เมื่อวาน เวลา 12:03 • สิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5°C ภายในปี 2030 แน่นอน เกิดภัยพิบัติรุนแรง ธารน้ำแข็งละลาย ระบบนิเวศล่มสลายถาวร UN จี้ทุกประเทศลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเร่งด่วน

รายงานฉบับล่าสุดของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า โลกมีแนวโน้มที่จะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงเกินเกณฑ์จำกัดที่ 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของความตกลงปารีส ภายในปี 2030 นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้สูงขึ้นมาแล้วประมาณ 1.3-1.4 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง แม้หลายประเทศจะพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่ก็ไม่มากพอ จนทำให้ไม่เหลือโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิไม่ให้เกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีสได้แล้ว ส่งผลให้โลกต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น
ดังนั้น โลกจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแผนการรับมือใหม่ โดยต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “เลยเป้า ขึ้นสูงสุด และลดลง” คาดว่าอุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปชั่วขณะหนึ่ง จนถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสในช่วงกลางศตวรรษ ก่อนที่จะพยายามดึงอุณหภูมิให้กลับมาอยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสอีกครั้งภายในสิ้นศตวรรษนี้
หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาเซลเซียส จะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่ ทั้งระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนท่วมเกาะขนาดเล็กและชุมชนชายฝั่ง ภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น คลื่นความร้อน พายุ ไฟป่า อุทกภัย ภัยแล้ง และน้ำแข็งละลายจะทวีความรุนแรงยิ่งกว่าปัจจุบันหลายเท่า ระบบเตือนภัยในปัจจุบันไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป
วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ยังส่งผลกระทบรุนแรงต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำดื่มของมนุษยชาติ เนื่องจากปริมาณการผลิตอาหารจะลดต่ำลงและปัญหาการขาดแคลนน้ำจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีมาตรการปรับตัวอย่างจริงจัง รายงานคาดว่า ผลผลิตอาหารทั่วโลกอาจลดลงถึง 14% ความอดอยากจะคุกคามชีวิตผู้คนทั่วโลก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ประชาชนต้องย้ายถิ่นฐาน บางพื้นที่เข้าสู่สภาวะที่ไม่สามารถอยู่อาศัยได้
โฆษณา