9 ก.ย. เวลา 10:01 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
กองบัญชาการกองทัพไทย

M142 HIMARS ชื่อนี้ที่ไทยต้องการ

"HIMARS รองรับการยิงจรวดนำวิถีด้วยระบบ GPS ที่มีความแม่นยำสูง สามารถบรรจุและยิงจรวดขนาด 227 มิลลิเมตร ได้จำนวน 6 นัด ภายในระยะเวลาเพียง 45 วินาที นอกจากนี้ยังมีความยืดหยุ่นสูงเพราะรองรับระบบจรวดได้หลากหลายประเภท ตั้งแต่จรวดนำวิถีระยะใกล้ ไปจนถึงขีปนาวุธทางยุทธวิธี (ATACMS) ที่มีระยะยิงไกลสุดกู้โลกถึง 300 กิโลเมตร"
"ปัจจุบัน M142 HIMARS ได้รับความไว้วางใจและมีประจำการอยู่ในกองทัพชั้นนำทั่วโลก นำโดยสหรัฐอเมริกา ยูเครน (ซึ่งใช้สร้างผลงานโดดเด่นในสมรภูมิจริง) สิงคโปร์ โรมาเนีย และจอร์แดน ด้วยมูลค่าราคาต่อระบบที่ค่อนข้างสูงตามคุณภาพเทคโนโลยี ทำให้การตัดสินใจจัดหาของกองทัพไทยในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะมีการเคาะงบประมาณและปิดดีลใหญ่นี้เมื่อใด"
TNN
"กองทัพบกไทยยืนยันว่า กองทัพบกมีแผนจะจัดซื้อ จรวด HIMARS แน่นอน เพราะได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกองทัพบก และได้มีการหารือกับทางสหรัฐอเมริกาแล้ว"
"โดยทางสหรัฐฯ พร้อมขายให้ แต่ต้องรอคิวในการผลิต อีก 1-2 ปี เนื่องจากมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก และต้องผลิตให้กับกองทัพสหรัฐฯ ใช้เองด้วย"
PPTV HD 36
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เรื่องเรือดำน้ำ S26T ของกองทัพเรือไทยว่าน่าติดตามแล้ว แต่มีเรื่องที่น่าติดตามและเป็นกระแสในสัปดาห์นี้จากการมาเทียบที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ประเทศไทยของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS ABRAHAM LINCOLN (CVN-72) ของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางสงคราม Story ก็จะนำเรื่องราวนี้มาเสนอในโอกาสต่อไป ขอให้ทุกท่านรอติดตามว่าเรื่องราวของเรือบรรทุกเครื่องบินลำนี้ที่เป็นกระแสจะน่าอ่านมากน้อยแค่ไหน
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความขอขายของก่อนนะครับ หากท่านใดมีอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท่านต้องมีของดีติดตัวติดกระเป๋า นั่นคือยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว มีสรรพคุณคือบรรเทาอาการวิเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และแมลงสัตว์กัดต่อย กลิ่นสมุนไพรเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ผ่อนคลาย มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายยาใกล้บ้านท่านหรือท่านจะกดสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งได้นะครับ
เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) ขณะมาเเวะพักที่ท่าเรือแหลมฉบัง
เช้าวันที่ 2 กันยายนพ.ศ. 2569 เวลา 09.30 น. เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่มีระวางขับน้ำกว่า 1 แสนตัน และมีความยาวถึง 332 เมตร ได้แล่นเข้ามาจอดนิ่งที่ท่าเรือแหลมฉบัง การมาเยือนไทยครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรือบรรทุกเครื่องบินมาโดดเดี่ยวเดียวในทะเล มันพร้อมกับ 2 สุดยอดเรือรบแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ ประกอบด้วย เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถีชั้น Arleigh Burke อย่าง USS Frank E Petersen Jr. (DDG-121) และเรือลาดตระเวนติดอาวุธชั้น Ticonderoga รุ่น USS Robert Smalls
แม้ภายนอกจะมีการประกาศว่าการมาเยือนครั้งนี้เป็นเพียงการแวะพักผ่อนของกำลังพลกว่า 5,500 นาย หลังจากปฏิบัติภารกิจอย่างเหน็ดเหนื่อยในตะวันออกกลางนานกว่า 250 วัน รวมถึงมีการงดพาสื่อมวลชนขึ้นชมเรืออย่างเป็นทางการ แต่ในทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว การปรากฏตัวของกองเรือรบสหรัฐฯ กลางอ่าวไทยครั้งนี้มีนัยสำคัญที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
ท่ามกลางสถานการณ์ที่จีนกำลังแผ่ขยายอิทธิพลทางทหารในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยปรับปรุงและยกระดับ ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ในจังหวัดสีหนุ ประเทศกัมพูชา ซึ่งมีความยาวท่าเทียบเรือถึง 300 เมตร และสามารถรองรับเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ของกองทัพเรือปลดแอกประชาชนจีนได้ไม่ว่าจะเป็น เรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิง (CV-16) เรือบรรทุกเครื่องบินชานตง (CV-17 และเรือบรรทุกเครื่องบินฝูเจี้ยน (CV-18)
การที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln (CVN-72) เข้ามายังไทยจึงเป็นเสมือนการโชว์พาวเวอร์และส่งสัญญาณคานอำนาจอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ฝ่ายความมั่นคงของไทยเองก็กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทำให้กองทัพไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมเขี้ยวเล็บระดับไฮเอนด์เพื่อป้องปรามและรักษาดุลยภาพทางทหาร และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ระบบจรวดหลายลำกล้องความคล่องตัวสูง M142 HIMARS กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่กองทัพบกไทยต้องการจัดหาเข้ามาประจำการ
หากวิเคราะห์ภาพรวมยุทโธปกรณ์ตามแนวชายแดน จะพบความแตกต่างด้านหลักนิยมทางทหารอย่างชัดเจน โดยกองทัพบกกัมพูชาได้เปลี่ยนไปใช้หลักนิยมและจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นรถถัง Type 59D, ปืนใหญ่อัตราจร SH1 , ปืนใหญ่ลากจูง D30 และระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03
ขณะที่กองทัพบกไทยยังคงยึดแน่นกับหลักนิยมของสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มระบบ โดยเน้นการจัดหาอาวุธมาตรฐานอเมริกัน เช่น ยานเกราะล้อยาง Stryker, เฮลิคอปเตอร์ Black Hawk , เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนติดอาวุธ AH-6i ปืนใหญ่ลากจูง M777 รวมไปถึงระบบจรวดหลายลำกล้อง M142 HIMARS (High Mobility Artillery Rocket System) ที่มีรากฐานและวิวัฒนาการที่เริ่มต้นมาจากความต้องการปรับปรุงหลักนิยมทางทหารตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
ระบบจรวดหลายลำกล้อง M142 HIMARS
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1970 แนวคิดการยิงสนับสนุนด้วยจรวดหลายลำกล้องระหว่างโลกตะวันตกที่มีสหรัฐฯ และกลุ่มประเทศ NATO เป็นผุ้นำของบรรดาสมาชิกโลกเสรี กับโลกคอมมิวนิตส์ที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำของฝ่ายสังคมนิยมมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยโซเวียตเน้นการยิงทำลายเป็นวงกว้างด้วยระบบจรวดหลายลำกล้องที่ติดตั้งบนรถบรรทุกอย่าง BM-21 ที่แม้จะไม่แม่นยำมากนักแต่ได้ผลดีต่อจิตวิทยาฝ่ายตรงข้าม
ขณะที่ฝ่ายตะวันตกเน้นการใช้ปืนใหญ่ธรรมดาที่ให้ความแม่นยำสูงกว่าแนวคิดนี้เริ่มเปลี่ยนไปหลังสงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ปีพ.ศ.2516 ระหว่างชาติอาหรับและอิสราเอล ซึ่งอิสราเอลประสบความสำเร็จอย่างมากในการใช้จรวดหลายลำกล้องทำลายฐานจรวดต่อสู้อากาศยาน (Surface to Air Missile : SAM) ของฝ่ายตรงข้าม
นักการทหารของสหรัฐฯ จึงนำบทเรียนนี้มาประเมินร่วมกับแผนการป้องกันสงครามในยุโรป นำไปสู่การริเริ่มโครงการพัฒนาจรวดหลายลำกล้องในชื่อ GSRS (General Support Rocket System) ในปีพ.ศ.2517 เพื่อทำหน้าที่ยิงตอบโต้ปืนใหญ่และทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก
ในยุคนั้นก็มีการถือกำเนิดของ M270 MLRS ซึ่งมีบทบาทมากในช่วงสงครามยูเครน โดยในปีพ.ศ.2521 กองทัพบกสหรัฐฯ ได้ร่วมมือกับประเทศในยุโรป (เยอรมนีตะวันตก ฝรั่งเศส และอังกฤษ) ร่วมกันพัฒนาโครงการ GSRS และเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น MLRS (Multiple Launch Rocket System) ในปีพ.ศ.2522 โดยผู้ชนะการแข่งขันและสัญญาก่อสร้างคือบริษัท Vought ซึ่งต่อมาส่วนกิจการผลิตขีปนาวุธตกเป็นของ Lockheed Martin (เจ้าเดียวกับที่ผลิตเครื่องบินขับไล่ F-16) และระบบนี้ได้รับการตั้งรหัสว่า M270 MLRS
M142 HIMARS ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ
จากนั้นก็มีภาคต่อของอาวุธยุทโธปกรณ์ชนิดนี้ตามมานั่นคือ M142 HIMARS ในทศวรรษ 1990 หลักนิยมทางทหารของกองทัพบกสหรัฐฯ เปลี่ยนไปสู่การใช้หน่วยดำเนินกลยุทธ์ที่มีขนาดเล็กลงและมีความคล่องตัวสูง สามารถส่งกำลังบำรุงและเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วด้วยเครื่องบินลำเลียงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของสงคราม
ในปีพ.ศ.2539 กองบัญชาการจรวดนำวิถีกองทัพบกสหรัฐฯ ได้อนุมัติงบประมาณ 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้กับ Lockheed Martin เพื่อสร้างระบบต้นแบบเวอร์ชันย่อส่วนของ M270 โดยติดตั้งบนรถบรรทุกล้อยาง 6 ล้อในตระกูล FMTV และให้รหัสว่า HIMARS (High Mobility Artillery Rocket System)
HIMARS เป็นระบบจรวดหลายลำกล้องที่ได้รับการพิสูจน์ขีดความสามารถและสร้างชื่อเสียงอย่างมากในสมรภูมิจริง จุดเด่นของ HIMARS คือมีความคล่องตัวทางยุทธศาสตร์ เพราะมีน้ำหนักที่เบาและเคลื่อนย้ายง่าย ต่างจากระบบรุ่นพี่แบบสายพานอย่าง M270 MLRS ที่มีน้ำหนักกว่า 24 ตัน ระบบ HIMARS ได้รับการย่อส่วนมาติดตั้งบนโครงล้อยาง 6 ล้อตระกูล FMTV M1084 ขนาด 5 ตัน ทำให้มีน้ำหนักรวมลดลงเหลือเพียง 16 ตัน
HIMARS ขณะเคลื่อนที่ลงจากเครื่องบินลำเลียง KC-130J Super Hercules
ตัวรถล้อยางช่วยประหยัดน้ำมันได้มากกว่าระบบสายพานถึง ร้อยละ 30 และมีความทนทานในการขับเคลื่อนบนถนนหลวงได้ยาวนานโดยไม่สร้างความเสียหายให้กับผิวถนน โดยทำความเร็วบนถนนได้สูงสุดเกือบ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อีกทั้งด้วยขนาดที่กะทัดรัด ทำให้สามารถบรรทุกขึ้นเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธี C-130 ของกองทัพอากาศได้คราวละ 1 คัน เมื่อเครื่องบินลงจอด ตัวรถสามารถวิ่งลงจากแรมป์และพร้อมปฏิบัติการยิงทำลายเป้าหมายได้ทันทีภายในเวลาเพียง 15 นาที เท่านั้น
HIMARS มียุทธวิธียิงแล้วหนี (Shoot and Scoot) กล่าวคือสามารถเดินทางเข้าพื้นที่เตรียมยิง สั่งซัลโว และเคลื่อนตัวออกจากพิกัดเดิมเพื่อหลบหนีเรดาร์ตรวจจับวิถีปืนใหญ่ของศัตรูได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที ตัวรถไม่มีความจำเป็นต้องกางขาหยั่ง เหมือนระบบจรวดหลายบำกล้องของประเทศอื่น ๆ ทำให้ลดเวลาในการตั้งฐานยิงและเก็บตัวรถเพื่อถอนตัวได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันรถแท่นยิงสามารถถอดพ็อต (Pod) กระสุนเก่าและติดตั้งพ็อตใหม่ได้ด้วยตนเองภายในเวลาเพียง 5-10 นาที โดยไม่ต้องใช้เครื่องจักรหรือรถเครนจากภายนอกช่วยสนับสนุน
เมื่อพิจารณาขีดความสามารถของการยิงจะเห็นได้ว่าแท่นยิงของ HIMARS สามารถบรรจุพ็อตกระสุนได้ 1 พ็อต อธิบายให้เห็นภาพคือสามารบรรจุจรวดมาตรฐานได้ 6 นัด หรือขีปนาวุธขนาดใหญ่ 1-2 นัด โดยรองรับกระสุนหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น GMLRS (ตระกูล M30/M31) เป็นจรวดนำวิถีด้วยระบบดาวเทียม GPS และแรงเฉื่อย INS มีระยะยิงตั้งแต่ 15–70 กิโลเมตร หรือสูงสุดประมาณ 92 กิโลเมตรตามสภาพอากาศ มีความแม่นยำสูงระดับสไนเปอร์
รองรับทั้งหัวรบระเบิดแรงสูงเดี่ยว (M31) และหัวรบสะเก็ดทังสเตนกว่า 1.6 แสนชิ้น (M30A1/M30A2) สำหรับทำลายเป้าหมายอ่อนหรือบุคคลโดยไม่ทิ้งระเบิดลูกปรายตกค้าง
แม้จะมีส.ส.บางพรรคคัดค้านการจัดซื้อ HIMARS แต่กองทัพบกไทยก็ยังคงเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป
มึ ER-GMLRS ซึ่งเป็นจรวดนำวิถีรุ่นเพิ่มระยะยิงไกลสูงสุดถึง 150 กิโลเมตร MGM-140 ATACMS ขีปนาวุธทางยุทธวิธีขนาดใหญ่ บรรจุได้พ็อตละ 1 นัด มีระยะยิงไกลถึง 300 กิโลเมตร มีความคลาดเคลื่อนจากเป้าหมายน้อยกว่า 9 เมตรในรุ่น M57 รุ่นต่อมาคือ PRSM (Precision Strike Missile) เป็นขีปนาวุธรุ่นใหม่ล่าสุด ขนาดเพรียวบางลงทำให้บรรจุได้ 2 นัดต่อพ็อต มีระยะยิงไกลสูงถึง 500–650 กิโลเมตร สามารถยิงโจมตีเป้าหมายที่เคลื่อนที่ทั้งบนบกและผิวน้ำได้
ระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการยิงของ HIMARS สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Data Link และเครือข่าย C4I มาตรฐาน NATO ทำให้สามารถรับพิกัดเป้าหมายจากภายนอก เช่น โดรนชี้เป้า หน่วยรบพิเศษ เรดาร์ หรือเครื่องบินรบ เพื่อสั่งยิงทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ HIMARS ก็มีข้อจำกัดด้านการใช้ปริมาณกระสุนที่ต่อเนื่อง ไม่สามารถยิงรัวทดแทนปืนใหญ่สนามปกติได้ ด้วยตัวพ็อตกระสุนมีขนาดใหญ่และหนักมาก สร้างภาระการส่งกำลังบำรุงสูงในการขนย้ายและป้องกันจุดบรรจุ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีข้อจำกัดทางภูมิประเทศ ไม่สามารถวิ่งผ่านป่าทึบหรือขึ้นเขาสูงชันที่ไม่มีเส้นทางถนนได้ดีนัก นอกจากนี้วิถียิงเป็นวิถีโค้งต่ำ ทำให้ตึกหรืออาคารสูงในเขตเมืองอาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางวิถีโค้งของจรวดได้
สมรภูมิแรกของ HIMARS เกิดขึ้นที่อัฟกานิสถานเมื่อปีพ.ศ.2553 และได้รับออกปฏิบัติการจริงโดยถูกนำไปใช้งานต่อในซีเรีย รวมถึงพื้นที่อื่น ๆ ในแถบตะวันออกกลาง (หมายเหตุระบบจรวดหลายลำกล้องรุ่นพี่อย่าง M270 MLRS เคยผ่านสมรภูมิรบมาก่อนในสงครามอ่าวปีพ.ศ.2534)
HIMARS ไม่สามารถยิงรัวได้เหมือนกับ BM-21 ของกัมพูชาที่ยิงจรวดเข้ามาในฝั่งไทย
เมื่อมาถึงสงครามยูเครนชื่อเสียงของ HIMARS ก็ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก โดยกองทัพยูเครนได้นำระบบนี้ไปใช้เป็นตัวคูณกำลังในการโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์สำคัญที่อยู่ลึกหลังแนวรบของรัสเซียอย่างแม่นยำสูง เช่น คลังวัตถุระเบิด คลังอาวุธส่วนหน้า และโหนดการส่งกำลังบำรุง (Line of Communication)
ส่งผลให้ขีดความสามารถในการยิงสนับสนุนของปืนใหญ่ฝ่ายรัสเซียลดลงอย่างมาก
ที่กองทัพบกไทยจัดหา HIMARS เพราะมีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึกได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตรด้วยความแม่นยำสูง ทำให้ประเทศที่มีงบประมาณหรือกำลังทางอากาศไม่มากนัก สามารถทำลายเป้าหมายสำคัญได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องบินขับไล่อย่างเช่น F-16 หรือ Gripen
ในสถานการณ์รบจริง ทหารในแนวหน้าย่อมต้องการอาวุธที่มีความน่าเชื่อถือสูง ยิงแล้วไม่ขัดลำกล้อง และทำงานได้แม่นยำเด็ดขาด ซึ่ง HIMARS ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วในจุดนี้ ทำให้มีความน่าเชื่อถือเหนือกว่าระบบอาวุธที่ยังไม่เคยผ่านการทดสอบในสงครามจริง
มีอีก 2 ปัจจัยที่ทำให้กองทัพบกไทยต้องการจัดหา M142 HIMARS ปัจจัยแรกกองทัพบกไทยต้องการนำ HIMARS มาเพื่อป้องปรามและคานอำนาจโดยตรง หลังจากที่กัมพูชาได้รับระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03 จากจีน ซึ่งมีพิสัยยิงไกลถึง 130–150 กิโลเมตร
หากเกิดสงครามขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา HIMARS สามารถนำขึ้น C-130 ได้ โดยใช้เวลาบินจากดอนเมืองถึงสนามบินที่อยู่ในพื้นที่อีสานใต้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะถูกส่งต่อไปยังแนวหน้า
ปัจจัยต่อมาการจัดซื้อระบบอาวุธแบบรัฐต่อรัฐตามโครงการช่วยเหลือทางการทหาร (Foreign Military Sale : FMS) กับสหรัฐฯ เป็นการดึงให้สหรัฐฯ เข้ามาทำหน้าที่เป็น Back up ทางความมั่นคง และเชื่อมโยงไทยเข้ากับระบบเครือข่ายเครือข่ายข้อมูลการรบและระบบ Data Link มาตรฐาน NATO ร่วมกับยุทโธปกรณ์อเมริกันอื่น ๆ ที่ไทยมีประจำการอยู่แล้ว
ในช่วงที่มีการจัดหา HIMARS ทางเพจ Thaiarmedforce
(TAF) ได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เนื่องจากความต้องการระบบ HIMARS ในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นมากจากผลงานในสมรภูมิต่าง ๆ ทำให้คิวการผลิตของบริษัทผู้ผลิตในสหรัฐฯ ยาวเหยียด
ส่งผลให้ไทยอาจต้องรอคิวการผลิตและส่งมอบยาวนานถึง 4 ปี กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยจึงมองว่า ระยะเวลาที่นานขนาดนี้อาจไม่ทันท่วงทีต่อการตอบสนองต่อสถานการณ์ความตึงเครียดหรือการปะทะตามแนวชายแดนที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้
ยิ่งไปกว่านั้นงบประมาณในการจัดซื้อ HIMARS จำนวน 6 ชุดนี้ สูงถึงประมาณ 4,200 ล้านบาท TAF มีการตั้งคำถามว่า หากนำงบประมาณก้อนนี้ไปผลักดันสายการผลิตจรวดหลายลำกล้อง DTI D11A ของไทยที่ร่วมพัฒนากับอิสราเอล จะสามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและผลิตแท่นยิง D11A ได้มากกว่าการซื้อ HIMARS ถึง 2-3 เท่าตัว หรืออาจปั๊มแท่นยิงออกมาได้มากถึง 12 ชุด ซึ่งจะช่วยให้เงินงบประมาณหมุนเวียนอยู่ในประเทศและช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า
การมี HIMARS ไม่ใช่แค่การซื้อของแพง แต่ไทยต้องการจะสื่อว่า ไทยและอเมริกายังคงมีความสัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงที่เหนียวแน่น
นอกจากค่าตัวรถและค่าซ่อมบำรุงรักษาของ HIMARS จะแพงมากแล้ว ลูกจรวดนำวิถี GMLRS สำหรับ HIMARS ยังมีราคาสูงถึงนัดละกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งการยิงยกกล่อง 1 พ็อด (6 นัด) จะผลาญงบประมาณแผ่นดินไปถึง 30 ล้านบาทในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ต่างจากระบบจรวดของอิสราเอลหรือค่ายอื่น ๆ ที่ราคาลูกจรวดถูกกว่าและเป็นมิตรกับงบประมาณของกองทัพในระยะยาวมากกว่า
การจัดหา M142 HIMARS ไม่ได้หมายความว่ากองทัพบกไทยจะสามารถแยกตัวไปรบได้อย่างโดดเดี่ยวโดยปราศจากกองทัพอากาศไทย ในทางตรงกันข้ามทั้งสองเหล่าทัพจำเป็นต้องทำงานสอดประสานกันอย่างใกล้ชิดภายใต้แนวคิดการปฏิบัติการร่วม
กองทัพอากาศคือดวงตาของระบบ HIMARS เพราะขีดความสามารถของ HIMARS จะบรรลุประสิทธิภาพสูงสุดได้ก็ต่อเมื่อมันทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ภายนอก โดยระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมการยิงจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลกับเครื่องบินหรือเรดาร์ตรวจการณ์ เพื่อชี้เป้าหมายให้มองเห็นและคำนวณวิถีได้ก่อนเป้าหมายจะปรากฏบนแผนที่
หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุนด้านข้อมูลที่มั่นคงทางอากาศแล้ว HIMARS ก็ไม่ต่างอะไรกับเครื่องยิงจรวดทั่วไปที่ขาดดวงตา
นอกจากระบบจรวดลำกล้อง HIMARS จะลำเลียงขึ้น C-130 ได้แล้ว ยังสามารถขนขึ้นเครื่องบินขนส่งสินค้า Boeing 747-400F ได้
แน่นอนว่าในยามสงครามเมื่อเกิดการปะทะภาคพื้นดินและเผชิญหน้ากับระบบจรวดหลายลำกล้องของข้าศึกที่ใช้ยุทธวิธี Shoot and Scoot ได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งในสนามรบจริงการที่ทหารราบบนภาคพื้นดินจะต้องร้องขอกำลังโจมตีสนับสนุนทางอากาศ (Close Air Support : CAS) จากเครื่องบินขับไล่อย่าง F-16 หรือ Gripen มีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่อาจจะล่าช้าเกินไป ไม่ทันต่อการตอบโต้ในทันที
ดังนั้น ท่านผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงต้องการอาวุธที่ตอบโต้ได้ไวและมีความแม่นยำสูงอย่าง HIMARS เพื่อให้กองทัพบกพึ่งพาตนเองให้ได้ก่อนในการทำลายเป้าหมายภาคพื้นดินโดยทันที แทนการรอคอยเครื่องบินขับไล่จากกองทัพอากาศเพียงอย่างเดียว
เป้าหมายหลักในการจัดหาอาวุธระดับไฮเอนด์ของกองทัพบก เช่น รถเกราะ Stryker, ปืนใหญ่ M777 และ HIMARS คือการนำมาเชื่อมต่อผ่านระบบ Data Link เพื่อสอดประสานข้อมูลร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ให้ทำงานร่วมกันเป็นโครงข่ายใหญ่ระดับประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ในยามสงครามจริงเครื่องบินขับไล่ของกองทัพอากาศ เช่น JAS 39 Gripen ก็ยังต้องบินตรวจการณ์และคุ้มกันแนวรบภาคพื้นดินหรือกองเรืออยู่เช่นเดิม
HIMARS ขณะเข้าร่วมการฝึก Cobra Gold 2025
ข้อมูลจำเพาะ M142 HIMARS
ชนิด: เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้องติดตั้งขีปนาวุธทางยุทธวิธี
ชาติกำเนิด : สหรัฐอเมริกา
บริษัทผู้ผลิต: ล็อกฮีด มาร์ติน
มวล :16,250 kg
เจ้าหน้าที่ :3 นาย
อาวุธหลัก
6 × MLRS หรือ
2 x PrSM หรือ
1 × MGM-140 ATACMS
พิสัยปฏิบัติการ : 480 กิโลเมตร
ความแม่นยำ : สูงมาก (คลาดเคลื่อนไม่เกิน 1m ที่ระยะยิง 300km)
สถานะ : กองทัพบกไทยจัดหาแล้ว รอเข้าประจำการจำนวน 6 ชุด
HIMARS
M142 HIMARS ไม่เพียงแต่จะมีบทบาทเด่นในสงครามยูเครนเท่านั้น แต่ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คงเส้นคงวา ณ ขณะนี้การจัดหาอาวุธยุทธโธปกรณ์ที่มีความล้ำสมัยและมีคุณภาพจากสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ของไทยมานาน จึงเป็นการรักษาไมตรีที่มีต่อกันและไม่ต้องการสื่อว่าเรามีพันธมิตรแค่ชาติเดียวคือจีน แต่เรากำลังวางตัวอย่างเหมาะสมในโลกที่มีแต่ความขัดแย้ง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Weapon Channel
พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์
PPTV HD 36
พี่เล็ก วาสนา นาน่วม
Sniper News
Wikipedia
U.S.ARMY
USNI News
I Corps
European Security & Defence
HistoryNet
Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางการทหาร
คุณกิตติเดช สงวนทองคำ
D_Y6888
เรียบเรียงโดย : นักรบชายแดน
โฆษณา