Ep. 5: อยุธยาอีกฝั่งหนึ่ง: เผยความจริงเรื่อง "ความย้อนแย้งของการจัดการน้ำด้วยวิธีธรรมชาติ (NBS Paradox)" เมื่อผืนนาต้องแบกความเสี่ยงแทนเมืองใหญ่

เมื่อเข้าสู่หน้าฝน ภาพจำของคนนอกที่มีต่อทุ่งนาฝั่งตะวันตกของอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นอำเภอบางบาล ผักไห่ เสนา หรือลาดบัวหลวง ก็คือภาพของ “ทุ่งรับน้ำ” อันกว้างใหญ่ไพศาล ผืนน้ำที่ท่วมขังข้ามเดือนดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แต่ในมุมมองของนักวิชาการและการจัดการน้ำยุคใหม่ ผืนดินฝั่งตะวันตกไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่น้ำท่วมตามธรรมชาติอีกต่อไป หากแต่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “Large-Scale Nature-Based Solutions (LS-NBS)” หรือโครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่มีบทบาทสำคัญในการตัดยอดน้ำหลากนับพันล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อปกป้องเกาะเมืองอยุธยา นิคมอุตสาหกรรม และกรุงเทพมหานคร
ทว่า... ใต้เงาของการปกป้องเศรษฐกิจระดับประเทศ กลับซ่อนปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “NBS Paradox” หรือ “ความย้อนแย้งของมาตรการจัดการน้ำด้วยวิธีธรรมชาติ” เอาไว้
1. NBS Paradox: เมื่อความปลอดภัยของเมือง เกิดจากการโอนย้ายความเสี่ยง
การกำหนดให้พื้นที่เกษตรกรรมฝั่งตะวันตก (เช่น ทุ่งเจ้าเจ็ด) เป็นพื้นที่รับน้ำกักเก็บน้ำคือการ "โอนย้ายความเสี่ยงทางไฮโดรโลจี" จากเมืองและเขตเศรษฐกิจ มาวางไว้บนไหล่ของเกษตรกรและชุมชนชนบท
• น้ำขังนานขึ้น: จากเดิมที่น้ำท่วมขังตามธรรมชาติเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ภายใต้ระบบการบริหารจัดการน้ำรวมศูนย์ น้ำกลับถูกกักขังอยู่ในทุ่งยาวนานขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึง 3–4 เดือน (ตั้งแต่กันยายน ถึง ธันวาคม หรือยาวไปถึงมกราคมในปียอดน้ำมาก)
• เสียโอกาสทำนาปรัง: การที่น้ำขังยาวนานเกินไป ทำให้รอบการปลูกข้าว (Agricultural Calendar) ของเกษตรกรชะงัก เกษตรกรต้องสูญเสียโอกาสในการทำนาปรังรอบแรกไปโดยปริยาย
2. ภาระที่ถูกซ่อนไว้: ค่าน้ำมันสูบน้ำ และเงินเยียวยาที่ไม่ครอบคลุม
หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อน้ำท่วม รัฐก็มีเงินชดเชยภัยพิบัติให้อยู่แล้ว... แต่ในความเป็นจริง การรับน้ำเพื่อชาติ มีต้นทุนที่ซ่อนอยู่มากกว่านั้น
• เงินชดเชยที่มองข้าม: ระบบราชการปัจจุบันยังคงจัดประเภทการผันน้ำเข้าทุ่งรับน้ำว่าเป็น "ภัยพิบัติธรรมชาติทั่วไป" (Reactive Disaster Relief) ซึ่งคำนวณเงินช่วยเหลือเพียงน้อยนิด และไม่ครอบคลุมค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจริงจากการหยุดทำนา
• เกษตรกรต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง: เมื่อถึงช่วงปลายปีในเดือนธันวาคมที่น้ำในแม่น้ำสายหลักเริ่มลดลง แต่น้ำในทุ่งยังคงขังอยู่ เกษตรกรรายย่อยต้องระดมทุนซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อตั้งเครื่องสูบน้ำออกจากนาตัวเองเข้าสู่คลองชลประทาน เร่งเตรียมดินสำหรับรอบการปลูกรอบถัดไป
ต้นทุนค่าน้ำมันสูบน้ำและการเร่งระบายน้ำนี้ เกษตรกรต้องแบกรับเองทั้งหมด ทั้งที่น้ำเหล่านั้นถูกผันเข้ามาขังไว้เพื่อปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจเมืองและนิคมอุตสาหกรรม
3. จาก “ผู้ประสบภัย” สู่ “ผู้เสียสละที่ต้องได้รับการคืนศักดิ์ศรี”
การที่ชาวนาฝั่งตะวันตกอดทน ปรับตัว จาก "ชาวนา" สู่ "ชาวน้ำ" ใช้ชีวิตอยู่กับเรือและน้ำท่วมขังปีแล้วปีเล่า มักถูกมองว่าเป็นเรื่องของ "ความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้" จนทำให้ภาครัฐและสังคมมองข้ามความจำเป็นในการเข้าไปชดเชยอย่างเป็นธรรม
การเล่าเรื่อง "อยุธยาอีกฝั่ง" ของเพจในวันนี้ ไม่ใช่การขอความสงสาร แต่คือการ ชี้ให้เห็นคุณค่าที่ถูกมองข้าม ดินผืนนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ผลิตข้าวป้อนปากท้องคนในชาติ แต่ทำหน้าที่เป็น "โล่รับน้ำ" (Hydrological Buffer) ปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด
ถ้าคุณสนใจเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำในเรื่องการจัดการน้ำในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ และความเสี่ยงในอนาคตของห่วงโซ่อุปทานอาหารของไทยบนเวทีการค้าโลก กดติดตามอ่านเรื่องราวอยุธยาอีกฝั่งในตอนต่อไป
#อยุธยาอีกฝั่ง #ทุ่งรับน้ำ #NBSParadox #บางบาล #ผักไห่ #เสนา #ลาดบัวหลวง #ธรรมาภิบาลน้ำ #อยุธยาฝั่งตะวันตก #Blockdit
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
• Hongsprabhas, P. (2026, April 8). Distribution of risk and ecosystem service in flood-retention zones of Thailand. FFTC Agricultural Policy Platform. https://ap.fftc.org.tw/article/3937
• Vojinovic, Z., Alves, A., Gómez, J. P., Weesakul, S., Keerakamolchai, W., Meesuk, V., & Sanchez, A. (2021). Effectiveness of small- and large-scale Nature-Based Solutions for flood mitigation: The case of Ayutthaya, Thailand. Science of The Total Environment, 789, Article 147725. https://doi.org/10.1016/j.scitotenv.2021.147725

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา