6 ก.ย. เวลา 03:41 • ประวัติศาสตร์
BangkokThailand

เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เทียบท่าไทยพร้อมคำแถลงว่าไทยคือ "treaty ally" หนึ่งเดียวในภูมิภาค

วันที่ 1 กันยายน 2569 กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตี USS Abraham Lincoln ของกองทัพเรือสหรัฐฯ เทียบท่าที่แหลมฉบัง หลังปฏิบัติการในทะเลต่อเนื่องยาวนานถึง 286 วัน แถลงการณ์ทางการของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เผยแพร่ในโอกาสนั้นระบุประโยคหนึ่งที่ฟังดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มาก นั่นคือ "ไทยยังเป็นพันธมิตรตามสนธิสัญญาเพียงหนึ่งเดียวของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แผ่นดินใหญ่" พร้อมย้ำว่าความสัมพันธ์นี้ยาวนานถึง 193 ปี
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
ตัวเลข 193 ปีนี้ไม่ใช่คำพูดเกินจริงหรือวาทศิลป์ที่แต่งขึ้นเพื่อประกอบพิธีการทางทหารให้ดูขลังขึ้นแต่อย่างใด แต่นับย้อนไปถึงปี 2376 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสนธิสัญญาฉบับแรกระหว่างสยามกับสหรัฐฯ คำถามที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ตลอด 193 ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์นี้เดินทางผ่านอะไรมาบ้าง และทำไมมันถึงยังคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ในบางช่วงเวลาความสัมพันธ์นี้เกือบจะขาดสะบั้นไปแล้วจริงๆ
การเข้าใจประวัติศาสตร์นี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะคำว่า "treaty ally" ที่ฟังดูเป็นสถานะถาวรตายตัว แท้จริงแล้วผ่านการทดสอบและต่อรองใหม่หลายครั้งตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา ไทยเป็นชาติเอเชียชาติแรกที่ทำสนธิสัญญาทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสหรัฐฯ เร็วกว่าจีนถึง 11 ปี และเร็วกว่าญี่ปุ่นถึง 21 ปี นี่คือความสัมพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุดที่สหรัฐฯ มีกับชาติใดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก่อนจะมีสนธิสัญญากับสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ สยามในยุคนั้นก็ใช้แนวทางการทูตที่ชาญฉลาดมาแล้วเพื่อรักษาเอกราชท่ามกลางมหาอำนาจล่าอาณานิคม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเจรจากับเซอร์จอห์น เบาว์ริง ทูตอังกฤษที่เดินทางมาถึงในปี 2398 ด้วยภาษาอังกฤษที่คล่องแคล่วและความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ตะวันตกที่ลึกซึ้ง สร้างความประทับใจจนทำให้สยามได้รับการปฏิบัติในฐานะคู่เจรจาที่มีอำนาจอธิปไตย
ต่างจากพม่าที่ถูกบังคับให้ยกดินแดนสี่มณฑลและจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามมหาศาล ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายปฏิรูปประเทศให้ดูทันสมัยแบบตะวันตกอย่างจริงจัง ทั้งระบบศาลและกฎหมายแพ่ง การศึกษา การเลิกทาส และการสร้างอัตลักษณ์ "ความเป็นไทย" ให้เป็นหนึ่งเดียว แม้จะต้องยอมเสียดินแดนรอบนอกให้ฝรั่งเศสและอังกฤษไปถึงราว 40% ระหว่างปี 2436-2452
แต่ก็ทรงเลือกปกป้องดินแดนใจกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาไว้ได้สำเร็จ กลยุทธ์ยอมเสียบางส่วนเพื่อรักษาแก่นไว้นี้เอง ที่ทำให้สยามเป็นชาติเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติใด และเป็นรากฐานของแนวคิดการทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" ที่ไทยยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้
แต่ความเก่าแก่ไม่ได้แปลว่าราบรื่นตลอดมา ในทางตรงข้าม ความสัมพันธ์นี้เคยเฉียดจุดแตกหักมาแล้วอย่างน้อยสองครั้งใหญ่ๆ ครั้งหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่สองที่ไทยอยู่ฝ่ายเดียวกับญี่ปุ่นในทางเทคนิค และอีกครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่ไทยเอนเอียงเข้าหาจีนมากขึ้นเรื่อยๆ จนนักวิเคราะห์ต่างประเทศเริ่มตั้งคำถามเปิดเผยว่าสถานะ "พันธมิตร" นี้ยังมีความหมายจริงแค่ไหน การไล่เรียงประวัติศาสตร์นี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องเล่าย้อนอดีต แต่ช่วยให้เข้าใจข่าวปัจจุบันอย่างกองเรือที่เพิ่งเทียบท่าได้ลึกซึ้งขึ้นมาก
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
2361-2376 (1818-1833) จุดเริ่มต้น ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เริ่มต้นอย่างไม่เป็นทางการในปี 2361 เมื่อกัปตันเรือสินค้าอเมริกันนำจดหมายจากประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร มาถึงราชสำนักสยาม ก่อนจะเป็นทางการจริงจังในปี 2376 เมื่อเอ็ดมันด์ โรเบิร์ตส์ ทูตของประธานาธิบดีแอนดรูว์ แจ็กสัน ลงนามในสนธิสัญญาไมตรีและการพาณิชย์กับสยาม เมื่อวันที่ 20 มีนาคม สนธิสัญญาฉบับนี้ทำให้สยามกลายเป็นชาติเอเชียชาติแรกที่มีข้อตกลงทางการทูตอย่างเป็นทางการกับสหรัฐฯ ตามมาด้วยสนธิสัญญาฉบับที่สองในปี 2399 (1856)
ที่เจรจาโดยทาวน์เซนด์ แฮร์ริส ซึ่งให้สิทธิสภาพนอกอาณาเขตแก่พลเมืองอเมริกันในสยาม สตีเฟน แมตตูน ได้รับแต่งตั้งเป็นกงสุลสหรัฐฯ คนแรกประจำสยามในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น วางรากฐานให้มีตัวแทนทางการทูตของสหรัฐฯ ประจำอยู่ในสยามอย่างต่อเนื่องนับแต่นั้นมา ความสัมพันธ์ในยุคแรกนี้เน้นหนักไปทางการค้าและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ยังไม่มีมิติด้านความมั่นคงทางทหารเข้ามาเกี่ยวข้องแบบที่เห็นในภายหลัง
2485 (1942) จุดเปลี่ยนที่ไม่มีใครคาดคิด ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 แต่จุดพลิกผันสำคัญเกิดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน เมื่อ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ในขณะนั้น
ตัดสินใจไม่ยอมนำคำประกาศสงครามไปยื่นต่อรัฐบาลสหรัฐฯ การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้สหรัฐฯ ไม่เคยประกาศสงครามกับไทยอย่างเป็นทางการเลยตลอดสงคราม ม.ร.ว.เสนีย์ ซึ่งเป็นขุนนางอนุรักษนิยมที่มีประวัติต่อต้านญี่ปุ่นอย่างชัดเจนอยู่แล้ว อาศัยสถานะที่คลุมเครือนี้จัดตั้งขบวนการเสรีไทยร่วมกับหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ หรือ Office of Strategic Services โดยชักชวนนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในอเมริกาให้เข้าร่วมฝึกและทำงานใต้ดิน
ทั้งการส่งข่าวกรอง การลักลอบขนอาวุธ และการประสานงานกับขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นภายในประเทศไทยเอง จนเมื่อสงครามสิ้นสุดลง มีคนไทยกว่า 50,000 คนที่ผ่านการฝึกและติดอาวุธเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นภายใต้ขบวนการนี้ ผลลัพธ์คือเมื่อเจรจาสันติภาพหลังสงคราม สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อไทยในฐานะพันธมิตร
ไม่ใช่ศัตรูที่พ่ายแพ้ ต่างจากอังกฤษที่เรียกร้องค่าปฏิกรรมสงครามเป็นข้าวสาร และฝรั่งเศสที่ขัดขวางไม่ให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติจนกว่าจะคืนดินแดนอินโดจีนที่ยึดไว้ การตัดสินใจของคนคนเดียวในช่วงเวลาวิกฤตครั้งนั้น จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่กำหนดทิศทางความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ ไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า
2497 (1954) จุดเริ่มต้นของคำว่า "treaty ally" หลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น ไทยเข้าร่วมองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEATO ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากสนธิสัญญามะนิลาในปี 2497 นี่คือจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของสถานะ "treaty ally" ที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงอ้างถึงในปี 2569 ไทยกลายเป็นแนวหน้าสำคัญของสหรัฐฯ ในการต้านทานการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของไทยซึ่งอยู่ติดกับลาวและกัมพูชาที่กำลังเผชิญความขัดแย้งภายใน ทำให้สหรัฐฯ มองไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดจุดหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคสงครามเย็น ไม่ต่างจากที่เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในเอเชียตะวันออก
2505 (1962) การยืนยันคำมั่นซ้ำ เมื่อ SEATO เริ่มถูกมองว่ามีข้อจำกัดในการรับประกันความมั่นคงร่วมอย่างแท้จริง ไทยกับสหรัฐฯ จึงออกแถลงการณ์ร่วมถนัด-รัสก์ ในเดือนมีนาคม 2505 แม้จะไม่ใช่สนธิสัญญาอย่างเป็นทางการ แต่เนื้อหาระบุคำมั่นของสหรัฐฯ ที่จะช่วยเหลือทางทหารแก่ไทยหากถูกรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นการเสริมความแน่นแฟ้นให้กับพันธะที่มีอยู่เดิมภายใต้ SEATO
2508-2519 (1965-1976) ยุคทองของความร่วมมือทางทหาร ช่วงสงครามเวียดนามคือจุดสูงสุดของความร่วมมือทางทหารไทย-สหรัฐฯ อย่างแท้จริง สหรัฐฯ เริ่มสร้างฐานทัพอากาศอู่ตะเภาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2508 รันเวย์ยาว 11,000 ฟุตเปิดใช้งานได้ในเดือนกรกฎาคม 2509 และหลังการเจรจากับรัฐบาลไทยในต้นปี 2510 เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ชุดแรกก็มาถึงในเดือนเมษายนปีเดียวกัน
ภายใต้ปฏิบัติการ Arc Light เครื่องบิน B-52 จากอู่ตะเภาบินปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดกว่า 35,000 เที่ยวบินระหว่างปี 2510-2513 และในช่วงปฏิบัติการ Linebacker ปลายปี 2515 มี B-52 ประจำการที่นั่นมากถึง 51 ลำ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นไทยยังส่งกำลังพลไปร่วมรบในเวียดนามใต้ กลายเป็นประเทศที่ส่งกำลังภาคพื้นดินไปช่วยเวียดนามใต้มากเป็นอันดับสาม และมีทหารอเมริกันประจำการอยู่ในไทยสูงสุดถึงราว 50,000 นายในช่วงพีค หลังข้อตกลงสันติภาพปารีสในเดือนมกราคม 2516 ปฏิบัติการทางทหารก็ค่อยๆ ลดลง
จนฐานทัพอู่ตะเภาถูกส่งคืนให้รัฐบาลไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 13 มิถุนายน 2519 ช่วงเวลานี้ไม่ได้ทิ้งไว้แค่ร่องรอยทางทหาร แต่ยังเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจและสังคมไทยไปไม่น้อย เมืองอย่างพัทยาและอุดรธานีเติบโตขึ้นจากการรองรับทหารอเมริกันที่มาพักผ่อนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ธุรกิจบันเทิงและบริการขยายตัวอย่างรวดเร็วรอบฐานทัพต่างๆ ทั่วประเทศ ผลกระทบเหล่านี้ทั้งด้านบวกและด้านลบยังคงเป็นหัวข้อที่นักประวัติศาสตร์ไทยถกเถียงกันมาจนถึงปัจจุบัน
2520 (1977) SEATO ยุบตัวแต่พันธะยังอยู่ จุดที่คนจำนวนมากเข้าใจผิดคือคิดว่าเมื่อ SEATO ยุบองค์กรไปในปี 2520 สถานะพันธมิตรตามสนธิสัญญาของไทยก็สิ้นสุดไปด้วย แต่ความจริงคือพันธะทวิภาคีระหว่างไทย-สหรัฐฯ ภายใต้สนธิสัญญามะนิลายังคงมีผลอยู่ ไม่ได้ยุติไปพร้อมกับองค์กร SEATO ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯ ยังคงเรียกไทยว่า "treaty ally" มาจนถึงปัจจุบัน
2525 (1982) การฝึกร่วมที่กลายเป็นสถาบัน ความร่วมมือทางทหารเปลี่ยนรูปแบบจากการปฏิบัติการรบจริงมาเป็นการฝึกร่วมประจำปีที่ชื่อ Cobra Gold เริ่มต้นในปี 2525 ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ สองประเทศ ก่อนจะขยายตัวจนกลายเป็นการฝึกทางทหารพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ในปี 2563 มีชาติเข้าร่วมมากถึง 27 ประเทศทั้งในฐานะผู้ร่วมฝึกหลักและผู้สังเกตการณ์ และในปี 2558 มีกำลังพลเข้าร่วมมากกว่า 13,000 นาย Cobra Gold ยังมีบทบาทสำคัญด้านมนุษยธรรม
เคยถูกใช้ประสานงานช่วยเหลือภัยพิบัติหลังเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดียปี 2547 และปฏิบัติการบรรเทาทุกข์หลังพายุไต้ฝุ่นไห่เยี่ยนถล่มฟิลิปปินส์ในปี 2556 ด้วย การฝึกร่วมในช่วงหลังยังพัฒนาไปไกลกว่าการซ้อมรบแบบดั้งเดิม มีทั้งการฝึกเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการทดลองใช้เทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงอย่างเครื่องบินขับไล่ F-35B และระบบอาวุธ HIMARS ในสนามฝึกที่ไทยด้วย สะท้อนว่าแม้บริบททางการเมืองจะผันผวน แต่ความร่วมมือด้านการฝึกทหารระดับปฏิบัติการยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น
2546 (2003) การยกระดับอย่างเป็นทางการ ในเดือนธันวาคม 2546 สหรัฐฯ ประกาศยกระดับสถานะไทยขึ้นเป็น "พันธมิตรนอกกลุ่มนาโตที่สำคัญ" หรือ Major Non-NATO Ally ซึ่งเป็นการยืนยันความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยอีกครั้งในรูปแบบที่เป็นทางการยิ่งขึ้น
2549-2568 (2006-2025) ยุคแห่งความสั่นคลอน สองทศวรรษหลังนี้คือช่วงที่ความสัมพันธ์ถูกทดสอบหนักที่สุด รัฐประหารในไทยเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้สหรัฐฯ ระงับความช่วยเหลือทางทหารมูลค่า 29 ล้านดอลลาร์ทันที ตามมาด้วยรัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ จอห์น เคร์รี ออกแถลงการณ์ว่าเหตุการณ์นี้ "จะส่งผลกระทบทางลบต่อความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะกับกองทัพไทย" สหรัฐฯ ลดจำนวนกำลังพลที่ส่งเข้าร่วม Cobra Gold จาก 4,300 นายเหลือ 3,600 นายในปีถัดมา
ขณะเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา จีนก็ค่อยๆ กลายเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทย งบประมาณทางทหารไทยเริ่มมีเรือดำน้ำและยานเกราะจากจีนปะปนอยู่มากขึ้น พร้อมกับการฝึกร่วมทางเรือกับจีนที่ขยายตัวต่อเนื่อง ตัวเลขที่สะท้อนแนวโน้มนี้ชัดที่สุดคือความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ ที่ลดฮวบจาก 106 ล้านดอลลาร์ในปี 2566 เหลือเพียง 8 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ปี 2568 ยังมีจุดตึงเครียดเพิ่มเติม
เมื่อสถานทูตสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนความปลอดภัยหลังไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนในเดือนกุมภาพันธ์ ตามด้วยมาตรการจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่ไทยบางคนในเดือนมีนาคม และในเดือนกรกฎาคมสหรัฐฯ ยังขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยสูงถึง 36% ก่อนไทยจะเสนอลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เหลือศูนย์เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ผลสำรวจของ Pew Research ที่เผยแพร่กลางปี 2569 ซึ่งครอบคลุม 36 ประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย สะท้อนแนวโน้มที่ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในสายตาประชาคมโลกลดลงต่อเนื่อง
สวนทางกับผลสำรวจของ Gallup เมื่อกว่าทศวรรษก่อนหน้านั้นที่คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เคยให้คะแนนบทบาทผู้นำของสหรัฐฯ ในระดับที่สูงกว่านี้มาก ท่ามกลางแนวโน้มนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ยังพยายามประคับประคองความสัมพันธ์ไว้ไม่ให้ขาดสะบั้น ในปี 2565 ไทยกับสหรัฐฯ ลงนามแถลงการณ์ร่วมยกระดับเป็น "พันธมิตรทางยุทธศาสตร์และหุ้นส่วน" อีกครั้งหนึ่ง
สะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายยังต้องการรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้ในทางเป็นทางการ แม้ตัวเลขความช่วยเหลือทางทหารและแนวโน้มความคิดเห็นสาธารณะจะบอกเล่าเรื่องราวที่ต่างออกไปก็ตาม เรื่องข้าวก็ยังเป็นความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจอีกประเด็นหนึ่งระหว่างสองประเทศ เพราะประชากรไทยเกือบสองในสามพึ่งพาอาชีพทำนาข้าวโดยตรงหรือโดยอ้อม ย้อนไปในทศวรรษ 1980 นโยบายอุดหนุนการส่งออกข้าวของสหรัฐฯ เคยสร้างแรงเสียดทานกับเกษตรกรไทยมาแล้ว
แม้ในเวทีองค์การการค้าโลกยุคหลัง ไทยกับสหรัฐฯ จะเคยอยู่ฝ่ายเดียวกันในการคัดค้านนโยบายอุดหนุนข้าวของประเทศอื่นมากกว่าจะเป็นคู่ขัดแย้งกันเอง
2569 (2026) กองเรือที่กลับมา ท่ามกลางบริบทความสัมพันธ์ที่สั่นคลอนนี้เอง การที่ USS Abraham Lincoln เทียบท่าไทยในเดือนกันยายน 2569 พร้อมแถลงการณ์ย้ำสถานะ "treaty ally" จึงมีน้ำหนักมากกว่าพิธีการทางทหารทั่วไป มันคือความพยายามของฝ่ายสหรัฐฯ ที่จะตอกย้ำความสัมพันธ์ที่มีอายุ 193 ปี
ในช่วงเวลาที่ความไว้วางใจระหว่างสองประเทศกำลังถูกท้าทายจากทั้งการเมืองภายในไทยและแรงดึงดูดจากจีนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การเลือกใช้คำว่า "treaty ally" อย่างเจาะจงในแถลงการณ์ทางการ แทนที่จะใช้คำทั่วไปอย่าง "partner" หรือ "friend" จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการเลือกใช้ภาษาทางการทูตที่มีน้ำหนักเชิงประวัติศาสตร์และกฎหมายรองรับอย่างจงใจ ในจังหวะเวลาที่ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการส่งสัญญาณต่อกันและต่อภูมิภาคว่าความสัมพันธ์นี้ยังคงมีความหมายอยู่
ประวัติศาสตร์ 193 ปีนี้สอนบทเรียนสำคัญอย่างน้อยสามข้อที่ผู้อ่าน OnTheBridge นำไปปรับใช้ทำความเข้าใจข่าวสารปัจจุบันได้
ข้อแรกคือ พันธมิตรที่ดูมั่นคงที่สุดในสายตาคนทั่วไป แท้จริงแล้วไม่เคยเดินเป็นเส้นตรง ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐฯ เคยเฉียดจุดแตกหักในสงครามโลกครั้งที่สอง เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดในสงครามเวียดนาม และกำลังผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดในรอบหลายทศวรรษขณะนี้ การมองประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงควรมองเป็นเส้นทางที่ขึ้นลงตลอดเวลา ไม่ใช่สถานะนิ่งที่คงอยู่ตลอดไปเพียงเพราะเคยเซ็นสนธิสัญญาไว้
ข้อสองคือ การตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวในจังหวะเวลาที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนทิศทางประวัติศาสตร์ทั้งประเทศได้ เรื่องราวของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่ปฏิเสธนำคำประกาศสงครามไปยื่นต่อสหรัฐฯ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าบางครั้งชะตากรรมของประเทศไม่ได้ถูกกำหนดโดยกองทัพหรือผู้นำสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่อาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนคนหนึ่งในตำแหน่งที่ถูกที่ถูกเวลา
ข้อสามคือ ยุทธศาสตร์การทูตแบบ "ไผ่ลู่ลม" ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูทางการทูต แต่คือแนวทางที่ไทยใช้จริงมาตลอดสองศตวรรษ ตั้งแต่การรักษาเอกราชในยุคล่าอาณานิคมด้วยการเจรจาต่อรองกับทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส มาจนถึงการรักษาสถานะพันธมิตรกับสหรัฐฯ ไปพร้อมกับการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนในปัจจุบัน การเข้าใจแนวทางนี้ช่วยให้อ่านข่าวการทูตไทยในอนาคตได้อย่างมีบริบทมากขึ้น แทนที่จะตัดสินทุกความเคลื่อนไหวว่าเป็นการเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเด็ดขาด
ข้อสี่ซึ่งเชื่อมโยงกับสามข้อแรก คือการสังเกตว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนมากนัก มันต้องอาศัยการลงทุนความไว้ใจอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่พิธีการหรือเอกสารสนธิสัญญาที่เซ็นไว้ครั้งเดียวแล้วจบ ตัวเลขความช่วยเหลือทางทหารที่ลดฮวบ ผลสำรวจความคิดเห็นที่พลิกจากบวกเป็นลบ และการที่ไทยหันไปกระชับสัมพันธ์กับจีนมากขึ้น
ล้วนเป็นสัญญาณเดียวกันว่าความไว้ใจระหว่างสองประเทศกำลังถูกสั่นคลอนจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้อ่านที่ติดตามข่าวต่างประเทศจึงควรจับตาดูว่าทั้งสองฝ่ายจะเลือกลงทุนกับความสัมพันธ์นี้ต่อไปอย่างไรในทศวรรษข้างหน้า มากกว่าจะด่วนสรุปจากพิธีการเทียบท่าเรือครั้งเดียวว่าทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้ว
เมื่อกองเรือรบลำใหญ่แล่นเข้ามาเทียบท่าพร้อมคำแถลงสวยหรูเรื่องพันธมิตร 193 ปี สิ่งที่ควรอยู่เบื้องหลังความรู้สึกภาคภูมิใจนั้นคือความเข้าใจว่าความสัมพันธ์นี้ไม่เคยได้มาฟรีๆ และไม่มีอะไรรับประกันว่าจะคงอยู่ต่อไปอีก 193 ปีข้างหน้า หากทั้งสองฝ่ายไม่เลือกที่จะรักษามันไว้อย่างตั้งใจในทุกยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่นเดียวกับที่ ม.ร.ว.เสนีย์ เคยเลือกในวันหนึ่งเมื่อ 84 ปีก่อน และเช่นเดียวกับที่ผู้นำไทยและสหรัฐฯ ในรุ่นต่อๆ มาต้องเลือกซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
แหล่งอ้างอิงหลัก
  • DVIDS: Abraham Lincoln Carrier Strike Group arrives in Thailand
  • U.S. Department of State: U.S. Security Cooperation With Thailand
  • Wikipedia: Thailand–United States relations
  • Wikipedia: Siamese–American Treaty of Amity and Commerce
  • Wikipedia: Free Thai Movement
  • Wikipedia: Thanat–Rusk communiqué
  • Wikipedia: U-Tapao Royal Thai Navy Airfield
  • Wikipedia: Cobra Gold
  • Defense News: Thailand's tilt toward China tests treaty alliance with US
  • Navy Times: USS Abraham Lincoln to dock in Thailand next week
เขียนโดย: P.Kunyabut (วางแนวคิด เรียบเรียงและตรวจสอบข้อเท็จจริง) ร่วมกับ Claude (Anthropic) ในบทบาทผู้ช่วยร่างและเรียบเรียง ภาพประกอบบทความ Hermes/Gemini
โฆษณา