วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

อวสานเจ้าตลาด เยอรมนีพลาดตรงไหน ถึงเสียแชมป์โซลาร์เซลล์ให้จีน?

เรื่องราวทั้งหมดมันต้องย้อนกลับไปไกลถึงช่วงทศวรรษที่ 1950
ตอนนั้นจีนเริ่มคลำทางพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์มาตั้งแต่ยุคบุกเบิกโดยสถาบัน Chinese Academy of Science ได้ลองพัฒนาผลึกเดี่ยวสำหรับโซลาร์เซลล์ขึ้นมา และในปี 1971 จีนก็นำมันไปติดบนดาวเทียมอวกาศได้สำเร็จ
ซึ่งในยุคเดียวกันนั้นฝั่งตะวันตกอย่าง Bell Labs ของสหรัฐอเมริกาก็เพิ่งจะประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์แบบซิลิคอนเชิงพาณิชย์สำเร็จในปี 1954 เหมือนกัน
แต่ปัญหาใหญ่ในยุคนั้นคือ โซลาร์เซลล์มันเป็นของที่ราคาแพงและใช้งานเฉพาะทางสุดๆ เช่น ใช้บนสถานีอวกาศเท่านั้น
พอจีนเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรม เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มซบเซา การพัฒนาก็เลยต้องเบรกไปกลางคัน
เพราะมันไม่มีแรงจูงใจทางธุรกิจเลยแม้แต่น้อย ใครจะบ้าจี้อยากมาลงทุนทำของที่ต้นทุนแพงกว่าถ่านหินหรือน้ำมันเป็นสิบๆ เท่า…
จุดเปลี่ยนสำคัญของโลกไม่ได้เริ่มต้นที่จีน แต่ไปสปาร์คขึ้นที่เยอรมนีในปี 1991 เมื่อรัฐบาลเยอรมันต้องการผลักดันพลังงานสะอาด
พวกเขาก็เลยคลอดนโยบายที่เรียกว่า “Feed-in Tariff” ออกมา
อธิบายแนวคิดนี้ให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลประกาศกร้าวว่า ใครก็ตามที่ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ รัฐจะรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมดแบบไม่อั้น ในราคาที่แพงกว่าตลาดถึงสี่เท่า
และที่พีคไปกว่านั้นคือการันตีราคานี้ลากยาวให้นานถึง 20 ปี ซึ่งพอนโยบายนี้ประกาศออกมา มันเหมือนกับการแจกแจ็คพอตให้คนทั้งประเทศ
ใครๆ ก็อยากกระโดดมาทำโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะดีดลูกคิดคำนวณตัวเลขยังไงก็นอนกินกำไรแน่นอน
ความต้องการแผงโซลาร์เซลล์ในยุโรปจึงพุ่งกระฉูดขึ้นมาแบบทะลุเพดาน และนี่คือจุดกำเนิดของบริษัทจากเยอรมนีที่ชื่อว่า Q-Cells
Q-Cells ก่อตั้งขึ้นในปลายปี 1999 ในเมืองเล็กๆ ที่ห่างจากกรุงเบอร์ลินไม่มากนัก เริ่มต้นธุรกิจด้วยพนักงานเพียงแค่ 19 คน
แต่ด้วยความต้องการที่ล้นทะลักจากนโยบายภาครัฐ เพียงแค่ 8 เดือน โรงงานแห่งแรกของพวกเขาก็คืนทุนและทำยอดขายถล่มทลาย
Q-Cells กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของยุโรป พวกเขาอัดฉีดเม็ดเงินไปที่การวิจัยและพัฒนาอย่างหนักหน่วง จนผลิตแผงโซลาร์ประสิทธิภาพสูงได้เป็นรายแรก
ยอดขายของบริษัทโตระเบิดจนได้ตบเท้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ และมีมูลค่าบริษัทพุ่งทะลุพันล้านดอลลาร์ในเวลาแค่อึดใจเดียว
ตอนนั้นดูเหมือนว่าเยอรมนีจะเป็นผู้ชนะแบบนอนมาในเกมนี้ เพราะมีครบทุกอย่าง ทั้งเทคโนโลยีสุดล้ำ ตลาดรองรับขนาดใหญ่
แถมยังมีแบรนด์ “Made in Germany” ห้อยท้ายที่ใครๆ ทั่วโลกก็ให้ความเชื่อถือแบบหลับตาซื้อได้เลย…
แต่ในขณะที่งานเลี้ยงในเยอรมนีกำลังเปิดเพลงแดนซ์กันอย่างสุดเหวี่ยง ทางฝั่งจีนก็เริ่มขยับตัวเงียบๆ ในเงามืด
จุดเปลี่ยนระดับโลกเกิดขึ้นเมื่อจีนได้ก้าวเท้าเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO ในช่วงปลายปี 2001
การเข้า WTO ครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูเขื่อนขนาดยักษ์ สินค้าจากจีนสามารถส่งออกไปไล่บี้ตีตลาดทั่วโลกได้ง่ายขึ้น
และนี่คือจังหวะทองคำที่ผู้ประกอบการชาวจีนตาไว มองเห็นช่องว่างในการทำกำไรก้อนโต
ต้องปูพื้นฐานนิดนึงว่า ในอุตสาหกรรมโซลาร์นั้นมันมี Supply Chain อยู่หลายขั้นตอน
เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำคือการนำทรายซิลิคอนมาหลอม กลางน้ำคือการตัดเป็นแผ่นเวเฟอร์เพื่อทำเซลล์ และปลายน้ำคือการประกอบเป็นแผง
ความลับที่คนในวงการรู้กันดีก็คือ คนที่รวยเละมักจะเป็นคนต้นน้ำที่ผูกขาดวัตถุดิบ กับคนปลายน้ำที่รับติดตั้ง
ส่วนคนตรงกลางที่รับจ้างผลิตแผงนั้นกำไรบางเฉียบ แต่การเข้าสู่ธุรกิจผลิตแผงตรงกลางน้ำนั้นมันง่ายมากๆ สำหรับจีน
เพราะเทคโนโลยีการผลิตไม่ได้เป็นความลับเหมือนการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ เครื่องจักรทันสมัยก็มีวางขายเกลื่อนตลาด
และตลกร้ายก็คือ เครื่องจักรพวกนั้นส่วนใหญ่ก็ผลิตจากเยอรมนีนั่นแหละ ผู้ประกอบการจีนเลยงัดกลยุทธ์ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสุดๆ ออกมาใช้
1
นั่นก็คือกู้เงินแบงก์ก้อนโต สั่งซื้อเครื่องจักรสุดล้ำจากเยอรมัน แล้วจ้างแรงงานชาวจีนราคาถูกมาคุมเครื่องจักรซะเลย
บวกกับการสนับสนุนแบบลับๆ จากรัฐบาลจีนที่มองการณ์ไกลว่าพลังงานสะอาดคืออนาคตของชาติที่ต้องคว้าไว้
บริษัทจีนจึงสามารถเสกแผงโซลาร์ที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับของเยอรมนีเป๊ะๆ แต่หั่นราคาขายให้ถูกกว่าได้ถึง 20%
หนึ่งในตัวละครเด่นที่กระโดดเข้ามาร่วมวงคือ Yingli Green Energy ที่เริ่มลงทุนกว้านซื้อเครื่องจักรแบบครบวงจร
และยังมีอีกหลายบริษัทที่ได้รับเงินทุนอัดฉีดแบบไม่ยั้งจากนักลงทุนอเมริกันที่กำลังเห่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงเวลานั้น
หุ้นบริษัทโซลาร์จีนอย่าง Suntech และ Trina พาเหรดกันเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นอเมริกา ระดมทุนได้เป็นกอบเป็นกำ
ทำให้พวกเขามีกระสุนดินดำเต็มคลัง พร้อมที่จะเปิดฉากสงครามราคาหั่นแหลกแบบไม่ต้องเกรงใจใครทันที
นั่นคือเสียงไซเรนเตือนภัยพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะก่อตัวขึ้น เมื่อจีนกระโดดลงมาเล่นในสนามด้วยกำลังการผลิตระดับล้างผลาญ…
แต่เส้นทางของมังกรก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ในช่วงปี 2006 ถึง 2008 อุตสาหกรรมนี้เกิดปรากฏการณ์คอขวดที่รุนแรงมาก
วัตถุดิบต้นน้ำที่เรียกว่า Polysilicon หรือซิลิคอนบริสุทธิ์สูง เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนัก เพราะสารตัวนี้ผลิตยากและใช้เทคโนโลยีสูงมาก
ตอนนั้นมีเพียงไม่กี่บริษัทในโลกที่ทำได้ คือกลุ่มทุนหน้าเดิมๆ ในเยอรมนี ญี่ปุ่น และอเมริกา
พอความต้องการแผงโซลาร์พุ่งทะยาน แต่สารตั้งต้นมีจำกัด ราคาของ Polysilicon เลยพุ่งจากกิโลกรัมละ 30 ดอลลาร์ไปแตะ 300 ดอลลาร์
ลองนึกภาพตามดูสิครับว่า ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งขึ้นทีเดียวสิบเท่า บริษัทจีนที่รับจ้างผลิตแผงต้องแบกรับต้นทุนมหาศาล
ครั้นจะไปอ้อนวอนขอซื้อเทคโนโลยีจากฝรั่ง เขาก็ส่ายหน้าหนีไม่ยอมขายให้ เพราะกำลังกินกำไรส่วนนี้จนพุงกางสบายใจเฉิบ
บริษัทจีนอย่าง Yingli พยายามดิ้นรนสู้กลับด้วยการทุ่มทุนสร้างโรงงานของตัวเอง โดยดึงพันธมิตรจากอเมริกามาคอยช่วย
แต่หารู้ไม่ว่านั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ และนำไปสู่ความเจ็บปวดแสนสาหัสในเวลาต่อมา
แล้วฝันร้ายก็มาเยือนวงการนี้ ในปี 2008 วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ได้ระเบิดตู้มขึ้นใจกลางวอลล์สตรีท
เศรษฐกิจโลกพังทลายครืนลงมาเป็นโดมิโน รัฐบาลในยุโรปที่เคยกระเป๋าหนักและจ่ายเงินอุดหนุนแบบไม่อั้น เริ่มเข้าสู่ภาวะถังแตกแบบฉับพลัน
พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหั่นงบประมาณสนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ทิ้งไปแบบไม่ใยดี
และเมื่อก้อนเงินอุดหนุนหายวับไปกับตา ความต้องการติดตั้งแผงโซลาร์ใหม่ๆ ก็หดตัวลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย
สิ่งที่ตามมาคือหายนะแบบจัดเต็มของคนที่มีสต๊อกสินค้ากองอยู่เต็มโกดัง ราคา Polysilicon ที่เคยบ้าเลือดพุ่งไป 300 ดอลลาร์ ร่วงกราวรูดเหลือแค่ไม่กี่สิบดอลลาร์
โรงงานขนาดมหึมาที่เพิ่งกู้เงินมาสร้าง กลายเป็นหนี้สินรุงรัง ช่วงเวลานี้เปรียบเสมือนลานประหารของบริษัทโซลาร์ทั่วโลก
Suntech อดีตดาวรุ่งจากจีนผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์และต้องยื่นล้มละลายไปอย่างน่าเศร้า
ส่วนบริษัทของอเมริกาที่เคยวาดฝันโปรเจกต์ไว้สวยหรูล้มไม่เป็นท่า ทำเอารัฐบาลสหรัฐอเมริกาสูญเงินภาษีไปมหาศาล
แต่คนที่เจ็บหนักและถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็คือบริษัทจากเยอรมนี Q-Cells อดีตแชมเปี้ยนที่เคยรุ่งโรจน์สุดขีด ไม่สามารถยืนระยะแข่งราคากับจีนได้อีกต่อไป
แม้ว่าจีนจะบอบช้ำจากวิกฤตเศรษฐกิจไม่แพ้กัน แต่ระบบของจีนมีความยืดหยุ่นกว่า ปรับตัวได้รวดเร็วกว่า
และที่สำคัญคือมีสายป่านที่ยาวกว่าจากการอุ้มชูของภาครัฐ ในขณะที่บริษัทเยอรมันทยอยล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง
1
และในที่สุดปี 2012 Q-Cells ก็ต้องประกาศล้มละลาย ปิดตำนานเจ้าตลาดโซลาร์แห่งทวีปยุโรปไปอย่างถาวร…
เหตุการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับชาติตะวันตกอย่างรุนแรง สหรัฐอเมริกาและยุโรปชี้หน้าด่าว่าจีนเล่นไม่ซื่อ
กล่าวหาว่ารัฐบาลจีนใช้วิธีทุ่มตลาด แอบยัดเงินอุดหนุนให้บริษัทตัวเองเพื่อดัมป์ราคาให้ต่ำกว่าต้นทุน จงใจฆ่าคู่แข่งให้ตายเรียบ
รูปแบบนี้ฟังดูคุ้นๆ กันใช่มั๊ยครับ มันคล้ายกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในยุคนี้ไม่มีผิดเพี้ยน
ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การฟ้องร้องระดับชาติ สหรัฐอเมริกาประกาศตั้งกำแพงภาษีนำเข้าโซลาร์เซลล์จากจีนสูงถึง 80%
ส่วนสหภาพยุโรปก็งัดมาตรการบังคับให้จีนต้องขายสินค้าในราคาขั้นต่ำ ไม่อย่างนั้นจะโดนกำแพงภาษีเล่นงานจนกระอักเลือด
แต่ฝั่งจีนก็ไม่ได้ยอมนั่งเป็นกระสอบทรายให้เตะฝ่ายเดียว พวกเขาตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
จีนอ้างว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลเยอรมันและอเมริกัน ก็เอาเงินภาษีประชาชนมาอุดหนุนบริษัทตัวเองผ่านนโยบายพลังงานไม่ใช่หรือไง
แถมเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้ามาสร้างโรงงานในจีนช่วงแรก ก็เป็นเงินลงทุนจากพวกหน้าเลือดในวอลล์สตรีทของอเมริกาทั้งนั้นแหละ
เกิดเป็นสงครามน้ำลายสาดโคลนใส่กันไปมาบนเวทีโลก แต่ความจริงในโลกของธุรกิจนั้นมันเลือดเย็นเสมอ
ใครที่สามารถควบคุมต้นทุนได้ต่ำกว่า คนนั้นย่อมเป็นผู้ยืนหยัดรอดชีวิต
คำถามที่น่าคิดก็คือ ทำไมมหาอำนาจอย่างเยอรมนีถึงแพ้หมดรูปขนาดนี้
คำตอบก็คือ Q-Cells และบริษัทเยอรมันดันไปยึดติดกับศักดิ์ศรีคำว่า “Made in Germany” มากจนเกินเหตุ
พวกเขาหลงเชื่อว่าลูกค้าจะยอมควักกระเป๋าจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับแบรนด์ยุโรป เพื่อมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ลูกค้าส่วนใหญ่คือภาคธุรกิจที่ลงทุนทำโรงไฟฟ้า พวกเขาสนใจแค่ตัวเลขบรรทัดสุดท้ายคือกำไร
หากแผงจากจีนใช้งานได้ดีพอสมควร แต่ราคาถูกกว่าเกินครึ่ง และช่วยให้คืนทุนได้เร็วกว่า บริษัทย่อมเลือกของจีนโดยไม่ลังเลเลยซักนิด
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลเยอรมันตัดสินใจหักดิบตัดเงินอุดหนุนกะทันหัน ก็เหมือนการกระชากสายน้ำเกลือคนป่วย ทำให้อุตสาหกรรมในประเทศช็อกตายสนิท
หลังจากฝุ่นควันของสงครามเริ่มจางลง บริษัทโซลาร์จีนที่รอดตายมาได้ก็กลายร่างเป็นยักษ์ใหญ่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า
พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นนักก๊อปปี้อีกต่อไป แต่เริ่มทุ่มเทสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ของตัวเองขึ้นมา
เครื่องจักรที่อดีตต้องง้อซื้อจากเยอรมนี มาบัดนี้จีนสามารถสร้างเองได้หมดแล้ว แถมยังถูกกว่าฝั่งยุโรปตั้งเยอะ
ที่เจ๋งกว่านั้นคือ จีนเรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากการพึ่งพาแต่ตลาดส่งออก รัฐบาลจึงหันมากระตุ้นการติดตั้งภายในประเทศอย่างบ้าคลั่ง
มีการเนรมิตฟาร์มโซลาร์ขนาดมหึมาขึ้นกลางทะเลทราย พร้อมๆ กับการเดินสายเจาะตลาดใหม่ในแอฟริกาและอเมริกาใต้
ทุกวันนี้แม้แต่อดีตโรงงานที่ยิ่งใหญ่ของ Q-Cells ในเยอรมนี ก็ถูกกลุ่มทุนจากเกาหลีใต้เข้าซื้อกิจการไปเรียบร้อยแล้ว
ผลลัพธ์ของสงครามมหากาพย์ครั้งนี้ชี้ขาดชัดเจนว่า จีนได้กลายเป็นผู้กุมชะตากรรมของพลังงานแสงอาทิตย์โลกอย่างเบ็ดเสร็จ
แต่มองในมุมกลับกัน การขับเคี่ยวที่ดุเดือดนี้ก็ได้ทิ้งมรดกชิ้นโตไว้ให้โลก นั่นคือราคาพลังงานสะอาดที่ถูกลงอย่างเหลือเชื่อ
การที่จีนทุ่มกำลังผลิตแบบ Mass Production ทำให้ต้นทุนโซลาร์เซลล์ลดต่ำลงจนกลายเป็นแหล่งพลังงานที่ถูกที่สุด แซงหน้าถ่านหินไปแล้ว
มันเป็นเรื่องตลกร้ายของประวัติศาสตร์จริงๆ ที่บริษัทตะวันตกเป็นคนคิดค้นเทคโนโลยีและเปิดตลาดแท้ๆ
แต่กลับเป็นประเทศจีนที่กระโดดเข้ามาทำให้เทคโนโลยีนั้นสามารถเข้าถึงได้จริงในระดับโลกอย่างที่เห็นทุกวันนี้
บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้รู้เลยว่า การเป็นผู้มาก่อนหรือการมีเทคโนโลยีล้ำหน้า ไม่ได้แปลว่าจะชนะเสมอไป
แต่การคุมต้นทุนให้อยู่หมัด การสนับสนุนจากรัฐที่ต่อเนื่อง และความยืดหยุ่นในการพลิกแพลงเอาตัวรอดต่างหาก คือกุญแจของชัยชนะ
และถ้าลองกวาดสายตามองสถานการณ์โลกตอนนี้ เรื่องราวพล็อตเดิมกำลังฉายซ้ำเป๊ะๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า
จีนกำลังใช้พิมพ์เขียวเล่มเดิมในการกรุยทางบุกตลาดโลก ประวัติศาสตร์อาจจะไม่ซ้ำรอยเดิมทุกกระเบียดนิ้ว แต่มันก็มักจะมีท่วงทำนองที่คล้ายกันเสมอ…
References : [bloomberg, reuters, iea, forbes, wsj]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา