8 ก.ย. เวลา 11:58 • ธุรกิจ

บทเรียนจาก EV สู่ชิปหน่วยความจำ เมื่อประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง?

ช่วงไม่กี่ปีมานี้พวกเราน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า AI จนแทบจะท่องจำกันได้แล้วใช่มั๊ยครับ
ไม่ว่าจะเป็นแชทบอทสุดฉลาดที่ช่วยเขียนโค้ด หรือเอไอวาดรูปที่ทำงานได้แบบโหดสุดๆ
แต่รู้มั๊ยครับว่าเบื้องหลังความฉลาดล้ำยุคพวกนี้ มันมีเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่
สิ่งที่ขับเคลื่อนโลกใบใหม่นี้ไม่ใช่แค่อัลกอริทึม แต่เป็นชิ้นส่วนซิลิคอนชิ้นเล็กๆ ที่เรียกกันว่าชิปนั่นเอง
และตอนนี้ไอ้เจ้าชิปจิ๋วพวกนี้แหละ ที่กำลังสร้างแรงกระเพื่อมระดับมหึมาให้กับเศรษฐกิจโลกแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ…
ลองนึกภาพตามง่ายๆ ยุคนี้บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ต่างพากันสร้างศูนย์ข้อมูล AI กันแบบบ้าคลั่ง
ศูนย์ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้ต้องการแค่พลังประมวลผลที่ฉลาดเท่านั้น
แต่มันยังต้องการพื้นที่ความจำมหาศาล เพื่อเอาไว้รองรับข้อมูลที่ไหลเข้ามาแบบเขื่อนแตก
ผลที่ตามมาก็คือ โลกเรากำลังเผชิญกับวิกฤตขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนักหน่วง…
โดยเฉพาะชิปความจำอย่าง DRAM และ NAND ที่ตอนนี้กลายเป็นแรร์ไอเทมยิ่งกว่าทองคำซะอีก
เชื่อมั๊ยครับว่าราคาของมันพุ่งทะยานขึ้นไปถึง 500% ภายในเวลาแค่สิบสองเดือนเท่านั้น
แน่นอนว่าคนที่ยิ้มแก้มปริ ก็คือบรรดาบริษัทผู้ผลิตยักษ์ใหญ่นั่นแหละ
ทั้ง Micron หรือจะเป็น Samsung รวมถึง SK Hynix และ SanDisk พากันฟันกำไรเละเทะแบบชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด
มันคือช่วงเวลาทองคำที่บริษัทพวกนี้กอบโกยผลประโยชน์กันแบบเต็มเหนี่ยวจริงๆ
แต่… กฎเหล็กของอุตสาหกรรมนี้มันมีความโหดร้ายซ่อนอยู่เสมอ
วัฏจักรของวงการชิปมันมักจะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา
พอของราคาแพง คนก็แห่กันผลิตเพิ่มแบบไม่ลืมหูลืมตา หวังจะรวยทางลัดกันทั้งนั้น
สุดท้ายพอของล้นตลาด ราคาก็จะดิ่งลงมาแบบกู่ไม่กลับ…
คำถามคือแล้วรอบนี้วิกฤตมันจะไปจบลงตรงไหน มันจะเป็นเหมือนที่ผ่านๆ มาหรือเปล่า
เรื่องราวมันไม่ได้ซับซ้อนแค่นั้น เพราะถ้าเรามองข้ามช็อตไปที่ฝั่งเอเชีย
ประเทศที่สหรัฐอเมริกาพยายามจะสกัดดาวรุ่งทุกวิถีทางอย่างจีน กำลังเดินเกมที่โลกต้องตะลึง
นี่คือเกมการเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกที่กำลังดุเดือดสุดๆ แบบห้ามกะพริบตา…
ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน รัฐบาลจีนรู้ตัวดีว่าไม่อยากยืมจมูกคนอื่นหายใจอีกต่อไป
พวกเขาก็เลยอัดฉีดเงินทุนมหาศาลแบบไม่อั้น เพื่ออุ้มชูบริษัทชิปในประเทศให้เติบโต
เป้าหมายสูงสุดคือต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเองให้ได้ และหลุดพ้นจากการครอบงำของชาติตะวันตก
ฝั่งสหรัฐอเมริกาพอเห็นแบบนั้นก็ร้องเสียงหลง รีบเตะสกัดขัดขากันสุดฤทธิ์…
อเมริกาใช้วิธีออกกฎหมายควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปขั้นสูงไปยังจีนแบบรัดกุมสุดๆ
เรียกว่าปิดประตูตีแมว บีบให้จีนหายใจไม่ออกในสมรภูมิเทคโนโลยีนี้
บริษัทชิปของรัฐบาลจีนในตอนนั้นเลยต้องตกที่นั่งลำบากสุดๆ ทำอะไรแทบไม่ได้เลย
พวกเขาทำได้แค่ผลิตชิปเทคโนโลยีเก่าๆ เกรดต่ำๆ ที่เอาไว้ใส่ในเครื่องซักผ้าหรือทีวีเท่านั้น
จะเอาไปสู้รบปรบมือกับฝรั่งในเวทีโลกก็คงจะโดนหัวเราะเยาะเปล่าๆ
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า ไอ้เจ้าฟองสบู่ AI ที่กำลังบวมเป่งอยู่ในตอนนี้
มันจะกลายมาเป็นแท่นกระโดดสปริงบอร์ดชั้นดี ที่ส่งให้จีนทะยานขึ้นมาผงาดได้แบบช็อกโลก
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม ปี 2026 ที่ผ่านมานี้เอง
เมื่อรัฐวิสาหกิจของจีนที่ชื่อว่า CXMT ตัดสินใจก้าวเดินครั้งประวัติศาสตร์
พวกเขาเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้
แค่วันแรกที่เปิดทำการซื้อขาย ราคาหุ้นของ CXMT ก็พุ่งกระฉูดไปเกือบ 500%
ดันมูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งทะลุไปแตะหลักหกแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศจีนไปโดยปริยาย แซงหน้าทุกบริษัทยักษ์ใหญ่
ทั้งที่ CXMT เป็นแค่บริษัทผลิตชิป DRAM แต่กลับครองส่วนแบ่งตลาดโลกไปแล้วถึง 8%
ความพีกยังไม่จบแค่นั้น เพราะจีนยังมีไพ่เด็ดอีกใบซ่อนอยู่
คู่หูอีกรายอย่าง YMTC ที่เป็นผู้ผลิตชิป NAND ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน
เจ้านี้กวาดส่วนแบ่งตลาดโลกไปได้ถึง 14% และกำลังเตรียมตัวจะเปิด IPO ตามมาติดๆ
ตอนนี้บริษัทจีนสองแห่งนี้สามารถผลิตชิปที่มีคุณภาพทัดเทียมกับค่ายตะวันตกได้แล้ว
และด้วยเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแบบจัดเต็ม พวกเขากำลังเร่งเครื่องผลิตแบบเต็มสูบ…
จังหวะนี้แหละที่วงการเซมิคอนดักเตอร์เริ่มปั่นป่วนวุ่นวายกันไปหมด
บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Apple เริ่มมีอาการลังเล หันไปแอบชายตามองชิปหน่วยความจำของจีน
เพราะพวกเขาต้องการเอามาช่วยลดต้นทุนชิ้นส่วน ที่ตอนนี้ราคาพุ่งทะยานจนคุมไม่อยู่
พอฝั่ง Micron เห็นท่าไม่ดี ก็ถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ ร้อนรนจนต้องออกโรงเต้น…
Micron ต้องวิ่งเต้นล็อบบี้รัฐบาล Trump ให้รีบงัดมาตรการขั้นเด็ดขาดมาสกัดจีนด่วนที่สุด
พวกเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า ถ้าปล่อยให้ชิปราคาถูกจากจีนทะลักเข้าสู่ตลาดโลกเมื่อไหร่
ราคาชิปทั่วโลกก็จะพังครืนลงมาจนแทบจะไม่มีค่าอะไรเลย
แล้วกำไรมหาศาลที่พวกเขาเคยกอบโกยไว้ ก็จะหายวับไปกับตาทันที
ทีนี้เรามาลองเจาะลึกดูกันซักนิดนะครับ ว่าทำไมจีนถึงสามารถเจาะตลาดหน่วยความจำได้สำเร็จ
ทั้งที่โดนสหรัฐอเมริกาแบนแบบหัวซุกหัวซุนขนาดนั้น มันมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่
จริงๆ แล้วเซมิคอนดักเตอร์หลักๆ มันแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน
แบบแรกคือ โลจิกชิป ซึ่งก็คือพวก CPU และ GPU ที่เราคุ้นเคยกันดี
พวกนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสมองของคอมพิวเตอร์ คอยคิดวิเคราะห์และประมวลผลสิ่งต่างๆ
ส่วนแบบที่สองคือชิปหน่วยความจำ อย่างพวก DRAM และ NAND นั่นเอง
พวกนี้เปรียบเสมือนพื้นที่เก็บความจำระยะสั้นและระยะยาวของระบบ
ในอดีตที่ผ่านมา ฝั่งตะวันตกผูกขาดการผลิตโลจิกชิปขั้นสูงไว้แบบเบ็ดเสร็จ
ปล่อยให้จีนเดินตามหลังอยู่หลายปีแสง และดูเหมือนไม่มีทางจะไล่ตามทันได้เลยในเร็วๆ นี้…
แต่สำหรับชิปหน่วยความจำมันเป็นคนละเรื่องเลย มันมีจุดอ่อนที่จีนมองเห็น
แม้กระบวนการผลิตมันจะซับซ้อนยากเย็นพอกัน แต่ชิปหน่วยความจำมีความลับทางวิศวกรรมซ่อนอยู่
นั่นก็คือแนวคิดเรื่องของ “”ความซ้ำซ้อน”” หรือที่เรียกกันว่า Redundancy
เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ลองจินตนาการว่าชิปหน่วยความจำมันคือโกดังเก็บของขนาดยักษ์
ในโกดังนี้มีช่องเก็บของนับล้านๆ ช่องเรียงรายต่อกันเป็นตารางตาหมากรุก
เวลาที่เราผลิตชิปออกมาล็อตใหญ่ๆ มันเป็นเรื่องปกติธรรมดามากที่จะมีบางช่องพังหรือใช้งานไม่ได้
แต่ความเจ๋งก็คือ ระบบคอมพิวเตอร์มันฉลาดพอที่จะรับรู้ได้ว่าช่องไหนเสีย
มันก็จะทำการข้ามช่องที่พังนั้นไป แล้วเลี้ยวไปใช้งานช่องอื่นที่ยังสภาพดีอยู่แทน
ตรงนี้แหละคือช่องโหว่ที่ทำให้จีนสามารถแก้เกมการโดนคว่ำบาตรได้แบบแสบสันสุดๆ…
พอจีนโดนแบนไม่ให้ซื้อเครื่องจักรสุดล้ำ พวกเขาก็เลยต้องทนใช้อุปกรณ์รุ่นเก่าที่ล้าสมัย
ผลที่ตามมาก็คือ เวลาผลิตชิปออกมา จีนจะมีอัตราของเสียเยอะกว่าพวกฝรั่งมาก
แต่ในเมื่อชิปหน่วยความจำมันมีระบบจัดการความซ้ำซ้อนเผื่อเอาไว้อยู่แล้ว
จีนก็แค่แก้ปัญหาด้วยการออกแบบพื้นที่สำรองในชิปให้มันเยอะขึ้นกว่าเดิมอีกหน่อย
ถึงแม้ต้นทุนการผลิตอาจจะเพิ่มขึ้นมาซักนิด แต่มันก็แลกมากับผลลัพธ์ที่คุ้มค่า
สุดท้ายแล้ว ชิปหน่วยความจำของจีนก็สามารถใช้งานได้ดีไม่แพ้ของชาติตะวันตกเลย
พวกเขาสามารถเข็น DRAM และ NAND ออกมาสู้ในตลาดโลกได้แบบสมศักดิ์ศรี
โดยที่ไม่จำเป็นต้องง้อเครื่องจักรผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุดจากฝั่งอเมริกาเลยซักนิด
แต่วิธีมักง่ายแบบนี้มันเอาไปใช้กับฝั่งโลจิกชิปอย่าง CPU หรือ GPU ไม่ได้เลย
สำหรับพวกโลจิกชิป ถ้ามีจุดไหนพังไปแค่จุดเดียว ก็คือจบเห่ พังพินาศไปทั้งชิ้นเลย
มันไม่สามารถสร้างระบบเผื่อเหลือเผื่อขาดแบบเดียวกับชิปหน่วยความจำได้
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีฝั่งสมองกลของจีน ถึงยังคงตามหลังตะวันตกอยู่หลายขุม
แต่ถ้าหันมามองฝั่งหน่วยความจำ ตอนนี้สินค้าจากจีนเริ่มทะลักออกนอกประเทศแล้ว
อย่างแบรนด์ดังอย่าง Lenovo ก็เริ่มขยับตัว เอาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลของ YMTC ไปใช้งานแล้ว
พวกเขาเอาไปใส่ในแล็ปท็อปรุ่นใหม่ที่เตรียมจะบุกตลาดในฝั่งยุโรป
ถึงแม้สเปคเรื่องความเร็วในการอ่านและเขียนข้อมูล อาจจะยังช้ากว่ามาตรฐานตะวันตกอยู่บ้าง
แต่สำหรับการใช้งานของคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน แทบไม่มีใครแยกความแตกต่างนี้ออกเลย
ทีนี้ถ้าเราลองถอยหลังมามองภาพรวมกว้างๆ ในระยะยาวกันบ้าง
เกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมชิปตอนนี้ มันชวนให้นึกถึงตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV เลยทีเดียว
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนที่รถ EV จีนเริ่มผงาดขึ้นมาใหม่ๆ
อเมริกากับยุโรปก็พยายามกีดกันทุกวิถีทาง ทุ่มเงินอุดหนุนแบรนด์ตัวเองแบบสุดตัว
แถมยังตั้งกำแพงภาษีสูงลิ่วแตะระดับ 100% หวังจะสกัดกั้นรถจีนไม่ให้เกิด…
แล้วสุดท้ายผลลัพธ์เป็นยังไงบ้าง ก็เห็นๆ กันอยู่ว่ารถจีนคุณภาพดีราคาจับต้องได้
พากันทะลักไปยึดครองตลาดในภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกได้แบบราบคาบ
ไม่ว่าจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือแม้แต่อเมริกาใต้
ค่ายรถจีนก็เข้าไปเหยียบมิดไมล์ กวาดส่วนแบ่งตลาดมานอนกอดได้แบบสบายๆ
ใครจะยอมควักเงินก้อนโตจ่ายแพงๆ ให้รถฝรั่ง ในเมื่อของจีนถูกกว่าครึ่งแถมใช้งานได้เหมือนกัน
สถานการณ์ของตลาดชิปหน่วยความจำในตอนนี้ ก็กำลังจะเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์เดิมเป๊ะๆ
ต่อให้อเมริกาจะออกกฎเหล็ก แบนไม่ให้ชิปจีนเข้าไปเหยียบแผ่นดินของตัวเองได้
แต่สุดท้าย สินค้าพวกนี้มันก็คือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันทั่วโลกอยู่ดี
ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ทั่วโลก ย่อมต้องเลือกสิ่งที่ดีและคุ้มค่าที่สุดให้กับตัวเอง…
พวกเขาจะหันไปกว้านซื้อชิปราคาถูกจากจีน เพื่อเอามาใส่ในสินค้าที่ขายในประเทศอื่นๆ
แทนที่จะต้องยอมทนจ่ายเงินแพงๆ เพื่อซื้อชิปจากฝั่ง Micron หรือ Samsung เหมือนในอดีต
แล้วเมื่อถึงเวลานั้น กลไกตลาดก็จะทำงานของมันเองตามธรรมชาติ
ราคาชิปในตลาดโลกจะร่วงหล่นลงมาบรรจบกันที่จุดสมดุลใหม่ในที่สุด…
ฟองสบู่ AI ในยุคนี้ อาจจะช่วยยืดอายุวัฏจักรความเฟื่องฟูของวงการชิปให้ยาวนานขึ้นอีกนิด
แต่การบุกทะลวงตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่อย่างจีน จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี
พวกเขาจะทำให้อุปทานของชิปในตลาดโลก พุ่งสูงขึ้นเร็วและแรงกว่าทุกยุคที่ผ่านมา
แบบที่เรียกได้ว่า สึนามิชิปจีนกำลังก่อตัวและพร้อมจะถล่มตลาดโลกในไม่ช้านี้
ถ้าให้ลองคาดการณ์ดูแบบไม่ต้องพึ่งหมอดู ในอีกหนึ่งหรือสองปีข้างหน้านี้
โลกของเราอาจจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตชิปหน่วยความจำล้นตลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
วงจร “”Boom-bust”” รอบนี้อาจจะรุนแรงชนิดที่ว่าหลายบริษัทต้องล้มหายตายจากกันไปเลยทีเดียว
และเกมพลิกขั้วอำนาจนี้แหละ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการเทคโนโลยีโลกไปตลอดกาล…
References : [reuters,bloomberg,counterpointresearch,notebookcheck,iea]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา