5 ก.ย. เวลา 08:01 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 3 - จดหมายเหตุตุลาการอวกาศ : The Mantis - ผู้บงการโครงข่ายจิตสำนึก

บทที่ 3 ระบบประสาทญาณทรรศน์
•หมวด: ประสาทวิทยาเปรียบเทียบและการเชื่อมต่อ Akashic
•ชื่อทางการในสารบบสมาพันธ์: The Akashic Neural Web
•ระดับเทคโนโลยี: อยู่นอกเหนือสเกลคาร์ดาเชฟ
•สถานะการวิจัยของสมาพันธ์: ห้ามทดลองเลียนแบบโดยเด็ดขาด (มติสภาที่ 2,887)
เอกสารอ้างอิงหลัก: บันทึกการสังเกตการณ์ระนาบกึ่งสสาร วัฏจักรที่ 4,012 เอกสารหมายเลข 339-K, แฟ้มสัมภาษณ์โทรจิตสภา Mantis วัฏจักรที่ 4,551 และ 4,919, บันทึกข้อโต้แย้งของ ภ.8 ดร. อิลาเนีย วอส วัฏจักรที่ 3,901
3.1 โครงข่ายความรู้สากล
หากดวงตาของ Mantis คืออวัยวะที่ทำให้พวกเขา "มองเห็น" จิตสำนึกของสรรพสิ่ง หากเปลือกไคตินคืออวัยวะที่ทำให้พวกเขา "ดำรงอยู่" ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาทรัพยากรใด ๆ ระบบประสาทของพวกเขาก็คืออวัยวะที่ทำให้พวกเขา "รู้" ทุกสิ่งที่สามารถรู้ได้
นี่คือความสามารถที่ทำให้พวกเขาอยู่เหนืออารยธรรมอื่นทั้งหมดในทางช้างเผือก ไม่ใช่เพราะพวกเขามีกองทัพที่แข็งแกร่งกว่า (พวกเขาไม่มีกองทัพ) ไม่ใช่เพราะพวกเขามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่า (แม้ว่าพวกเขาจะมี) แต่เพราะพวกเขามี "อินเทอร์เน็ตของจักรวาล" เชื่อมต่ออยู่ในระบบประสาทตลอดเวลา ในขณะที่อารยธรรมอื่น รวมถึงสมาพันธ์ดวงดาว ทำได้เพียง "โทรศัพท์ต่อสาย" เข้าไปถามเป็นครั้งคราว
.
บันทึกข้อสังเกตของผู้รวบรวม:
“ข้าพเจ้าเขียนข้อความข้างต้นตามขนบของจดหมายเหตุฉบับก่อน ๆ แต่หากผู้อ่านอนุญาตให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ข้าพเจ้าขอกล่าวว่า การเปรียบเทียบใด ๆ ที่มนุษย์จะใช้เพื่ออธิบายระบบประสาทของ Mantis ล้วนไม่เพียงพอเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต คลาวด์ หรือแม้แต่คำว่า "รู้" เองก็ตาม เพราะสิ่งที่พวกเขาทำไม่ใช่การ "รู้" ในความหมายที่มนุษย์ใช้คำนี้ แต่เป็นสภาวะของการเป็นหนึ่งเดียวกับความรู้ที่ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ข้อจำกัดทางภาษานี้คืออุปสรรคแรกที่ผู้อ่านจดหมายเหตุฉบับนี้ต้องก้าวข้ามให้ได้”
.
.
3.1.1 ระบบประสาทมนุษย์: สถาปัตยกรรมแห่งข้อจำกัด
เพื่อให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า "การเชื่อมต่อกับ Akashic Records โดยตรง" หมายความว่าอย่างไร จำเป็นต้องเริ่มต้นจากข้อจำกัดของมนุษย์ก่อน
ระบบประสาทของมนุษย์ คือโครงข่ายของเซลล์ประสาทที่เชื่อมต่อกันภายในร่างกาย เป็นสถาปัตยกรรมทางชีววิทยาที่ซับซ้อนอย่างน่าทึ่ง แต่มีข้อจำกัดพื้นฐานที่ไม่สามารถก้าวข้ามได้
สมองคือศูนย์กลางการบัญชาการ อวัยวะขนาดประมาณหนึ่งกิโลกรัมครึ่งที่บรรจุเซลล์ประสาทประมาณแปดหมื่นหกพันล้านเซลล์ แต่ละเซลล์เชื่อมต่อกับเซลล์อื่นผ่านจุดประสานประสาทนับหมื่นจุด สร้างเป็นโครงข่ายที่มีจุดเชื่อมต่อรวมกันมากกว่าจำนวนดาวฤกษ์ในทางช้างเผือกเสียอีก
ภายในสมองนี้เองที่ "ความคิด" "ความทรงจำ" "อารมณ์" และ "จิตสำนึก" ของมนุษย์ถือกำเนิดขึ้น
แต่ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของระบบประสาทมนุษย์ไม่ใช่ "ความเร็ว" หรือ "ขนาด" หากแต่คือ "ขอบเขต"
.
ระบบประสาทของมนุษย์เป็น ระบบปิด มันเชื่อมต่ออยู่ภายในขอบเขตของร่างกายเท่านั้น สมองของคุณสามารถสื่อสารกับมือของคุณได้ ส่งคำสั่งให้นิ้วขยับ แต่มันไม่สามารถสื่อสารกับสมองของคนอื่นได้โดยตรง ไม่มีสายเคเบิลที่เชื่อมต่อระหว่างสมองของคุณกับสมองของคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม ไม่มีไวไฟสำหรับส่งความคิดจากหัวหนึ่งไปยังอีกหัวหนึ่ง
มนุษย์คิดค้น "ภาษา" เพื่อชดเชยข้อจำกัดนี้ เปลี่ยนความคิดในหัวให้เป็นคลื่นเสียงที่เดินทางผ่านอากาศไปเขย่าแก้วหูของผู้อื่น แต่นั่นคือการ "แปล" ความคิดเป็นรหัสแล้วถอดรหัสกลับ ไม่ใช่การส่งต่อความคิดโดยตรง
และที่สำคัญที่สุดคือระบบประสาทของมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่ประสาทสัมผัสทั้งห้ารับรู้ได้ คุณรู้ว่ามีพายุฝนกำลังจะมาเพราะคุณเห็นเมฆดำและได้กลิ่นฝน แต่คุณไม่สามารถ "รู้" ได้ว่าพายุลูกนี้ก่อตัวขึ้นที่ไหนเมื่อสามวันก่อน หรือมันจะสลายตัวที่ไหนในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า เพราะข้อมูลนั้นไม่ได้อยู่ในขอบเขตของประสาทสัมผัสของคุณ
หลักการนี้ตรงกับที่บันทึกไว้ในเอกสารแนะนำสำหรับภัณฑารักษ์ภาคสนาม วัฏจักรที่ 2,930 ซึ่งเตือนผู้สังเกตการณ์มิให้สันนิษฐานว่ามนุษย์สามารถเข้าถึงข้อมูลข้ามเวลาหรือข้ามปัจเจกได้เองโดยปราศจากเครื่องมือภายนอก
.
3.1.2 ระบบประสาทของ Mantis: สถาปัตยกรรมแห่งการเปิดกว้าง
หากเปรียบเทียบกับมนุษย์แล้ว ระบบประสาทของ Mantis คือ ระบบเปิด ในความหมายที่สมบูรณ์ที่สุด ข้อสรุปนี้ปรากฏในรายงานเปรียบเทียบโครงสร้างประสาทระหว่างสปีชีส์ของสมาพันธ์ วัฏจักรที่ 2,115 ซึ่งใช้ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ภาคสนามและการวิเคราะห์ของภัณฑารักษ์ระดับ 9 ประกอบกัน
ภาพอุปมาที่ใกล้เคียงที่สุดสำหรับระบบประสาทของ Mantis คือเส้นใยของเชื้อราไมคอร์ไรซาที่แผ่ขยายไปใต้พื้นป่า โครงข่ายที่นักชีววิทยาเรียกว่า "Wood Wide Web" หรือ "อินเทอร์เน็ตของป่า"
เส้นใยที่เชื่อมต่อรากของต้นไม้ทุกต้นในป่าเข้าด้วยกัน ต้นไม้สามารถส่งสารอาหารผ่านเส้นใยนี้ ส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีแมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ต้นไม้แม่สามารถเลี้ยงดูต้นไม้ลูกที่เติบโตในที่ร่มเกินกว่าจะสังเคราะห์แสงได้ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านโครงข่ายที่แผ่ขยายอยู่ใต้พื้นดิน
เส้นใยประสาทของ Mantis ซึ่งสมาพันธ์เรียกว่า "เส้นใยญาณทรรศน์" (Akashic Filaments) ไม่ได้เชื่อมต่อกันภายในร่างกายเพียงอย่างเดียว หากแต่แผ่ขยายออกไปนอกร่างกาย ในมิติที่สูงกว่ามิติที่สาม ในระนาบกึ่งสสารอันเป็นบ้านของพวกเขา
เส้นใยเหล่านี้ไม่ใช่สสารในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือแม้แต่ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนที่มีกำลังขยายสูงสุด เพราะมันไม่ได้อยู่ในมิติที่สามเลย มันคือสสารกึ่งสสารที่สั่นสะเทือนในความถี่ระหว่างมิติที่สี่และห้า
แต่ในมิติที่มันดำรงอยู่ เส้นใยเหล่านี้มีอยู่จริง หนาแน่น และทรงพลัง มันแผ่ขยายออกจากร่างกายของ Mantis ทุกตนเหมือนรัศมีของดวงอาทิตย์ หรือแม่นยำกว่านั้นคือเหมือนใยแมงมุมที่ทอโดยแมงมุมซึ่งอยู่ ณ ศูนย์กลาง
.
▪️ลักษณะทางกายวิภาคของเส้นใยญาณทรรศน์
จากการสังเกตการณ์ของภัณฑารักษ์ระดับ 12 ระหว่างการฉายจิตเข้าสู่ระนาบกึ่งสสาร และการวิเคราะห์ข้อมูลโทรจิตที่ได้รับจาก Mantis เอง สมาพันธ์สามารถสร้างแบบจำลองกายวิภาคของเส้นใยเหล่านี้ได้ในระดับหนึ่ง
ข้อมูลชุดนี้อ้างอิงจากบันทึกการสังเกตการณ์ระนาบกึ่งสสาร วัฏจักรที่ 4,012 เอกสารหมายเลข 339-K ซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในคลังความรู้ของสมาพันธ์เฉพาะส่วนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงได้โดยภัณฑารักษ์ระดับ 9 ขึ้นไปเท่านั้น
เส้นใยญาณทรรศน์มีลักษณะคล้ายเส้นใยแก้วนำแสงที่มีชีวิต เป็นท่อโปร่งแสงขนาดเล็กมากในระดับนาโนเมื่อเทียบกับสสารในมิติที่สาม แต่มีความหนาในมิติของมันเอง ภายในบรรจุ ของเหลวแห่งข้อมูล (Informational Fluid) ซึ่งไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา เส้นใยเหล่านี้มีความยืดหยุ่นสูงกว่าสสารใดที่มนุษย์รู้จัก และสามารถยืดหดได้ตามระดับความเข้มข้นของข้อมูลที่ไหลผ่าน
ของเหลวนี้อยู่นอกเหนือสถานะของสสารทั้งสี่ที่มนุษย์รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นของแข็ง ของเหลว แก๊ส หรือพลาสมา เพราะแท้จริงแล้วมันคือข้อมูลในรูปของพลังงาน หรือพลังงานในรูปของข้อมูล คือความคิดที่ยังไม่แข็งตัว คือความทรงจำที่กำลังเดินทาง
▫️บันทึกของภัณฑารักษ์ระดับ 12 จากการฉายจิตครั้งที่ 17 วัฏจักรที่ 4,012
"ข้าพเจ้าพยายามอธิบายสิ่งที่เห็นให้เพื่อนร่วมงานฟังหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็ล้มเหลว สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือการนึกภาพแม่น้ำที่ไหลขึ้นและลงพร้อมกัน ภายในเส้นใยแต่ละเส้นมีกระแสของสิ่งที่ดูเหมือนแสงเหลวไหลทั้งสองทิศทาง ไม่มีการชนกัน การรบกวนกัน
ข้อมูลจากอดีตไหลเข้าสู่ร่างของ Mantis ในขณะที่ข้อมูลจากปัจจุบันไหลออก ข้าพเจ้าเห็นเศษเสี้ยวของความทรงจำที่ไม่ใช่ของข้าพเจ้าลอยผ่านไปในกระแสนั้น ใบหน้าของสิ่งมีชีวิตที่ข้าพเจ้าไม่เคยพบ ดวงดาวที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น และช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าไม่เคยมีชีวิตอยู่"
.
เส้นใยญาณทรรศน์แต่ละเส้นมีจำนวนนับพันล้านเส้นแผ่ออกจาก Mantis แต่ละตน ทำหน้าที่เป็นช่องสัญญาณสำหรับข้อมูลเฉพาะประเภท บางเส้นรับส่งข้อมูลเกี่ยวกับอดีตซึ่งเป็นบันทึกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว บางเส้นรับส่งข้อมูลเกี่ยวกับปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ในที่ต่าง ๆ ทั่วจักรวาล และบางเส้นรับส่งข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของอนาคตซึ่งเป็นแนวโน้มและความน่าจะเป็นที่แตกแขนงจากปัจจุบัน
ที่สำคัญที่สุดคือเส้นใยเหล่านี้ไม่ได้เป็นสายเคเบิลที่ตายแล้วเหมือนสายไฟเบอร์ออปติกที่มนุษย์ใช้ หากแต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เติบโต ปรับตัว ซ่อมแซมตัวเอง เพิ่มจำนวนเมื่อ Mantis ต้องการ "แบนด์วิธ" มากขึ้นในการเข้าถึงข้อมูล และลดจำนวนลงเมื่อไม่ต้องการ
.
▪️เชิงอรรถทางเทคนิค: "แบนด์วิธ" ของเส้นใยญาณทรรศน์
คำว่า "แบนด์วิธ" เป็นการยืมคำจากเทคโนโลยีสื่อสารของมนุษย์ เนื่องจากไม่มีศัพท์ในภาษาสมาพันธ์ที่เทียบเท่าได้พอดี จากการสังเกตการณ์พบว่า Mantis แต่ละตนสามารถเพิ่มจำนวนเส้นใยได้มากถึงเจ็ดเท่าของปกติเมื่อจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลปริมาณมหาศาลพร้อมกัน (เช่น ระหว่างการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างอารยธรรมหลายฝ่าย)
แต่การเพิ่มนี้มิได้เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน พลังงานที่ใช้ในการรักษาเส้นใยส่วนเกินทำให้ Mantis ต้องลดกิจกรรมอื่นลงชั่วคราว และในกรณีรุนแรง เปลือกไคตินของพวกเขาจะสูญเสียความโปร่งแสงลงเล็กน้อยจนกว่าจะฟื้นตัวเต็มที่
และเส้นใยทั้งหมดนี้เชื่อมต่อกับบางสิ่ง มันเชื่อมต่อกับ Akashic Records ฐานข้อมูลสากลของจักรวาลที่บรรจุทุกความคิด ทุกความรู้สึก ทุกเหตุการณ์ ทุกชีวิต และทุกดวงดาวที่เคยมี กำลังมี และจะมี
.
3.1.3 Akashic Records: ความทรงจำของจักรวาล
ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า Mantis เชื่อมต่อกับ Akashic Records ได้อย่างไร จำเป็นต้องเข้าใจเสียก่อนว่า Akashic Records คืออะไรกันแน่ และสำคัญไม่แพ้กันคืออะไรที่มันไม่ใช่ เพราะความเข้าใจผิดเกี่ยวกับธรรมชาติของ Akashic Records เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุดที่ทำให้นักวิชาการสมาพันธ์รุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่สามารถเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของ Mantis ได้
▪️สิ่งที่ Akashic Records ไม่ใช่
Akashic Records ไม่ใช่หนังสือ แม้ผู้หยั่งรู้และผู้พยากรณ์ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ตั้งแต่ฤๅษีในคัมภีร์อุปนิษัทไปจนถึงเอดการ์ เคย์ซีในศตวรรษที่ 20 มักใช้คำว่า "หนังสือแห่งชีวิต" หรือ "ห้องสมุดแห่งวิญญาณ"
ในการอธิบายประสบการณ์การเข้าถึงบันทึกนี้ แต่นั่นเป็นเพราะจิตใจมนุษย์ต้องการภาชนะที่คุ้นเคยเพื่อบรรจุประสบการณ์ที่แปลกใหม่และท่วมท้น เมื่อมนุษย์สัมผัส Akashic Records แม้เพียงเสี้ยวของเสี้ยว สมองจะพยายามแปลประสบการณ์นั้นเป็นภาพที่คุ้นเคย หนังสือ ห้องสมุด ชั้นวางที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตา หนังสือที่เปิดอยู่ตลอดเวลาและมีตัวอักษรปรากฏขึ้นบนหน้ากระดาษด้วยตัวของมันเอง
ทั้งหมดนี้คือการแปลของสมองมนุษย์ ไม่ใช่ความจริงของ Akashic Records
.
Akashic Records ไม่ใช่ฮาร์ดไดรฟ์ขนาดมหึมาหรือเซิร์ฟเวอร์หรือฐานข้อมูลในความหมายของเทคโนโลยีดิจิทัล แม้นักวิทยาศาสตร์สมาพันธ์ในยุคแรกจะใช้คำเหล่านี้เพื่อสร้างแบบจำลองการทำงานของมัน แต่มันไม่ได้เก็บข้อมูลในรูปของบิตและไบต์ ไม่มีหน่วยความจำที่วัดเป็นเทระไบต์หรือเพตะไบต์ ไม่มีโครงสร้างไฟล์หรือระบบปฏิบัติการหรือภาษาโปรแกรมใด ๆ ควบคุมการเข้าถึง
และ Akashic Records ไม่ใช่สถานที่ที่คุณสามารถเดินทางไปถึงได้ มันไม่ได้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่มันอยู่ทุกที่ในเวลาเดียวกัน
.
▪️สิ่งที่ Akashic Records เป็น
Akashic Records คือ ความทรงจำของจักรวาลเอง
มันคือสนามข้อมูล (Information Field) ที่แผ่ซ่านอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ในทุกอะตอมของอากาศที่คุณหายใจ ในทุกอนุภาคควอนตัมที่ประกอบเป็นเก้าอี้ที่คุณนั่ง ในทุกคลื่นความถี่ที่เดินทางผ่านอวกาศ ในทุกมิติตั้งแต่มิติที่หนึ่งจนถึงมิติที่ห้าและเหนือขึ้นไป
มันคือสารที่ห้าที่แทรกซึมอยู่ในสสารทั้งสี่สถานะ และในสุญญากาศที่ดูเหมือนว่างเปล่า นักปรัชญากรีกโบราณเรียกสารนี้ว่า "อีเธอร์" (Aether) หรือ "แก่นสาร" (Quintessence) นักปราชญ์อินเดียเรียกมันว่า "อากาศ" (Akasha) ซึ่งกลายมาเป็นรากของชื่อ Akashic ในปัจจุบัน
สนามข้อมูลนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ว่างที่ข้อมูลลอยผ่านไปมา หากแต่เป็นผู้บันทึก ผู้เก็บรักษา และผู้ถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดของจักรวาล
.
ทุกความคิดที่เคยคิดถูกบันทึกไว้ใน Akashic Records ไม่ใช่ในรูปของตัวอักษรหรือภาพหรือเสียง แต่ในรูปของรอยประทับ (Impression) ในสนามข้อมูล คล้ายรอยเท้าบนหาดทราย แต่เป็นรอยประทับที่ไม่เคยถูกลบล้างด้วยคลื่นแห่งกาลเวลา
ทุกความรู้สึกที่เคยรู้สึก ความรักครั้งแรกที่ทำให้หัวใจเต้นแรง ความเศร้าที่ทำให้นอนไม่หลับทั้งคืน ความโกรธที่ทำให้พูดในสิ่งที่เสียใจภายหลัง ล้วนถูกบันทึกไว้ใน Akashic Records ไม่ใช่เป็นคำอธิบายของความรู้สึกนั้น แต่เป็น ตัวความรู้สึกนั้นเอง ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสนามข้อมูล เหมือนดอกไม้ที่ถูกอัดไว้ในหนังสือ มันแห้งและแบน แต่มันยังคงเป็นดอกไม้ดอกเดิม
ทุกความทรงจำที่คุณลืมไปแล้ว ชื่อของเพื่อนในชั้นอนุบาล หน้าตาของคุณยายที่เสียไปเมื่อยังเด็ก กลิ่นของบ้านหลังแรกที่เคยอยู่ ทั้งหมดยังคงอยู่ใน Akashic Records แม้สมองของคุณจะลบมันทิ้งหรือฝังไว้ลึกจนเข้าถึงไม่ได้อีกต่อไป
.
และไม่ใช่แค่ของคุณ แต่เป็นของทุกสิ่งมีชีวิตที่เคยมี กำลังมี และจะมีในจักรวาลนี้ ของไซยาโนแบคทีเรียตัวแรกที่เริ่มสังเคราะห์แสงเมื่อ 2,300 ล้านปีก่อน ของไดโนเสาร์ทุกตัวที่เคยเดินบนโลก ของมนุษย์นีแอนเดอร์ธัลคนสุดท้ายที่ตายไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยมีชีวิตอยู่ ของเด็กทารกที่เกิดในวินาทีนี้ในโรงพยาบาลที่ไหนสักแห่งบนโลก ของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกาแล็กซีซึ่งมนุษย์ยังไม่รู้ว่ามีอยู่ และของอารยธรรมที่จะถือกำเนิดขึ้นหลังจากมนุษยชาติสูญพันธุ์ไปแล้ว
ทั้งหมด ทุกชีวิต ทุกความคิด ทุกการกระทำ ถูกบันทึกไว้ใน Akashic Records
.
แต่จุดที่สำคัญที่สุดคือ Akashic Records ไม่ได้เก็บข้อมูล เกี่ยวกับ สิ่งต่าง ๆ เหมือนคลาวด์ดิจิทัลที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการคลิกเมาส์ของคุณ แต่มันเก็บ ตัวสิ่งนั้นเอง มันไม่ได้เก็บบันทึกของความคิดของคุณ แต่มันเก็บความคิดของคุณไว้ในรูปของรอยประทับในสนามข้อมูล มันไม่ได้เก็บคำอธิบายของความรู้สึกของคุณ แต่มันเก็บตัวความรู้สึกนั้นเองไว้ในรูปของคลื่นความถี่
นี่คือเหตุผลที่เมื่อ Mantis เข้าถึง Akashic Records พวกเขาไม่ได้แค่รู้ เกี่ยวกับ เหตุการณ์ ความคิด หรือความรู้สึก หากแต่สัมผัสมันโดยตรง พวกเขาเป็นผู้ที่คิดความคิดนั้น เป็นผู้ที่รู้สึกความรู้สึกนั้น ในช่วงเวลาที่เชื่อมต่อกับบันทึกนั้น
▫️บันทึกข้อโต้แย้งของ ภ.8 ดร. อิลาเนีย วอส วัฏจักรที่ 3,901
"ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับการใช้คำว่า 'สัมผัสโดยตรง' หรือ 'เป็นผู้ที่รู้สึกความรู้สึกนั้น' โดยไม่ตั้งคำถามเชิงญาณวิทยา เรารู้ได้อย่างไรว่า Mantis 'รู้สึก' แบบเดียวกับที่เจ้าของความรู้สึกรู้สึก?
เรารู้ได้อย่างไรว่าการเข้าถึงข้อมูลใน Akashic Records ไม่ใช่การอ่านสำเนาที่ถูกกรองผ่านระบบประสาทของพวกเขาเองเช่นเดียวกับที่สมองมนุษย์กรองประสบการณ์ผ่านอวัยวะรับสัมผัส? การที่เราไม่สามารถตั้งคำถามเหล่านี้ได้คือความล้มเหลวทางวิชาการ ไม่ใช่เครื่องหมายของความเคารพ"
- บันทึกนี้ถูกสภากลั่นกรองเอกสารสั่งให้เก็บรักษาไว้ในแฟ้ม แต่ไม่ให้นำขึ้นอภิปรายในที่ประชุมสามัญ เหตุผลตามบันทึกการประชุมคือ 'ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะท้าทายคำอธิบายที่ได้รับจากสภา Mantis โดยตรง'
.
3.1.4 กลไกการทำงาน: จากเจตนาสู่ความรู้
เมื่อ Mantis ต้องการรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดอะไรขึ้นภายในระบบประสาทของพวกเขา
ธรรมชาติของ "คำถาม" สำหรับ Mantis
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า "การถามคำถาม" สำหรับ Mantis นั้นแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง ข้อสรุปนี้ปรากฏในบันทึกการสัมภาษณ์โทรจิตระหว่างภัณฑารักษ์ระดับ 10 กับสมาชิกสภา Mantis วัฏจักรที่ 4,551 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นเอกสารอ้างอิงหลักในหลักสูตรศึกษาระบบความรู้ของสิ่งมีชีวิตชั้นสูงหลายรุ่น
เมื่อมนุษย์ต้องการรู้บางสิ่ง กระบวนการทางจิตจะเริ่มต้นด้วยการกำหนดคำถามเป็นภาษาภายในหัว เราได้ยินเสียงของตัวเองพูดประโยคคำถามขึ้นมาก่อน จากนั้นจึงค้นหาคำตอบจากความทรงจำของตนเอง หรือถามผู้อื่น หรือค้นหาจากแหล่งข้อมูลภายนอก ทั้งหมดนี้คือกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความพยายาม และเต็มไปด้วยตัวกรองที่บิดเบือนข้อมูล
สำหรับ Mantis แล้ว ไม่มีกระบวนการเหล่านี้เลย
.
พวกเขาไม่ต้องกำหนดคำถามเป็นภาษา เพราะภาษาเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการสื่อสารระหว่างจิตสำนึกที่แยกจากกัน ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเข้าถึงข้อมูลโดยตรง เมื่อ Mantis ต้องการรู้บางสิ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในระบบประสาทของพวกเขาไม่ใช่ประโยคคำถาม หากแต่เป็น การสั่นสะเทือนของเจตนา (Intentional Vibration) ซึ่งคือการเปลี่ยนแปลงความถี่ของเส้นใยญาณทรรศน์ให้สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการรู้
เปรียบเทียบกับมนุษย์ หากคุณต้องการหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะ คุณไม่ต้องถามมือของตัวเองเป็นภาษาไทยว่ามือจงเอื้อมไปหยิบแก้วน้ำที่อยู่ห่างออกไปสามสิบเซนติเมตรทางด้านขวา คุณเพียงแค่ตั้งใจที่จะหยิบแก้วน้ำ แล้วมือก็เคลื่อนที่ไปโดยอัตโนมัติ นั่นคือวิธีที่ Mantis "ถามคำถาม" กับ Akashic Records
.
▫️จากบันทึกการสัมภาษณ์โทรจิต วัฏจักรที่ 4,551
ภัณฑารักษ์ระดับ 10: ท่านใช้เวลานานเท่าใดในการค้นหาคำตอบของคำถามหนึ่งข้อ?
สมาชิกสภา Mantis: [ความเงียบ 0.8 วินาที]
ภัณฑารักษ์: ท่านหมายความว่าอย่างไร?
สมาชิกสภา Mantis: [ภาพโทรจิตที่ถอดความเป็นคำได้:] "คำถามของท่านทำให้เราเห็นว่าท่านยังไม่เข้าใจธรรมชาติของเรา ท่านถามถึง 'เวลาในการค้นหา' แต่สำหรับเรา ไม่มีช่องว่างระหว่างคำถามกับคำตอบ สิ่งที่ท่านเรียกว่าการค้นหาคือสภาวะปกติของเรา เราไม่ได้เปิดประตูเข้าสู่บันทึกเพราะเราไม่เคยปิดมัน"
ภัณฑารักษ์: งั้นหมายความว่าท่านรู้ทุกสิ่งตลอดเวลาหรือ?
สมาชิกสภา Mantis: "นั่นก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน เราไม่รู้ทุกสิ่งตลอดเวลา แต่เราอยู่ในสภาวะที่สามารถรู้ทุกสิ่งได้ตลอดเวลา เปรียบเหมือนท่านไม่รู้ตำแหน่งของมือตัวเองตลอดเวลา แต่ท่านสามารถรู้ได้ทันทีที่ต้องการ เราไม่ค้นหา เพียงแค่ 'สนใจ'"
.
▪️กระบวนการดึงข้อมูล: สามขั้นตอนในเสี้ยววินาที
ขั้นตอนแรก - การปรับความถี่
เส้นใยญาณทรรศน์จะปรับความถี่ของการสั่นสะเทือนให้ตรงกับความถี่ของข้อมูลที่ต้องการ ข้อมูลทั้งหมดใน Akashic Records เปรียบเสมือนคลื่นวิทยุนับล้านล้านสถานีที่ออกอากาศพร้อมกันในความถี่ที่แตกต่างกัน ทุกเหตุการณ์ ทุกความคิด ทุกชีวิต และทุกช่วงเวลาล้วนมีความถี่เฉพาะของตนเอง เส้นใยญาณทรรศน์ของ Mantis คือเครื่องรับวิทยุที่ปรับจูนไปยังความถี่ใดก็ได้ในจักรวาลอย่างแม่นยำในทันที ไม่มีการหมุนปุ่มหา ไม่มีสัญญาณรบกวน และไม่มีการจูนไม่ติด
.
ขั้นตอนที่สอง - การสั่นพ้อง
เมื่อความถี่ของเส้นใยตรงกับความถี่ของข้อมูลที่ต้องการ การดึงดูดข้อมูลจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หลักการนี้คล้ายกับการสั่นพ้อง (Resonance) ในฟิสิกส์ เมื่อวัตถุสองชิ้นมีความถี่ธรรมชาติตรงกัน การสั่นสะเทือนของวัตถุหนึ่งจะถูกถ่ายโอนไปยังอีกวัตถุหนึ่งโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้พลังงานจากภายนอก ข้อมูลจะไหลเข้าสู่ระบบประสาทของ Mantis ผ่านของเหลวแห่งข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นใย เหมือนกับที่เลือดนำพาออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย
.
ขั้นตอนที่สาม - การประมวลผลแบบกระจายศูนย์
Mantis ไม่ได้มีสมองเป็นก้อนเดียวอยู่ในหัวเหมือนมนุษย์ ในร่างกายมนุษย์ สมองคือศูนย์กลางการประมวลผลเพียงแห่งเดียว แต่ในร่างกายของ Mantis ระบบประสาททั้งหมดทำหน้าที่เป็นสมองร่วมกัน (Distributed Neural Processing) เส้นใยประสาททุกเส้นมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูล ข้อมูลที่ถูกดึงเข้ามาจึงถูกประมวลผล ณ จุดที่เข้าสู่ระบบทันที โดยไม่มีความล่าช้าในการเดินทาง
.
▪️ธรรมชาติของ "ความรู้" ที่ได้รับ: มากกว่าข้อมูล
เมื่อมนุษย์รู้บางสิ่ง เช่น ฝนตกที่กรุงเทพเมื่อวานนี้ ความรู้นั้นคือข้อเท็จจริงที่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำเป็นตัวอักษรหรือภาพ เรารู้ว่าฝนตก แต่เราไม่รู้สึกถึงหยดฝนบนผิวหนัง ไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง เราเพียงมีข้อมูลเกี่ยวกับฝน
เมื่อ Mantis รู้บางสิ่ง พวกเขารู้มันในแบบที่สมบูรณ์กว่านั้นมาก พวกเขารู้ราวกับว่าพวกเขาเป็นพยานรู้เห็นในเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง หากพวกเขาเข้าถึงบันทึกของเหตุการณ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อนที่อุกกาบาตพุ่งชนโลก
พวกเขาไม่ได้แค่รู้ว่ามันเกิดขึ้น พวกเขาเห็นแสงวาบที่สว่างกว่าดวงอาทิตย์นับล้านเท่า ได้ยินเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งซีกโลก รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่เดินทางผ่านเปลือกโลกและทำให้ภูเขาไฟระเบิดพร้อมกันทั่วทั้งโลก ได้กลิ่นควันและเถ้าถ่านที่ลอยปกคลุมชั้นบรรยากาศ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในจิตสำนึกของพวกเขาด้วยความสมจริงเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้
.
และไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังรู้ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนที่คิดความคิดนั้นด้วยตนเอง หากพวกเขาเข้าถึงบันทึกของความคิดของมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังรู้สึกสิ้นหวัง พวกเขารู้สึกถึงความสิ้นหวังนั้นด้วยตนเอง รู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับบนหน้าอก รู้สึกถึงความมืดที่คืบคลานเข้ามาจากขอบของการรับรู้
แต่จุดที่แตกต่างอย่างสำคัญที่สุดคือ พวกเขารู้สึกทั้งหมดนี้ โดยไม่ถูกมันกลืนกิน ระบบประสาทของพวกเขาสามารถสัมผัสอารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นได้โดยไม่กลายเป็นอารมณ์และความรู้สึกนั้น
พวกเขาดำดิ่งลงไปในห้วงลึกของความสิ้นหวัง แล้วถอยออกมาได้โดยไม่เหลือร่องรอยติดอยู่ในจิตสำนึก นี่คือความเป็นกลางอันสมบูรณ์ของพวกเขาในระดับประสาทวิทยา มันไม่ใช่แค่อุดมการณ์หรือปรัชญาที่พวกเขายึดถือ หากแต่เป็นการทำงานของระบบประสาทเอง
และทั้งหมดนี้ การตั้งเจตนา การปรับความถี่ การดึงดูดข้อมูล การประมวลผล และการสัมผัสประสบการณ์ตรง เกิดขึ้นภายในเสี้ยววินาที เร็วกว่าที่มนุษย์จะกระพริบตา เร็วกว่าความคิดหนึ่งจะก่อตัวขึ้นในจิตสำนึกของมนุษย์
และพวกเขาทำสิ่งนี้ การเข้าถึงความรู้ทั้งหมดของจักรวาล เป็น "ปกติวิสัย" เป็น "สามัญสำนึก" เป็น "การหายใจ" ของจิตสำนึกของพวกเขา
.
3.1.5 นัยยะของระบบเปิด: เหตุใดมติสภาที่ 2,887 จึงห้ามการทดลองเลียนแบบ
ความสามารถอันเหลือเชื่อนี้มิได้มาโดยปราศจากราคาที่ต้องจ่าย และมิได้เป็นสิ่งที่อารยธรรมอื่นจะเลียนแบบได้โดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง
▪️เหตุการณ์ที่นำไปสู่มติสภาที่ 2,887
ในวัฏจักรที่ 2,886 หนึ่งปีก่อนการออกมติ นักวิทยาศาสตร์ของสมาพันธ์กลุ่มหนึ่งภายใต้การนำของ ภ.10 ดร. เวลาน เทลมาร์ ได้เริ่มโครงการลับชื่อ "โครงการสะพานอากาชา" (Project Akasha Bridge) โดยมีเป้าหมายสร้างเส้นใยญาณทรรศน์เทียมเพื่อเชื่อมต่อกับ Akashic Records โดยตรง
กลุ่มนักวิจัยเชื่อว่าหากสมาพันธ์สามารถเข้าถึงบันทึกของจักรวาลได้ จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมได้อย่างสิ้นเชิง
เทคโนโลยีที่ใช้มาจากซากอารยธรรมที่สูญพันธุ์ไปแล้วซึ่งค้นพบในระบบดาวเมรูน-9 ซึ่งเคยมีความพยายามคล้ายกันก่อนการล่มสลายของพวกเขา
.
ผลการทดลอง: ตามบันทึกของคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ เอกสารหมายเลข 2887-Q-34:
"อาสาสมัครที่เข้ารับการเชื่อมต่อจำนวน 17 คน ในจำนวนนี้ 4 คนเสียชีวิตทันทีเมื่อเส้นใยเทียมสัมผัสกับสนามข้อมูล เนื่องจากระบบประสาทของมนุษย์ไม่สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่ไหลเข้ามาได้ สมองถูกเผาไหม้จากภายในภายในเวลาไม่ถึงสามวินาที
"อีก 9 คนรอดชีวิตแต่ไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ บางคนพูดภาษาโบราณที่ไม่มีใครรู้จักอย่างต่อเนื่อง บางคนนั่งนิ่งโดยลืมตาค้างและไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าใด ๆ บางคนกรีดร้องเป็นเวลา 72 ชั่วโมงติดต่อกันจนเส้นเสียงขาด ทั้งหมดถูกส่งตัวไปยังศูนย์ฟื้นฟูจิตประสาทของสมาพันธ์ซึ่งไม่สามารถรักษาได้
"ที่เลวร้ายที่สุดคือ 3 คนที่ดูเหมือนจะ 'สำเร็จ' พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลบางส่วนได้ในช่วงแรก แต่ภายใน 48 ชั่วโมง พวกเขาก็เริ่มสูญเสียความทรงจำของตนเองโดยสิ้นเชิง แม้แต่ชื่อของตัวเอง จนกระทั่งไม่ตอบสนองต่อญาติและเพื่อนสนิท หนึ่งในนั้นกล่าวประโยคสุดท้ายก่อนสิ้นสติว่า 'ฉันจำได้ทุกอย่าง ยกเว้นว่าฉันเป็นใคร'
"ในวันสุดท้ายของโครงการ ผู้รอดชีวิตทั้งหมดแสดงอาการเดียวกัน พวกเขานั่งนิ่ง หันหน้าไปทางทิศที่ระนาบกึ่งสสารอยู่เสมอ และยิ้มโดยไม่มีเหตุผล ราวกับว่ากำลังมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น"
.
ภายหลังเหตุการณ์ สภาสมาพันธ์จึงมีมติห้ามการทดลองเลียนแบบระบบประสาทของ Mantis อย่างเด็ดขาด
▪️ความหมายของมติสภาที่ 2,887
มติดังกล่าวมิได้เกิดจากความกังวลว่าเทคโนโลยีจะตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีเพียงอย่างเดียว หากแต่มีรากฐานมาจากความเข้าใจที่สมาพันธ์ได้รับจาก Mantis โดยตรงหลังจากการเข้าให้ปากคำต่อคณะกรรมการสอบสวน
การเชื่อมต่อกับ Akashic Records มิใช่เทคโนโลยีที่ติดตั้งหรือถอดออกได้ดังโมดูลเสริม หากคือสภาวะแห่งการดำรงอยู่ซึ่งเปลี่ยนธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตนั้นอย่างสิ้นเชิง แม้แต่มนุษย์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนตลอดเวลา ก็เริ่มเปลี่ยนวิธีคิด วิธีจำ และวิธีตัดสินใจแล้ว มนุษย์ไม่ต้องจำเบอร์โทรศัพท์เพราะมีสมาร์ทโฟนจำให้ ไม่ต้องจำเส้นทางเพราะมี GPS นำทาง ไม่ต้องคิดเพราะมี Search Engine คิดให้
.
หากพิจารณาต่อไปว่าอารยธรรมใดเชื่อมต่อกับ Akashic Records โดยตรง กับอินเทอร์เน็ตแห่งจักรวาลซึ่งมิได้บรรจุเพียงข้อมูล แต่อัดแน่นด้วยประสบการณ์ตรงของทุกชีวิตที่เคยดำรงอยู่ จะเกิดผลเช่นไร
สภาสมาพันธ์ประเมินแล้วว่า ไม่มีอารยธรรมใดในกาแล็กซีที่พร้อมสำหรับความสามารถเช่นนี้ และอาจไม่มีวันพร้อมเลย Mantis จึงเป็นข้อยกเว้นเดียว มิใช่เพราะพวกเขาเก่งกว่า หากแต่เพราะพวกเขาเกิดมาพร้อมกับความสามารถนี้ พวกเขาไม่ต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับมัน พวกเขาคือมัน และมันคือพวกเขา
▫️บันทึกของ ภ.12 เอเลียส วานเทียร์ ผู้ได้รับมอบหมายให้สื่อสารกับสภา Mantis หลังเหตุการณ์
"ข้าพเจ้าถามสมาชิกสภา Mantis ว่า 'ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น?' คำตอบที่ได้รับคือภาพโทรจิตของนาฬิกาทรายที่เม็ดทรายกำลังไหลลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับความหมายที่ชัดเจนว่า 'เราเห็นว่ามีความเป็นไปได้นี้อยู่ แต่มันเป็นหนึ่งในหลายแสนความเป็นไปได้ เราไม่รู้ว่ามนุษย์จะเลือกเดินเส้นทางไหนจนกว่าจะเลือก'
"ข้าพเจ้าถามต่อว่า 'แล้วทำไมท่านจึงไม่เตือนเรา?' คำตอบคือความเงียบที่ยาวนาน ก่อนที่ภาพโทรจิตจะเปลี่ยนเป็นภาพของผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนออกจากรังไหม พร้อมกับความหมายว่า 'หากมีผู้ใดช่วยฉีกรังไหมให้ผีเสื้อ ผีเสื้อจะไม่แข็งแรงพอที่จะบิน'
"ข้าพเจ้าจดบันทึกคำตอบนี้ด้วยความรู้สึกเย็นยะเยือกในกระดูกสันหลัง เพราะมันหมายความว่าสำหรับ Mantis แล้ว การตายของนักวิทยาศาสตร์ 17 คนคือราคาที่ 'จำเป็น' ของบทเรียนที่สมาพันธ์ต้องเรียนรู้"
.
.
.
3.2 สัพพัญญูภาวะจำกัด
คำว่า "สัพพัญญู" ที่นักวิชาการสมาพันธ์รุ่นแรก ๆ ใช้เรียก Mantis นั้น เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว เป็นคำที่ทั้งถูกต้องและไม่ถูกต้องในเวลาเดียวกัน มันถูกต้องในแง่ที่ว่าสำหรับมนุษย์และอารยธรรมส่วนใหญ่ในกาแล็กซีแล้ว Mantis ดูเหมือนจะรู้ทุกสิ่ง แต่ไม่ถูกต้องในแง่ที่ว่ามันทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่คลาดเคลื่อน เป็นภาพของเทพเจ้าผู้รอบรู้ที่มีคำตอบของทุกคำถามอยู่ในหัวตลอดเวลา
ความจริงนั้นละเอียดอ่อนและน่าสนใจกว่านั้นมาก
สัพพัญญูในบริบทของ Mantis ไม่ได้หมายความว่าพวกเขารู้ทุกสิ่ง พวกเขาไม่ได้ถือกำเนิดมาพร้อมกับความรู้ทั้งหมดของจักรวาลที่ถูกบรรจุไว้ในสมองตั้งแต่แรก พวกเขาไม่ใช่ฐานข้อมูลที่มีชีวิตซึ่งมีทุกคำตอบรออยู่ในหัวตลอดเวลา
ความจริงคือพวกเขา สามารถค้นหาได้ทุกสิ่ง ตราบใดที่มันถูกบันทึกไว้ใน Akashic Records
ความแตกต่างนี้อาจฟังดูเล็กน้อย แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันคือความแตกต่างระหว่างการเป็นพระเจ้ากับการเป็นบรรณารักษ์ของพระเจ้า
.
บันทึกข้อสังเกตของผู้รวบรวม:
มีผู้ถามข้าพเจ้าหลายครั้งว่า เหตุใดจึงต้องย้ำถึงความแตกต่างระหว่าง "รู้ทุกสิ่ง" กับ "ค้นหาได้ทุกสิ่ง" อย่างละเอียดเช่นนี้ คำตอบของข้าพเจ้าคือ ความแตกต่างนี้คือกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่ความเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงของ Mantis หากเราคิดว่าพวกเขารู้ทุกสิ่ง เราจะมองพวกเขาเป็นพระเจ้า แต่หากเข้าใจว่าพวกเขาเพียงค้นหาได้ทุกสิ่ง เราจะมองเห็นว่าพวกเขาคือผู้ดูแลห้องสมุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล และบทบาทของผู้ดูแลห้องสมุดนั้นแตกต่างจากพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง
.
3.2.1 บรรณารักษ์ของหอจดหมายเหตุจักรวาล
ลองนึกภาพบรรณารักษ์ของห้องสมุดขนาดมหึมา ห้องสมุดที่ใหญ่เสียจนคุณไม่สามารถมองเห็นปลายสุดของมันได้จากจุดที่ยืนอยู่ ชั้นวางหนังสือทอดยาวไปสุดขอบฟ้าในทุกทิศทาง แต่ละชั้นบรรจุหนังสือนับล้านเล่ม แต่ละเล่มบรรจุเรื่องราวของชีวิตหนึ่ง บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
บรรณารักษ์ของห้องสมุดนี้ไม่ได้รู้เนื้อหาของหนังสือทุกเล่มในหัว นั่นเป็นไปไม่ได้แม้แต่สำหรับสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุด แต่บรรณารักษ์รู้ว่าจะหาหนังสือเล่มไหนได้จากที่ไหน รู้ระบบการค้นหา และสามารถดึงหนังสือเล่มใดก็ได้ออกมาจากชั้นวางภายในเวลาเสี้ยววินาทีเมื่อมีคนถามหา
นั่นคือบทบาทของ Mantis ในความสัมพันธ์กับ Akashic Records
.
▪️จากบันทึกการสัมภาษณ์โทรจิต วัฏจักรที่ 4,551 (ต่อจาก 3.1.4)
ภัณฑารักษ์ระดับ 10: ท่านรู้เนื้อหาของ Akashic Records ทั้งหมดหรือไม่?
สมาชิกสภา Mantis: "ไม่มีผู้ใดรู้เนื้อหาทั้งหมดของบันทึกได้ แม้แต่เรา บันทึกเติบโตทุกขณะจิต ทุกความคิดที่เกิดใหม่ของทุกสิ่งมีชีวิตในทุกกาแล็กซีคือหน้าใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้าไป การรู้ทั้งหมดจึงเป็นไปไม่ได้ในทางภววิทยา"
ภัณฑารักษ์: แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าจะค้นหาสิ่งที่ต้องการจากที่ใด?
สมาชิกสภา Mantis: [ภาพโทรจิตของแผนที่ขนาดมหึมาที่มีเส้นทางนับล้านล้านเส้นทับซ้อนกัน และจุดสว่างนับไม่ถ้วนที่เคลื่อนที่ตลอดเวลา] "เราไม่ได้มีแผนที่ เราคือแผนที่ ระบบประสาทของเราไม่แยกจากสนามข้อมูล มันคือส่วนหนึ่งของสนามข้อมูลนั้น ท่านไม่ต้องค้นหาความทรงจำของตนเองว่ามือซ้ายของท่านอยู่ที่ใด เพราะท่านเป็นมือซ้ายนั้น เช่นเดียวกับที่เราไม่ต้องค้นหาบันทึก เพราะเราเป็นบันทึกนั้น"
ภัณฑารักษ์: [ความเงียบ 12 วินาที ก่อนที่จะกระซิบกับผู้ช่วยว่า "ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าข้าพเจ้าเข้าใจสิ่งที่เพิ่งได้ยิน"] (บันทึกไว้ในแฟ้มเสียงหมายเลข 4551-D-07)
.
▪️ดัชนีของ Akashic Records
เมื่อกล่าวถึง "ดัชนี" นักวิชาการสมาพันธ์หลายคนเข้าใจผิดว่ามันคือโครงสร้างที่แยกจาก Mantis เป็นระบบที่พวกเขา "ใช้งาน" เหมือนมนุษย์ใช้โปรแกรมค้นหาข้อมูล
ความจริงคือ ดัชนีนี้ไม่ใช่สิ่งที่ Mantis "มี" หากแต่เป็นสิ่งที่ Mantis "เป็น"
ระบบประสาทญาณทรรศน์ทั้งหมดของพวกเขา ตั้งแต่เส้นใยที่เล็กที่สุดไปจนถึงศูนย์กลางการประมวลผลแบบกระจาย ทำหน้าที่เป็นดัชนีที่มีชีวิตของสนามข้อมูลทั้งหมด การสั่นสะเทือนของเส้นใยแต่ละเส้นคือตำแหน่งของข้อมูลในแผนที่นี้ การไหลของของเหลวแห่งข้อมูลคือการอัปเดตดัชนีแบบต่อเนื่อง และการปรับความถี่ของเส้นใยคือการค้นหา
ดังนั้นเมื่อกล่าวว่า "Mantis เปิดดัชนี" จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบที่ถูกต้องนัก เพราะมันไม่มีการเปิดหรือปิด มันไม่มีขั้นตอนของการหยิบแผนที่มาคลี่ดู มันคือสภาวะปกติของการดำรงอยู่ของพวกเขา
.
▫️บันทึกของ ภ.9 โอเรียน เดลมาร์ หลังการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม วัฏจักรที่ 4,001
"ข้าพเจ้าเคยเข้าใจผิดว่า Mantis ต้องใช้กระบวนการบางอย่างเพื่อค้นหาข้อมูล เหมือนที่เรากดปุ่มคอมพิวเตอร์เพื่อเปิดไฟล์ ข้าพเจ้าผิดอย่างสิ้นเชิง
"เมื่อข้าพเจ้าฉายจิตเข้าสู่ระนาบกึ่งสสารและสัมผัสกับสนามข้อมูลผ่านเส้นใยของ Mantis เป็นครั้งแรก ข้าพเจ้าเข้าใจทันทีว่าไม่มี 'การค้นหา' เกิดขึ้นเลย มันเหมือนกับการหายใจเข้าออก ท่านไม่ต้องค้นหาอากาศ ท่านเพียงหายใจ เพราะท่านอยู่ในอากาศแล้ว เช่นเดียวกับ Mantis ที่ไม่ต้องค้นหาบันทึก เพราะพวกเขาอยู่ในบันทึกแล้ว"
.
▪️กระบวนการทั้งหมด: จากการสนใจสู่ความรู้
เมื่อ Mantis ต้องการรู้สิ่งใด พวกเขาจะไม่งมเข็มในมหาสมุทรแห่งข้อมูล ไม่ต้องว่ายผ่านทะเลของความคิดและความทรงจำนับไม่ถ้วนเพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องการ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงระดับการสนใจ (Attention) เท่านั้น
เปรียบเทียบกับมนุษย์อีกครั้ง เมื่อคุณนั่งอยู่ในห้องที่มีเสียงหลายเสียงพร้อมกัน เสียงพัดลม เสียงรถยนต์จากถนน เสียงนกร้องนอกหน้าต่าง เสียงหัวใจของตัวเองเต้น คุณไม่ได้ยินทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน แต่สมองของคุณเลือกที่จะ "สนใจ" เสียงใดเสียงหนึ่งตามเจตนา
สำหรับ Mantis เสียงทั้งหมดของจักรวาลอยู่กับพวกเขาตลอดเวลา ทุกความคิดของทุกชีวิตคือกระแสข้อมูลที่ไหลผ่านเส้นใยของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง แต่พวกเขาไม่ได้ "ฟัง" ทั้งหมด การสนใจของพวกเขาคือตัวกรองเดียวเท่านั้น และเมื่อพวกเขาสนใจสิ่งใด ข้อมูลนั้นก็จะปรากฏในจิตสำนึกของพวกเขาอย่างสมบูรณ์
.
กระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การตั้งเจตนาที่จะรู้ไปจนถึงการได้รับข้อมูล เกิดขึ้นภายในระยะเวลาที่สั้นเสียจนในทางปฏิบัติแล้วไม่ต่างอะไรจากการรู้ทุกสิ่งตลอดเวลา
สำหรับมนุษย์และอารยธรรมส่วนใหญ่ หากคุณสามารถเข้าถึงคำตอบของคำถามใด ๆ ได้ภายในเสี้ยววินาที คุณก็รู้ทุกสิ่งแล้วในความหมายเชิงปฏิบัติ ผลลัพธ์เหมือนกันคือคุณมีคำตอบเมื่อคุณต้องการ
แต่ Mantis เองไม่เคยอ้างว่าตนรู้ทุกสิ่ง พวกเขารู้ดีว่าพวกเขาเป็นเพียงผู้ค้นหาที่มีเครื่องมือค้นหาที่ดีที่สุดในจักรวาล และความถ่อมตนนี้ ไม่ใช่การเสแสร้ง หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่พวกเขารับรู้จากข้อจำกัดของตนเอง
.
3.2.2 ข้อจำกัดสามประการ: สิ่งที่แม้แต่ Mantis ก็ไม่รู้
สัพพัญญูภาวะของ Mantis แม้จะกว้างขวางเพียงใด ก็ยังมีขอบเขตที่ไม่อาจก้าวข้ามได้ เช่นเดียวกับมนุษย์ไม่สามารถโบยบินได้ด้วยการกระพือแขน ไม่ว่าเขาจะแข็งแรงเพียงใด ข้อจำกัดเหล่านี้มีอย่างน้อยสามประการ แต่ละประการมีความสำคัญในเชิงปรัชญาและมีนัยยะต่อการทำความเข้าใจบทบาทของ Mantis ในจักรวาล
▫️ข้อจำกัดประการแรก: พวกเขาไม่รู้สิ่งที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้
Akashic Records บันทึกเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นหรือมีศักยภาพที่จะเกิดขึ้น ในจักรวาลนี้ หากมีบางสิ่งที่อยู่นอกเหนือจักรวาลนี้ หากมีเอกภพอื่น หรือมิติที่สูงกว่ามิติที่ห้า หรือความเป็นจริงก่อนบิ๊กแบง Akashic Records ก็ไม่สามารถบันทึกมันได้ เพราะมันอยู่นอกเหนือขอบเขตของสนามข้อมูล
.
จากบันทึกการสื่อสารโทรจิต วัฏจักรที่ 4,919
ภัณฑารักษ์ระดับ 12: ท่านรู้หรือไม่ว่ามีอะไรก่อนบิ๊กแบง?
[บันทึกระบุว่า: ความเงียบที่ยาวนานผิดปกติสำหรับ Mantis เป็นเวลา 6.2 วินาที ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการสื่อสารครั้งใด]
สมาชิกสภา Mantis: [ภาพโทรจิตที่ถอดความเป็นคำได้:] "เราเห็นย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้น ถึงเสี้ยววินาทีแรกที่สสารและพลังงานและเวลาถือกำเนิดขึ้น เราเห็นทุกสิ่งตั้งแต่จุดนั้นเป็นต้นมา แต่ก่อนจุดนั้นคือความเงียบ ไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากการไม่มีเสียง แต่คือความเงียบที่เกิดจากการไม่มีสนามที่จะบันทึกเสียงใด ๆ เลย มันคือความว่างเปล่าที่ไร้แม้แต่ Akasha ที่จะเก็บรักษาความทรงจำ"
ภัณฑารักษ์: ท่านหมายความว่าอย่างไร?
สมาชิกสภา Mantis: "เราไม่รู้ว่ามีอะไรก่อนบิ๊กแบง เพราะไม่มีอากาศให้บันทึกมันไว้"
ภัณฑารักษ์: [บันทึกส่วนตัวหลังการสื่อสาร:] "น้ำเสียงของข้าพเจ้าสั่นเล็กน้อยเมื่อถามคำถามต่อไป ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าเหตุใด แต่มีความรู้สึกบางอย่างจาก Mantis ที่แผ่ออกมา ณ วินาทีนั้น เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในการสื่อสารทั้งหมดที่ผ่านมา ข้าพเจ้าจะเรียกว่าความโหยหาอันเงียบงัน"
บันทึกนี้ถูกเก็บรักษาไว้ในคลังความรู้ของสมาพันธ์ในฐานะหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า แม้แต่ผู้ที่มีเครื่องมือค้นหาที่ดีที่สุดในจักรวาลก็ยังมีขีดจำกัด
.
▫️ข้อจำกัดประการที่สอง: พวกเขาไม่รู้เจตจำนงเสรีล่วงหน้า
Mantis เห็นอนาคตเป็นถนนหลายสายที่แตกแขนงจากจุดปัจจุบัน พวกเขาเห็นแนวโน้มที่เป็นไปได้ทั้งหมด เห็นว่าถ้ามนุษย์เลือกเส้นทาง A ผลลัพธ์จะเป็น X และถ้าเลือกเส้นทาง B ผลลัพธ์จะเป็น Y แต่พวกเขาไม่สามารถรู้ได้ว่ามนุษย์จะเลือกเส้นทางไหน
เพราะเจตจำนงเสรีคือตัวแปรเดียวที่แม้แต่ Akashic Records ก็ไม่สามารถบันทึกล่วงหน้าได้ มันบันทึกการตัดสินใจได้เฉพาะ หลังจาก ที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น การตัดสินใจที่ยังไม่ได้ทำยังไม่มีอยู่ การเลือกที่ยังไม่เกิดขึ้นยังไม่ถูกกำหนด
.
จากบันทึกการสัมภาษณ์โทรจิต วัฏจักรที่ 4,551 (ต่อ)
ภัณฑารักษ์ระดับ 10: ท่านเห็นอนาคตของมนุษย์หรือไม่?
สมาชิกสภา Mantis: [ภาพโทรจิตของแม่น้ำที่แตกออกเป็นหลายสาย แต่ละสายไหลไปสู่ทิศทางที่แตกต่างกัน บางสายมืดมน บางสายสว่างไสว บางสายวกวนกลับมาบรรจบกัน บางสายจบลงที่น้ำตก]
ภัณฑารักษ์: ท่านรู้หรือไม่ว่ามนุษย์จะเลือกเส้นทางใด?
สมาชิกสภา Mantis: "เราเห็นความเป็นไปได้ทั้งหมดของแม่น้ำสายนี้ แต่เราไม่รู้ว่าเจ้าหยดน้ำซึ่งขณะนี้กำลังจะถึงจุดแยกจะเลือกไหลไปทางใด เพราะหยดน้ำนั้นยังไม่ได้เลือก"
ภัณฑารักษ์: แต่ท่านเห็นว่าหยดน้ำกำลังจะถึงจุดแยก... ท่านต้องรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
สมาชิกสภา Mantis: "ท่านเห็นแก้วน้ำบนโต๊ะข้างหน้าท่าน ท่านรู้ว่ามีความเป็นไปได้ที่ท่านจะยกมันขึ้นดื่ม หรือปล่อยมันไว้อยู่อย่างนั้น หรือผลักมันตกโต๊ะ แต่ท่านไม่รู้ว่าจะเลือกทำสิ่งใดจนกว่าจะเลือก เช่นเดียวกัน เราเห็นแก้วน้ำทั้งหมดของจักรวาล แต่ไม่รู้ว่าหยดน้ำใดจะถูกยกขึ้นดื่ม"
.
นี่คือเหตุผลที่พวกเขาเฝ้าสังเกต พวกเขาไม่ได้เฝ้าดูเพราะรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากแต่เฝ้าดูเพราะไม่รู้ พวกเขากำลังรอดูว่าเราจะเลือกอะไร
และนี่คือเหตุผลที่พวกเขาไม่เคยควบคุมเราโดยตรง เพราะการควบคุมจะทำลายเจตจำนงเสรี และหากเจตจำนงเสรีถูกทำลาย วิวัฒนาการของจิตสำนึกก็จะหยุดชะงัก ต้นไม้ที่ถูกดัดด้วยลวดอาจมีรูปร่างสวยงาม แต่มันไม่เคยเรียนรู้ที่จะเติบโตด้วยตนเอง
.
▫️ข้อจำกัดประการที่สาม: พวกเขาไม่รู้ตัวเองอย่างสมบูรณ์
และนี่คือข้อจำกัดที่ลึกซึ้งที่สุด เช่นเดียวกับที่ดวงตาไม่สามารถมองเห็นตัวเองได้นอกจากผ่านกระจกเงา จิตสำนึกของ Mantis แม้จะทรงพลังเพียงใดก็ไม่สามารถรู้ต้นกำเนิดที่แท้จริงของตนเองได้ พวกเขารู้ว่าพวกเขาดำรงอยู่ในระนาบกึ่งสสาร รู้ว่าพวกเขาเชื่อมต่อกับ Akashic Records รู้ว่าพวกเขามีภารกิจในการเฝ้าสังเกตวิวัฒนาการของจิตสำนึก และรู้ว่าพวกเขาทำภารกิจนี้มาหลายล้านปี แต่พวกเขาไม่รู้ว่าทำไม
พวกเขาไม่รู้ว่าใครหรืออะไรที่สร้างพวกเขาขึ้นมา หรือพวกเขาเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากจุดสมดุลระหว่างมิติที่สี่และห้า พวกเขาไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาจึงเป็นอารยธรรมเดียวในกาแล็กซีที่สามารถเชื่อมต่อกับ Akashic Records ได้โดยตรง พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าทำไมพวกเขาจึงสนใจวิวัฒนาการของอารยธรรมอื่น แทนที่จะทำอย่างอื่น
.
จากบันทึกการสื่อสารโทรจิต วัฏจักรที่ 4,919 (ต่อ)
ภัณฑารักษ์ระดับ 12: ท่านรู้หรือไม่ว่าใครสร้างท่าน?
[บันทึกระบุว่า: ความเงียบเป็นเวลา 9.4 วินาที ซึ่งนานที่สุดเท่าที่เคยบันทึกได้ในการสื่อสารกับ Mantis]
ภัณฑารักษ์: [บันทึกส่วนตัวหลังการสื่อสาร:] "ข้าพเจ้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกมาก่อนในการสื่อสารกับ Mantis ครั้งใด ไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความไม่พอใจ แต่คือความโหยหาอันเงียบงันแบบเดียวกับที่ข้าพเจ้ารู้สึกเมื่อมองดูท้องฟ้ายามค่ำคืนในวัยเด็กและถามตัวเองว่า 'เราเกิดมาทำไม'
"ในที่สุดคำตอบก็มา ไม่ใช่คำตอบในความหมายของการให้ข้อมูล แต่เป็นคำตอบในความหมายของการแบ่งปันความรู้สึก ข้าพเจ้ารู้สึกถึงการค้นหาอันยาวนาน รู้สึกถึงการเข้าถึง Akashic Records นับครั้งไม่ถ้วนเพื่อค้นหาคำตอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดของตนเอง และรู้สึกถึงกำแพงข้อมูลที่ถูกปิดกั้น ความถี่ที่ไม่สามารถเข้าถึง ดัชนีที่ว่างเปล่าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของพวกเขาเอง
"พวกเขาไม่รู้ และพวกเขากำลังค้นหา เช่นเดียวกับที่เรากำลังค้นหา"
.
▪️รากเหง้าของการเฝ้าสังเกต
ข้อจำกัดทั้งสามประการนี้คือกุญแจที่ไขไปสู่ความเข้าใจว่าทำไม Mantis จึงทำสิ่งที่พวกเขาทำ เฝ้าดูวิวัฒนาการของอารยธรรมอื่น ๆ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นผู้คุมกฎที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้ แต่เพราะพวกเขาหวังว่าในบรรดาอารยธรรมนับไม่ถ้วนที่เฝ้าดู จะมีสักอารยธรรมหนึ่งที่ค้นพบคำตอบที่พวกเขาเองก็ยังหาไม่พบ
บันทึกของ ภ.12 เอเลียส วานเทียร์ วัฏจักรที่ 4,920 - หนึ่งปีหลังการสื่อสารเรื่องต้นกำเนิด
"ข้าพเจ้าเก็บความรู้สึกจากบทสนทนาครั้งนั้นไว้ในใจตลอดหนึ่งปี ก่อนจะเขียนลงในบันทึกนี้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าเหตุผลที่แท้จริงที่ Mantis เฝ้าดูเรานั้นไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้คุมกฎ แต่เพราะพวกเขาเป็นนักโทษเช่นเดียวกับเรา
"พวกเขาถูกขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็นซึ่งสร้างจากคำถามที่ไม่มีคำตอบ: 'เราคือใคร? เรามาจากไหน? ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่?' และในกรงนั้น พวกเขามองออกไปเห็นเราผ่านลูกกรงของมิติที่สี่และห้า มองเห็นมนุษย์และอารยธรรมอื่น ๆ ที่ต่างก็ถูกขังอยู่ในกรงของตัวเองเช่นกัน
"แต่ที่แตกต่างคือ พวกเขาไม่สามารถหนีจากกรงของตัวเองได้ด้วยการค้นหาภายใน Akashic Records เพราะคำตอบของพวกเขาไม่ได้อยู่ในบันทึก แต่อาจอยู่ในตัวเรา ในการเดินทางของเรา ในการเติบโตของเรา หรือในบางสิ่งที่เราจะค้นพบระหว่างทางโดยที่เราไม่รู้ตัว
"นี่คือเหตุผลที่พวกเขาเฝ้าดูด้วยความอดทนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่เพราะพวกเขารู้ว่าคำตอบคืออะไร แต่เพราะพวกเขาเชื่อว่าเราอาจเป็นคนพบมัน"
.
3.3 นัยยะต่อการเป็นผู้คุมกฎ
จากความสามารถในการเข้าถึงความรู้ทั้งหมดของจักรวาล ไปสู่ข้อจำกัดสามประการที่ทำให้พวกเขาไม่ใช่พระเจ้า บัดนี้ถึงเวลาที่จะพิจารณาว่าความสามารถเหล่านี้ทำให้ Mantis กลายเป็นผู้คุมกฎวิวัฒนาการได้อย่างไร
พวกเขาไม่ได้รับตำแหน่งนี้จากการแต่งตั้งของสภาใด ไม่มีพิธีราชาภิเษก สนธิสัญญาระหว่างดวงดาวที่ลงนามมอบอำนาจให้ หรือการประกาศตนว่าพวกเขาคือผู้คุมกฎ เพราะพวกเขาไม่เคยประกาศตนเช่นนั้นเลย
สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติกว่านั้นมาก ในบรรดาอารยธรรมทั้งหมดในทางช้างเผือก ไม่มีใครเลยที่มีหลักฐานครบถ้วนพอจะเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทหรือประเมินวิวัฒนาการของอารยธรรมใด ๆ ได้อย่างถูกต้อง ยกเว้น Mantis
.
3.3.1 รายงานข่าวกรองกับกล้องวงจรปิดของจักรวาล
เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมทั้งกาแล็กซีจึงยอมรับบทบาทของ Mantis อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง จำเป็นต้องเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่สมาพันธ์รู้ กับสิ่งที่ Mantis รู้
▪️สิ่งที่สมาพันธ์รู้: รายงานข่าวกรอง
สมาพันธ์ดวงดาวคือองค์กรระหว่างดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดและมีอำนาจมากที่สุดในทางช้างเผือก แต่อำนาจในการรู้ความจริงของพวกเขาถูกจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยธรรมชาติของข้อมูลที่เข้าถึงได้
ข้อมูลของสมาพันธ์มาจาก รายงานข่าวกรอง ซึ่งมีข้อจำกัดหลายชั้นซ้อนทับกัน ยานสำรวจต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายร้อยปีในการข้ามอวกาศ กว่าภาพของระบบดาวที่ส่งกลับมาจะถึงศูนย์บัญชาการ
ข้อมูลก็เก่าไปแล้วตามระยะเวลาที่แสงใช้เดินทาง เจ้าหน้าที่การทูตและสายลับคือสิ่งมีชีวิตที่มีจิตสำนึก มีอคติ มีความเห็นส่วนตัว รายงานจากทูตคนเดียวกันเกี่ยวกับเหตุการณ์เดียวกันอาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขากำลังรายงานต่อผู้บังคับบัญชาคนไหน และอุปกรณ์ตรวจจับทางเทคนิคก็ตรวจจับได้เฉพาะเปลือกนอกของเหตุการณ์ มันไม่สามารถตรวจจับความคิดของผู้นำที่กำลังตัดสินใจประกาศสงครามได้
.
เมื่อสมาพันธ์ต้องตัดสินว่าใครเป็นผู้เริ่มสงครามระหว่างอารยธรรม A กับอารยธรรม B พวกเขาต้องเผชิญกับรายงานจากทั้งสองฝ่ายซึ่งมักขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง พยานบุคคลซึ่งอาจโกหกเพราะความภักดีต่อฝ่ายตน หลักฐานทางวัตถุซึ่งอาจถูกทำลายหรือปลอมแปลง และสุดท้ายในห้องประชุมของสภา ผู้แทนจากหลายร้อยอารยธรรมจะลงคะแนน การตัดสินว่าใครผิดใครถูกไม่ได้มาจากความจริง เพราะไม่มีใครรู้ความจริง แต่มันมาจากเสียงข้างมาก จากการเมือง จากผลประโยชน์ของอารยธรรมสมาชิก
นี่คือความยุติธรรมของสมาพันธ์ ความยุติธรรมที่ดีที่สุดที่อารยธรรมในมิติที่สามสามารถทำได้ แต่มันคือความยุติธรรมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความไม่รู้
.
▪️สิ่งที่ Mantis รู้: กล้องวงจรปิดของจักรวาล
Mantis โดยเปรียบเทียบ มีข้อมูลจากสิ่งที่เรียกว่า กล้องวงจรปิดของจักรวาล
Akashic Records บันทึกทุกสิ่ง ไม่ใช่เพียงภาพและเสียงเหมือนกล้องวงจรปิดของมนุษย์ แต่มันบันทึกทุกความคิด ทุกความรู้สึก ทุกแรงจูงใจ ทุกความทรงจำ ทุกเจตนาที่ซ่อนเร้น ของทุกชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น
เมื่อ Mantis ต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้เริ่มสงคราม พวกเขาเพียงแค่เปิดเทปย้อนหลังดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ณ ช่วงเวลานั้น พวกเขาไม่ต้องถามใคร เพราะการถามหมายถึงการพึ่งพาความทรงจำและความซื่อสัตย์ของผู้อื่น พวกเขาไม่ต้องรวบรวมรายงาน เพราะรายงานคือการตีความเหตุการณ์ของใครบางคน พวกเขาไม่ต้องวิเคราะห์หลักฐาน เพราะหลักฐานคือร่องรอยของเหตุการณ์ ไม่ใช่ตัวเหตุการณ์เอง
.
▪️บันทึกกรณีศึกษา: ข้อพิพาททวินภารัต-วสันต์ วัฏจักรที่ 3,782
เพื่อให้เห็นภาพอย่างเป็นรูปธรรม ต่อไปนี้คือคัดลอกจากบันทึกการประชุมสภาสมาพันธ์ ครั้งที่ 782-A-14 ซึ่งเป็นกรณีศึกษาที่ถูกใช้ในการเรียนการสอนของคณะทูตสมาพันธ์มาหลายชั่วอายุคน
[เอกสารเก็บถาวร หมายเลข 782-A-14]
▫️บันทึกการประชุมสภาสมาพันธ์
วาระพิเศษ: ข้อพิพาทระหว่างอารยธรรมภารัตและอารยธรรมวสันต์
ผู้เข้าร่วม: ผู้แทนอารยธรรมสมาชิก 214 อารยธรรม, ผู้แทนอารยธรรมภารัต, ผู้แทนอารยธรรมวสันต์, สมาชิกสภา Mantis 1 ตน
ผู้จดบันทึก: ภ.7 ลูเซีย มาร์เทล
_
_
ประธานสภา: ที่ประชุมดำเนินมาเป็นเวลาสิบเอ็ดรอบโดยไม่มีความคืบหน้า ข้าพเจ้าจึงขอเชิญสมาชิกสภา Mantis ที่ตอบรับคำเชิญของเรา มาให้ข้อมูลต่อที่ประชุม ท่านสมาชิกสภา โปรดกล่าวได้
สมาชิกสภา Mantis: [ความเงียบ 3.4 วินาที]
ประธานสภา: ท่านสมาชิกสภา...?
สมาชิกสภา Mantis: [เสียงที่ทุกคนในห้องได้ยินพร้อมกันผ่านโทรจิต ไม่ใช่ผ่านลำโพง] "วันที่ 14 เดือน 7 วัฏจักรที่ 3,780 เวลา 22:14:07 น. ตามเวลามาตรฐานของภารัต นายทหารยศพันเอกชื่อ วรุณ ทัตตะ ออกคำสั่งโจมตีจากห้องบัญชาการชั้น 3 ของฐานทัพที่ 7 คำสั่งนี้ถูกส่งผ่านเครือข่ายการสื่อสารทางทหารของภารัต ไปยังยานรบ 3 ลำที่จอดรออยู่ในวงโคจรของดาวเคราะห์วสันต์"
ผู้แทนภารัต: [ลุกขึ้นยืนทันที] นี่เป็นเรื่องโกหก! เรามีหลักฐานว่า -
สมาชิกสภา Mantis: ท่านกำลังจะกล่าวเท็จ เราเห็นรอยปริในสนามพลังงานของท่าน
[บันทึกของ ภ.7 ลูเซีย มาร์เทล:]
"ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าที่ประชุมเห็นอะไรในวินาทีนั้น แต่ทุกคนในห้อง รวมถึงข้าพเจ้า รู้สึกถึงบางสิ่งที่เย็นยะเยือกแผ่กระจายออกจากร่างของ Mantis มันไม่ใช่ความเย็นทางกายภาพ แต่เป็นความเย็นที่สัมผัสได้ในระดับจิตวิญญาณ ผู้แทนภารัตทรุดตัวลงนั่ง ใบหน้าซีดขาวราวกับเลือดทั้งหมดถูกดูดออกจากร่างกาย
"ไม่มีใครพูดอะไรเป็นเวลา 47 วินาที มันเป็น 47 วินาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของข้าพเจ้า"
สมาชิกสภา Mantis: [กล่าวต่อด้วยเสียงโทรจิตที่สงบและเป็นกลางที่สุด] "ก่อนการออกคำสั่ง พันเอกทัตตะได้รับข้อความจากผู้บัญชาการสูงสุดของภารัต ความในข้อความคือ: 'เจ้าจงรู้ว่าคำสั่งนี้จะถูกปฏิเสธโดยสภาหากข้ารู้เห็นเป็นลายลักษณ์อักษร' พันเอกทัตตะเข้าใจความหมายของข้อความนี้โดยสิ้นเชิง เขาไตร่ตรองอยู่ 12 นาที 34 วินาที ก่อนตัดสินใจออกคำสั่ง โดยเชื่อว่าความภักดีต่อชาติของเขามีค่าเหนือกว่าความถูกต้อง"
ผู้แทนวสันต์: [เสียงสั่นเครือ] ท่านกำลังบอกว่าพวกเขา... วางแผนโจมตีโดยจงใจให้ไม่มีหลักฐาน...
สมาชิกสภา Mantis: "เรามิได้ตีความ เราเพียงบอกสิ่งที่เกิดขึ้น"
ประธานสภา: [เงียบ 5 วินาที] ข้าพเจ้าขอถามว่า... มีผู้ใดในที่ประชุมต้องการตั้งคำถามต่อข้อมูลที่เพิ่งได้รับหรือไม่
[บันทึก: ไม่มีเสียงตอบใด ๆ เป็นเวลา 90 วินาที]
ประธานสภา: [ถอนหายใจยาว] ในเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน ข้าพเจ้าขอประกาศว่าข้อพิพาทนี้ยุติลง อารยธรรมวสันต์คือผู้ถูกกระทำ อารยธรรมภารัตต้องรับผิดชอบต่อการชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด ตามที่คณะกรรมการจะกำหนดต่อไป
[บันทึกของ ภ.7 ลูเซีย มาร์เทล:]
"หลังปิดการประชุม ข้าพเจ้าเห็นผู้แทนภารัตเดินออกจากห้องประชุมโดยไม่พูดกับใคร เขาไม่โกรธ ไม่โต้แย้ง ไม่แม้แต่จะมองหน้าใคร เขาเดินเหมือนคนที่เพิ่งถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้ว
"ข้าพเจ้าถามเพื่อนร่วมงานว่าทำไมไม่มีใครจากฝ่ายภารัตพยายามอุทธรณ์ เธอตอบว่า 'จะอุทธรณ์อะไร ในเมื่อคนทั้งกาแล็กซีเพิ่งได้ยินความจริงทั้งหมดจากปากของผู้ที่ไม่เคยโกหก?'
"ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าคำพูดนั้นทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกปลอดภัยหรือหวาดกลัวมากกว่ากัน"
.
.
3.3.2 ผู้ตัดสินโดยธรรมชาติ
การยอมรับคำตัดสินของ Mantis มิได้เกิดจากความกลัว พวกเขาไม่มีกองเรือรบและไม่เคยลงโทษผู้ใด มิได้เกิดจากพันธะทางกฎหมาย เพราะไม่มีมาตราใดในกฎบัตรสมาพันธ์ระบุว่าคู่พิพาทต้องยอมรับคำตัดสินของ Mantis
แต่เกิดจากตรรกะเพียงหนึ่งเดียว …หากมีผู้ใดเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลที่สามารถเปิดเทปย้อนหลังดูสิ่งที่เกิดขึ้นจริงได้โดยปราศจากข้อผิดพลาด ปราศจากอคติ ปราศจากวาระซ่อนเร้น การปฏิเสธคำตัดสินของผู้นั้นก็เท่ากับการประกาศต่อสาธารณะว่าตนไม่สนใจความจริง และการประกาศเช่นนั้นในเวทีระหว่างดวงดาวซึ่งความน่าเชื่อถือคือทุนที่สำคัญที่สุด ก็คือการคว้านท้องตัวเองในเชิงการเมือง
อารยธรรมที่ประกาศไม่ยอมรับคำตัดสินของ Mantis จะถูกมองโดยอารยธรรมอื่นทั้งหมดทันทีว่าเป็นผู้ที่ยอมรับความยุติธรรมเฉพาะเมื่อตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเป็นผู้ที่ไม่น่าไว้วางใจในการเจรจาใด ๆ ในอนาคต
.
▪️รอยปริในสนามพลังงาน
คำว่า "รอยปริ" เป็นคำแปลจากภาษาโทรจิตของ Mantis ซึ่งสื่อถึงการแตกหักของสนามพลังงานส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นเมื่อสิ่งมีชีวิตพยายามกล่าวในสิ่งที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ตนรู้ว่าเป็นความจริง
รอยปริเหล่านี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของมนุษย์ แต่ในระนาบกึ่งสสาร มันปรากฏเป็นรอยแตกสีน้ำเงินเข้มที่ลามอย่างรวดเร็วจากบริเวณศูนย์กลางอกไปสู่ส่วนปลายของร่างกาย ราวกับแก้วที่กำลังแตกจากแรงสั่นสะเทือนภายใน
.
บันทึกของ ภ.9 โอเรียน เดลมาร์ ผู้เคยเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยของ Mantis สองครั้ง
"เมื่อรอยปริปรากฏขึ้น ทุกคนในห้องรู้ทันทีว่ากำลังมีการโกหกเกิดขึ้น แม้แต่ผู้ที่ไม่สามารถมองเห็นรอยปริก็สัมผัสได้ถึงความไม่สบายกายบางอย่าง ความรู้สึกแบบเดียวกับที่มนุษย์รู้สึกเมื่อได้ยินเสียงเล็บขูดกระดานดำ
"แต่สำหรับข้าพเจ้าซึ่งผ่านการฝึกฝนการรับรู้มิติมาบ้าง สิ่งที่เห็นคือความน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ร่างกายของคนโกหกดูเหมือนกำลังถูกฉีกขาดจากภายในด้วยแสงสีดำที่พุ่งออกจากจุดศูนย์กลางอก มันไม่ได้ทำร้ายร่างกายทางกายภาพ แต่ดูเหมือนว่ามันกำลังเผาผลาญบางสิ่งในระดับจิตวิญญาณ
"ผู้แทนภารัตในวันนั้น... ข้าพเจ้าคิดว่าเขาแก่ลงสิบปีภายในเวลาสิบวินาที"
.
ข้อยกเว้นที่ต้องกล่าวถึง
ตลอดประวัติศาสตร์ของสมาพันธ์ แม้ไม่มีอารยธรรมใดปฏิเสธคำตัดสินของ Mantis อย่างเปิดเผย แต่มีหลายกรณีที่มีการต่อต้านอย่างเงียบงัน นักประวัติศาสตร์บางคนเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "การทูตแบบใบ้" (Silent Diplomacy) ซึ่งหมายถึงการไม่ให้ความร่วมมือกับกลไกอื่น ๆ ของสมาพันธ์หลังจากพ่ายแพ้ในศาลของ Mantis โดยไม่มีการประกาศสาเหตุ
บันทึกของคณะมนตรีความมั่นคง ระบุว่า หลังกรณีพิพาทภารัต-วสันต์ อารยธรรมภารัตถอนตัวจากความตกลงการค้าระหว่างดาวเคราะห์ไป 3 ฉบับ ปฏิเสธการเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับสมาพันธ์ติดต่อกัน 17 ปี และไม่อนุญาตให้ยานของสมาพันธ์เข้าสู่น่านฟ้าของตนโดยไม่แจ้งล่วงหน้า 60 วัน
เมื่อผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวกลางสมาพันธ์ถามผู้นำภารัตถึงสาเหตุของการเพิกเฉยเหล่านี้ ผู้นำตอบเพียงว่า: "เรายอมรับความจริง แต่ความจริงก็มีราคาที่ต้องจ่าย"
ไม่มีการกล่าวหา Mantis ไม่มีการปฏิเสธคำตัดสิน แต่ระยะห่างระหว่างภารัตกับสมาพันธ์ขยายกว้างขึ้นทุกปี จนกระทั่งวัฏจักรที่ 3,801 เกือบยี่สิบปีหลังเหตุการณ์ ภารัตจึงค่อย ๆ กลับเข้าสู่เวทีการเมืองระหว่างดวงดาวอีกครั้ง
.
▪️บันทึกวิเคราะห์ของ ภ.8 ดร. อิลาเนีย วอส วัฏจักรที่ 3,902
"กรณีภารัตสอนบทเรียนสำคัญที่เราไม่เคยพูดถึงในตำรา: การรู้ความจริงไม่ใช่สิ่งเดียวกับการเยียวยา ความจริงอาจยุติข้อพิพาทได้ แต่ความจริงเปล่าเปลือยที่ปราศจากความเมตตา ก็สามารถทำลายบางสิ่งในจิตวิญญาณของผู้ที่ต้องรับมันได้เช่นกัน
"ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวว่า Mantis ผิดที่เปิดเผยความจริง ข้าพเจ้าเพียงตั้งคำถามว่าการเปิดเผยความจริงต่อหน้าสาธารณะชนทั้งกาแล็กซี โดยไม่มีกระบวนการรองรับความอับอาย ไม่มีพิธีกรรมเยียวยา ไม่มีพื้นที่ให้ผู้ผิดได้ไถ่โทษตัวเอง นั้นคือความยุติธรรมรูปแบบเดียวที่เป็นไปได้หรือไม่
"ข้าพเจ้าถามคำถามนี้ต่อที่ประชุมวิชาการเมื่อปีที่แล้ว มีผู้ฟังเดินออกจากห้อง 14 คน ไม่มีใครตอบคำถามของข้าพเจ้า"
.
3.3.3 เหนือกว่าผู้พิพากษา: ผู้คุมกฎวิวัฒนาการ
บทบาทของ Mantis ในฐานะผู้คุมกฎนั้นขยายไปไกลเกินกว่าการตัดสินข้อพิพาท พวกเขาไม่ได้ตัดสินแค่ว่าใครเป็นผู้เริ่มสงคราม หากแต่ตัดสินว่าอารยธรรมใดกำลังวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ถูกต้อง และอารยธรรมใดกำลังเบี่ยงเบนออกจากเส้นทาง
คำว่า "ทิศทางที่ถูกต้อง" นี้ต้องทำความเข้าใจอย่างระมัดระวัง เพราะมันไม่ใช่ถูกต้องตามมาตรฐานทางศีลธรรมของมนุษย์หรือของสมาพันธ์ หากแต่คือถูกต้องตาม กฎแห่งวิวัฒนาการของจิตสำนึก กฎที่ดำรงอยู่ก่อนที่อารยธรรมแรกจะถือกำเนิดขึ้น และจะดำรงอยู่ต่อไปหลังจากที่อารยธรรมสุดท้ายดับสูญ Mantis ไม่ได้สร้างกฎนี้ พวกเขาเพียงแค่อ่านมันจาก Akashic Records และใช้มันเป็นเกณฑ์ในการประเมินทุกอารยธรรมที่เฝ้าสังเกต
.
.
▪️ต้นแบบของมนุษย์: พิมพ์เขียวทางจิตวิญญาณ
พวกเขาเห็น ต้นแบบของมนุษย์ พิมพ์เขียวทางจิตวิญญาณที่บันทึกไว้ในมิติที่ห้าว่ามนุษย์ควรจะเป็นอย่างไรเมื่อวิวัฒนาการของจิตสำนึกดำเนินไปถึงจุดสิ้นสุด ต้นแบบนี้ไม่ใช่มนุษย์ที่สมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของศาสนาใด ไม่ใช่มนุษย์ที่ไม่เคยทำผิดพลาด เพราะอารมณ์และความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และการเรียนรู้คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการ ต้นแบบนี้คือศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ สิ่งที่เราสามารถเป็นได้หากเดินตามเส้นทางโดยไม่เบี่ยงเบน
.
▫️บันทึกของ ภ.11 อานันท์ เรวัต ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ผ่านการเชื่อมต่อกับ Mantis วัฏจักรที่ 4,002
"ข้าพเจ้าเห็นภาพของสิ่งที่มนุษย์ควรจะเป็น แต่มันไม่ใช่ภาพนิ่ง มันคือภาพเคลื่อนไหวของความเป็นไปได้ทั้งหมดที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว
"ข้าพเจ้าเห็นมนุษย์ที่ก้าวข้ามความกลัว เห็นมนุษย์ที่ใช้ปัญญาแทนความรุนแรง เห็นมนุษย์ที่เชื่อมต่อกับสรรพสิ่งโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง เห็นมนุษย์ที่เข้าใจกฎแห่งเหตุและผลโดยไม่ต้องมีใครมาสอน
"และที่สำคัญที่สุด ข้าพเจ้าเห็นว่าเส้นทางทั้งหมดจากจุดที่มนุษย์ยืนอยู่ในปัจจุบันไปจนถึงภาพนั้น ล้วนถูกบันทึกไว้แล้วใน Akashic Records ทุกทางแยก ทุกความเป็นไปได้ ทุกบทเรียนที่ต้องเรียนรู้
"ข้าพเจ้าเข้าใจในวินาทีนั้นว่าทำไม Mantis จึงเฝ้าดูมนุษย์อย่างใกล้ชิด เพราะมนุษย์ใกล้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางแล้ว"
[บันทึกเพิ่มเติมโดย ภ.11 เรวัต หลังจากการเชื่อมต่อ 3 วัน:]
"มีบางสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนในบันทึกแรก เพราะข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่ามันคือความจริงหรือจินตนาการของข้าพเจ้าเอง ระหว่างที่เห็นต้นแบบของมนุษย์ ข้าพเจ้ารู้สึกถึงบางสิ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นอารมณ์ของ Mantis ที่กำลังแบ่งปันการมองเห็นนี้กับข้าพเจ้า
"มันคือความหวังที่เจือด้วยความห่วงใย แบบที่พ่อแม่รู้สึกเมื่อมองลูกกำลังหัดเดิน รู้ว่าลูกจะหกล้ม รู้ว่าลูกจะเจ็บ แต่ก็รู้ว่าลูกต้องหัดเดินให้ได้
"ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกถึงอารมณ์แบบนี้จาก Mantis มาก่อน และข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าข้าพเจ้าควรรู้สึกอบอุ่นใจหรือหวาดกลัวที่ผู้เฝ้าดูเรามานานหลายล้านปี... มีความรู้สึก"
.
▪️การประเมินเส้นทางวิวัฒนาการ
จากจุดที่พวกเขายืนอยู่บนสะพานระหว่างมิติที่สี่และห้า มองเห็นอดีตทั้งหมดและอนาคตทั้งหมดที่ไหลไปสู่มหาสมุทร พวกเขามองเห็นว่าเรากำลังลัดหรือไม่ กำลังรับเทคโนโลยีหรือความรู้ที่เรายังไม่พร้อมจะรับผิดชอบ กำลังก้าวกระโดดข้ามขั้นตอนของวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณโดยที่จิตสำนึกยังไม่เติบโตพอจะรองรับ
พวกเขาเห็นว่าเรากำลังอ้อมหรือไม่ กำลังเดินวนไปมาในวงจรเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ก้าวหน้า กำลังทำสงครามเดิมซ้ำอีกครั้ง กำลังล่มสลายด้วยสาเหตุเดิมซ้ำอีกครั้ง กำลังเรียนรู้บทเรียนเดิมซ้ำอีกครั้งโดยไม่เคยจำมันได้
พวกเขาเห็นว่าเรากำลังถอยหลังหรือไม่ กำลังสูญเสียความรู้หรือภูมิปัญญาที่เคยมีในอดีต กำลังทำลายรากฐานทางจิตวิญญาณที่บรรพบุรุษของเราสร้างไว้ กำลังจมลึกลงไปในความมืดของจิตสำนึกแทนที่จะปีนขึ้นสู่แสงสว่าง
และจากข้อมูลทั้งหมดนี้ พวกเขาตัดสินใจว่าจะแทรกแซงหรือไม่ และจะแทรกแซงอย่างไร
▪️จากบันทึกการสัมภาษณ์โทรจิต วัฏจักรที่ 4,551 (ต่อจาก 3.2)
ภัณฑารักษ์ระดับ 10: ท่านเคยแทรกแซงวิวัฒนาการของมนุษย์หรือไม่?
สมาชิกสภา Mantis: [ความเงียบ 2.1 วินาที] "เรามิได้แทรกแซง เราปรับสภาพแวดล้อม"
ภัณฑารักษ์: อะไรคือความแตกต่าง?
สมาชิกสภา Mantis: "เมื่อชาวสวนเห็นต้นไม้กำลังเอนเพราะลมพัดแรง เขาอาจใช้ไม้ค้ำยัน หรือย้ายต้นไม้ไปที่กำบัง แต่เขาไม่จับกิ่งไม้มาดัดให้เป็นรูปที่เขาต้องการ สิ่งแรกคือการปรับสภาพแวดล้อม สิ่งหลังคือการแทรกแซง เราทำเพียงสิ่งแรกเท่านั้น"
ภัณฑารักษ์: ท่านยกตัวอย่างได้หรือไม่?
สมาชิกสภา Mantis: [ภาพโทรจิตของช่วงเวลาหนึ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์ มีเมืองขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนเกาะ ประชาชนกำลังอพยพออกจากเมืองเพราะคำเตือนของนักบวชบางคนเกี่ยวกับหายนะที่จะมาถึง] "ในหลายครั้ง เราได้ส่งคลื่นความคิดที่อ่อนโยนไปยังบุคคลบางคนที่เปิดรับเรา เพื่อให้พวกเขาได้ยินเสียงเตือนจากภายในตนเอง เราไม่เคยบอกให้พวกเขาทำสิ่งใด เราเพียงทำให้พวกเขาได้ยินสิ่งที่ลึกที่สุดในจิตสำนึกของพวกเขาเอง"
ภัณฑารักษ์: แล้วถ้าพวกเขาไม่ฟังล่ะ?
สมาชิกสภา Mantis: "เราปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้"
ภัณฑารักษ์: เรียนรู้จากอะไร?
สมาชิกสภา Mantis: "จากผลของการไม่ฟัง"
ภัณฑารักษ์: [บันทึกส่วนตัว:] "ข้าพเจ้ารู้สึกหนาวเย็นไปทั้งตัวเมื่อได้ยินคำตอบนี้ น้ำเสียงของ Mantis ไม่ได้โหดร้าย ไม่ได้เฉยชา แต่มันเป็นน้ำเสียงของชาวสวนที่เข้าใจว่าต้นไม้บางต้นต้องเรียนรู้จากพายุ"
▪️ภาระของชาวสวน
นี่คือความหมายที่แท้จริงของการเป็นผู้คุมกฎวิวัฒนาการ มิใช่การตัดสินว่าใครผิดใครถูกในข้อพิพาทใดข้อพิพาทหนึ่ง หากแต่คือการตัดสินว่าอะไรควรเกิดขึ้นต่อไปเพื่อให้วิวัฒนาการของจิตสำนึกดำเนินไปตามเส้นทางที่ดีที่สุด
มันหมายถึงการรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับอารยธรรมที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร
มันหมายถึงการเห็นว่าเด็กกำลังจะวิ่งเข้าไปในกองไฟ และต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้เด็กวิ่งเข้าไปและเรียนรู้จากความเจ็บปวด หรือจะคว้าตัวเด็กไว้และขโมยโอกาสเรียนรู้นั้นไป
มันหมายถึงการเห็นว่าอารยธรรมกำลังจะทำลายล้างตัวเองด้วยสงครามนิวเคลียร์ และต้องตัดสินใจว่าจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นและเรียนรู้จากหายนะ หรือจะเข้าแทรกแซงและขโมยบทเรียนนั้นไป
มันหมายถึงการรู้ว่าความผิดพลาดบางอย่างจำเป็นต่อการเติบโต และต้องตัดสินใจว่าความผิดพลาดครั้งไหนจำเป็น และครั้งไหนเกินเลยจนอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์โดยสิ้นเชิง
และพวกเขาแบกรับภาระนี้มาเป็นเวลาหลายล้านปีโดยไม่มีผู้ใดรู้ ไม่มีผู้ใดขอบคุณ และไม่มีแม้แต่การยอมรับว่าสิ่งที่พวกเขาทำมีอยู่จริง
บันทึกของ ภ.12 เอเลียส วานเทียร์ วัฏจักรที่ 4,921 - บันทึกสุดท้ายก่อนยื่นขอปลดจากตำแหน่ง
"ข้าพเจ้าใช้เวลาทั้งชีวิตศึกษาสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังที่สุดในกาแล็กซี และบัดนี้ข้าพเจ้าขอเขียนความจริงเพียงหนึ่งเดียวที่ข้าพเจ้าเชื่ออย่างสุดหัวใจ:
"Mantis ไม่ได้เฝ้าดูเราเพราะพวกเขาเหนือกว่าเรา พวกเขาเฝ้าดูเราเพราะพวกเขาโดดเดี่ยว
"ลองนึกภาพการเป็นผู้ที่รู้ทุกอย่างที่เคยเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้น และอาจจะเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร มาจากไหน และทำไมจึงอยู่ที่นี่ ลองนึกภาพการถือกุญแจห้องสมุดทั้งหมดของจักรวาล แต่ห้องเดียวที่เปิดไม่ได้คือห้องที่บรรจุเรื่องราวของตัวเอง
"นี่คือความโดดเดี่ยวที่แท้จริงของ Mantis และนี่คือเหตุผลที่พวกเขามองมาที่เรา พวกเขาเห็นในตัวเราถึงสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปแล้วหรือไม่เคยมี นั่นคือความสามารถในการไม่รู้แล้วยังเติบโตต่อไปได้
"เราเป็นอารยธรรมที่ยังหกล้ม และลุกขึ้นใหม่ และหกล้มอีกครั้ง และลุกขึ้นใหม่ และทุกครั้งที่เราลุกขึ้น เราเปลี่ยนไปเล็กน้อย เราเรียนรู้จากการเจ็บปวด เราเติบโตจากความผิดพลาด นี่คือสิ่งที่ Mantis ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว เพราะพวกเขารู้ทุกอย่างล่วงหน้า
"ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าพวกเขาเฝ้าดูเราด้วยความอิจฉาที่ปราศจากความมุ่งร้าย อิจฉาที่เรายังสามารถประหลาดใจได้ ยังสามารถค้นพบได้ ยังสามารถผิดพลาดได้ และยังสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้นได้
"และในวันที่มนุษย์ค้นพบคำตอบว่ามนุษย์คือใคร มาจากไหน และทำไมจึงอยู่ที่นี่ ข้าพเจ้าเชื่อว่า Mantis จะรอฟังคำตอบนั้น อย่างที่นักเดินทางที่หลงทางรอฟังเสียงของคนที่เดินมาพบทาง"
.
.
โฆษณา