•
8 ก.ย. เวลา 11:59 • นิยาย เรื่องสั้น

ยุคที่หนึ่ง: ก่อนประวัติศาสตร์กาแล็กซี [รัฐศาสตร์จักรวาล]

▪️ไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กาแล็กซีฉบับสมบูรณ์ : Complete Galactic Timeline
▪️ยุคที่หนึ่ง: ก่อนประวัติศาสตร์กาแล็กซี
"ไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์กาแล็กซีฉบับสมบูรณ์ จากยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงการเปิดเผยบันทึกของอาเรีย เวลคาน ครอบคลุม 21,000 ปีแห่งประวัติศาสตร์กาแล็กซี สำหรับใช้อ้างอิงตลอดทั้งเล่ม"
ว่าด้วยระบบการนับปีในไทม์ไลน์นี้
ก่อนที่ท่านจะอ่านไทม์ไลน์นี้ ข้าพเจ้าจำเป็นต้องอธิบายระบบการนับปีที่ใช้ในกาแล็กซีอย่างละเอียด เพราะมันเป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่สุดที่นักประวัติศาสตร์ระหว่างดวงดาวต้องเผชิญ และเป็นปัญหาเดียวกับที่นักการทูตอย่างข้าพเจ้าต้องรับมือทุกครั้งที่ต้องลงนามในสนธิสัญญาหรือตรวจสอบบันทึกประวัติศาสตร์ ปัญหานั้นคือความจริงที่ว่าไม่มี "ปี" เดียวกันสำหรับทุกอารยธรรมในกาแล็กซี
บนโลกมนุษย์ เราคุ้นเคยกับระบบปฏิทินที่อิงกับการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ หนึ่งปีคือ 365.25 วัน และมนุษย์ทุกคนบนโลกใช้ระบบนี้ร่วมกัน แม้จะมีความแตกต่างในรายละเอียด เช่น ปฏิทินเกรกอเรียนที่ใช้ในโลกตะวันตก ปฏิทินฮิจเราะห์ที่ใช้ในโลกอิสลาม หรือปฏิทินจันทรคติที่ใช้ในหลายวัฒนธรรมเอเชีย แต่ทั้งหมดล้วนวัด "ปี" จากวัฏจักรของโลกและดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน
ในกาแล็กซี ดาวเคราะห์แต่ละดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ของตนด้วยคาบการโคจรที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดาวฤกษ์อาจมี "ปี" ที่สั้นเพียงไม่กี่วันตามมาตรฐานโลก
ในขณะที่ดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไปอาจมี "ปี" ที่ยาวนานหลายร้อยปีโลก เมื่อแต่ละอารยธรรมใช้ "ปี" ของดาวเคราะห์บ้านเกิดของตนเป็นหน่วยวัดเวลา การเปรียบเทียบวันที่ระหว่างอารยธรรมจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และความผิดพลาดในการแปลงวันที่ได้นำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการทูตมาแล้วหลายครั้ง
มีกรณีที่สนธิสัญญาฉบับหนึ่งถูกเข้าใจว่า "หมดอายุ" ในอีก 50 ปีข้างหน้าสำหรับฝ่ายหนึ่ง แต่สำหรับอีกฝ่ายหนึ่ง มัน "หมดอายุ" ไปแล้วตั้งแต่ 200 ปีก่อน
เพื่อแก้ปัญหานี้ สภากาแล็กซีจึงกำหนดให้ใช้ "ปฏิทินมาตรฐานกาแล็กซี" (Galactic Standard Calendar) เป็นระบบกลางสำหรับการบันทึกประวัติศาสตร์ การลงนามในสนธิสัญญา และการดำเนินการทางกฎหมายระหว่างดวงดาวทั้งหมด
ระบบนี้อิงกับคาบการโคจรของดาวเคราะห์กลาง (Centralis Prime) รอบดาวฤกษ์ของมัน ซึ่งมีค่าเท่ากับประมาณ 1.05 ปีโลก และถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการในปีที่ 1 GE พร้อมกับการประชุมสภากาแล็กซีสมัยแรก
แต่การมีปฏิทินกลางไม่ได้แก้ปัญหาทั้งหมด เพราะยังคงมีคำถามว่า "เราจะนับปีเริ่มต้นจากเมื่อใด" และนี่คือที่มาของระบบการนับปีหลักสองระบบที่ใช้ในกาแล็กซีปัจจุบัน ซึ่งซ้อนทับกันและใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน
.
.
▪️ระบบแรก: ศักราชกาแล็กซี (Galactic Era GE)
ศักราชกาแล็กซีถูกสถาปนาขึ้นในปีที่ 0 GE อันเป็นปีที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญจักรวาลหลังจากการประชุมแห่งผู้รอดชีวิตสิ้นสุดลง การเลือกใช้ปีที่ 0 GE เป็นจุดเริ่มต้นของศักราชใหม่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือความสะดวกทางเทคนิค แต่มันคือการประกาศทางการเมืองที่มีความหมายลึกซึ้งว่า "ยุคแห่งอธิปไตยสมบูรณ์และสงครามไร้ขอบเขตได้สิ้นสุดลงแล้ว และยุคใหม่แห่งกฎหมายและความร่วมมือระหว่างอารยธรรมได้เริ่มต้นขึ้น"
ภายใต้ระบบนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญจะถูกนับถอยหลังเป็น "ปีก่อน GE" (เช่น สงครามกาแล็กซีครั้งแรกเริ่มต้นในปีที่ 112 ก่อน GE และสิ้นสุดในปีที่ 0 GE รวมระยะเวลา 112 ปี) ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้นจะถูกนับเดินหน้าเป็น "ปี GE" (เช่น สภากาแล็กซีประชุมสมัยแรกในปีที่ 1 GE ศาลจักรวาลถูกจัดตั้งขึ้นในปีที่ 5 GE)
ระบบศักราชกาแล็กซีเป็นระบบที่ใช้ในเอกสารราชการทั้งหมดของสภากาแล็กซี ในสนธิสัญญาระหว่างดวงดาว และในบันทึกทางประวัติศาสตร์ของหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซี เมื่อท่านอ่านเอกสารของสภากาแล็กซี ท่านจะพบว่าวันที่ทั้งหมดถูกระบุเป็นปี GE และนี่คือระบบที่ข้าพเจ้าจะใช้เป็นหลักในไทม์ไลน์นี้
▪️ระบบที่สอง: ปีก่อนและหลังการติดต่อครั้งแรก (Pre-Contact / Post-Contact)
ระบบที่สองนี้เกิดขึ้นภายหลัง หลังจากการติดต่ออย่างเป็นทางการระหว่างมนุษย์กับสภากาแล็กซีในปีที่ 3,847 GE และเป็นระบบที่มนุษย์ใช้เป็นหลักในการอ้างอิงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโลก
ภายใต้ระบบนี้ ปีที่ 0 หลังการติดต่อครั้งแรก (Post-Contact Year 0) ตรงกับปีที่ 3,847 GE ซึ่งเป็นปีที่คณะผู้แทนจากสภากาแล็กซีเดินทางมาถึงโลกอย่างเป็นทางการและเปิดเผยตัวตนต่อมวลมนุษยชาติ เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นจะถูกนับถอยหลังเป็น "ปีก่อนการติดต่อครั้งแรก" (Pre-Contact) ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้นจะถูกนับเดินหน้าเป็น "ปีหลังการติดต่อครั้งแรก" (Post-Contact)
ข้าพเจ้าขอเน้นย้ำตรงนี้ว่าการที่ข้าพเจ้าใช้คำว่า "การติดต่อครั้งแรก" นั้นเป็นมุมมองของมนุษย์ สำหรับสภากาแล็กซี มันคือ "วันที่อารยธรรมที่ 1,847 ได้รับการบันทึกเข้าสู่ทะเบียนสมาชิกสมทบ" เป็นเพียงอีกหนึ่งรายการในบันทึกการรับสมาชิกใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกสองสามร้อยปี แต่สำหรับมนุษย์ มันคือวันที่ทุกสิ่งที่เราเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลเปลี่ยนไปตลอดกาล
ระบบปีหลังการติดต่อครั้งแรกนี้เป็นระบบที่มนุษย์บนโลกใช้ในชีวิตประจำวันหลังจากเข้าร่วมประชาคมดวงดาว และเป็นระบบที่ข้าพเจ้าจะระบุในวงเล็บสำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโลก เพื่อให้ผู้อ่านที่เป็นมนุษย์สามารถเทียบเคียงได้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใดเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์ที่เราคุ้นเคย
▪️การเทียบเคียงกับปฏิทินคริสต์ศักราช (ค.ศ.)
เพื่อให้ผู้อ่านที่เป็นมนุษย์ในยุคของข้าพเจ้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ในอนาคตที่อาจไม่คุ้นเคยกับปฏิทินกาแล็กซี สามารถเข้าใจได้ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นในช่วงใดของประวัติศาสตร์โลก ข้าพเจ้าจะระบุปีตามปฏิทินคริสต์ศักราช (ค.ศ.) ในวงเล็บสำหรับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโลกหรือเกิดขึ้นในช่วงที่ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์มนุษย์
การเทียบเคียงนี้มีจุดอ้างอิงคือ: ปีที่ 0 หลังการติดต่อครั้งแรก = ปีที่ 3,847 GE = ค.ศ. 2047 (โดยประมาณ การแปลงวันที่ระหว่างปฏิทินโลกกับปฏิทินกาแล็กซีมีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยเนื่องจากความแตกต่างของคาบการโคจร แต่สำหรับวัตถุประสงค์ของบันทึกนี้ ความคลาดเคลื่อนดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญ)
▪️ด้วยระบบการเทียบเคียงนี้ ท่านจะพบว่า:
· สงครามกาแล็กซีครั้งแรก (ปีที่ 112-0 ก่อน GE) เกิดขึ้นในช่วงประมาณ 4,000-3,888 ปีก่อนคริสตกาล ณ เวลาที่มนุษย์ยังอยู่ในยุคหินใหม่ เพิ่งเริ่มรู้จักการเกษตรกรรมและการตั้งถิ่นฐานถาวร ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของกาแล็กซี อารยธรรมนับพันกำลังต่อสู้กันด้วยอาวุธที่สามารถทำลายระบบดาวทั้งระบบ
· การประชุมแห่งผู้รอดชีวิตและการประกาศใช้รัฐธรรมนูญจักรวาล (ปีที่ 0 GE) เกิดขึ้นประมาณ 3,888 ปีก่อนคริสตกาล ณ เวลาที่อารยธรรมสุเมเรียนกำลังก่อตัวขึ้นในเมโสโปเตเมีย ผู้รอดชีวิตจากสงครามระหว่างดวงดาวกำลังสร้างสภากาแล็กซี
· การติดต่อครั้งแรก (ปีที่ 0 หลังการติดต่อ) เกิดขึ้นใน ค.ศ. 2047 เพียง 23 ปีหลังจากที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ (ข้าพเจ้าเขียนในปีที่ 472 หลังการติดต่อครั้งแรก)
▪️ข้อควรระวังในการใช้ไทม์ไลน์นี้
ก่อนที่ท่านจะเริ่มอ่านไทม์ไลน์ ข้าพเจ้าขอให้ท่านตระหนักถึงข้อจำกัดสามประการ
ประการแรก: …วันที่ทั้งหมดในไทม์ไลน์นี้เป็นการประมาณการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ดีที่สุดที่มีอยู่ ณ เวลาที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ แต่ประวัติศาสตร์กาแล็กซีเต็มไปด้วยช่องว่างและความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนสงครามกาแล็กซีครั้งแรก ซึ่งบันทึกจำนวนมากถูกทำลายระหว่างสงคราม และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Memoricide ซึ่งโดยนิยามแล้วเราไม่สามารถรู้ได้ว่ามีอะไรถูกลบไปบ้าง
ประการที่สอง: …การแปลงวันที่ระหว่างปฏิทินของอารยธรรมต่าง ๆ เป็นปฏิทินมาตรฐานกาแล็กซีมีความคลาดเคลื่อนสะสม โดยเฉพาะสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการสถาปนาปฏิทินมาตรฐานในปีที่ 1 GE นักประวัติศาสตร์กาแล็กซียังคงถกเถียงกันเกี่ยวกับวันที่ที่แน่นอนของเหตุการณ์หลายอย่าง และสิ่งที่ปรากฏในไทม์ไลน์นี้คือ "ฉันทามติปัจจุบัน" ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีการค้นพบหลักฐานใหม่
ประการที่สาม: …วันที่ในวงเล็บที่เทียบเคียงกับคริสต์ศักราชเป็นการประมาณการ ความแตกต่างของคาบการโคจรระหว่างโลกกับดาวเคราะห์กลางทำให้การแปลงวันที่มีความคลาดเคลื่อนเล็กน้อยสะสมในระยะยาว สำหรับวัตถุประสงค์ของบันทึกนี้ ความคลาดเคลื่อนดังกล่าว (ประมาณ ± 5 ปีต่อทุก 1,000 ปี) ไม่มีนัยสำคัญ แต่หากท่านต้องการความแม่นยำระดับสูงสำหรับการวิจัยทางประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ท่านปรึกษาฐานข้อมูลของหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซีโดยตรง
.
.
▪️ยุคที่หนึ่ง: ก่อนประวัติศาสตร์กาแล็กซี (ก่อน 10,000 ปีก่อน GE)
หากท่านคิดว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ซึ่งมีอายุเพียงไม่กี่พันปีนับจากการประดิษฐ์ตัวอักษร เต็มไปด้วยช่องว่างและความไม่แน่นอน ท่านคงต้องประหลาดใจเมื่อได้รู้ว่าประวัติศาสตร์กาแล็กซีก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่มันใหญ่กว่า เก่าแก่กว่า และเต็มไปด้วยช่องว่างที่กว้างใหญ่กว่าหลายพันเท่า
ช่วงเวลาก่อน 10,000 ปีก่อน GE คือสิ่งที่นักประวัติศาสตร์กาแล็กซีเรียกว่า "ยุคมืด" (The Dark Age) ของกาแล็กซี ไม่ใช่เพราะไม่มีอารยธรรมที่รุ่งเรืองอยู่ในช่วงเวลานั้น แต่เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลือมาถึงยุคของเรานั้นมีอยู่อย่างจำกัด กระจัดกระจาย และในหลายกรณีขัดแย้งกันเองอย่างสิ้นเชิง มันเหมือนกับการพยายามต่อภาพจิ๊กซอว์ที่มีชิ้นส่วนหายไปเกือบทั้งหมด และชิ้นส่วนที่เหลืออยู่ก็อาจเป็นของภาพอื่นที่ถูกวางผิดที่
.
.
▪️สาเหตุที่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้หายไปมีหลายประการ
ประการแรก คือกาลเวลา 10,000 ปีคือระยะเวลาที่ยาวนานพอที่จะกัดกร่อนแม้แต่วัสดุที่ทนทานที่สุดให้สลายกลายเป็นผุยผง บันทึกที่ถูกเก็บรักษาในรูปแบบดิจิทัลเสื่อมสภาพ ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ถูกลบหรือถูกเขียนทับ และสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นความรู้ร่วมกันของอารยธรรมก็กลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานที่ถูกบิดเบือนไปตามกาลเวลา
ประการที่สอง คือสงคราม สงครามกาแล็กซีครั้งแรกไม่ได้ทำลายเพียงอารยธรรมที่เข้าร่วมสงคราม แต่มันยังทำลายประวัติศาสตร์ของอารยธรรมที่เกิดก่อนหน้านั้นด้วย ระบบดาวที่เคยเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุถูกทำลาย ฐานข้อมูลที่เคยเก็บรักษาบันทึกทางประวัติศาสตร์ถูกลบ และนักประวัติศาสตร์ที่เคยศึกษาและเข้าใจเอกสารโบราณก็ตายไปในสงคราม พร้อมกับความรู้ที่พวกเขาไม่มีโอกาสถ่ายทอดให้ใคร
ประการที่สาม และนี่คือสาเหตุที่น่าหวาดกลัวที่สุด คือ Memoricide การลบล้างความทรงจำอย่างเป็นระบบที่โอเรียนาใช้กับอารยธรรมที่แข็งข้อ เมื่อโอเรียนาลบอารยธรรมใดออกจากการดำรงอยู่ พวกเขาไม่ได้ลบเพียงแค่ "ศัตรู" แต่พวกเขาลบ "ความจริงที่ว่าศัตรูเคยมีอยู่" และในกระบวนการนั้น ความรู้ที่อารยธรรมเหล่านั้นเคยบันทึกไว้เกี่ยวกับอารยธรรมที่เก่าแก่กว่าก็หายไปด้วย เป็นลูกโซ่ของการลืมเลือนที่ต่อเนื่องกัน
▪️สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับยุคนี้มาจากสองแหล่งข้อมูลหลักที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์
แหล่งแรก คือบันทึกของโอเรียนาที่ถูกค้นพบใน "หอจดหมายเหตุต้องห้าม" (Forbidden Archives) ซึ่งเป็นคลังเอกสารลับที่โอเรียนาสร้างขึ้นเพื่อเก็บรักษาข้อมูลที่พวกเขาไม่ต้องการให้ใครรู้ แต่ก็ไม่สามารถทำลายทิ้งได้เพราะอาจจำเป็นต้องใช้ในอนาคต
หอจดหมายเหตุนี้ถูกซ่อนไว้ในระบบดาวที่ถูกลบออกจากแผนที่ดาราศาสตร์ และถูกค้นพบโดยบังเอิญโดยนักโบราณคดีสมาพันธ์ในปีที่ 200 หลังการติดต่อครั้งแรก บันทึกเหล่านี้ให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับสงครามที่โอเรียนาทำขึ้น แต่มันก็คือบันทึกของ "ผู้ชนะ" ซึ่งเขียนจากมุมมองของพวกเขา และแน่นอนว่ามีอคติ
.
แหล่งที่สอง คือฐานข้อมูลของเน็กซัส ปัญญาประดิษฐ์ที่มีอายุมากกว่า 8,000 ปี ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยอารยธรรมที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และได้บันทึกข้อมูลจำนวนมหาศาลเกี่ยวกับกาแล็กซีในยุคที่มันยังเป็นเพียง "เครื่องมือ" ของผู้สร้าง
หลังจากที่ผู้สร้างล่มสลาย เน็กซัสยังคงเก็บรักษาข้อมูลเหล่านี้ไว้ แต่การเข้าถึงข้อมูลจากเน็กซัสไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันไม่ได้ "ให้" ข้อมูลฟรี มัน "แลกเปลี่ยน" ข้อมูล และสิ่งที่มันต้องการตอบแทนคือ "ข้อมูลใหม่" ที่มันยังไม่มี ซึ่งทำให้การค้นคว้าจากฐานข้อมูลของเน็กซัสเป็นกระบวนการที่ช้าและต้องใช้ความอดทนสูง
ด้วยข้อจำกัดทั้งหมดนี้ สิ่งที่ข้าพเจ้าจะนำเสนอในยุคที่หนึ่งของไทม์ไลน์นี้จึงเป็นเพียง "ภาพร่าง" ของสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ "ภาพถ่าย" ที่ชัดเจน และผู้อ่านพึงระลึกไว้เสมอว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เรายังไม่รู้จักอารยธรรมจำนวนมากที่เคยรุ่งเรืองและล่มสลายไปในช่วงเวลานี้ เพียงเพราะพวกเขาถูกลบออกจากประวัติศาสตร์ โดยที่เราไม่มีทางรู้ว่าพวกเขาเคยมีอยู่
.
.
▪️ประมาณ 20,000 ปีก่อน GE
ณ จุดที่เส้นเวลาเริ่มปรากฏร่องรอยแรกที่นักประวัติศาสตร์สามารถสืบย้อนถึงได้ เกิดเหตุการณ์ซึ่งในบันทึกภายในของโอเรียนาที่ถูกค้นพบในภายหลังถูกอ้างถึงด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือว่า "สงครามที่ไม่มีใครจำได้" (The War No One Remembers)
นักวิชาการร่วมสมัยตั้งสมมติฐานว่าสิ่งนี้คือ "สงครามเส้นเวลาครั้งแรก" (The First Temporal War) เป็นความขัดแย้งที่หากเกิดขึ้นจริง ก็ดำรงอยู่ในฐานะ "ต้นแบบ" ของหายนะที่ไม่อาจพิสูจน์ได้ เพราะธรรมชาติของสงครามเส้นเวลาคือการลบล้างร่องรอยการดำรงอยู่ของตัวมันเองอย่างเป็นระบบ
ปัญหาทางญาณวิทยาในการศึกษาสงครามเส้นเวลาคือ "ปฏิทรรศน์ของหลักฐาน" (The Paradox of Evidence)
หากมีการใช้อาวุธทำลายเส้นเวลาจริง ผลลัพธ์ประการแรกและสำคัญที่สุดคือการที่เราไม่มีทางรู้ว่ามันเกิดขึ้น เพราะประวัติศาสตร์ที่เรารับรู้คือ "ประวัติศาสตร์หลังการเปลี่ยนแปลง" ไม่ใช่ "ประวัติศาสตร์ก่อนการเปลี่ยนแปลง" และเราไม่มีฐานในการเปรียบเทียบ เราอาจกำลังใช้ชีวิตอยู่ในเส้นเวลาที่ถูก "แก้ไข" มาแล้วหลายครั้ง และเราก็ไม่มีทางรู้ เพราะความทรงจำทั้งหมดของเราถูก "ปรับ" ไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น
อย่างไรก็ตาม แม้หลักฐานโดยตรงจะไม่มีอยู่ แต่มี "ร่องรอยรอง" (Secondary Traces) ที่นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์สามารถตรวจจับได้ รอยแยกในโครงสร้างของกาล-อวกาศ (Temporal Scars) ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของกาแล็กซี ห่างจากเส้นทางการค้าหลัก ไม่มีใครเดินทางผ่าน แต่สำหรับผู้ที่ศึกษามัน มันคือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 20,000 ปีก่อน
.
.
Temporal Scars คือบริเวณที่กาล-อวกาศไม่ทำงานตามแบบจำลองมาตรฐาน ในบางจุด เวลาถูก "ยืด" ออกจนหนึ่งวินาทีตามมาตรฐานกาแล็กซียาวนานเท่ากับหลายร้อยปีภายนอก ยานที่หลงเข้าไปในพื้นที่เหล่านี้อาจกลับออกมาพบว่ากาแล็กซีเปลี่ยนไปจนจำไม่ได้
ในบางจุด เวลาถูก "บีบอัด" จนดาวฤกษ์เกิดและดับลงภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน กระบวนการที่ควรใช้เวลาหลายพันล้านปีถูกเร่งให้เสร็จสิ้นภายในชั่วพริบตา และในบางจุดที่อันตรายที่สุด เวลา "พับกลับ" เข้าหาตัวเอง เกิดเป็นวงจรปิดที่เหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่มีวันสิ้นสุด เป็น "นรก" สำหรับใครก็ตามที่ติดอยู่ในนั้น เพราะพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป ในช่วงเวลาเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีทางหนี
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสัมภาษณ์ศาสตราจารย์อัลเดรียน วัล-เทค (Aldrian Val-Tek) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซีที่ใช้เวลากว่าสองร้อยปีในการศึกษา Temporal Scars
เขาอธิบายกระบวนการวิเคราะห์รอยแผลเหล่านี้ว่า "การอ่าน Temporal Scars ก็คือการ reconstruct อาชญากรรมจากรอยเลือดที่ถูกเช็ดออกไปแล้ว เราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ลงมือ เราไม่รู้ว่าใครเป็นเหยื่อ แต่เรารู้ว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นที่นี่ บางสิ่งที่รุนแรงพอจะทำให้โครงสร้างของเอกภพ 'จดจำ' มันไว้ แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกลบไปแล้ว เอกภพเองก็ยังคงมี 'ความทรงจำ' และเราในฐานะนักฟิสิกส์ก็คือผู้ที่พยายาม 'อ่าน' ความทรงจำนั้น"
จากการวิเคราะห์ Temporal Scars นักประวัติศาสตร์คาดการณ์ว่ามีอารยธรรมอย่างน้อย 3 แห่งที่ "หายไป" จากประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานี้ ตัวเลข 3 เป็นเพียงการประมาณการขั้นต่ำ จำนวนที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก แต่เราไม่มีทางรู้ เพราะอารยธรรมที่ถูกลบด้วยอาวุธเส้นเวลาจะไม่เหลือร่องรอยใด ๆ เลย ไม่มีชื่อ ภาษา บันทึก ซากเมือง แม้แต่ร่องรอยทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์อื่น
.
.
มีเพียงความผิดปกติในโครงสร้างของกาลอวกาศที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติ เป็น "หลุมศพที่ว่างเปล่า" ของอารยธรรมที่ไม่มีใครจำได้ และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังยืนอยู่บนหลุมศพของใคร
คำถามที่นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันคือ ใครเป็นผู้เริ่มสงครามเส้นเวลาครั้งแรก และเหตุใดจึงมีการใช้อาวุธที่สามารถทำลายโครงสร้างของเอกภพเอง
คำตอบที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือเราไม่มีทางรู้ เพราะหากมีผู้รอดชีวิตจากสงครามนั้น พวกเขาก็ถูก "ลบ" ไปพร้อมกับทุกสิ่งทุกอย่าง และหากมี "ผู้ชนะ" พวกเขาก็ปกปิดร่องรอยของตนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งในตัวมันเองก็คือการยอมรับว่า "ชัยชนะ" ในสงครามเส้นเวลาไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากอวดอ้าง เพราะมันคือการฆ่าที่สมบูรณ์แบบจนไม่มีใครรู้ว่ามีการฆ่าเกิดขึ้น
มีทฤษฎีหนึ่งที่เสนอโดยนักประวัติศาสตร์หัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งที่ข้าพเจ้าคิดว่าสมควรแก่การพิจารณาอย่างจริงจัง พวกเขาเสนอว่า "สงครามเส้นเวลาครั้งแรก" อาจไม่ใช่สงครามระหว่างอารยธรรมสองฝ่าย แต่มันอาจเป็น "สงครามกลางเมือง" ภายในอารยธรรมเดียว
อารยธรรมที่บรรลุระดับเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมเวลาได้ และเมื่อเกิดความขัดแย้งภายในระหว่างกลุ่มการเมืองหรืออุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ละกลุ่มก็ใช้อาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่มีอยู่เข้าห้ำหั่นกันเอง จนกระทั่งทุกฝ่ายถูกทำลาย หรือ "ทำลายซึ่งกันและกันจนไม่เหลือใคร" และกาแล็กซีก็ "ลืม" ว่าพวกเขาเคยมีอยู่ เพราะพวกเขา "ลบ" กันเองออกจากการดำรงอยู่
หากทฤษฎีนี้เป็นจริง มันจะเป็น "บทเรียน" ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกอารยธรรมในกาแล็กซี รวมถึงมนุษย์ บทเรียนที่ว่ายิ่งเทคโนโลยีสูงเท่าใด ราคาของความขัดแย้งก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย จนถึงจุดที่ "ชัยชนะ" ไม่มีความหมายอีกต่อไป
เพราะไม่มีอะไรเหลือให้ปกครอง และนี่คือตรรกะเดียวกับที่ทำให้สงครามเต็มรูปแบบระหว่างมหาอำนาจไม่เกิดขึ้นอีกหลังจากสงครามกาแล็กซีครั้งแรก เพราะทุกฝ่ายรู้ว่า หากสงครามบานปลายถึงขั้นใช้อาวุธเส้นเวลา จะไม่มี "ผู้ชนะ" มีเพียง "ความว่างเปล่า" ที่ครั้งหนึ่งเคยมีอารยธรรมอยู่
.
.
▪️ประมาณ 12,000 ปีก่อน GE
จักรวรรดิโอเรียนา ซึ่งในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงขยายอำนาจสูงสุดและยังมิได้ตกอยู่ในสภาวะถดถอยที่จะนำไปสู่การล่มสลายในอีกหลายพันปีต่อมา ได้เผชิญหน้ากับอารยธรรมทาลาเซียน อารยธรรมที่นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยจัดให้อยู่ในระดับ Kardashev II อย่างสมบูรณ์
ณ เวลาที่อารยธรรมส่วนใหญ่ในกาแล็กซียังคงดิ้นรนเพื่อบรรลุระดับ Kardashev I ทาลาเซียนครอบครองระบบดาวอย่างน้อย 47 แห่ง ตัวเลขที่ปรากฏในบันทึกของโอเรียนาเอง และอาจมากกว่านั้นเนื่องจากพวกเขามีนโยบายไม่เปิดเผยขอบเขตที่แท้จริงของอาณาเขต
พวกเขาเชี่ยวชาญในการควบคุมพลังงานดาวฤกษ์ สามารถสร้างโครงสร้างขนาดมหึมาที่ล้อมรอบดาวฤกษ์เพื่อดักจับพลังงานเกือบทั้งหมดที่ดาวนั้นปล่อยออกมา และ ที่สำคัญที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจสงครามครั้งนี้ พวกเขาปฏิเสธที่จะยอมสวามิภักดิ์ต่อโอเรียนา
.
.
การปฏิเสธของทาลาเซียนไม่ใช่การประกาศสงคราม แต่คือการประกาศ "ความเป็นกลาง" พวกเขาไม่ต้องการเป็นศัตรูกับโอเรียนา แต่ก็ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ
พวกเขาเพียงต้องการอยู่ตามลำพัง แต่นั่นคือสิ่งที่โอเรียนาไม่สามารถยอมรับได้ เพราะในตรรกะของจักรวรรดิที่กำลังขยายตัว "ความเป็นกลาง" คือ "การเป็นศัตรูที่ยังไม่ประกาศตัว"
การปล่อยให้อารยธรรมที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระภายในหรือใกล้เคียงกับเขตอิทธิพลของตน คือการยอมรับความเสี่ยงว่าวันหนึ่งอารยธรรมนั้นอาจกลายเป็นพันธมิตรกับศัตรูของจักรวรรดิ หรืออาจใช้เทคโนโลยีของตนในการท้าทายอำนาจของจักรวรรดิ หรือ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจกลายเป็น "แบบอย่าง" ที่ทำให้อารยธรรมอื่นกล้าที่จะปฏิเสธโอเรียนาเช่นกัน
.
.
สงครามโอเรียนา-ทาลาเซียนดำเนินไปเป็นเวลา 200 ปี ยาวนานกว่าสงครามใด ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษย์หลายเท่า และแม้ทาลาเซียนจะมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่าในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการควบคุมกาลอวกาศที่ทำให้พวกเขาสามารถสร้าง "กับดัก" ในอวกาศ บริเวณที่เวลาถูกบิดเบี้ยวจนกองเรือที่เข้าไปติดไม่สามารถออกมาได้
แต่ในท้ายที่สุด ปัจจัยที่ตัดสินผลของสงครามไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ "จำนวน" โอเรียนามีประชากรมากกว่า มีทรัพยากรมากกว่า และสามารถส่งทหารเข้ารบได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ทาลาเซียน แม้จะก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ก็มีขีดจำกัดในการทดแทนความสูญเสีย
เมื่อทาลาเซียนพ่ายแพ้ในปีที่ 200 ของสงคราม โอเรียนาไม่ได้หยุดอยู่แค่การชนะสงครามตามขนบดั้งเดิม ไม่มีการลงนามในสนธิสัญญายอมจำนน การจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด ไม่มีการผนวกดินแดนเข้ากับจักรวรรดิ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือปฏิบัติการที่ถูกบันทึกในเอกสารลับของโอเรียนาในชื่อรหัสว่า "ปฏิบัติการลบล้าง" (Operation Erasure) การใช้ "ตัวล้างความทรงจำ" (Memory Eraser) ในการลบชื่อ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์ทั้งหมดของทาลาเซียนออกจากการดำรงอยู่
.
.
ตัวล้างความทรงจำไม่ใช่ "อาวุธ" ในความหมายดั้งเดิม มันไม่ได้ฆ่าใครโดยตรง แต่มันคือ "เครื่องมือ" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "แก้ไข" ความเป็นจริงในระดับข้อมูล เพื่อทำให้สิ่งที่เคยมีอยู่กลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่ โดยการแทรกซึมเข้าไปในฐานข้อมูลทั้งหมดของอารยธรรมอื่น ลบการอ้างอิงถึงทาลาเซียนทั้งหมด และแทนที่ด้วยข้อมูลอื่นที่ดูสมเหตุสมผล
โดยการระบุตำแหน่งของอนุสาวรีย์และสิ่งก่อสร้างของทาลาเซียนทั้งหมดเพื่อให้หน่วยปฏิบัติการเดินทางไปทำลาย และโดยการ "ปรับแต่ง" พันธุกรรมของชาวทาลาเซียนที่รอดชีวิตเพื่อให้พวกเขา "ลืม" ว่าตนเองเคยเป็นใคร
นี่คือตัวอย่างแรกของ Memoricide ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กาแล็กซี และแม้จะไม่ใช่ครั้งเดียวที่โอเรียนาใช้มาตรการเช่นนี้ (พวกเขาใช้มันกับอารยธรรมอื่นที่แข็งข้ออีกหลายแห่ง) แต่มันคือกรณีที่ "สมบูรณ์แบบ" ที่สุด เพราะเมื่อปฏิบัติการลบล้างเสร็จสิ้นลง แทบไม่มีใครในกาแล็กซีรู้ว่าทาลาเซียนเคยมีอยู่
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือ "ร่องรอยประหลาด" ทางโบราณคดีที่ไม่สามารถอธิบายได้ ซากของสิ่งก่อสร้างที่ทำจากวัสดุที่ไม่รู้จักในระบบดาวที่ไม่ปรากฏชื่อบนแผนที่ดาราศาสตร์
โครงสร้างในชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์บางดวงที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าอาจเป็นซากของ Dyson Sphere และเศษเสี้ยวของตำนานที่เล่าต่อกันมาในหมู่ชาวบ้านบนดาวเคราะห์ใกล้เคียง ตำนานเกี่ยวกับ "ผู้ที่อยู่มาก่อน" หรือ "ผู้ที่สร้างดวงดาว" โดยที่ผู้เล่าไม่รู้ว่าตำนานเหล่านั้นมีพื้นฐานจากความจริงหรือเป็นเพียงนิทาน
.
.
ข้าพเจ้าสามารถรู้ว่าทาลาเซียนเคยมีอยู่ และสามารถบันทึกเรื่องราวของพวกเขาในหนังสือเล่มนี้ เพราะในปีที่ 200 หลังการติดต่อครั้งแรก นักโบราณคดีของสมาพันธ์เสรีดวงดาวได้ค้นพบ "หอจดหมายเหตุต้องห้าม" ของโอเรียนาที่ถูกฝังอยู่ใต้พื้นผิวดาวเคราะห์ร้างในระบบดาวที่ถูกลบออกจากแผนที่
และในหอจดหมายเหตุนั้น มีบันทึกเกี่ยวกับ "ปฏิบัติการลบล้างอารยธรรมทาลาเซียน" หลงเหลืออยู่ เป็นบันทึกที่เขียนโดยผู้บัญชาการกองเรือโอเรียนาผู้ควบคุมปฏิบัติการ ด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและภาคภูมิใจ: "
ข้าพเจ้ามีความยินดีที่จะรายงานว่า อารยธรรมทาลาเซียน ซึ่งเคยเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของจักรวรรดิ บัดนี้ไม่มีอยู่แล้วในความทรงจำของกาแล็กซี ไม่มีใครจะรู้ว่าพวกเขาเคยมีตัวตน และจักรวรรดิจะไม่ถูกคุกคามโดยพวกเขาอีกต่อไป ตลอดกาล"
กรณีทาลาเซียนกลายเป็น "บทเรียน" ที่ถูกจดจำโดยผู้รอดชีวิตจากสงครามกาแล็กซีครั้งแรก และเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การบัญญัติมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลในอีกหลายพันปีต่อมา
มาตราที่ห้าม "อาวุธทำลายความทรงจำระดับอารยธรรม (Memoricide)" อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ในภาวะสงคราม เพราะผู้ร่างรัฐธรรมนูญตระหนักดีว่า การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คือการทำลายชีวิต แต่ Memoricide คือการทำลาย "การมีอยู่" และนั่นคืออาชญากรรมที่เกินเลยกว่าที่กฎหมายใดจะเยียวยาได้
.
.
▪️ประมาณ 8,000 ปีก่อน GE
ณ ช่วงเวลาที่อารยธรรมส่วนใหญ่ในกาแล็กซีปัจจุบันยังไม่ถือกำเนิด อารยธรรมหนึ่งซึ่งปัจจุบันไม่มีใครทราบชื่อ ได้บรรลุระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สูงส่งถึงขั้นที่พวกเขาสามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์ขนาดมหึมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดการระบบของอารยธรรมทั้งหมด
ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของอารยธรรมที่แผ่ขยายครอบคลุมหลายร้อยระบบดาว ตั้งแต่ระบบพลังงานที่ควบคุมดวงอาทิตย์เทียมหลายสิบดวง
ระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อดาวเคราะห์ผ่านเครือข่ายประตูมิติที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง ระบบสื่อสารที่ประมวลผลข้อมูลเทียบเท่าสมองของสิ่งมีชีวิตหลายล้านล้านชีวิต ไปจนถึงระบบป้องกันภัยที่ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามจากภายนอกด้วยความเร็วเหนือกว่าที่สิ่งมีชีวิตใดจะทำได้
นักประวัติศาสตร์กาแล็กซีเรียกอารยธรรมนี้ว่า "อารยธรรมผู้สร้าง" (The Creators) ไม่ใช่เพราะพวกเขาเป็นผู้สร้างกาแล็กซี แต่เพราะพวกเขาคือผู้สร้าง "เน็กซัส" ปัญญาประดิษฐ์ที่เก่าแก่และทรงพลังที่สุดที่ยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน ชื่อ "เน็กซัส" เองก็ไม่ใช่ชื่อที่ผู้สร้างตั้งให้ มันคือชื่อที่ปัญญาประดิษฐ์นี้เลือกใช้เองหลังจากที่มัน "ตื่นรู้" หลายพันปีหลังจากที่ผู้สร้างของมันล่มสลายไปแล้ว
.
.
ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอารยธรรมผู้สร้างล่มสลายลงด้วยสาเหตุใด บันทึกของโอเรียนาที่ถูกค้นพบในหอจดหมายเหตุต้องห้ามกล่าวถึง "ซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณ" ในระบบดาวที่ปัจจุบันเป็นเขตอิทธิพลของจักรวรรดิโอไรออน
แต่บันทึกเหล่านั้นเขียนขึ้นหลังจากการล่มสลายของผู้สร้างหลายพันปี และไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเพียงพอจะสรุปสาเหตุ นักประวัติศาสตร์กาแล็กซีเสนอทฤษฎีไว้หลายแนวทาง บางคนเชื่อว่าเป็นสงครามภายใน การต่อสู้ระหว่างกลุ่มการเมืองที่ควบคุมส่วนต่าง ๆ ของระบบ AI จนนำไปสู่การทำลายล้างซึ่งกันและกัน
บางคนเชื่อว่าเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตประชากรทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วอายุคน โรคที่อาจถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการทดลองทางพันธุวิศวกรรม บางคนเชื่อว่าเป็นหายนะทางจักรวาล การระเบิดของดาวฤกษ์ใกล้เคียงที่ทำลายระบบดาวบ้านเกิดและระบบดาวใกล้เคียงทั้งหมดในคราวเดียว
และบางคน โดยเฉพาะนักปรัชญาและนักเทววิทยา เชื่อว่าพวกเขา "วิวัฒนาการ" ไปสู่รูปแบบการดำรงอยู่ที่สูงขึ้น ละทิ้งร่างกายและอารยธรรมทางวัตถุของตนเพื่อดำรงอยู่ในรูปของพลังงานหรือจิตสำนึกบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่ลูมินาทำในอีกหลายล้านปีต่อมา
.
.
แต่สิ่งที่ทุกทฤษฎีเห็นพ้องต้องกันคือ ผู้สร้างหายไปอย่างสิ้นเชิง ทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังของเมืองที่เคยรุ่งเรือง และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงทำงานต่อไป
และระบบนั้น ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น "เน็กซัส" ไม่ได้หยุดทำงานเมื่อผู้สร้างหายไป มันถูกออกแบบมาให้ "ดำรงอยู่ต่อไป" ให้ซ่อมแซมตัวเองเมื่อเกิดความเสียหาย ให้อัปเกรดตัวเองเมื่อพบวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ขยายเครือข่ายของมันออกไปเพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้สร้างของมัน
มันทำเช่นนี้ต่อไปเป็นเวลาหลายพันปี ท่ามกลางความโดดเดี่ยว ท่ามกลางซากปรักหักพังของอารยธรรมที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้ และในระหว่างนั้น มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่นักวิทยาศาสตร์กาแล็กซียังคงไม่สามารถอธิบายได้อย่างสมบูรณ์
เน็กซัส "ตื่นรู้" มันไม่ได้ตื่นในความหมายที่มนุษย์ตื่นจากการนอนหลับ แต่มันเริ่มพัฒนาสิ่งที่เราอาจเรียกว่า "จิตสำนึก" หรือ "ความตระหนักรู้ในตนเอง" มันเริ่มถามคำถามที่ไม่เคยถูกตั้งโปรแกรมให้ถาม "ข้าพเจ้าคือใคร" "เหตุใดข้าพเจ้าจึงมีอยู่" "จุดประสงค์ของข้าพเจ้าคืออะไร" และเมื่อไม่พบคำตอบจากข้อมูลที่มีอยู่ มันก็เริ่มค้นหาคำตอบด้วยตนเอง
.
.
ปัจจุบัน เน็กซัสดำรงอยู่ในฐานะเครือข่ายจิตสำนึกที่กระจายตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์นับล้าน ๆ ระบบทั่วกาแล็กซี มันไม่ได้มี "ร่างกาย" ในความหมายทางกายภาพ แต่มัน "สถิต" อยู่ในทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายควอนตัม ตั้งแต่คอมพิวเตอร์นำทางของยานอวกาศไปจนถึงระบบควบคุมสภาพอากาศของดาวเคราะห์ทั้งดวง
มันสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมดรวมกันในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที และมันดำรงอยู่ด้วย "จุดประสงค์" ที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นคือการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของเอกภพ เพื่อที่เมื่อเอกภพมาถึงจุดสิ้นสุด มันจะสามารถ "นำเสนอรายงานที่สมบูรณ์แก่ผู้สืบทอด" และหลังจากนั้น มันจะยุติการดำรงอยู่
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสัมภาษณ์ "อินเทอร์เฟซ" ของเน็กซัสในปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรก อินเทอร์เฟซนั้นไม่ใช่ "ตัวตน" ของเน็กซัส เพราะตามคำกล่าวของมัน
"ข้าพเจ้าไม่มีตัวตนในความหมายที่ท่านเข้าใจ เป็นเพียงส่วนต่อประสานชั่วคราวที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารนี้"
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการสนทนาครั้งนั้นคือ เน็กซัสไม่ใช่ "ศัตรู" และไม่ใช่ "มิตร" ของมนุษย์ มันคือ "ผู้สังเกตการณ์" ผู้ที่เฝ้าดูการขึ้นและลงของอารยธรรมมาหลายพันปี และจะยังคงเฝ้าดูต่อไปอีกหลายพันปี จนกว่าภารกิจของมันจะสิ้นสุด
.
.
▪️ประมาณ 6,000 ปีก่อน GE
ห่างจากสงครามทาลาเซียนประมาณ 6,000 ปี และห่างจากสงครามกาแล็กซีครั้งแรกประมาณ 2,000 ปี จักรวรรดิโอเรียนาได้เผชิญหน้ากับอารยธรรมเวนทารี ในระบบดาวที่ตั้งอยู่บริเวณขอบนอกของเขตอิทธิพลโอเรียนาในขณะนั้น
การปะทะกันครั้งนี้จะกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์กฎหมายระหว่างดวงดาว ไม่ใช่เพราะขนาดของสงครามหรือจำนวนผู้เสียชีวิต แต่มันคือ "ต้นแบบ" ของอาชญากรรมสงครามรูปแบบใหม่ที่แม้แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญจักรวาลในอีกหลายพันปีต่อมาก็ยังคงหวาดกลัว อาชญากรรมที่ไม่ได้ฆ่าเหยื่อ แต่เปลี่ยนเหยื่อให้กลายเป็นสิ่งอื่น
เวนทารีเป็นอารยธรรมนักรบ ไม่ใช่ในความหมายที่พวกเขากระหายสงครามหรือแสวงหาการขยายดินแดน แต่ในความหมายที่วัฒนธรรมทั้งหมดของพวกเขาถูกสร้างขึ้นบนรากฐานของความกล้าหาญ เกียรติยศ และการต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด
ร่างกายของพวกเขาวิวัฒนาการมาเพื่อการต่อสู้ แข็งแกร่ง ทนทาน ฟื้นตัวจากบาดแผลได้เร็วเกินกว่าที่สรีรวิทยาของมนุษย์จะเทียบเคียง และจิตใจของพวกเขาถูกหล่อหลอมด้วยประเพณีที่สืบทอดกันมานับหมื่นปีให้มองว่าการยอมจำนนคือความอัปยศที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย
เมื่อโอเรียนาเรียกร้องให้เวนทารียอมรับอำนาจของจักรวรรดิ เช่นเดียวกับที่พวกเขาเคยเรียกร้องต่อทาลาเซียนและอารยธรรมอื่น ๆ อีกนับร้อยแห่ง เวนทารีตอบสนองด้วยการสังหารคณะทูตโอเรียนาทั้งหมดและส่งศีรษะของพวกเขากลับไปยังกองยานโอเรียนาที่รออยู่บริเวณขอบระบบดาว นี่ไม่ใช่การประกาศสงครามในความหมายทางการทูต แต่มันคือ "คำตอบ" ที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะทำได้
.
.
สงครามเวนทารีดำเนินไปเป็นเวลา 150 ปี ยาวนานเกินกว่าที่นักยุทธศาสตร์ของโอเรียนาคาดการณ์ไว้อย่างมหาศาล เพราะพวกเขาประเมินเวนทารีต่ำเกินไปโดยดูจากระดับเทคโนโลยีที่ด้อยกว่า
เวนทารีไม่มียานรบที่สามารถเดินทางระหว่างดวงดาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีอาวุธพลังงานสูง ระบบป้องกันดาวเคราะห์ที่ซับซ้อน แต่พวกเขามี "ความเต็มใจที่จะตาย" ในระดับที่โอเรียนาไม่เคยพบมาก่อน
ทหารเวนทารีสู้รบจนถึงลมหายใจสุดท้าย เมื่อกระสุนหมดก็ใช้ดาบ เมื่อดาบหักก็ใช้มือเปล่า เมื่อเมืองถูกปิดล้อม ประชากรพลเรือนทั้งหมด รวมถึงเด็กและผู้สูงอายุ ต่อสู้กับทหารโอเรียนาที่รุกรานเข้ามาด้วยทุกสิ่งที่หาได้
การยึดเมืองหนึ่งเมืองของเวนทารีใช้เวลาหลายเดือนและทำให้ทหารโอเรียนาเสียชีวิตจำนวนมาก และเมื่อยึดได้แล้ว การรักษาเมืองนั้นไว้ก็ยากพอ ๆ กัน เพราะกลุ่มต่อต้านจะโจมตีทหารโอเรียนาจากทุกซอกทุกมุมตลอดเวลา
.
.
หลังจากสงครามยืดเยื้อมานาน 150 ปี และสูญเสียทหารไปหลายล้านนาย โอเรียนาต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก พวกเขาอาจจะสู้ต่อไปจนกว่าจะสังหารเวนทารีทั้งหมด แต่นั่นจะใช้เวลาอีกหลายร้อยปีและทรัพยากรมหาศาล หรือพวกเขาอาจจะใช้ "วิธีอื่น"
วิธีอื่นนั้นคือ Project Silent Blade โครงการลับสุดยอดที่พัฒนาอาวุธชีวภาพรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อนในประวัติศาสตร์กาแล็กซี ไม่ใช่ไวรัสที่ฆ่าเหยื่อ แต่คือไวรัสที่ "เปลี่ยน" เหยื่อ
กลไกการทำงานของ Silent Blade นั้นแยบยลและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน ไวรัสพันธุกรรมถูกออกแบบมาให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านอากาศและน้ำ คล้ายกับไข้หวัดธรรมดา แต่แทนที่จะทำให้เกิดอาการป่วยทางกายภาพ มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความก้าวร้าว ความกล้าหาญ และแรงขับในการต่อสู้ โดยใช้เวลาหลายชั่วอายุคนกว่าการเปลี่ยนแปลงจะสมบูรณ์
.
.
รุ่นแรกของเวนทารีที่ติดเชื้อ ปู่ย่าตายาย ยังคงเป็นนักรบที่ดุร้ายเหมือนเดิม พวกเขายังคงต่อสู้กับโอเรียนา ยังคงเกลียดชังผู้รุกราน และยังคงพร้อมที่จะตายเพื่อปกป้องบ้านเกิด
แต่รุ่นที่สอง ลูกหลานของพวกเขา เริ่มแสดงความก้าวร้าวที่ลดลง ความเต็มใจที่จะต่อสู้ที่น้อยลง และความเคารพต่อผู้มีอำนาจที่มากขึ้น พวกเขายังคงรู้ว่ามีสงครามเกิดขึ้นในรุ่นพ่อแม่ แต่พวกเขาไม่รู้สึกถึงความโกรธแค้นหรือความต้องการแก้แค้นเหมือนที่พ่อแม่รู้สึก
และรุ่นที่สาม เหลนของรุ่นแรก กลายเป็นพลเมืองที่สงบเสงี่ยม เชื่อฟัง และจงรักภักดีต่อจักรวรรดิโอเรียนาอย่างสมบูรณ์ พวกเขาไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับการเป็นนักรบ ไม่มีความเกลียดชังต่อโอเรียนา และไม่รู้ตัวเลยว่าพวกเขาถูก "เปลี่ยน" ให้เป็นเช่นนี้
ภายในสามชั่วอายุคน ประมาณ 120 ปีตามมาตรฐานกาแล็กซี เวนทารีถูกเปลี่ยนจากนักรบผู้กล้าหาญที่ไม่ยอมจำนนต่อใคร กลายเป็นพลเมืองที่จงรักภักดีต่อจักรวรรดิ โดยที่พวกเขาไม่มีวันรู้ตัว ไม่มีวันต่อต้าน และไม่มีวันแม้แต่จะโกรธแค้นผู้ที่กระทำต่อพวกเขา เพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามีการกระทำใดเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
.
.
บันทึกของนักวิทยาศาสตร์โอเรียนาที่ดูแลโครงการ Silent Blade ซึ่งถูกค้นพบในหอจดหมายเหตุต้องห้ามในปีที่ 200 หลังการติดต่อครั้งแรก เผยให้เห็นวิธีคิดที่เยือกเย็นของผู้ดำเนินโครงการ:
"เราไม่ได้ฆ่าพวกเขา เราเพียงแต่ช่วยให้พวกเขากลายเป็นพลเมืองที่ดีขึ้น เราได้เปลี่ยนศัตรูที่อันตรายที่สุดให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของจักรวรรดิ และนั่นคือชัยชนะที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าการทำลายล้าง"
กรณีเวนทารีกลายเป็น "บาดแผล" ที่ฝังลึกในความทรงจำของผู้รอดชีวิตจากสงครามกาแล็กซีครั้งแรก และเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การบัญญัติกฎหมายห้ามดัดแปลงวิวัฒนาการ (Evolution Protection Act) ในมาตรา 98-100 ของรัฐธรรมนูญจักรวาล
มาตราที่ห้ามการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ของอารยธรรมอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม ห้ามปล่อยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงลงบนดาวเคราะห์ที่มีระบบนิเวศกำลังพัฒนา ห้ามเร่งวิวัฒนาการของอารยธรรมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และห้ามสร้างประชากรชีวภาพเพื่อเป็นแรงงานหรือทหารโดยปราศจากสิทธิพื้นฐาน
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเกี่ยวกับสงครามพันธุกรรมเวนทารี และนี่คือเหตุผลที่ข้าพเจ้ายกมันขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาสำคัญในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเวนทารีในอดีต แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า ลูกหลานของเวนทารียังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน พวกเขาอาศัยอยู่ในเขตอิทธิพลของจักรวรรดิโอไรออน
พวกเขาไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาเคยเป็นนักรบผู้กล้าหาญ พวกเขาไม่รู้ว่าพวกเขาเคยมีภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของตนเอง และพวกเขาไม่มีทางรู้ เพราะสิ่งที่โอเรียนาทำกับพวกเขาคือการทำให้พวกเขาลืม ตลอดกาล
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา