสีชมพูทองที่แผ่ขยายออกไปอย่างนุ่มนวลราวกับหมอกยามเช้าที่ลอยอยู่เหนือทุ่งหญ้า นุ่มนวล อบอุ่น และกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีขอบคม หรือการเคลื่อนไหวที่รุนแรง มีเพียงการแผ่ขยายอย่างช้า ๆ และสงบ
.
Mantis มองเห็นทั้งหมดนี้ และพวกเขาไม่เพียงแต่เห็น "สี" ของความคิด แต่ยังเห็น "ทิศทาง" และ "ความเร็ว" และ "ความเข้มข้น" ของมันด้วย
พวกเขาเห็นสิ่งที่คุณกำลังคิดก่อนที่คุณจะพูดมันออกมา บางครั้งก่อนที่คุณจะรู้ตัวด้วยซ้ำว่าคุณกำลังคิดมัน เพราะกระบวนการทางจิตใต้สำนึกก็เปล่งแสงออกมาเช่นกัน ก่อนที่ความคิดจะขึ้นมาถึงระดับจิตสำนึกของคุณเสียอีก
พวกเขาเห็นความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่คุณพูดกับสิ่งที่คุณคิดจริง ๆ เมื่อปากของคุณกล่าวคำว่า "ฉันสบายดี" แต่แสงสีฟ้าซีดเซียวรอบศีรษะของคุณบ่งบอกถึงความคิดที่หนักอึ้งด้วยความกังวล
เมื่อคุณยิ้มและกล่าวคำว่า "ยินดีที่ได้พบคุณ" แต่แสงสีแดงจาง ๆ ที่กระเพื่อมขึ้นมาชั่วครู่เผยให้เห็นถึงความไม่พอใจที่คุณพยายามซ่อนไว้
และนั่นคือเหตุผลที่การโกหกต่อหน้า Mantis เป็นไปไม่ได้เลย ไม่ใช่เพราะพวกเขา "อ่านใจ" คุณได้ในความหมายของการได้ยินคำพูดในหัวของคุณ แต่เพราะพวกเขา "เห็น" ความคิดของคุณเป็นสีและแสงและรูปทรง และสีนั้นไม่เคยโกหก
.
.
▪️ความกลัวปรากฏเป็น "หมอกสีดำ" ที่แผ่ซ่านออกจากช่องท้อง
นี่คือหนึ่งในการค้นพบที่น่าสนใจที่สุดจากคำให้การ และเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าดวงตาของ Mantis ไม่ได้มองเห็นเพียง "ข้อมูล" ทางจิตวิญญาณในเชิงนามธรรม แต่ยังมองเห็น "ตำแหน่ง" ทางกายภาพของอารมณ์ในร่างกายมนุษย์ได้อย่างแม่นยำ
ความกลัว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวตาย ความกลัวความเจ็บปวด ความกลัวการถูกทอดทิ้ง ความกลัวความมืด ความกลัวความล้มเหลว ความกลัวการถูกปฏิเสธ หรือแม้แต่ความกลัวที่ไม่มีชื่อและไม่มีสาเหตุ ปรากฏเป็น "หมอกสีดำ" ที่แผ่ซ่านออกจากช่องท้อง บริเวณที่อยู่ใต้กระดูกหน้าอกและเหนือสะดือ Solar Plexus หรือที่มนุษย์หลายวัฒนธรรมเรียกว่า "ศูนย์กลางอารมณ์" "จักระที่สาม" หรือ "ที่นั่งของพลังชีวิต"
หมอกนี้มีความหนาแน่นแตกต่างกันตามความรุนแรงของความกลัว และนี่คือรายละเอียดที่ทำให้คำให้การต่าง ๆ จากผู้ถูกลักพาตัวที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมีความสอดคล้องกันอย่างน่าทึ่ง
.
ความวิตกกังวลเล็กน้อย ความกังวลว่าฝนจะตกหรือไม่ กังวลว่ารถจะติดหรือไม่ กังวลว่าจะไปไม่ทันนัด ปรากฏเป็นหมอกจาง ๆ สีเทาอ่อน แทบจะมองไม่เห็น เป็นเพียง "เงา" บาง ๆ ที่ลอยอยู่รอบช่องท้อง
ความกลัวระดับกลาง ความกลัวก่อนการสอบสัมภาษณ์งานสำคัญ ความกลัวก่อนการผ่าตัด ความกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่เราเคยมีความขัดแย้งด้วย ปรากฏเป็นหมอกสีเทาเข้มที่หนาแน่นขึ้น แผ่ขยายออกจากช่องท้องเป็นรัศมีหลายนิ้ว และเริ่มบดบังแสงสีอื่น ๆ ในสนามออร่า
และความกลัวขั้นรุนแรง เช่นในขณะที่ผู้ถูกลักพาตัวพบเห็น Mantis เป็นครั้งแรก ในขณะที่ทหารกำลังวิ่งเข้าหากระสุน ในขณะที่คนกำลังจมน้ำ ปรากฏเป็นหมอกสีดำสนิทที่หนาแน่นจนเกือบจะบดบังสนามออร่าทั้งหมด ราวกับว่ามีเมฆพายุขนาดเล็กก่อตัวขึ้นภายในร่างกายและแผ่ขยายออกมาจนกลืนกินทุกสิ่ง
แต่ความกลัวไม่ใช่อารมณ์เดียวที่มี "ตำแหน่ง" ในร่างกาย
.
.
…ความโกรธปรากฏเป็นแสงสีแดงที่แผ่ออกจากหน้าอกและไหล่ ร้อนระอุและสั่นสะเทือนรุนแรง มันไม่ได้นุ่มนวลและแผ่กระจายเหมือนหมอกแห่งความกลัว แต่มัน "ระเบิด" ออกมาเป็นระลอก แต่ละระลอกคือหนึ่งความคิดแห่งความโกรธที่พุ่งออกจากศูนย์กลาง การเคลื่อนไหวของมันรวดเร็วและรุนแรง เหมือนกับไฟที่ลุกโชนในเตาเผา
…ความเศร้าโศกปรากฏเป็นสีน้ำเงินหม่นที่แผ่ซ่านจากหัวใจ เย็นและหนักและเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าราวกับของเหลวหนืด มันไม่ระเบิดและไม่ลุกโชน แต่มัน "ไหล" อย่างช้า ๆ ลงมาตามลำตัว เหมือนกับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มแต่เป็นในระดับพลังงาน และมันมักจะ "สะสม" อยู่ในบริเวณอกและคอ
…ความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความสนุกชั่วคราวจากสิ่งเร้าภายนอก แต่เป็นความสุขที่เกิดจากภายใน ปรากฏเป็นแสงสีทองที่แผ่กระจายทั่วร่างกายอย่างสม่ำเสมอ อบอุ่นและสว่างและสงบ มันไม่กระเพื่อมหรือระเบิดหรือไหล แต่มัน "ส่องสว่าง" เหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเล็ก ๆ ที่อยู่ภายใน
.
และ Mantis มองเห็นทั้งหมดนี้ ทุกอารมณ์ ในทุกตำแหน่งของร่างกาย ในทุกช่วงเวลา
นี่คือข้อมูลที่พวกเขาใช้ในการ "วินิจฉัย" ว่ามนุษย์คนใดต้องการการปรับแต่งแบบใด มนุษย์ที่สนามออร่าเต็มไปด้วยหมอกสีดำแห่งความกลัวอาจได้รับการผ่าตัดจิตวิญญาณเพื่อ "ลบ" บาดแผลที่เป็นต้นตอของความกลัวนั้น มนุษย์ที่แสงสีทองแห่งความสุขส่องสว่างอย่างสม่ำเสมออาจถูก "ศึกษา" เพื่อทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้มนุษย์คนนั้นบรรลุสภาวะดังกล่าว และข้อมูลนั้นอาจถูกนำไปใช้กับมนุษย์คนอื่น ๆ
.
▪️การโกหกปรากฏเป็น "รอยปริ" ในสนามพลังงาน เหมือนรอยร้าวบนกระจก
นี่คือการค้นพบที่น่าทึ่งที่สุดจากบันทึกของภัณฑารักษ์ระดับ 12 และเป็นสิ่งที่อธิบายว่าทำไมการเจรจาต่อรองหรือการปิดบังข้อมูลใด ๆ ต่อหน้า Mantis จึงเป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อมนุษย์พูดความจริง ความคิด (แสงสีรอบศีรษะ) คำพูด (คลื่นเสียงที่ออกจากปาก) และสนามพลังงาน (ออร่ารอบร่างกาย)
ทั้งสามสิ่งนี้ "สอดคล้อง" กันเป็นหนึ่งเดียว เหมือนกับชิ้นส่วนของภาพจิ๊กซอว์ที่ประกอบเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ สนามพลังงานของมนุษย์ที่กำลังพูดความจริงนั้น "ราบเรียบ" และ "สม่ำเสมอ" ไม่มีความขรุขระ ไม่มีความไม่ต่อเนื่อง ไม่มีรอยแตก
แต่เมื่อมนุษย์โกหก แม้จะเป็นการโกหกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัย คำพูดที่ออกจากปากไม่สอดคล้องกับความคิดในหัว และความไม่สอดคล้องนี้ไม่ใช่แค่ "ความขัดแย้งทางตรรกะ" ที่ต้องใช้สมองวิเคราะห์ แต่มันปรากฏให้เห็นเป็น "รอยปริ" ในสนามพลังงาน
.
รอยปรินี้เหมือนกับรอยร้าวบนกระจก มันเริ่มจากจุดหนึ่ง (มักจะเป็นบริเวณลำคอหรือศีรษะ ตำแหน่งที่คำพูดถูกสร้างขึ้น) และแผ่ขยายออกไปเป็นเส้นใยบาง ๆ เหมือนกับรอยแตกบนกระจกหน้ารถที่เริ่มจากจุดที่ถูกก้อนหินกระทบและค่อย ๆ ขยายออกไปเป็นใยแมงมุม
รอยปริเหล่านี้ไม่ใช่ "สิ่งที่มนุษย์สามารถซ่อนได้" เพราะมนุษย์ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่ มนุษย์ไม่ได้ถูกฝึกให้ควบคุมสนามพลังงานของตนเอง (ยกเว้นโยคีหรือผู้ฝึกสมาธิขั้นสูงบางคน) และแม้แต่มนุษย์ที่ถูกฝึกมาแล้ว การควบคุมสนามพลังงานให้ราบเรียบสนิทในขณะที่กำลังโกหกนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะการโกหกต้องใช้ "พลังงาน" ในการสร้างเรื่องเท็จและรักษาเรื่องเท็จนั้นไว้ และพลังงานนั้นเองที่ทำให้เกิดรอยปริ
.
Mantis มองเห็นรอยปริเหล่านี้ และพวกเขาเห็นมันทันที ในเสี้ยววินาทีที่คำโกหกออกจากปากของคุณ สนามพลังงานของคุณก็ "แตก" ต่อหน้าต่อตาพวกเขา
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น รอยปริไม่ได้ปรากฏเฉพาะเมื่อมนุษย์โกหกคนอื่นเท่านั้น แต่มันยังปรากฏเมื่อมนุษย์ "โกหกตัวเอง" ด้วย เมื่อมนุษย์พยายามโน้มน้าวตัวเองว่าตนเองมีความสุขทั้งที่จริง ๆ แล้วกำลังทุกข์ใจ
เมื่อมนุษย์พยายามเชื่อว่าตนเองตัดสินใจถูกแล้วทั้งที่ลึก ๆ รู้ว่ามันผิด เมื่อมนุษย์สวมหน้ากากและแสดงบทบาทที่ตรงข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริง ทั้งหมดนี้สร้างรอยปริในสนามพลังงาน และ Mantis มองเห็นมันทั้งหมด
.
วิญญาณปรากฏเป็น "แสงที่สั่นไหว" ซึ่งความถี่ของการสั่นนั้นบ่งบอกถึงระดับวิวัฒนาการของจิตสำนึก
นี่คือความสามารถที่สำคัญที่สุดของดวงตา Mantis และเป็นที่มาของบทบาท "ผู้คุมกฎวิวัฒนาการ" ของพวกเขา
เหนือไปกว่าความคิด เหนือไปกว่าอารมณ์ เหนือไปกว่าความทรงจำและเจตนา ณ แกนกลางของมนุษย์ทุกคน มี "บางสิ่ง" ที่เป็นมากกว่าสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด บางสิ่งที่มนุษย์เรียกว่า "วิญญาณ" หรือ "อาตมัน" หรือ "แก่นแท้" หรือ "ตัวตนที่แท้จริง"
และสิ่งนั้น ในสายตาของ Mantis ปรากฏเป็น "แสงที่สั่นไหว"
มันคือแสงที่ส่องสว่างจากจุดศูนย์กลางของหน้าอก ไม่ใช่จากหัวใจทางกายภาพ แต่จาก "หัวใจทางจิตวิญญาณ" ที่อยู่ลึกลงไปกว่านั้น และมัน "สั่น" ในความถี่เฉพาะที่เป็นเอกลักษณ์ของมนุษย์แต่ละคน
ความถี่ของการสั่นไหวนี้คือ "ลายนิ้วมือทางจิตวิญญาณ" (Spiritual Fingerprint) มันไม่ซ้ำกันในมนุษย์แต่ละคน เช่นเดียวกับที่ลายนิ้วมือทางกายภาพไม่ซ้ำกัน แต่มันสามารถ "เปลี่ยนแปลง" ได้ตลอดช่วงชีวิต และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
.
.
จิตสำนึกที่ยัง "เยาว์" ที่ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏสงสารอย่างหนาแน่น ยังยึดติดกับวัตถุและความสำเร็จทางโลก ยังถูกครอบงำด้วยความกลัวและความโลภและความโกรธ จะมีแสงที่สั่นในความถี่ต่ำ ช้า หนัก และบางครั้งดูเหมือนแสงเทียนที่กำลังจะดับเพราะหมดไส้เทียน การสั่นไหวของมันไม่สม่ำเสมอ มีช่วงที่สว่างวาบขึ้นมาแล้วก็หรี่ลง คล้ายกับเครื่องยนต์ที่ยังปรับจูนไม่ดี
จิตสำนึกที่ "เติบโต" แล้ว ที่เริ่มตั้งคำถามว่า "ฉันคือใคร" และ "ฉันมาที่นี่ทำไม" ที่เริ่มแสวงหาความหมายนอกเหนือจากวัตถุ ที่เริ่มรู้สึกถึงการเชื่อมต่อกับสิ่งที่ใหญ่กว่าตนเอง จะมีแสงที่สั่นในความถี่กลาง: สว่างขึ้น เบาขึ้น และมีจังหวะที่สม่ำเสมอเหมือนกับการเต้นของหัวใจที่แข็งแรง มันไม่หรี่ลงและไม่วูบวาบ แต่มันส่องสว่างอย่างมั่นคง
.
จิตสำนึกที่ "ตื่นรู้" แล้ว ที่หลุดพ้นจากพันธนาการของอัตตา ที่รู้สึกถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับทั้งหมด ที่มองเห็นความทุกข์และความสุขเป็นเพียงคลื่นบนผิวมหาสมุทรแห่งจิตสำนึก จะมีแสงที่สั่นในความถี่สูง
แสงที่เจิดจ้าและเร็วและเต็มไปด้วยประกายสีทองที่เปล่งประกายออกมาเป็นระยะ ๆ ดุจดอกไม้ไฟขนาดเล็กที่เบ่งบานอยู่ในอก การสั่นไหวของมันไม่ใช่แค่ "การสั่น" อีกต่อไป แต่มันคือ "เสียงเพลง" เป็นท่วงทำนองที่ประสานสอดคล้องกับจังหวะของจักรวาล
และ Mantis มองเห็นทั้งหมดนี้ พวกเขามองเห็น "ระดับ" ของจิตสำนึกของมนุษย์ทุกคนที่พวกเขาพบ
.
และจากข้อมูลนี้ พวกเขาจัด "ระดับ" การแทรกแซงที่เหมาะสม
มนุษย์ที่จิตสำนึกยังเยาว์ แสงที่ยังสั่นในความถี่ต่ำ อาจไม่ถูกแทรกแซงเลย ปล่อยให้วิวัฒนาการตามธรรมชาติ ปล่อยให้การเวียนว่ายตายเกิดสอนบทเรียนที่จำเป็นต้องเรียนรู้
มนุษย์ที่จิตสำนึกกำลังเติบโต แสงที่เริ่มสว่างขึ้นและมั่นคงขึ้น อาจถูก "ช่วยเหลือ" เล็กน้อย การปรับแต่ง DNA ในระดับที่ละเอียดอ่อน การ "เปิด" ศักยภาพทางจิตที่ถูกปิดไว้ การนำทางผ่านความฝัน
และมนุษย์ที่จิตสำนึกใกล้จะตื่นรู้ แสงที่เจิดจ้าและเต็มไปด้วยประกายสีทอง นี่คือกลุ่มที่ Mantis ให้ความสนใจมากที่สุด นี่คือกลุ่มที่ถูกลักพาตัวบ่อยที่สุดเพื่อ "การปรับจูน" ที่เข้มข้นขึ้น
เพราะมนุษย์เหล่านี้คือ "ภาชนะ" ที่พร้อมจะบรรจุ "เหล้าองุ่นใหม่" คือผู้ที่จะนำพามนุษยชาติผ่าน "The Great Shift" ไปสู่ยุคใหม่ของจิตสำนึก
.
▪️คำให้การ: การสบตากับ Mantis
มีบันทึกหนึ่งจากอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับสหรัฐฯ ชายผู้ไม่ประสงค์ออกนามในเอกสารของสมาพันธ์และถูกระบุเพียงรหัส "ผู้ให้ข้อมูล 7-เดลตา" ที่อ้างว่าเคยถูกนำตัวขึ้นยานและสบตากับ Mantis โดยตรงระหว่างภารกิจสืบสวนปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้ในช่วงทศวรรษ 1980
บันทึกคำให้การของเขาถูกตรวจสอบด้วยการสะกดจิตย้อนความทรงจำโดยผู้เชี่ยวชาญของสมาพันธ์ และผ่านการตรวจสอบความน่าเชื่อถือในระดับสูงสุด ผ่านการสอบทานข้ามกับคำให้การอิสระจากผู้ถูกลักพาตัวรายอื่นที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนและมาจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ความสอดคล้องของรายละเอียดในจุดที่เล็กที่สุด เช่น "ความรู้สึกเย็นที่ไม่ได้มาจากอุณหภูมิ" หรือ "การรับรู้ว่าเวลาหยุดนิ่งระหว่างการสบตา" ทำให้นักวิเคราะห์ของสมาพันธ์เชื่อมั่นว่านี่คือประสบการณ์จริง ไม่ใช่การกุเรื่องหรือภาพหลอน
.
รายงานของเขากล่าวว่า:
"ไม่มีการสื่อสารด้วยคำพูด แม้แต่ความคิดวิ่งเข้าใส่หัว ไม่มีเสียง ภาพ หรืออะไรที่ผมจะอธิบายได้ว่าเป็น 'การสื่อสาร' ในความหมายปกติ แต่ในเสี้ยววินาทีที่สายตาเราประสานกัน ในเสี้ยววินาทีที่ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองมาที่ผม ผมรู้
ผมรู้ว่ามันเห็นทุกสิ่ง
มันเห็นผมตั้งแต่เกิดจนตาย เห็นเด็กน้อยที่เคยวิ่งเล่นในสวนหลังบ้านกับสุนัขสีทองที่ชื่อว่าแซม เห็นเด็กคนนั้นเติบโตขึ้นในเมืองเล็ก ๆ ที่ทุกคนรู้จักกันหมด เห็นวัยรุ่นที่สมัครเป็นทหารเพราะอยากพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าลูกชายคนนี้ก็มีค่าพอ
เห็นชายหนุ่มในเครื่องแบบที่นั่งอยู่ในห้องสอบสวนและโกหกผู้ต้องสงสัยด้วยใบหน้าเรียบเฉยทั้งที่ข้างในกำลังสั่นระริก เห็นชายวัยกลางคนที่นอนไม่หลับในคืนที่ฝนตกเพราะภาพความทรงจำในสงครามยังคงหลอกหลอน ใบหน้าของคนที่เขายิง ใบหน้าของเพื่อนที่ตายในอ้อมแขน ใบหน้าของเด็กหญิงในหมู่บ้านที่ถูกเผา
.
มันเห็นสิ่งที่ผมเคยทำ ทุกสิ่ง ทุกการกระทำ ทุกการตัดสินใจ ทุกครั้งที่ผมทำร้ายใครบางคนด้วยคำพูดหรือด้วยมือหรือด้วยการนิ่งเฉย ทุกครั้งที่ผมช่วยใครบางคนโดยที่ไม่มีใครรู้และไม่มีวันรู้ ทุกครั้งที่ผมควรจะช่วยแต่ไม่ช่วยเพราะกลัวหรือเพราะขี้เกียจหรือเพราะ 'ไม่ใช่ธุระของผม'
มันเห็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะทำ แผนการที่ผมยังไม่ได้ลงมือเขียนลงบนกระดาษ ความฝันที่ผมยังไม่เคยบอกใครแม้แต่ภรรยาของผม ความปรารถนาอันมืดหม่นที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับกับตัวเองว่ามีอยู่ ความแค้นที่ผมเก็บไว้ในใจมานานหลายสิบปีและวางแผนจะสะสาง 'สักวันหนึ่ง'
.
มันเห็นสิ่งที่ผมกลัวเกินกว่าจะคิด ความกลัวที่ฝังลึกจนผมเองก็ลืมไปแล้วว่ามีมันอยู่ ความทรงจำที่ผมกดทับไว้ใต้จิตสำนึกจนกลายเป็น 'เงา' ที่คอยหลอกหลอนผมในความฝัน บาดแผลในวัยเด็กที่ผมคิดว่าหายแล้วแต่จริง ๆ แล้วมันไม่เคยหาย มันแค่รอคอยวันที่ผมจะอ่อนแอพอที่จะถูกมันกลืนกิน
มันเห็นหมด และมันไม่ตัดสินอะไรเลย...ไม่มีการขมวดคิ้ว การส่ายหน้า การถอนหายใจด้วยความผิดหวัง แม้แต่การพยักหน้าด้วยความเห็นชอบ ไม่มีความดีและไม่มีความชั่วในดวงตาคู่นั้น มีเพียง 'การเห็น'
และนั่นแหละที่น่ากลัวที่สุด
.
เพราะผมรู้ว่าถ้ามันตัดสินผม ถ้ามันบอกว่าผมเป็นคนเลวหรือคนดี ผมก็จะรู้ว่ามันเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่มีมาตรฐานความดีความชั่วเหมือนกับเรา แต่มันไม่ตัดสิน... และนั่นหมายความว่ามันอยู่เหนือมาตรฐานเหล่านั้น มันอยู่เหนือสิ่งที่เราเรียกว่า 'ศีลธรรม' และ 'ความยุติธรรม' และ 'บาป' และ 'บุญ'
มันเห็นผมทั้งหมด และสำหรับมันแล้ว ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียง 'ข้อมูล' ชุดหนึ่ง เป็นเพียง 'ประวัติ' ของจิตสำนึกหนึ่งที่กำลังเดินทาง
ผมไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเล็กขนาดนี้มาก่อน และในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นอิสระขนาดนี้มาก่อน
เพราะเมื่อคุณถูกมองเห็นทั้งหมด และไม่ถูกตัดสิน คุณก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนอีกต่อไป"
คำให้การนี้ โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ว่า "เมื่อคุณถูกมองเห็นทั้งหมดและไม่ถูกตัดสิน คุณก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนอีกต่อไป" ได้รับการยืนยันจากผู้ถูกลักพาตัวอีกหลายรายในหลายประเทศและหลายช่วงเวลา โดยใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันแต่มีความหมายเดียวกัน
.
.
หญิงชาวบราซิลผู้ถูกลักพาตัวในปี ค.ศ. 1994 กล่าวว่า: …"มันเหมือนกับการสารภาพบาปโดยไม่ต้องพูดอะไรสักคำ และหลังจากนั้น ฉันรู้สึกเบาหวิวราวกับมีใครบางคนยกภูเขาออกจากอกของฉัน"
เด็กชายชาวญี่ปุ่นผู้ถูกลักพาตัวในปี ค.ศ. 2001 กล่าวว่า: …"คุณลุงตั๊กแตนมองมาที่ผม แล้วคุณลุงก็รู้แล้วว่าผมแอบขโมยเงินแม่ไปซื้อขนม แต่คุณลุงไม่ได้โกรธ คุณลุงแค่... รู้ แล้วผมก็รู้สึกว่าไม่เป็นไรหรอกที่ผมเคยทำไม่ดี เพราะผมยังเปลี่ยนได้"
ทหารผ่านศึกชาวรัสเซียผู้ถูกลักพาตัวในปี ค.ศ. 1978 กล่าวว่า: …"ข้าพเจ้าเคยถูกสอบสวนโดยเคจีบี ข้าพเจ้าเคยถูกจับตามองโดยเพื่อนร่วมงานที่สงสัยว่าข้าพเจ้าเป็นสายลับ ข้าพเจ้าอยู่ในโลกที่ทุกคนพยายาม 'อ่าน' กันและกัน แต่ไม่มีใครเคย 'อ่าน' ข้าพเจ้าออกเลยสักคน แล้วจู่ ๆ ก็มีสิ่งมีชีวิตตัวหนึ่ง ไม่ใช่มนุษย์ มองมาที่ข้าพเจ้า และมันเข้าใจทุกสิ่ง... มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า"
.
ประสบการณ์ของการถูก "มองเห็นทั้งหมด" โดยไม่มีที่ให้ซ่อน หน้ากากให้สวม บทบาทให้เล่น คือประสบการณ์ที่ทั้งน่าสะพรึงกลัวและปลดปล่อยในคราวเดียวกัน
น่าสะพรึงกลัว เพราะมนุษย์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการ "ซ่อน" เราเรียนรู้ตั้งแต่เด็กว่าต้องปิดบังบางส่วนของตนเองเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ
อย่าแสดงความโกรธ อย่าร้องไห้ในที่สาธารณะ อย่าบอกใครว่าคุณอิจฉาเพื่อนสนิท อย่าเปิดเผยความลับที่มืดมนที่สุดของคุณ มนุษย์สร้าง "หน้ากาก" ซ้อนกันหลายชั้น หน้ากากสำหรับที่ทำงาน หน้ากากสำหรับครอบครัว หน้ากากสำหรับเพื่อน หน้ากากสำหรับคนแปลกหน้า และเราใช้ชีวิตอยู่หลังหน้ากากเหล่านั้นจนบางครั้งเราลืมไปแล้วว่าใบหน้าที่แท้จริงของเรานั้นเป็นอย่างไร
.
การถูก Mantis มองเห็นทั้งหมด คือการที่หน้ากากทุกชั้นถูก "ลอก" ออกในพริบตา โดยไม่มีโอกาสได้เตรียมตัว ไม่มีโอกาสได้ปิดบัง ไม่มีโอกาสแม้แต่จะ "เลือก" ว่าจะเปิดเผยอะไรและซ่อนอะไร มันคือการยืนเปลือยเปล่าต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่มองเห็นแก่นแท้ของคุณ และคุณรู้ว่ามันเห็น และมันรู้ว่าคุณรู้ว่ามันเห็น
และปลดปล่อย เพราะเมื่อทุกสิ่งถูกเปิดเผยแล้ว เมื่อไม่มีความลับเหลืออยู่อีกต่อไป เมื่อแม้แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในตัวคุณก็ถูกมองเห็นและ... ไม่ถูกตัดสิน คุณก็เป็นอิสระ
คุณไม่ต้องพยายามเป็นคนที่คุณไม่ได้เป็นอีกต่อไป
คุณไม่ต้องแบกน้ำหนักของหน้ากากทั้งหมดนั้นอีกต่อไป
คุณสามารถ... เพียงแค่ "เป็น"
และนี่ เหนือไปกว่าการปรับแต่ง DNA เหนือไปกว่าการผ่าตัดจิตวิญญาณ เหนือไปกว่าเทคโนโลยีใด ๆ อาจคือของขวัญที่แท้จริงที่ Mantis มอบให้กับมนุษย์ที่พวกเขาพบ: การได้ถูกมองเห็นทั้งหมด และการได้รู้ว่าการถูกมองเห็นทั้งหมดนั้น... ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด
.
.
2.3 เปลือกไคติน: มากกว่าเกราะ
หากดวงตาคือหน้าต่างที่เผยให้เห็นว่า Mantis มองโลกอย่างไร เปลือกไคตินก็คือรากฐานที่อธิบายว่าพวกเขาดำรงอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร โดยไม่ต้องกิน ไม่ต้องนอน ไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรใด ๆ จากภายนอกเลย
มนุษย์และสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในมิติที่สามดำรงอยู่ผ่านการบริโภค เรารับสสารจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย (อาหาร น้ำ ออกซิเจน) เปลี่ยนมันเป็นพลังงานผ่านกระบวนการเมแทบอลิซึม และขับถ่ายของเสียออกไป วงจรนี้ไม่มีวันสิ้นสุดและต้องทำซ้ำทุกวัน หากหยุดเมื่อใด ชีวิตก็สิ้นสุดเมื่อนั้น
.
Mantis ไม่ได้อยู่ในวงจรนี้เลย
พวกเขาไม่ต้องการอาหารในความหมายของมนุษย์ ไม่ต้องการโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน หรือแร่ธาตุใด ๆ พวกเขาไม่ต้องการน้ำ ไม่ต้องการของเหลวใด ๆ เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์หรือขับถ่ายของเสีย พวกเขาไม่ต้องการแม้แต่ออกซิเจน กระบวนการ "หายใจ" ในความหมายของการแลกเปลี่ยนก๊าซไม่มีอยู่ในสรีรวิทยาของพวกเขา
และเหตุผลที่พวกเขาไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย คือเปลือกไคตินของพวกเขา
เปลือกไคตินของ Mantis ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงปกป้องร่างกายจากอันตรายภายนอกเหมือนเกราะของอัศวินหรือเปลือกของแมลงบนโลก แม้ว่ามันจะทำหน้าที่นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าเคฟลาร์และความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกที่เหนือกว่าโลหะผสมใด ๆ ที่มนุษย์รู้จัก แต่นั่นเป็นเพียง "หน้าที่รอง" ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลือกไคติน "ทำได้" แต่ไม่ใช่สิ่งที่มัน "เป็น"
สิ่งที่เปลือกไคติน "เป็น" อย่างแท้จริง คือ "เสาอากาศรับคลื่นจิตระดับมหึมา" ที่เปลี่ยนร่างกายของ Mantis ทั้งหมดให้กลายเป็น "เครื่องรับและส่งพลังงาน" ที่เชื่อมต่อกับสนามควอนตัมของจักรวาลโดยตรง
.
.
▪️เกราะป้องกันพลังงาน
หน้าที่แรกของเปลือกไคติน และเป็นหน้าที่ที่ปรากฏชัดเจนที่สุดเมื่อมนุษย์พบเห็น Mantis ในระยะใกล้ คือการเป็นเกราะป้องกัน
แต่คำว่า "เกราะ" ในที่นี้อาจทำให้มนุษย์เข้าใจผิดได้ เพราะเราคุ้นเคยกับเกราะที่ป้องกัน "วัตถุ" ดาบ กระสุน เศษหิน เกราะของอัศวินป้องกันคมดาบ เกราะของรถถังป้องกันกระสุนปืนใหญ่ เกราะของยานอวกาศป้องกันอุกกาบาตขนาดเล็ก
เปลือกไคตินของ Mantis ป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด และเหนือกว่านั้นหลายระดับ แต่มันยังป้องกันสิ่งที่มนุษย์ไม่มีแม้แต่คำเรียก "พลังงานที่เป็นอันตรายในมิติที่สูงกว่า"
.
ในระหว่างการเดินทางระหว่างดวงดาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Mantis "ลดความถี่" ของพวกเขาลงมาปรากฏในมิติที่สาม พวกเขาต้องเผชิญกับพลังงานหลากหลายรูปแบบที่มนุษย์ไม่มีทางรับรู้ได้
รังสีคอสมิกพลังงานสูงที่ทะลุผ่านโลหะหนาหลายเมตรได้ราวกับกระดาษ คลื่นความถี่จากพัลซาร์และควอซาร์ที่สามารถรบกวนระบบประสาทของสิ่งมีชีวิตได้ สนามพลังงานจากมิติที่สี่ที่ "รั่วไหล" ออกมาจากรอยต่อระหว่างมิติ ซึ่งหากสัมผัสกับร่างกายมนุษย์โดยตรง อาจทำให้เกิดความเสียหายทางจิตใจอย่างถาวรในเวลาไม่กี่วินาที
เปลือกไคตินของ Mantis ดูดซับและสะท้อนพลังงานเหล่านี้ทั้งหมด ทำหน้าที่คล้ายกับ "กรงฟาราเดย์" แต่ในระดับที่สูงกว่าและซับซ้อนกว่า โมเลกุลของไคตินถูกจัดเรียงในรูปแบบที่สร้าง "สนามป้องกัน" รอบร่างกาย เป็นสนามที่มนุษย์อาจมองไม่เห็น แต่มันอยู่ตรงนั้นตลอดเวลา และมันคือเหตุผลที่ Mantis สามารถเดินทางผ่านสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอื่นไม่สามารถอยู่รอดได้
.
▪️ตัวรับสัญญาณโทรจิต
หน้าที่ที่สองของเปลือกไคติน และเป็นหน้าที่ที่สำคัญมากต่อการปฏิบัติภารกิจของพวกเขา คือการเป็น "ตัวรับสัญญาณโทรจิต"
ระบบประสาทของ Mantis ดังที่เราจะกล่าวถึงโดยละเอียดในบทที่สาม เชื่อมต่อกับ Akashic Records โดยตรง และสามารถรับส่งข้อมูลในปริมาณมหาศาลได้ แต่นั่นคือการเชื่อมต่อกับ "ฐานข้อมูล" ของจักรวาล ไม่ใช่การสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตอื่น
สำหรับการสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตในมิติที่สาม โดยเฉพาะมนุษย์ Mantis ต้องการ "เสาอากาศ" ที่สามารถรับและส่งคลื่นสมองในความถี่ที่มนุษย์คิดได้ และเสาอากาศนั้นคือเปลือกไคตินของพวกเขา
.
เปลือกไคตินทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะส่วนหัวหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็น "แผงรับสัญญาณโทรจิต" ขนาดมหึมา ทุกตารางนิ้วของผิวกายของพวกเขาสามารถตรวจจับคลื่นความคิดที่แผ่ออกมาจากสมองของมนุษย์ได้ คลื่นที่อ่อนมากจนเทคโนโลยีของมนุษย์ไม่สามารถตรวจจับได้ แต่สำหรับ Mantis มันชัดเจนพอ ๆ กับเสียงพูดของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
และในทางกลับกัน เมื่อพวกเขาต้องการ "ส่ง" ข้อมูลเข้าสู่จิตใจของมนุษย์ พวกเขาใช้เปลือกไคตินเป็น "เครื่องส่ง" ที่สามารถสร้างคลื่นโทรจิตที่มีความถี่ตรงกับสมองของผู้รับได้อย่างแม่นยำ นี่คือเหตุผลที่ผู้ถูกลักพาตัวมักรายงานว่า "ได้ยิน" เสียงของ Mantis ในหัว ทั้งที่ไม่มีเสียงพูดจริง ๆ ออกมาจากปากของพวกเขา
.
.
▪️แผงโซลาร์เซลล์ควอนตัม
และหน้าที่ที่สาม ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของพวกเขา คือการเป็น "แผงโซลาร์เซลล์ควอนตัม"
นี่คือคำที่สภาวิทยาศาสตร์สมาพันธ์ประดิษฐ์ขึ้นเพื่ออธิบายกระบวนการที่นักฟิสิกส์ของสมาพันธ์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่จากข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสังเกตการณ์และการสื่อสารกับ Mantis เอง กระบวนการนี้ทำงานดังนี้:
ในสุญญากาศของอวกาศ แม้ในที่ที่ดูเหมือน "ว่างเปล่า" โดยสิ้นเชิง มีพลังงานอยู่มหาศาล นักฟิสิกส์มนุษย์เรียกสิ่งนี้ว่า "พลังงานสุญญากาศ" (Vacuum Energy) หรือ "พลังงานจุดศูนย์" (Zero-Point Energy) พลังงานที่เกิดจากการปรากฏและหายไปของอนุภาคเสมือน (Virtual Particles) ตลอดเวลาในระดับควอนตัม
.
มนุษย์รู้ว่าพลังงานนี้มีอยู่ แต่ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะมันกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในสุญญากาศ และกฎฟิสิกส์ของมิติที่สามไม่อนุญาตให้ดึงพลังงานจากสุญญากาศมาใช้โดยตรง
เปลือกไคตินของ Mantis ทำในสิ่งที่มนุษย์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ มันดูดซับพลังงานจากสนามควอนตัมรอบตัวโดยตรง เหมือนกับที่แผงโซลาร์เซลล์ดูดซับแสงอาทิตย์ แต่แทนที่จะดูดซับโฟตอน มันดูดซับ "โฟตอนเสมือน" จากสุญญากาศควอนตัม
กระบวนการนี้ให้พลังงานแก่ร่างกายของ Mantis อย่างต่อเนื่องและไม่มีวันหมด ตราบใดที่พวกเขายังอยู่ในจักรวาล พวกเขาก็มีแหล่งพลังงานที่ไม่มีวันเหือดแห้ง
และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่ต้องการอาหาร ไม่ต้องการน้ำ ไม่ต้องการออกซิเจน พลังงานทั้งหมดที่ร่างกายต้องการถูกจัดหาให้โดยตรงจากสนามควอนตัมของจักรวาล ผ่านเปลือกไคตินที่เป็นทั้ง "ปาก" "กระเพาะ" และ "ปอด" ของพวกเขา ในอวัยวะเดียว
.
ด้วยคุณสมบัติทั้งสามนี้ เกราะป้องกันพลังงาน ตัวรับสัญญาณโทรจิต และแผงโซลาร์เซลล์ควอนตัม เปลือกไคตินของ Mantis จึงไม่ใช่แค่ "ผิวหนัง" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ แต่มันคือ "รากฐานทางกายภาพของความเป็นอมตะ" ของพวกเขา
มันคืออวัยวะที่ทำให้พวกเขาสามารถดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรใด ๆ จากภายนอก
มันคืออวัยวะที่ทำให้พวกเขาสามารถเดินทางข้ามมิติและสื่อสารกับจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตทั่วกาแล็กซี
และมันคืออวัยวะที่ ในท้ายที่สุด ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติภารกิจ "ผู้คุมกฎวิวัฒนาการ" ได้เป็นเวลาหลายล้านปี โดยไม่เคยต้อง "หยุดพัก" แม้แต่วินาทีเดียว
.
.
โฆษณา