7 ก.ย. เวลา 05:39 • เกม

มหากาพย์ Tetris ชายผู้สร้างเกมพันล้าน แต่ไม่ได้เงินแม้แต่แดงเดียว

เริ่มแรกเราต้องย้อนกลับไปดูจุดกำเนิดกันก่อนนะครับ
เพราะเอาจริงๆ แค่วันเกิดของเกมนี้ชาวโลกก็ยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น
ชายผู้ให้กำเนิดเกมระดับตำนานคนนี้มีชื่อว่า Alexey Pajitnov
ช่วงกลางยุค 80 บรรยากาศในกรุงมอสโกเต็มไปด้วยความอึมครึม
แต่ชายหนุ่มคนนี้กำลังตั้งใจทำงานเป็นนักวิจัยอยู่ที่ Dorodnitsyn Computing Center…
ที่นี่คือส่วนหนึ่งของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งสหภาพโซเวียต
หน้าที่หลักของแกคือทำวิจัยระดับสูงเกี่ยวกับการจดจำเสียงและ AI
แต่พอตกเย็นหรือมีเวลาว่าง กิจกรรมสุดโปรดคือการเขียนโปรแกรมสร้างเกมเล่นเอง
แกบอกว่าทำเกมเล่นเองเป็นงานอดิเรกมาแล้วตั้งยี่สิบกว่าเกม
วันนึงแกไปสะดุดตากับของเล่นคลาสสิกสุดฮิตที่ชื่อว่า “Pentomino”…
มันคือเกมปริศนาที่ให้เอาชิ้นส่วนรูปทรงต่างๆ จากสี่เหลี่ยมจัตุรัส 5 ชิ้นมาต่อกันให้ลงล็อก
แกอินจัดจนอยากถอดรหัสของเล่นชิ้นนี้ให้ออกมาเป็นเวอร์ชันคอมพิวเตอร์ให้ได้
แต่ปัญหาคือรูปทรงจากบล็อก 5 ชิ้นมันมีถึง 12 แบบ ซึ่งมันเยอะและซับซ้อนเกินไปสำหรับการประมวลผลบนคอมพิวเตอร์ยุคเก่า
แกเลยตัดสินใจหั่นมันลงมาให้เหลือแค่รูปทรงที่ประกอบจากสี่เหลี่ยม 4 ชิ้น…
พอลดขนาดลงมา มันก็จะได้รูปทรงทั้งหมด 7 แบบพอดีเป๊ะ
คำว่าสี่ในภาษากรีกคือคำว่า Tetra ซึ่งเข้าทางพอดี
บวกกับกีฬาที่ Alexey คลั่งไคล้ที่สุดคือเทนนิส
จับสองคำนี้มาชนกันก็เลยกลายเป็นชื่อเกม “Tetris” ในตำนานนี่แหละครับ
แต่สภาพคอมพิวเตอร์โซเวียตยุคนั้นมันไม่มีกราฟิกการ์ดหรูหราแบบสมัยนี้เลย…
หน้าจอมันไม่สามารถแสดงผลรูปภาพหรือกราฟิกใดๆ ได้ทั้งสิ้น
ตัวต่อแต่ละชิ้นในเกมเวอร์ชันแรกจึงไม่ใช่บล็อกทึบๆ แบบที่พวกเราคุ้นเคย
แต่มันคือการพิมพ์เครื่องหมายวงเล็บเหลี่ยมเอามาต่อเรียงกันบนหน้าจอสีดำ
ไม่มีดนตรี ไม่มีเสียงเอฟเฟกต์ ไม่มีด่าน ไม่มีระบบเก็บคะแนน
แต่มันกลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดแบบสุดๆ …
Alexey เล่าให้ฟังว่าเขาต้องเนียนทำหน้าเครียดๆ แกล้งทำเป็นเช็กโค้ด ทั้งที่ความเป็นจริงคือเขาหยุดเล่นมันไม่ได้เลยต่างหาก
ส่วนประเด็นเรื่องวันเกิดของเกม แหล่งข้อมูลทั่วไปบอกว่าเกิดเดือนมิถุนายนปี 1984
แต่ Alexey เคยให้สัมภาษณ์ว่าพัฒนาเสร็จสมบูรณ์จริงๆ คือปี 1985
ดังนั้นช่วงปี 1984 รอยต่อ 1985 นี่แหละคือจุดกำเนิดที่แท้จริง…
แต่ถ้าจะทำให้คนทั่วไปเล่นได้ มันต้องพอร์ตไปลงคอมพิวเตอร์สุดฮิตอย่าง IBM PC
แกเลยไปดึงตัวเพื่อนร่วมงานชื่อ Dmitri Pavlovsky มาช่วย
แถมยังชวนเด็กมัธยมวัยแค่ 16 ปีที่ชื่อ Vadim Gerasimov มาร่วมวงด้วย
เด็กคนนี้คือระดับหัวกะทิ อัจฉริยะจนคนในศูนย์คอมพิวเตอร์ต้องยอมรับ
พอโปรแกรมเสร็จ เกมเวอร์ชันนี้ก็ถูกแจกจ่ายกันแบบปากต่อปากผ่านแผ่นฟลอปปีดิสก์…
มันระบาดไวกว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ซะอีก ใครเห็นก็ต้องก๊อบปี้ไปเล่น
ภายในปี 1986 คอมพิวเตอร์ IBM แทบทุกเครื่องในมอสโกต้องมีเกมนี้ติดตั้งอยู่
แต่มันไม่มีช่องทางให้เอาไปวางขายทำเงินเลยซักนิด
เพราะในโลกคอมมิวนิสต์ การเป็นพ่อค้าเอกชนขายซอฟต์แวร์มันไม่มีอยู่จริง
และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป…
ภายใต้กฎหมายอันเข้มงวด ถ้าคุณใช้ทรัพยากรของรัฐสร้างผลงาน ผลงานชิ้นนั้นจะตกเป็นสมบัติของรัฐทันที
Alexey ไม่ได้แพ้คดีแย่งชิงลิขสิทธิ์ แต่มันไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก
แกจัดการเซ็นเอกสารโอนสิทธิ์ให้ Computing Center ดูแลไปเลย 10 ปีเต็ม
ให้เหตุผลว่าการโอนอ่อนผ่อนตามมันฉลาดและเจ็บตัวน้อยกว่างัดกับรัฐบาล…
นับตั้งแต่วันนั้น ชายผู้เป็นบิดาแห่งเกมนี้ก็หมดสิทธิ์ในผลงานตัวเองไปโดยปริยาย
ในประเทศนี้มีหน่วยงานนึงชื่อ ELORG เป็นคนที่ถือไพ่เหนือสุด ผูกขาดการส่งออกซอฟต์แวร์ทุกชนิดของสหภาพโซเวียต
ซอฟต์แวร์ทุกบรรทัดที่จะออกนอกม่านเหล็กได้ต้องผ่านการประทับตราจากพวกเขาก่อน
เรื่องมันเริ่มบานปลายช่วงต้นปี 1986 เมื่อหัวหน้าของ Alexey ส่งแผ่นเกมไปให้สถาบันในฮังการี
ซึ่งตอนแรกกะจะเอาไปอวดขำๆ ว่านักวิจัยโซเวียตก็ทำเกมเป็นเหมือนกัน
แต่คนที่ไปเห็นเข้าคือ Robert Stein บอสใหญ่ของ Andromeda Software…
ชายคนนี้หากินกับการไล่ซื้อลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ยุโรปตะวันออกไปเร่ขายฝั่งอังกฤษ
พอลองกดเล่นปุ๊บ สัญชาตญาณพ่อค้าก็ทำงานทันที
แกรู้เลยว่าไอ้บล็อกร่วงๆ นี่แหละคือเหมืองทองคำชิ้นโต
Stein รีบบินกลับลอนดอน รัวโทรเลขข้ามประเทศไปหามอสโกเพื่อขอซื้อสิทธิ์
Alexey ที่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงก็พยายามตอบกลับแบบผูกมิตร…
เนื้อหาที่ส่งไปมันเป็นแค่การเกริ่นหลวมๆ ว่าน่าสนใจ ไว้ลองมาคุยกัน
แต่ Stein กลับตาโตและทึกทักเอาเองว่าตกลงเซ็นสัญญาเรียบร้อย
แล้วคนเราจะเอาของที่ไม่ได้เป็นเจ้าของไปเสนอขายให้บริษัทตั้งสองแห่งได้ยังไง
คำตอบคือก็ขายมันหน้าด้านๆ นั่นแหละครับ
Stein จัดการเอาเกมไปซับไลเซนส์ต่อแบบดื้อๆ…
แกโยนสิทธิ์ให้บริษัท Mirrorsoft ในฝั่งอังกฤษ และ Spectrum Holobyte ในอเมริกา
ฟันเงินก้อนแรกไปเหนาะๆ ประมาณ 3,000 ปอนด์พ่วงด้วยส่วนแบ่งยอดขาย
ในขณะที่การเจรจากับฝั่งโซเวียตยังมืดแปดด้านและไม่คืบหน้าไปไหน
ไฮไลต์ตัวโตๆ คือบริษัท Mirrorsoft ไม่ใช่บริษัทไก่กาทั่วไป
แต่มันอยู่ในกำมือของ Robert Maxwell มาเฟียสื่อผู้ทรงอิทธิพลของอังกฤษ…
ปี 1988 เกมถูกเข็นขึ้นเชลฟ์ในประเทศฝั่งตะวันตก
ทีมมาร์เก็ตติ้งเล่นใหญ่จัดเต็ม หยิบเอาธีมสงครามเย็นมาทำเป็นจุดขาย
กล่องเกมสาดสีแดงสด แปะภาพมหาวิหาร และยัดเพลงพื้นบ้านรัสเซียเข้าไป
ทั้งที่ต้นฉบับมันคลีนมาก ไม่มีดนตรี ไม่มีภาพกราฟิกอะไรเลย
ความโซเวียตที่เราจำได้ฝังใจคือผลงานนักการตลาดตะวันตกทั้งสิ้น…
จากจุดนี้แหละ ความเละเทะระดับจักรวาลก็เริ่มเปิดฉาก
Mirrorsoft กับ Spectrum Holobyte เอาสิทธิ์ไปซับไลเซนส์ต่อให้แพลตฟอร์มอื่น
ทั้งที่ในหน้าสัญญาของพวกเขามันไม่เคยระบุเลยว่าทำได้
Mirrorsoft โยนสิทธิ์ทำเกมลงอุปกรณ์ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์ให้บริษัท Tengen ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Atari เพื่อเอาไปบุกตลาดญี่ปุ่น…
Tengen ก็เอาไปหั่นขายต่อ แบ่งสิทธิ์ตู้เกมอาเขตให้ Sega และโยนสิทธิ์คอนโซลตามบ้านไปให้ชายที่ชื่อ Henk Rogers
Henk บริหาร Bullet Proof Software อยู่ที่โตเกียว ซึ่งเคยโดนเกมนี้ตกตอนไปเดินงานแสดงสินค้าที่ลาสเวกัส
Henk เอาเกมนี้ไปพัฒนาลงเครื่อง Famicom และยอดขายระเบิดทะลุ 2 ล้านก๊อบปี้…
ฟันกำไรกันยับขนาดนี้ แต่ฝั่งรัสเซียกลับไม่เคยรู้ตัวเลย
ELORG ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลงานชาติตัวเองโดนเอาไปปู้ยี่ปู้ยำทำเงินอยู่ข้างนอก
จังหวะนั้นเอง Nintendo กำลังซุ่มพัฒนาโปรเจกต์เปลี่ยนโลกอย่าง Game Boy
ผู้บริหารมองขาดว่าเกมนี้นี่แหละคือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่จะทำให้เครื่องขายดี
แต่พอกางเอกสารสัญญาดู ทุกคนก็ส่ายหัวเพราะมันมั่วซั่วเละเทะมาก…
ไม่มีใครกล้าเอาบริษัทไปเสี่ยง เลยส่ง Henk ให้เป็นหน่วยกล้าตายไปลุยเอง
Henk ทำเรื่องสุดบ้าบิ่น จองตั๋วบินตรงเข้ามอสโกด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว
ไม่มีจดหมายเชิญ ไม่มีการนัดหมายล่วงหน้า เดินเข้าสำนักงาน ELORG แบบดื้อๆ
ทางนั้นยอมเปิดโต๊ะคุยด้วย ชายที่นั่งฝั่งตรงข้ามคือ Belikov หัวหน้าใหญ่
Henk เปิดบทสนทนาด้วยการหยิบตลับเกม Famicom วางลงบนโต๊ะ…
Belikov มองตลับเกมนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เพราะเขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน
ในมุมของรัสเซีย สิทธิ์เดียวที่เคยปล่อยไปคือคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์
ไอ้ตลับพลาสติกที่วางอยู่คือหลักฐานมัดตัวของการละเมิดลิขสิทธิ์ชัดๆ
Belikov ของขึ้น ชี้หน้าด่า Henk ว่าเป็นไอ้พวกโจรสลัดปล้นทรัพย์สินทางปัญญา
แต่ Henk นิ่งมาก ไม่สติแตก ไม่เรียกหาทนาย และไม่วิ่งหนี…
สิ่งที่แกทำคือควักเช็คออกมาเซ็นสั่งจ่ายเงินสดๆ ตรงนั้นมูลค่ากว่า 40,000 ดอลลาร์
มอบให้เพื่อเป็นการชดเชยค่าลิขสิทธิ์สำหรับตลับเกมที่ขายไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ
จากนั้นก็ยื่นข้อเสนอขอซื้อสิทธิ์คอนโซลแบบถูกต้องตามกฎหมาย
Henk คือตัวละครคนแรกที่เดินเข้ามาหาโซเวียตพร้อมกับเงินจริงๆ
ในขณะที่ Stein ตัวต้นเรื่องก็กำลังง่วนอยู่ในมอสโกเพื่อแก้ไขสัญญาตัวเอง…
แถมยังมี Kevin Maxwell ลูกชายเจ้าพ่อสื่อบินด่วนมาเป็นตัวแทนให้ Mirrorsoft ด้วย
มอสโกตอนนั้นเดือดสุดๆ แต่ Belikov กลับนิ่งและเหลี่ยมจัดกว่าใคร
เขาสลับรางเล่นงานฝั่งตะวันตกจนอยู่หมัด หลอกให้ Stein เซ็นสัญญาแก้ไขที่แอบสอดไส้คำจำกัดความไว้แคบสุดๆ
เตะตัดขาถอดสิทธิ์การทำเกมลงเครื่องคอนโซลออกไปโดยปริยาย…
จากนั้นก็ไปปั่นหัว Kevin จนหลุดปากยอมรับออกมาเองว่า Mirrorsoft ไม่เคยมีสิทธิ์ในคอนโซลตั้งแต่แรก
ผลสุดท้ายเกมพลิกแบบหักมุม Henk เดินกลับมาพร้อมกับผู้บริหารระดับสูงจาก Nintendo และทำการปิดดีลกวาดสิทธิ์เครื่องเล่นพกพาและคอนโซลทั่วโลกกลับบ้านอย่างสวยงาม
Robert Maxwell รู้เรื่องเข้าก็เดือดเป็นไฟ วิ่งเต้นหาเส้นสาย…
แกใช้อำนาจมืดดึงดันเอาเรื่องนี้ไปฟ้องผู้นำสูงสุดอย่าง Mikhail Gorbachev
แต่มีรายงานหลุดออกมาว่าผู้นำรัสเซียตอบนิ่มๆ ว่าไม่ต้องไปปวดหัวกับบริษัทญี่ปุ่น
ลองคิดดู มหาเศรษฐีพยายามใช้ประธานาธิบดีมาบีบคอแย่งสิทธิ์เกมแต่มันล้มเหลว
ทางฝั่งอเมริกาก็ดุเดือด Atari ต้องรับบทเรียนราคาแพงจนเลือดซิบ
Tengen อุตส่าห์ทุ่มเวลาสร้างเวอร์ชันลงเครื่อง NES แต่โดนศาลเบรก…
ศาลรัฐบาลกลางฟาดค้อนเปรี้ยง ตัดสินให้ Nintendo ชนะคดีขาดลอย พร้อมสั่งเชือดทำลายตลับเกมของ Tengen ที่เหลือในสต๊อกทิ้งทั้งหมด
ขายไปได้แค่สี่สัปดาห์ ต้องมานั่งเรียกคืนและทำลายทิ้งไปถึงสองแสนกว่าตลับ
Nintendo ยิ้มรับทรัพย์ เปิดตัวเกมเวอร์ชันออฟฟิเชียลพร้อมเครื่อง Game Boy
กลยุทธ์สุดเฉียบคือพวกเขาไม่ได้แยกขาย แต่จับยัดรวมไปในกล่องเครื่องเกมตั้งแต่แรกเลย…
พวกเขามีไอคอนระดับโลกอย่างมาริโอ้อยู่ในมือแท้ๆ แต่กลับเลือกเอาเกมต่อบล็อกคอมมิวนิสต์มาเป็นตัวชูโรงแทน
มันดึงดูดผู้ใหญ่และคนที่ไม่ใช่เกมเมอร์ให้ยอมควักเงินซื้อเครื่อง
ล็อตแรกหนึ่งล้านเครื่องบินหายวับไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว
และแน่นอน ส่วนแบ่งที่ผู้สร้างเกมได้รับจากความสำเร็จระดับจักรวาลนี้คือศูนย์…
เรื่องราวของตัวละครแต่ละคนมีจุดจบที่แตกต่างกันไป
เจ้าพ่อสื่ออย่าง Maxwell ตกจากเรือยอชต์สุดหรูและถูกพบกลายเป็นศพลอยกลางทะเล
ความลับถูกแฉว่าแกแอบสูบเงินกองทุนบำนาญบริษัทไปหลายร้อยล้านปอนด์
ส่วน Belikov หัวหน้า ELORG หัวใสจัดการแปรรูปสถาบันรัฐเป็นบริษัทเอกชนของตัวเอง แล้วฟันกำไรก้อนโตขายให้ “The Tetris Company” ไป 15 ล้านดอลลาร์…
มันกลายเป็นว่า หน่วยงานรัฐที่เกลียดชังระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล สุดท้ายกลับถูกแปรรูปเอาไปขายทำเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหน้าตาเฉย
ส่วน Alexey อพยพมาปักหลักที่สหรัฐอเมริกาด้วยความช่วยเหลือของ Henk
สัญญาผูกมัด 10 ปีที่เซ็นไว้หมดอายุลง ลิขสิทธิ์จึงหวนคืนสู่มือผู้สร้าง
ปี 1996 เขาและ Henk จับมือกันก่อตั้ง “The Tetris Company” ในที่สุด…
นั่นคือปีแรกจริงๆ ที่ Alexey เริ่มมีรายได้จากเกมที่เขาสร้าง
กินเวลาปาเข้าไปสิบกว่าปีนับตั้งแต่วันแรกที่เขานั่งพิมพ์โค้ด
เรื่องนี้ยังแอบมีดราม่าทิ้งท้ายเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะอย่าง Vadim Gerasimov
เขาเล่าว่าตอนหลังโดนบีบให้เซ็นเอกสารยอมรับเครดิตแค่คนพอร์ตเกมลง PC
ชื่อของเขาเลยถูกลบออกไปจากเกมเวอร์ชันใหม่ๆ แบบไร้ร่องรอย…
ท้ายที่สุดแล้วมหากาพย์นี้มันสอนให้รู้ว่านี่ไม่ใช่การปล้นแบบในหนัง
แต่มันถูกช่วงชิงไปด้วยระบบกฎหมายที่ไม่มีกลไกรองรับกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล
และกว่าที่ทุนนิยมจะหอบเงินมาซื้อ บริษัทก็วุ่นวายกับการซื้อขายอากาศกันอยู่ตั้งสองปี
แม้ Alexey จะเสียโอกาสทำเงินมหาศาล แต่แกก็มีความสุขที่ได้เห็นคนเล่นเกมของแก
ซึ่งในปัจจุบันมีคนกว่าครึ่งพันล้านคนที่ได้สัมผัสความสนุกนั้นไปแล้ว…
References : [wikipedia, theguardian, polygon, ign, tetris]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/the-epic-poem-tetris/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา