Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ณัฐมาคุย
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
7 ก.ย. เวลา 07:12 • หุ้น & เศรษฐกิจ
เมื่อวานผมได้มีโอกาสนั่งอ่านรายงานของ World Bank
ปกติเค้าไม่ค่อยเขียนถึงเมืองไทยลงลึกๆ เท่าไร แต่รอบนี้ เขากำลังจะกลับมาจัดงานประชุมประจำปี IMF-WorldBank อีกครั้งในปีนี้ หลังจากที่ไม่เคยมาเลย 38 ปี เขาเลยให้เกียรติเขียนถึงเราแบบลงลึกจริงๆ
ซึ่งเขาเองในฐานะคนนอกมองมาแล้ว คำถามที่เหมือนทั้งรายงานจะตั้งข้อสงสัยไว้เลยว่า
ประเทศไทยดูไม่น่าจะจนอยู่ตรงนี้นานขนาดนี้
ทั้งๆ ที่
เรามีทำเลดี อยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
มีถนน สนามบิน ท่าเรือ ไฟฟ้า และระบบโทรคมนาคมค่อนข้างพร้อม
เป็นฐานผลิตรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก
ส่งออกอาหารไปทั่วโลก
มีนักท่องเที่ยวหลายสิบล้านคนต่อปี
มีโรงพยาบาลที่ต่างชาติบินมารักษา
มีบริษัทไทยขนาดใหญ่ที่แข่งขันในต่างประเทศได้
และวันนี้ยังดึงดูดเงินลงทุนใหม่ ๆ ตั้งแต่รถไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และ AI
เมื่อ 30-40 ปีก่อน ประเทศไทยก็เคยพิสูจน์มาแล้วว่าเราสามารถโตเร็วมากได้
ความยากจนลดลงอย่างมหาศาล คนมีอายุยืนขึ้น คนจำนวนมากย้ายจากภาคเกษตรเข้าสู่อุตสาหกรรม และรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ดังนั้น รายงาน “Building Thailand’s Future Today”ของธนาคารโลก ที่มีเนื้อหายาวเป็นร้อยหน้า ผมคงเล่าไม่หมด เอาเท่าที่ผมเปิดอ่านผ่านๆ เอาเฉพาะมุมที่ผมสนใจล่ะกันครับ ผมคิดว่าเขาไม่ได้ตั้งคำถามว่า
"ประเทศไทยมีศักยภาพหรือไม่"
แต่เป็นคำถามที่เจ็บกว่านั้นว่า
"ประเทศที่มีของดีมากขนาดนี้ ทำไมเศรษฐกิจถึงโตช้าอยู่แค่ประมาณ 2-3% ต่อปีมานานขนาดนี้?"
และถ้าอ่านรายงานไปเรื่อย ๆ คำตอบก็เริ่มชัดขึ้นว่า
“ปัญหาของประเทศไทยไม่ได้อยู่แค่เรื่องเศรษฐกิจ”
แต่อยู่ที่ "ระบบการเมือง ระบบราชการ และความสามารถของรัฐ" ด้วย
🤔 ไทยไม่ได้ไม่มีแผน แต่ทำแผนให้เดินต่อเนื่องยาก
ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่ขาดยุทธศาสตร์
เรามียุทธศาสตร์อุตสาหกรรม
มียุทธศาสตร์ดิจิทัล
มียุทธศาสตร์ AI
มีแผนพลังงาน
มีแผนการศึกษา
มีนโยบายเมืองรอง
มีนโยบาย SME
มีนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
(มิวาย มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แบบที่ยกขึ้นหิ้งเอาไว้)
ปัญหาคือ
รู้ว่าต้องทำอะไร กับทำได้จริง เป็นคนละเรื่องกัน
ในรายงานของธนาคารโลก ชี้ให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย ซึ่งทำให้การปฏิรูปหลายเรื่องเดินช้าและขาดความต่อเนื่อง
รัฐบาลเปลี่ยน
ผู้มีอำนาจเปลี่ยน
นโยบายเปลี่ยน
บางโครงการเดินหน้า บางโครงการหยุด
บางเรื่องพูดกันมาสิบปีแต่ยังทำไม่เสร็จ
(อีนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ ยังกลับไปกลับมา จนฝรั่งงง)
สำหรับธุรกิจ สิ่งที่น่ากลัวไม่ได้มีแค่ภาษีสูงหรือกฎเยอะ
แต่คือการไม่รู้ว่า
อีกห้าปี กติกาจะยังเหมือนเดิมอยู่ไหม
ประเทศที่จะพัฒนาจากรายได้ปานกลางไปเป็นประเทศรายได้สูง ต้องลงทุนในเรื่องที่ใช้เวลาสิบปี ยี่สิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
การศึกษา
ระบบราง
โครงข่ายไฟฟ้า
การวิจัย
พลังงาน
การพัฒนาเมือง
การสร้างคน
เรื่องเหล่านี้ทำแบบเปลี่ยนนโยบายทุกสองสามปีไม่ได้
ส่วนไทยเปลี่ยนนโยบายไปมาตลอดเวลา จนหาความต่อเนื่องไม่ได้
🤔 และปัญหาไม่ได้มีแค่การเมือง แต่รวมถึง “รัฐทำงานอย่างไร”
อีกภาพที่ธนาคารโลกเห็นคือ
ประเทศไทยมีหน่วยงานรัฐจำนวนมาก และหลายครั้ง รัฐไม่ได้ทำน้อยเกินไป แต่ทำเยอะเกินไปต่างหาก แต่ดันทำแบบต่างคนต่างทำ
เรื่องนวัตกรรมมีมาตรการสนับสนุนหลายร้อยมาตรการ กระจายอยู่ในหน่วยงานหลายสิบแห่ง
เรื่อง AI ก็มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง
เรื่องธุรกิจก็มีกฎ ใบอนุญาต และหน่วยงานกำกับจำนวนมาก
สุดท้ายผู้ประกอบการต้องวิ่งหาหลายหน่วยงาน ขณะที่หน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่ได้มองปัญหาจากภาพเดียวกันเสมอไป
นี่เป็นอาการของรัฐที่เราเห็นกันจนชิน
🤔มีเจ้าหน้าที่เยอะ แต่หาเจ้าภาพยาก
มีงบประมาณ
มีโครงการ
มีคณะกรรมการ
มีแผนงาน
แต่ไม่มีใครรับผิดชอบผลลัพธ์สุดท้ายอย่างแท้จริง
🤔 ปัญหาที่ลึกกว่านั้นคือ กติกาอาจไม่ได้เป็นกติกาเดียวกันสำหรับทุกคน
ธนาคารโลกพูดถึงเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก คือความสัมพันธ์ระหว่าง "ธุรกิจกับการเมือง"
ในช่วงแรก ประเทศที่กำลังพัฒนามักโตเร็ว เพราะมีการแข่งขันและมีผู้เล่นใหม่เกิดขึ้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป บริษัทใหญ่และกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มสามารถเข้าใกล้อำนาจรัฐได้มากขึ้น
จากการแข่งขันว่าใครทำของได้ดีที่สุด
อาจค่อย ๆ กลายเป็นการแข่งขันว่า
ใครเข้าถึงผู้มีอำนาจได้ดีกว่า
ใครได้ข้อยกเว้น
ใครได้สิทธิพิเศษ
ใครสามารถทำให้กติกาเป็นประโยชน์กับตัวเองได้มากกว่า
และเมื่อเป็นแบบนั้น บริษัทใหม่ก็เกิดยาก
บริษัทเล็กโตยาก
การแข่งขันลดลง
นวัตกรรมลดลง
สุดท้ายทั้งเศรษฐกิจก็โตช้าลง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมธนาคารโลกให้ความสำคัญกับระบบราชการที่ "เป็นกลางและเป็นมืออาชีพ"
เพราะหน้าที่สำคัญของรัฐไม่ใช่แค่ช่วยธุรกิจ
แต่ต้องทำให้ทุกบริษัทเล่นอยู่บนสนามเดียวกัน
🤔 ถ้ากฎหมายขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร เศรษฐกิจก็ไปต่อยาก
ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเรื่องนามธรรม
ผลสำรวจธุรกิจของธนาคารโลกพบว่า บริษัทในไทยจำนวนไม่น้อยรายงานว่าเคยเผชิญการเรียกรับสินบน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศระดับรายได้ใกล้เคียงกันอย่างเห็นได้ชัด
ประเด็นจึงไม่ได้อยู่แค่ว่า
“ประเทศไทยมีกฎหมายดีหรือไม่”
แต่ต้องถามต่อว่า
กฎนั้นใช้จริงหรือไม่
เจ้าหน้าที่ตีความเหมือนกันหรือไม่
และใช้กับทุกคนเท่ากันหรือไม่
เพราะสำหรับนักลงทุน
ประเทศที่มีกฎเข้ม แต่กฎชัดและใช้เหมือนกันทุกคน อาจยังน่าลงทุน
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือประเทศที่มีกฎอยู่เต็มไปหมด
แต่เวลาใช้จริงขึ้นอยู่กับว่า
คุณรู้จักใคร
🤔 ระบบตรวจสอบก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
ธนาคารโลกยังพูดถึงเรื่องความโปร่งใส การตรวจสอบงบประมาณ และความสามารถของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ถ่วงดุลรัฐบาล
ไทยมีระบบเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นก็จริง
แต่การเปิดข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ
คำถามคือ
เมื่อประชาชนทักท้วง นโยบายเปลี่ยนหรือไม่
เมื่อหน่วยงานตรวจสอบพบปัญหา มีใครรับผิดชอบหรือไม่
เมื่อมีการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ มีการแก้ไขจริงหรือไม่
นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะประเทศที่ต้องลงทุนโครงการขนาดใหญ่จำนวนมาก ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า รถไฟ น้ำ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ไปจนถึงการศึกษา
ถ้าระบบตรวจสอบอ่อน
ต้นทุนไม่ได้มีเพียงเงินรั่วไหล
แต่คือ "ประเทศเลือกโครงการผิด และเสียเวลาหลายปีไปกับของที่ไม่ควรทำ"
เอ๊ะ เขาพูดถึง สตง. ปปง. ปปช. ปปท. กกต. รึเปล่านะ?
🤔 เพราะฉะนั้น ปัญหาของไทยจึงไม่ใช่แค่ “ขาดอุตสาหกรรมใหม่”
ตรงนี้ทำให้ผมคิดว่าการอ่านรายงานนี้แบบ
“World Bank แนะนำ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
อย่างเดียวจะพลาดสารสำคัญไปมาก
เพราะต่อให้เลือกอุตสาหกรรมถูกทุกตัว
ถ้ารัฐยังทำงานแบบเดิม
ผลก็อาจออกมาเหมือนเดิม
🤔 ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นตัวอย่างที่ชัดมาก
วันนี้เงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ไหลเข้าประเทศไทยมหาศาล
ถ้าวัดแบบเดิม เราอาจประกาศว่า
มีเงินลงทุนกี่แสนล้านบาท
มีดาต้าเซ็นเตอร์กี่แห่ง
มีกำลังไฟรวมกี่เมกะวัตต์
แล้วถือว่านโยบายประสบความสำเร็จ
แต่ธนาคารโลกตั้งคำถามต่อว่า
"แล้วประเทศไทยได้อะไรจากเงินลงทุนนี้จริง ๆ"
มีงานทักษะสูงเกิดขึ้นกี่งาน
มีการวิจัยในไทยหรือไม่
บริษัทไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานหรือไม่
วิศวกรไทยเก่งขึ้นหรือไม่
เกิดบริษัท AI ไทยตามมาหรือไม่
หรือเราเพียงให้ที่ดิน ให้ไฟ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี แล้วเจ้าของเทคโนโลยียังเป็นคนอื่นทั้งหมด
เพราะ
"การมีดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่เท่ากับการมีความสามารถด้าน AI"
เหมือนกับ
"มีสนามบิน ไม่ได้แปลว่าสร้างเครื่องบินเป็น"
เรื่องนี้ตรงกับเรื่องที่ผมเขียนถึงวันก่อนเปี๊ยบเลย ว่าราชการใช้จ่าย โดยไม่ได้คำนึงถึงความคุ้มค้าใดๆ
🤔 โรงงานต่างชาติก็เหมือนกัน
ตรงนี้ เหมือนเขาแอบบ่น BOI กับ EEC
ไทยดึงการลงทุนจากต่างประเทศเก่งมากมาหลายสิบปี
นี่เป็นจุดแข็งของเรา
แต่ธนาคารโลกถามต่อว่า
"บริษัทไทยเก่งขึ้นตามบริษัทต่างชาติมากแค่ไหน"
ถ้าโรงงานระดับโลกมาตั้งอยู่ในไทย 20 ปี
แต่เทคโนโลยียังมาจากต่างประเทศ
งานวิจัยยังอยู่ต่างประเทศ
ชิ้นส่วนสำคัญยังนำเข้า
บริษัทไทยยังรับแต่งานพื้นฐาน
เราก็ได้ประโยชน์จากโรงงานนั้นจริง
แต่ได้ไม่เต็มที่
ธนาคารโลกจึงเสนอว่า สิทธิประโยชน์ของรัฐไม่ควรวัดแค่เงินลงทุนหรือจำนวนงาน
แต่ควรถามด้วยว่า
มีการพัฒนาผู้ผลิตไทยหรือไม่
ถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือไม่
ทำวิจัยในไทยหรือไม่
สร้างคนไทยหรือไม่
พูดง่าย ๆ คือ
"รัฐไม่ควรแจกสิทธิประโยชน์เพียงเพื่อให้ของมาตั้งอยู่ในประเทศไทย"
แต่ควรใช้สิทธิประโยชน์เหล่านั้นเพื่อซื้อ "ความสามารถที่ติดอยู่กับประเทศไทยในระยะยาว"
ส่วนนี้ ตรงกับข้อแนะนำที่ผมมีในเรื่องของ "ดาต้าเซ็นเตอร์" เอามากๆ
🤔 แล้วปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือ “คน“
ต่อให้รัฐทำทุกอย่างถูกหมด เรายังติดปัญหาอีกชั้นหนึ่ง
คือทักษะของคนไทย
ข้อมูลที่รายงานนำมาใช้พบว่า ผู้ใหญ่ไทยประมาณสองในสามมีทักษะการอ่านต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน และประมาณสามในสี่มีทักษะดิจิทัลต่ำกว่าเกณฑ์พื้นฐาน
เด็กไทยจำนวนมากก็ยังมีทักษะคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น
นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก
เพราะเราจะประกาศว่าอยากเป็น
ศูนย์กลาง AI
ศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์
ศูนย์กลางรถไฟฟ้า
ศูนย์กลางดิจิทัล
เท่าไรก็ได้
แต่ถ้าคนไทยไม่มีทักษะพอ
งานดี ๆ ก็จะตกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก
ส่วนคนส่วนใหญ่ก็ยังทำงานมูลค่าต่ำเหมือนเดิม
🤔 ที่น่าห่วงกว่านั้นคือ เรากำลังแก่ก่อนรวย
ประเทศไทยผ่านจุดที่มีประชากรวัยทำงานมากที่สุดไปแล้ว
จากนี้ไป คนทำงานจะน้อยลง
ขณะที่ผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
หมายความว่า
คนสร้างรายได้ให้ประเทศจะน้อยลง
แต่คนที่ต้องได้รับการดูแลจะมากขึ้น
ประเทศไทยจึงไม่สามารถหวังโตด้วยการเพิ่มจำนวนแรงงานได้เหมือนเดิม
ทางรอดเหลืออยู่ไม่กี่อย่าง
คือทำให้คนหนึ่งคน "เก่งขึ้น สร้างมูลค่าได้มากขึ้น และมีรายได้สูงขึ้น"
แต่เรื่องนี้ก็ย้อนกลับมาที่รัฐอีก
เพราะการสร้างคนต้องใช้ระบบการศึกษาที่ดีตั้งแต่เด็ก
และระบบการศึกษาที่ดีไม่สามารถสร้างด้วยโครงการระยะสั้นหรือเปลี่ยนนโยบายตามรัฐมนตรีได้
🤔 อีกภาพหนึ่งที่คนนอกเห็นชัด คือประเทศนี้มี “กรุงเทพฯ” ใหญ่เกินไป
งานดี
มหาวิทยาลัยดี
โรงพยาบาลใหญ่
สำนักงานใหญ่
เงินลงทุน
ระบบขนส่ง
คนเก่ง
ล้วนกระจุกอยู่ในกรุงเทพฯ
ในช่วงแรก การรวมตัวแบบนี้ช่วยเศรษฐกิจ
แต่เมื่อมากเกินไป ต้นทุนก็เริ่มสูง
รถติด
บ้านแพง
เดินทางนาน
น้ำท่วม
มลพิษ
ขณะเดียวกันเมืองรองกลับมีทรัพยากรและอำนาจตัดสินใจจำกัด
ตรงนี้ก็เป็นเรื่องของ “รัฐ” อีกเช่นกัน
เพราะถ้าทุกอย่างต้องรอส่วนกลาง
เมืองอื่นก็ยากที่จะกำหนดอนาคตของตัวเอง
🤔 ดังนั้น ถ้าย่อรายงานทั้งเล่ม ผมคิดว่าคนนอกกำลังเห็นประเทศไทยแบบนี้
"นี่ไม่ใช่ประเทศที่ไม่มีของดี"
ตรงกันข้าม
"ประเทศไทยมีของดีแทบทุกอย่างที่ประเทศหนึ่งควรมีเพื่อจะร่ำรวย
มีฐานอุตสาหกรรม
มีโครงสร้างพื้นฐาน
มีอาหาร
มีการท่องเที่ยว
มีบริษัทเก่ง
มีทำเลดี
มีเงินลงทุนต่างชาติ
มีคนเก่งจำนวนหนึ่ง"
แต่สิ่งที่ยังไม่ดีพอคือ
"ระบบที่เปลี่ยนของดีเหล่านั้นให้กลายเป็นความมั่งคั่งของคนส่วนใหญ่"
การเมืองไม่ต่อเนื่อง
ราชการกระจัดกระจาย
กติกาไม่แน่นอน
การบังคับใช้ไม่ได้สร้างความมั่นใจว่าทุกคนเท่ากัน
กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มเข้าใกล้อำนาจรัฐได้มากกว่าคนอื่น
ระบบตรวจสอบยังไม่เข้มแข็งพอ
การตัดสินใจจำนวนมากยังรวมศูนย์
และการปฏิรูปหลายเรื่องที่รู้กันมานานแล้วว่าต้องทำ ก็ยังเดินหน้าได้ช้ามาก
เพราะฉะนั้น คำถามใหญ่ของประเทศไทยอาจไม่ใช่อีกแล้วว่า
“เราควรสร้างอุตสาหกรรมอะไรต่อไป”
แต่เป็นคำถามที่ยากกว่านั้นว่า
"ต่อให้เรารู้แล้วว่าประเทศควรทำอะไร ระบบการเมืองและระบบรัฐของเรามีความสามารถพอที่จะทำมันอย่างต่อเนื่องจริง ๆ หรือไม่"
นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยดูแปลกในสายตาคนนอก
"มีของดีมาก
มีศักยภาพสูง
เคยโตเร็วมาก"
แต่ติดอยู่ตรงนี้มานาน
ไม่ใช่เพราะประเทศนี้ไปต่อไม่ได้
แต่เพราะ "เครื่องจักรที่ใช้บริหารประเทศ ยังไม่สามารถดึงศักยภาพที่เรามีออกมาใช้ได้เต็มที่เสียที"
ฟังเขาบ้างก็ดีนะครับ แล้วลุกขึ้นมาปรับตัว
ไปอ่านกันหน่อยคร้าบบบบ
https://documents1.worldbank.org/curated/en/099090126231031160/pdf/P509945-66f89b76-d5fe-4ab6-a7a9-2ce3f3bb74f5.pdf
3 บันทึก
9
2
3
9
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย