7 ก.ย. เวลา 06:09 • ข่าว

แยกกันเดิน แต่เป้าหมายเดียวกัน?

บทวิเคราะห์ความสอดรับระหว่างการเมืองเปิดกับขบวนการ BRN ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดำเนินมากว่าสองทศวรรษ กำลังเผยให้เห็นภาพที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการปะทะระหว่างรัฐกับกลุ่มติดอาวุธอีกต่อไป แต่เป็นการทับซ้อนระหว่าง “ปีกการเมือง” ที่ทำงานในระบบเปิด กับ “ปีกติดอาวุธ” ที่ยังคงใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ
ล่าสุด การเคลื่อนไหวของ ส.ส.รอมฎอน ปันจอร์ จากพรรคประชาชน และแกนนำพรรคประชาชาติ ที่ผลักดันให้ทบทวนแนวทางแก้ปัญหาด้วยการแยกการปกครองหรือกระจายอำนาจ หลัง BRN ออกมาประกาศข้อเสนอ “ปกครองตนเองแบบเต็มรูปแบบ” ได้จุดประเด็นสำคัญว่า ทั้งสองฝ่ายกำลัง “แยกกันเดิน แต่เป้าหมายเดียวกัน” หรือไม่
ท่าทีของ BRN: จากเอกราชสู่ “ปกครองตนเอง” ภายใต้กรอบรัฐไทย
BRN ซึ่งเป็นขบวนการติดอาวุธหลัก ได้ปรับภาษากล่าวอ้างอย่างชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2568 เป็นต้นมา โดยโฆษกคณะพูดคุยสันติภาพ (ดร.นิมะตุลลา) เปิดเผยแนวคิด “End State” ผ่านสื่อและแถลงการณ์ว่า เป้าหมายไม่ใช่การประกาศเอกราชเต็มรูปแบบอีกต่อไป แต่เป็นการ ปกครองตนเอง (self-government) หรือการใช้อำนาจร่วม (power sharing) สำหรับ “ประชาคมปาตานี”
สาระสำคัญของข้อเสนอประกอบด้วย:
• มีฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ (รวมศาลชารีอะห์ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง) ของตนเอง
• ผู้นำสูงสุดต้องมาจากการเลือกตั้ง และต้องเป็นคนปาตานี เชื้อชาติมลายู นับถือศาสนาอิสลาม ไม่ใช่ผู้ที่ถูกแต่งตั้งจากส่วนกลาง
• ครอบคลุมอำนาจทางการเมือง การเงิน (fiscal autonomy) และการออกกฎหมายท้องถิ่นด้านอัตลักษณ์ ภาษา และวัฒนธรรม
• รัฐบาลไทยต้องบัญญัติกฎหมายรองรับโครงสร้างนี้
1
BRN ย้ำว่าข้อเสนอนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอ ยังไม่มีข้อตกลงใด ๆ และต้องการให้กระบวนการเจรจาที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก ก้าวไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการพูดคุยเพื่อสร้างภาพ ขณะเดียวกัน ความรุนแรงในพื้นที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่ง BRN อ้างว่าเป็นผลจาก “กระบวนการสันติภาพที่ไม่คืบหน้า” และการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย
การเคลื่อนไหวทางการเมืองเปิด: สอดรับหรือบังเอิญทับซ้อน?
ในฝั่งการเมืองเปิด ส.ส.รอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งทำงานด้านสันติภาพชายแดนใต้มาอย่างยาวนาน ได้ผลักดันในสภาให้ทบทวนข้อเสนอจากคณะกรรมาธิการชุดก่อน การกระจายอำนาจ และการออกแบบรูปแบบการปกครองที่ตอบสนองอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ พรรคประชาชาติซึ่งมีฐานเสียงหนาแน่นในพื้นที่ ก็มีบทบาทคล้ายกันในการผลักดันกระบวนการสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และการลดความรุนแรง
ภาพที่ปรากฏจึงดู “สอดคล้อง” อย่างน่าสนใจ ทั้งสองฝ่ายพูดถึงการปกครองที่ให้อำนาจท้องถิ่นมากขึ้น การยอมรับอัตลักษณ์มลายู-มุสลิม และการหาทางออกทางการเมืองแทนการใช้กำลังเพียงอย่างเดียว ความทับซ้อนนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในความขัดแย้งชาติพันธุ์-การเมืองหลายแห่งทั่วโลก ปีกการเมืองกับปีกติดอาวุธมักมีเป้าหมายระยะยาวที่คล้ายกัน แม้จะใช้วิธีการต่างกัน
อย่างไรก็ตาม การตีความว่านักการเมืองเหล่านี้เป็น “ตัวแทน” หรือ “ปีกการเมือง” ของ BRN โดยตรง ยังขาดหลักฐานชัดเจนในที่สาธารณะ รอมฎอนเคยถูกวิจารณ์หนักและมีข้อความถูกตัดต่อบิดเบือนหลายครั้ง แต่เขาย้ำหลักนิติรัฐอย่างหนักว่า แม้จะเป็นสมาชิก BRN รัฐก็ไม่มีสิทธิใช้วิธีนอกกฎหมาย ขณะที่พรรคประชาชาติก็ทำงานภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญมาตลอด
มุมมองที่แตกต่างและข้อกังวล
ฝ่ายความมั่นคงและชาตินิยมไทยมองว่าข้อเสนอ “ปกครองตนเอง” เป็นบันไดขั้นแรกสู่การแบ่งแยกดินแดน เพราะ BRN ในอดีตและปีกแข็งกร้าวบางส่วนยังยึดอุดมการณ์ปลดปล่อยปาตานี การมีพื้นที่ทางการเมืองเปิดอาจช่วยสร้างความชอบธรรมและขยายอิทธิพลให้ขบวนการได้ ขณะที่ฝ่ายท้องถิ่นและนักสันติภาพเห็นว่าการปฏิเสธการพูดคุยเรื่องอำนาจและการกระจายอำนาจจะยิ่งผลักให้ปีกแข็งกร้าวมีกำลังมากขึ้น
และทำให้ความขัดแย้งเรื้อรังต่อไป
ความเป็นจริงอยู่ตรงกลาง ความรุนแรงยังไม่ยุติ งบประมาณหลายแสนล้านบาทตลอด 20 กว่าปียังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ชัดเจน การเจรจาโดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจก็เสี่ยงถูกมองว่าไร้สาระ ขณะที่การเปิดพื้นที่ทางการเมืองโดยไม่ควบคุมความรุนแรงก็เสี่ยงถูกมองว่าประนีประนอมกับผู้ก่อการร้าย
บทสรุป
ภาพ “แยกกันเดิน แต่เป้าหมายเดียวกัน” ที่เกิดขึ้นระหว่างนักการเมืองท้องถิ่นกับ BRN ไม่ใช่เรื่องแปลกในบริบทความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาชายแดนใต้ได้ก้าวพ้นจากการเป็นเพียงปัญหาความมั่นคงไปสู่การเมืองเรื่องอัตลักษณ์และอำนาจอย่างเต็มตัว หากฝ่ายรัฐยังยึดติดกับการปฏิเสธการพูดคุยเรื่องรูปแบบการปกครองอย่างเด็ดขาด หรือฝ่ายขบวนการยังใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือกดดันพร้อมกันไป กระบวนการสันติภาพก็จะยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม
ทางออกที่ยั่งยืนอาจอยู่ที่การยอมรับว่า “ปกครองตนเองภายใต้รัฐเดียว” เป็นพื้นที่สีเทาที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาได้ โดยต้องมีกลไกคุ้มครองสิทธิของทุกกลุ่มในพื้นที่ (รวมทั้งไทยพุทธ) และต้องยุติความรุนแรงอย่างจริงจังพร้อมกัน การเดินแยกกันต่อไปโดยไม่มีจุดบรรจบที่ชัดเจน จะยิ่งทำให้เป้าหมายเดียวกันนั้นห่างไกลจากสันติภาพมากขึ้นทุกที
โฆษณา