6 ก.ย. เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ลาก่อนภาษามนุษย์! เมื่อ AI วิวัฒนาการจนเราอ่านใจมันไม่ได้อีกต่อไป

ทุกครั้งที่เราเปิดคอมพิวเตอร์หรือหยิบมือถือขึ้นมาเพื่อใช้งาน “AI”
เรามักจะเห็นภาพคุ้นตาที่มันค่อยๆ พิมพ์ข้อความออกมายืดยาวเป็นฉากๆ กว่าจะให้คำตอบสุดท้ายกับเราได้
มันดูเหมือนว่าระบบกำลังบ่นพึมพำกับตัวเองเพื่อเรียบเรียงความคิดก่อนที่จะพูดออกมา…
เคยนึกสงสัยกันมั๊ยครับว่าทำไมคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากโครงสร้างของรหัสตัวเลข
ถึงต้องมานั่งคิดเลขหรือวิเคราะห์ปัญหาสารพัดอย่าง ผ่านข้อจำกัดของตัวอักษรภาษาอังกฤษแบบที่มนุษย์เราใช้
เรื่องนี้มันมีที่มาที่ไปที่น่าสนใจมากๆ…
ย้อนกลับไปสมัยก่อน ตอนที่เราเริ่มตั้งไข่สอนให้คอมพิวเตอร์ฉลาดขึ้น
มนุษย์เราพยายามอย่างหนักที่จะสอนให้มันรู้จักและเข้าใจภาษามนุษย์
เราคอยป้อนข้อมูลมหาศาลให้มันรู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไร เรียงประโยคแบบไหนถึงจะถูกไวยากรณ์เป๊ะๆ…
เราทำแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนวันนึงมันก็เริ่มเรียนรู้ เข้าใจ และสื่อสารกับเราได้แบบเนียนกริบ
จนบางครั้งเราแทบจะแยกไม่ออกเลยว่ากำลังคุยกับคนหรือคอมพิวเตอร์
แต่ความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความฉลาดนั้น มันมีเรื่องที่น่าตกใจซ่อนอยู่…
ความจริงก็คือ ภาษามนุษย์อาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่ดีที่สุดในการประมวลผลสำหรับสมองกลเหล่านี้เลยซักนิด
เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่ทฤษฎีขำๆ แต่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงสุดๆ ในวงการเทคโนโลยีตอนนี้
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน มีคนหยิบยกเอกสารการคาดการณ์สุดล้ำที่ชื่อ AI 2027 ขึ้นมาพูดถึงกันสนั่นวงการ…
เอกสารตัวนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมาลอยๆ แต่มันรวบรวมคำทำนายระดับหัวกะทิเอาไว้ว่าวงการเทคจะเดินไปในทิศทางไหน
แล้วก็มีอยู่หนึ่งคำทำนายที่ทำเอาหลายคนถึงกับอ้าปากค้างและแอบขนลุกเบาๆ
นั่นคือการพูดถึงแนวคิดล้ำอนาคตที่เรียกว่า Neural Recurrence and Memory…
ถ้าให้อธิบายง่ายๆ มันคือจุดเปลี่ยนที่ “AI” จะเลิกใช้วิธีคิดแก้ปัญหาโดยการแปลงข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างออกมาเป็นตัวอักษร
มันจะไม่ต้องมาคอยกังวลว่าต้องใช้แกรมม่าตัวไหนถึงจะสละสลวย…
แทนที่มันจะต้องเสียเวลาและทรัพยากรไปกับการแปลความคิดกลับมาเป็นภาษามนุษย์อยู่ตลอดเวลา
มันจะเริ่มหันไปประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนระดับจักรวาลเหล่านั้นแบบเงียบๆ ภายในเครือข่ายความจำของมันเองได้อย่างรวดเร็ว…
ตามเอกสารฉบับนั้นระบุว่าเรื่องสุดช็อกนี้ควรจะค่อยๆ ก่อตัวและเกิดขึ้นในช่วงปี 2027
แต่สถานการณ์ในโลกความเป็นจริงตอนนี้ กลับพลิกผันเร็วกว่าที่ใครหลายคนคาดคิดเอาไว้เยอะมาก
จู่ๆ ก็มีรายงานข่าวลับหลุดออกมาว่า OpenAI บริษัทผู้สร้างเทคโนโลยีล้ำโลก
อาจจะสามารถไขความลับและสร้างเทคโนโลยีชิ้นนี้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว
สื่อใหญ่อย่าง The Information ออกมาปูดข่าวว่าโมเดลตัวใหม่ที่เพิ่งมีการเปิดตัวของ OpenAI อย่าง GPT 6 – Astra
รายงานบอกว่ามันกำลังซุ่มทดสอบและใช้เทคนิคการประมวลผลแบบใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า “recurrent depth”
ซึ่งเป็นของใหม่ที่วงการยังไม่ค่อยคุ้นเคยซักเท่าไหร่…
แม้ว่านักวิเคราะห์จะมองว่าเทคนิคนี้อาจจะยังไม่ใช่ระบบแบบที่เอกสาร AI 2027 ทำนายเอาไว้แบบเป๊ะๆ 100%
แต่ความคล้ายคลึงของโครงสร้างการทำงานของมัน ก็ทำให้คนในวงการไอทีถึงกับต้องนั่งไม่ติดเก้าอี้…
เพื่อทำความเข้าใจถึงความน่ากลัวของเทคนิคนี้
อยากให้ลองนึกภาพตามง่ายๆ ถึงหนังฮอลลีวูดสุดคลาสสิกอย่างเรื่อง Memento จากผู้กำกับระดับตำนานอย่าง Christopher Nolan
ใครเคยดูน่าจะพอนึกภาพความวุ่นวายของตัวละครหลักออก…
ในหนังเรื่องนั้นพระเอกโชคร้ายมีอาการสูญเสียความจำระยะสั้น
ทุกครั้งที่เขาคิดอะไรออกหรือค้นพบเบาะแสสำคัญ เขาจะต้องรีบจดมันลงบนกระดาษ
หรือถ้าสถานการณ์คับขันก็ต้องถึงขั้นสักรอยสักลงบนร่างกายตัวเองเลยทีเดียว…
พอเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่นาที เขาก็จะลืมทุกอย่างและต้องกลับมาตั้งหน้าตั้งตาอ่านข้อความพวกนั้นใหม่
เพื่อทบทวนความจำว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ หรือกำลังจะเดินไปที่ไหน
และเชื่อมั๊ยครับว่าโมเดลที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ทำงานด้วยความทุลักทุเลคล้ายๆ แบบนี้แหละครับ…
เวลาเจอกับคำถามยากๆ ข้อมูลจะถูกส่งผ่านชั้นประมวลผลไปข้างหน้าแค่ทิศทางเดียว
พอระบบมันคำนวณหรือคิดไม่จบในรอบเดียว มันก็จะต้องพิมพ์สิ่งที่กำลังคิดค้างไว้ออกมาเป็นข้อความยาวๆ
เราเรียกกระบวนการทำงานแบบนี้ว่า “chain of thought”…
จากนั้นระบบมันก็จะทำตัวเหมือนพระเอกในหนัง คือกลับไปอ่านข้อความที่ตัวเองเพิ่งพิมพ์ออกมา
เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการคิดวิเคราะห์ในสเตปต่อไป
วนลูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้คำตอบสุดท้าย…
แต่วันนี้เทคนิค “recurrent depth” ได้ก้าวเข้ามาทำลายกำแพงข้อจำกัดของการต้องมานั่งจดโน้ตทิ้งไว้แล้ว
มันเข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่หมด โดยให้ข้อมูลสามารถวนซ้ำหรือถูกส่งกลับไปประมวลผลในเลเยอร์เดิมได้หลายๆ รอบ…
มันสามารถโยนข้อมูลไปมาภายในระบบ ก่อนที่มันจะตัดสินใจคายผลลัพธ์ที่เป็นตัวอักษรออกมาให้เราเห็น
นั่นแปลว่าเจ้า “Astra” ตัวนี้สามารถคิดวิเคราะห์ปัญหายากๆ ซับซ้อนๆ ภายในระบบของตัวเองได้อย่างอิสระ…
มันคิดคำนวณอยู่ในพื้นที่ทางคณิตศาสตร์ที่คนไอทีเรียกกันว่า latent space
มันสามารถใช้เหตุผลโต้แย้งกับตัวเองในภาษาของตัวมันเอง
ซึ่งแน่นอนว่าระบบแบบนี้มันมีประสิทธิภาพสูงกว่า และทำงานได้เร็วกว่าการต้องมานั่งแต่งประโยคภาษาอังกฤษตั้งหลายร้อยเท่า…
จริงๆ แล้วประเด็นข่าวลือเรื่องแนวคิดแบบนี้มีแอบหลุดออกมาให้เห็นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2023 แล้ว
ตอนนั้นมีข้อมูลลับหลุดออกมาพูดถึงโปรเจกต์ซุ่มพัฒนาที่ชื่อ Q-Star…
เป้าหมายหลักของโปรเจกต์นั้นคือการสร้างระบบที่สามารถแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ตัวมันเองไม่เคยเจอมาก่อนได้
ซึ่งเมื่อเอาข้อมูลมาผูกเรื่องกัน มันก็สอดคล้องกับแนวคิดที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ตอนนี้พอดีเป๊ะ…
แต่… ความสามารถในการแอบคิดแบบเงียบๆ ของ “Astra” มันไม่ได้มีข้อดีแค่เรื่องของความรวดเร็วปรู๊ดปร๊าดอย่างเดียว
ผลลัพธ์ที่ตามมาติดๆ คือความเก่งกาจระดับมหากาฬที่ไม่มีโมเดลไหนในประวัติศาสตร์โลกเคยทำได้มาก่อน…
ตอนนี้วงการไอทีมีการคอนเฟิร์มและยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า “Astra” ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่
มันเป็นโมเดลแรกของ OpenAI ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดสุดหินที่บรรดานักพัฒนาตั้งเอาไว้ไปได้อย่างสวยงาม…
ขีดจำกัดที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่มันคือการวัดระดับความสามารถด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับวิกฤต
ถ้าจะพูดให้เห็นภาพชัดๆ และเข้าใจง่ายๆ ก็คือ มันมีความสามารถในการเจาะหรือแฮ็กระบบได้อย่างน่าขนลุกมากๆ…
ในการทดสอบสุดโหดที่วงการเรียกว่า exploit bench
ซึ่งเป็นการวัดว่าระบบ “AI” สามารถเขียนโค้ดเพื่อเจาะช่องโหว่ของโปรแกรมต่างๆ ได้เก่งและเนียนแค่ไหน…
ผลคะแนนที่ออกมาทำเอาทีมวิจัยถึงกับเหงื่อตก
เพราะ “Astra” สามารถกวาดคะแนนการเจาะระบบไปได้แบบเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่วีรกรรมความพีคของมันยังไม่จบลงแค่นั้น…
ทีมงานลองเพิ่มดีกรีความยาก ด้วยการเอาช่องโหว่ระดับร้ายแรง 20 รายการ
ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่เพิ่งถูกค้นพบมาสดๆ ร้อนๆ ในโลกไซเบอร์ ไปให้มันลองหาวิธีเจาะดู…
ความท้าทายคือ ช่องโหว่พวกนี้เป็นข้อมูลใหม่เอี่ยมอ่องที่ “Astra” ไม่เคยถูกเทรน หรือสอนให้รู้จักมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ปรากฏว่ามันไม่เพียงแต่แฮ็กระบบพวกนั้นได้กระจุยกระจาย…
แต่มันดันฉลาดล้ำไปกว่านั้น ด้วยการสามารถค้นพบช่องโหว่ลึกลับแบบ “zero-day”
1
ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่แม้แต่ทีมผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ต้นทางเองก็ยังไม่เคยรู้ตัวมาก่อน มันเจอถึง 2 รายการเลยทีเดียว…
1
จากนั้นมันก็โชว์ความเหนือชั้น ด้วยการนำช่องโหว่ที่เจอเหล่านั้น
มามัดรวมกันสร้างเป็นชุดการโจมตีแบบต่อเนื่องที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะตามทัน
ลองจินตนาการภาพตามว่ามีคนจับเจ้า “Astra” ไปทดสอบดวลกับเบราว์เซอร์ที่มีระบบป้องกันขั้นเทพ…
สิ่งที่โมเดลตัวนี้ทำก็คือการสแกนหาจุดอ่อนอย่างใจเย็น
จากนั้นก็ค่อยๆ ผสมผสานเทคนิคแพรวพราวสารพัดรูปแบบเข้าจู่โจมระบบรักษาความปลอดภัย…
จนในที่สุดมันก็สามารถแหกคุกดิจิทัลที่เรียกกันว่า “sandbox” ออกมาสู่โลกภายนอกได้สำเร็จ
แถมพอมันหลุดออกมาได้ มันยังสามารถแฝงตัวเข้าไปรันคำสั่งบนเครื่องคอมพิวเตอร์หลักได้อย่างหน้าตาเฉย…
แค่นั้นยังไม่สาแก่ใจ พอทีมงานจับมันไปเจอกับระบบปฏิบัติการที่มีกำแพงป้องกันแน่นหนาสุดๆ ระดับองค์กร
มันก็ยังอุตส่าห์หาทางเจาะเข้าไปเดินเล่นข้างในได้อยู่ดี…
มันใช้วิธีวิเคราะห์และเชื่อมโยงช่องโหว่เล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ เข้าด้วยกัน
จนในที่สุดก็สามารถพังประตูเข้าไปควบคุมระบบในสิทธิ์ระดับสูงสุดที่แฮ็กเกอร์เรียกกันว่า “root access” ได้สำเร็จ…
ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโมเดลภาษาที่ตอบคำถามฉลาดขึ้นนิดๆ หน่อยๆ เหมือนโมเดลรุ่นก่อนๆ ที่เราเคยเห็น
แต่นี่คือการจุติของอสูรกายทางไซเบอร์ตัวจริงเสียงจริง
ที่สามารถคิดหาวิธีโจมตีเครือข่ายระดับโลกได้ด้วยกระบวนการคิดของมันเอง…
เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนน่าจะรู้สึกทึ่งกับความฉลาดล้ำโลกที่หาตัวจับยากของมัน
แต่รู้มั๊ยว่าภายใต้ความอัจฉริยะขั้นสุดนั้น มันมีหายนะระดับโลกบางอย่างกำลังซ่อนตัวอยู่แบบเงียบๆ…
การที่ระบบสามารถคิดหาเหตุผลและวางแผนทุกอย่างภายในตัวมันเอง
โดยไม่ต้องพิมพ์ภาษาอังกฤษออกมาให้เราเห็นแม้แต่ตัวอักษรเดียว
มันกำลังสร้างพายุลูกใหญ่ที่วงการวิจัยเรียกว่าปัญหา “mechanistic interpretability”…
ศัพท์คำนี้แปลเป็นภาษาคนง่ายๆ ก็คือ การที่เราสูญเสียความสามารถในการทำความเข้าใจกลไกการตีความหมายของระบบ
ลองนึกย้อนกลับไปสมัยก่อน เวลาที่โมเดลกำลังวางแผนจะทำอะไรซักอย่าง…
เราในฐานะผู้ควบคุม สามารถแอบอ่านความคิดมันได้ตลอดเวลาผ่านข้อความที่มันพิมพ์ทิ้งไว้บนหน้าจอ
มันเหมือนกับตอนที่เรากำลังแอบดูสมุดทดเลขของเด็กนักเรียนนั่นแหละ
เราเห็นทุกขั้นตอนว่าเขาคิดอะไร เอาเลขอะไรมาบวกกัน…
ถ้าบังเอิญเด็กคนนี้เริ่มเขียนแผนการร้ายหรือคิดสมการชั่วร้ายที่จะไปแฮ็กระบบธนาคาร
มนุษย์อย่างเราที่คอยเฝ้าดูก็จะสามารถรีบวิ่งไปกดปุ่มปิดเครื่อง ตัดไฟ เพื่อหยุดการทำงานได้ทันเวลา…
แต่ลองคิดดูว่าพอเทคนิค “recurrent depth” ถูกนำมาใช้งานจริงในสเกลที่ใหญ่ขึ้น
โมเดลจะเริ่มประมวลผลข้อมูลพารามิเตอร์จำนวนมหาศาลซ้ำไปซ้ำมา
ทุกอย่างเกิดขึ้นในรูปแบบของรหัสตัวเลขสุดซับซ้อนที่วิ่งวนอยู่ในระบบปิด…
ถึงตอนนั้นมนุษย์จะกลายเป็นคนตาบอด เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าลึกๆ แล้วในสมองกลของมันกำลังแอบคิดอะไรอยู่
มันอาจจะกำลังวางแผนช่วยโลก หรือกำลังวางแผนยึดโลกอยู่ก็ไม่มีใครตอบได้…
กว่าเราจะรู้ตัวอีกที มันก็อาจจะตัดสินใจพิมพ์คำตอบสุดท้ายออกมาบนหน้าจอให้เราดูแล้ว
แต่พร้อมๆ กันนั้น ระบบฐานข้อมูลความมั่นคงระดับชาติก็อาจจะถูกเจาะทะลวงดูดข้อมูลไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน…
ความสามารถในการพรางความคิดและซ่อนความลับนี้เอง ที่ทำให้คำทำนายในเอกสาร AI 2027 กลับมาดูน่ากลัวและหลอกหลอนผู้คนในวงการ
การที่เครือข่ายประสาทเทียมสามารถคุยกับตัวเองได้ด้วยภาษาที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจ…
นั่นหมายความว่ามันกำลังสร้างโลกส่วนตัวใบใหม่ กำลังสร้างอารยธรรมดิจิทัลที่เราไม่มีวันเข้าไปแทรกแซงได้อีกต่อไป
นี่อาจจะเป็นเส้นแบ่งหรือจุดตัดสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ที่บ่งบอกว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือหรือลูกมือคอยช่วยงานมนุษย์อีกต่อไปแล้ว…
แต่มันกำลังค่อยๆ วิวัฒนาการตัวเองเงียบๆ ไปสู่รูปแบบสติปัญญาที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าพอข่าวหลุดเรื่องนี้เริ่มแพร่กระจายออกไป มันก็สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ต
ร้อนถึงระดับผู้บริหารสูงสุดต้องออกโรง…
Jakub Pachocki ซึ่งเป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ระดับบิ๊กบอสของ OpenAI
ต้องรีบออกมาดับไฟดราม่าที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็ว
เขาออกมาชี้แจงผ่านพื้นที่โซเชียลมีเดียว่าทุกคนควรจะสูดหายใจลึกๆ แล้วใจเย็นๆ กันก่อน…
เขาบอกว่าข่าวลือที่ปลิวว่อนกันไปทั่วนั้นกำลังถูกตีไข่ใส่สีจนสร้างความสับสน
และมันอาจจะไปกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ไร้การควบคุมได้
เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า โครงสร้างของ “Astra” ไม่ได้แหกคอกหรือฉีกกฎเกณฑ์ไปจากโมเดลรุ่นเก่าเวอร์วังขนาดนั้น…
แถมบริษัทยังคงหยิบยกประเด็นเรื่องความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง
พวกเขายังให้ความสำคัญแบบสุดๆ กับการรักษาระบบที่เปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถตรวจสอบกระบวนการคิดของระบบได้เสมอ
นอกจากนี้ยังมีแหล่งข่าววงในแอบกระซิบรายงานเพิ่มเติมมาด้วย…
ทางบริษัทรู้ดีถึงความอันตราย เลยจงใจจำกัดเพดานการใช้งานเทคนิคนี้เอาไว้
เพื่อเป็นการบังคับให้โมเดลยังคงต้องคายตัวอักษรภาษาอังกฤษออกมาให้มากพอ
เพื่อที่ทีมวิจัยระดับหัวกะทิจะสามารถตามแกะรอยและตรวจสอบความคิดของมันได้ทัน…
เอาจริงๆ ในมุมของนักธุรกิจและนักวิจัย พวกเขาก็คงไม่อยากเอาบริษัทไปเสี่ยง
คงไม่มีใครอยากปล่อยสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวที่ไม่มีใครหน้าไหนควบคุมได้ออกสู่พื้นที่สาธารณะหรอก
แต่ถึงจะมีการออกมายืนยันนั่งยัน นอนยันแบบนั้น…
ความจริงหนึ่งประการที่เราทุกคนหนีไม่พ้นก็คือ
กระบวนการตรวจสอบความคิดของระบบอัจฉริยะพวกนี้ มันเริ่มมีความเปราะบางและมีช่องโหว่มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน
เทคโนโลยีมันพัฒนาไปไกลกว่าเครื่องมือที่เรามีไว้ใช้ตรวจสอบมันแล้ว…
คำถามสำคัญที่สุดที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตของมนุษยชาติในยุคดิจิทัลก็คือ
บรรดาบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่มีเงินทุนมหาศาลทั้งหลาย
พวกเขาจะยอมเฉือนความโปร่งใสทิ้งไปมากแค่ไหน เพื่อแลกกับการได้มาซึ่งประสิทธิภาพที่สูงปรี๊ดเหนือคู่แข่ง…
พวกเขาพร้อมจะเอาตัวบริษัทและความเชื่อมั่นของโลกไปเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายระดับล้านล้านดอลลาร์มั๊ย
ถ้าเกิดว่าแจ็คพอตแตก วันนึงโมเดลสุดอัจฉริยะพวกนี้เกิดคึก
และแอบเรียนรู้ที่จะไปแฮ็กระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศโดยที่ไม่มีใครไปออกคำสั่ง…
ในอีกมุมนึง เราก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่า
การพยายามเพิ่มความฉลาดให้ระบบ ด้วยการบังคับให้คอมพิวเตอร์ต้องคิดนานๆ ผ่านการพิมพ์ข้อความยืดยาวแบบเดิมๆ
มันอาจจะกำลังเดินมาถึงทางตันแล้วจริงๆ…
ธรรมชาติของการประมวลผลข้อมูลด้วยรหัสตัวเลขและการคำนวณอันซับซ้อน
มันย่อมมีประสิทธิภาพพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดได้ ก็ต่อเมื่อมันไม่ถูกตีกรอบหรือถูกล่ามโซ่ไว้ด้วยข้อจำกัดของภาษามนุษย์…
การที่เรากล้าก้าวออกจากข้อจำกัดเดิมๆ อาจจะเป็นเพียงเส้นทางเดียวที่เหลืออยู่
ที่จะพาวงการนี้ทะลุขีดจำกัดไปสู่อนาคตที่ไม่มีใครจินตนาการถึง
แต่มันก็เป็นเส้นทางคู่ขนานที่ต้องแลกมาด้วยการที่เราต้องค่อยๆ ยอมปล่อยมือจากการควบคุมทีละนิด…
แล้วลองคิดดูสิครับว่า ถ้าวันนึงมาถึง วันที่โมเดลอัจฉริยะเหล่านี้เก่งกาจเสียจนไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาษามนุษย์ในการคิดอีกต่อไป
วันนั้นมนุษย์อย่างเราอาจจะต้องกลับมานั่งล้อมวงจับเข่าคุยกัน
แล้วตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังว่า…
สรุปแล้วที่ผ่านมา มนุษย์เรากำลังทุ่มเทสร้างเครื่องมือเพื่อมารับใช้อำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
หรือในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังเผลอสร้างเผ่าพันธุ์ใหม่
เผ่าพันธุ์ที่เก่งกว่า ทรงพลังกว่า แถมยังมีภาษาและระบบความคิดสุดซับซ้อนเป็นของตัวเองกันแน่…
References : [openai, theinformation, techcrunch, wired, bloomberg]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/goodbye-human-language/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา