เมื่อวาน เวลา 12:53 • ประวัติศาสตร์

ทรงได้ครองอำนาจสูงสุด แต่สิ่งที่ปรารถนากลับเป็นเพียงความสงบ

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 13 คริสตจักรคาทอลิกต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา เพราะหลังจากการเลือกพระสันตะปาปาตกอยู่ในภาวะชะงักงันเป็นเวลานาน บรรดาพระคาร์ดินัลได้ตัดสินใจเลือกบุคคลที่แทบไม่มีใครคาดคิดให้ขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขแห่งคริสตจักร เขาไม่ใช่นักการเมืองผู้ช่ำชองหรือผู้บริหารที่มากประสบการณ์ หากแต่เป็นเพียงนักพรตผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษ
ชายผู้นั้นคือ “สมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 (Pope Celestine V)” นักพรตผู้เคร่งศาสนาซึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตหลีกเร้นจากผู้คนและดำรงชีวิตอย่างสมถะ พระองค์เป็นที่รู้จักจากความศรัทธา ความเรียบง่าย และการอุทิศตนให้แก่ศาสนามากกว่าความสามารถในการรับมือกับโครงสร้างอำนาจอันซับซ้อนภายในคริสตจักร
เมื่อถูกนำองค์มารับตำแหน่งและได้รับการสวมมงกุฎเป็นพระสันตะปาปาในปีค.ศ.1294 (พ.ศ.1837) ความแตกต่างระหว่างชีวิตเดิมกับโลกใบใหม่ก็ปรากฏชัดในทันที โดยภายในศูนย์กลางอำนาจของคริสตจักรนั้นเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบ กลุ่มอำนาจที่แข่งขันกัน และแรงกดดันทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสำหรับชายผู้คุ้นเคยกับชีวิตอันเงียบสงบและสันโดษ สภาพแวดล้อมเช่นนี้แทบจะเกินกว่าจะรับมือได้
สมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 ทรงพยายามปรับตัว แต่กลับพบว่าพระองค์ไม่เหมาะกับโลกแห่งอำนาจ พระองค์โหยหาความสงบภายในถ้ำที่เคยพำนัก และทรงคิดถึงชีวิตแห่งการสวดภาวนาที่ต้องละทิ้งไว้เบื้องหลัง
เมื่อแรงกดดันเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และตระหนักว่าพระองค์ไม่สามารถบริหารคริสตจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 จึงตัดสินพระทัยทำในสิ่งที่น่าทึ่ง นั่นคือพระองค์ทรงออกฎีกาอย่างเป็นทางการเพื่อยืนยันว่า องค์พระสันตะปาปาสามารถลาออกจากตำแหน่งได้โดยสมัครใจ ซึ่งก่อนหน้านั้นหลักการดังกล่าวยังไม่ได้รับการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายของคริสตจักร
จากนั้นพระองค์ก็ทรงทำในสิ่งที่แทบไม่มีใครคาดคิด นั่นคือทรงนำกฤษฎีกานั้นมาใช้กับพระองค์เอง
หลังดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาได้เพียงประมาณห้าเดือน สมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 ก็ประกาศสละตำแหน่ง ซึ่งการตัดสินพระทัยครั้งนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่คริสตจักรอย่างมาก เพราะตำแหน่งพระสันตะปาปาถูกมองมาอย่างยาวนานว่าเป็นพันธกิจที่ดำรงอยู่ตราบจนสิ้นพระชนม์
หลังจากสละตำแหน่ง สมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 ทรงพยายามกลับไปใช้ชีวิตอย่างสันโดษเช่นเดิม ทรงปรารถนาเพียงจะกลับไปหาความเงียบสงบและความเรียบง่ายที่เคยมี ก่อนที่การได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาจะเปลี่ยนชีวิตของพระองค์ไปโดยสิ้นเชิง
ทว่าเรื่องราวนี้กลับไม่ได้จบลงอย่างสงบ
“สมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟซที่ 8 (Pope Boniface VIII)” ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งต่อ ทรงเกรงว่าอดีตพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 อาจถูกฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้เป็นศูนย์รวมทางการเมืองหรือเป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านอำนาจของพระองค์ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้น สมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟซที่ 8 จึงมีรับสั่งให้ควบคุมองค์อดีตพระสันตะปาปาเอาไว้
สมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 ทรงต้องใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายภายใต้การกักขัง ห่างไกลทั้งจากโลกแห่งอำนาจที่ทรงเคยพยายามหลีกหนี และจากถ้ำอันเงียบสงบที่ครั้งหนึ่งทรงเคยเรียกว่า “บ้าน”
เหตุการณ์นี้ยังคงได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่แปลกประหลาดและโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระสันตะปาปา การลาออกของสมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 ได้สร้างบรรทัดฐานซึ่งสะท้อนมาถึงหลายศตวรรษต่อมา โดยเฉพาะเมื่อ “สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 (Pope Benedict XVI)” ทรงประกาศสละตำแหน่งในปีค.ศ.2013 (พ.ศ.2556)
เรื่องราวของสมเด็จพระสันตะปาปาเซเลสทีนที่ 5 จึงเป็นภาพสะท้อนอันหาได้ยากของชายคนหนึ่งซึ่งถูกนำขึ้นไปยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดแห่งอำนาจ แต่กลับเลือกที่จะละทิ้งมันเสียเอง มิใช่เพราะความพ่ายแพ้หรือความทะเยอทะยาน หากเพราะสิ่งที่ทรงปรารถนาอย่างแท้จริงนั้นเรียบง่ายกว่ามาก นั่นคือชีวิตอันสงบ สมถะ และอิสระที่จะได้กลับไปอยู่กับศรัทธาของพระองค์เอง
โฆษณา