10 ก.ย. เวลา 04:00 • ธุรกิจ

บทที่ 183 : เหนือกว่าการครอบครอง — มีเงิน 120,000 เหรียญ วางอยู่บนโต๊ะ แต่ Ethan ไม่ยอมสร้างโรงโม่...

เป็นของตัวเอง ยิ่งถือครองทุกอย่างไว้คนเดียว โรงงานแห่งนี้อาจไม่มีวันยืนได้หากเขาถอนตัวออกไป เขาจึงต้องเลือกว่าจะยอมแบ่งความเป็นเจ้าของวันนี้ เพื่อแลกกับ อนาคตระยะยาว หรือไม่
บางครั้งคำถามสำคัญที่สุดในห้องประชุม ไม่ได้อยู่ที่เงินลงทุน แต่อยู่ที่ใครจะเป็นเจ้าของสิ่งนั้นในวันข้างหน้า...
Ethan ขยับมือเปลี่ยนเกียร์ รถยนต์คูเป้คู่ใจเคลื่อนไปตามถนนลูกรังทอดยาว ฝุ่นตลบอบอวลอยู่เบื้องหลัง สายตาของเขาจับจ้องเส้นทางข้างหน้า ทว่าในหัวกลับวนเวียนอยู่กับตัวเลขชุดเดิมที่ทบทวนซ้ำๆ มาตลอดหลายสัปดาห์ มันไม่ใช่ตัวเลขของโครงการใหม่ในวันนี้ แต่คือมูลค่าของความผิดพลาดที่เขาเคยเชื่อว่าถูกต้องเมื่อปีก่อน
เงิน 65,000 เหรียญจมอยู่ในไซโลเก็บเมล็ดข้าวสาลีของสหกรณ์ผู้ปลูกข้าวสาลี Norvale ตอนนั้นเขามั่นใจว่าการถือครองสินทรัพย์ต้นน้ำจะช่วยลดความเสี่ยงด้านวัตถุดิบ ตรรกะดูสมเหตุสมผล ยิ่งในช่วงที่ราคาข้าวสาลีผันผวน การมีพื้นที่จัดเก็บของตัวเองย่อมสร้างความได้เปรียบระยะยาว ทว่าความเป็นจริงกลับสวนทาง ไซโลยังคงตั้งตระหง่าน แต่ต้นทุนแป้งสาลีกลับไม่ลดลงเลย
หลายเดือนของการติดตามต้นทุนทำให้ Ethan ต้องยอมรับความจริง ความได้เปรียบไม่ได้สูญหายในขั้นตอนจัดเก็บ หากแต่รั่วไหลไปในขั้นตอนการแปรรูป
ปัจจุบัน Vale Bakery ใช้แป้งสาลีปีละ 3,000 ตัน ครึ่งหนึ่งซื้อผ่านสหกรณ์ผู้ปลูกข้าวสาลี Norvale ด้วยข้อตกลงแบบ Cost-Plus 15% โครงสร้างนี้ทำให้ต้นทุนแป้งสูงกว่าท้องตลาดถึง 20 เหรียญต่อตัน กลายเป็นรายจ่ายส่วนเกินราว 30,000 เหรียญต่อปี
แป้งสาลีอีกครึ่งหนึ่งที่ซื้อจากพ่อค้าส่งภายนอกก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แม้บางช่วงราคาจะถูกกว่า แต่ความละเอียด ความชื้น และคุณสมบัติในการอบกลับไร้ความสม่ำเสมอ พนักงานในสายการผลิตต้องคอยปรับสูตรและตั้งค่าเตาอบใหม่แทบทุกล็อต ทุกครั้งที่แป้งค้างในเครื่องโม่หรือถูกอบจนเสีย ต้นทุนที่มองไม่เห็นก็งอกเงย ทั้งเวลาที่สูญเสีย วัตถุดิบที่ใช้ทดลองซ้ำ และขนมปังไม่ได้มาตรฐานที่ต้องคัดทิ้ง
Ethan ทดลองเจรจากับโรงโม่หลายแห่ง เปรียบเทียบเงื่อนไขจากผู้จัดจำหน่ายรายอื่นเพื่อหาสัญญาระยะยาวที่รับประกันคุณภาพ บางแห่งให้ราคาต่ำแต่ไม่ผ่านมาตรฐานของ Vale Bakery ขณะที่บางแห่งแป้งได้มาตรฐานแต่คิดราคาแพงเกินไป ยิ่งค้นหาเขายิ่งพบคำตอบที่ชัดเจน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครขายข้าวสาลีให้เขา แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ควบคุมกระบวนการโม่เมล็ดข้าวให้กลายเป็นแป้ง
ปีหน้ากำลังการผลิตใหม่ของ Vale Bakery จะเริ่มเดินเครื่องเต็มรูปแบบ ความต้องการแป้งสาลีจะเพิ่มขึ้นอีก 1,500 ตันต่อปี รวมเป็น 4,500 ตันต่อปี ตัวเลขทั้งหมดชี้ไปที่ทางออกเดียว Vale Bakery ไม่ได้ต้องการไซโลเพิ่ม แต่ต้องการควบคุมคุณภาพและต้นทุนในขั้นตอนการโม่แป้งด้วยตัวเอง
รถยนต์เลี้ยวเข้าสู่ลานจอดหน้าสหกรณ์ผู้ปลูกธัญพืชแห่งกรีนวัลเลย์ อาคารประชุมไม้หลังเก่าตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งข้าวสาลีกว้างสุดสายตา กรรมการทั้ง 4 คนนั่งรออยู่ด้านในด้วยสีหน้าเรียบเฉย Ethan เดินเข้าห้องประชุมพลางกวาดสายตามองหน้างาน ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารปกหนังลงบนโต๊ะไม้หนา
"ตัวเลขงบประมาณการลงทุนจำนวน 120,000 เหรียญ ปรากฏอย่างชัดเจนบนหน้าแรกของเอกสาร แผนงานนี้ระบุรายละเอียดการจัดสรรงบส่วนใหญ่ไว้สำหรับ เครื่องบดลูกกลิ้งคู่ ระบบตะแกรงหมุนเพื่อคัดแยกสิ่งเจือปน ระบบดูดฝุ่นละอองเพื่อความปลอดภัย และการปรับปรุงโครงสร้างอาคารของสหกรณ์ให้แข็งแรง
โดยเป้าหมายในระยะแรกคือ การตั้งโรงโม่แป้งที่รองรับการแปรรูปข้าวสาลีวันละ 13.3 ตัน เพื่อให้ได้แป้งสาลีสำเร็จรูปวันละ 10 ตัน ขณะเดียวกัน พื้นที่ภายในอาคารได้รับการจัดสรรให้พร้อมติดตั้งเครื่องโม่ชุดที่ 2 เพื่อขยายกำลังการผลิตขึ้นเป็นเท่าตัว หรือโม่แป้งสาลีได้วันละ 20 ตันได้ทันทีในอนาคต โดยโครงสร้างอาคารหลักจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ"
"เงินลงทุนทั้งหมด ผมจะออกสำรองให้ก่อนครับ" Ethan อธิบายพลางสบตากรรมการทีละคน "ส่วนทางสหกรณ์จะผ่อนชำระคืนผ่านการหักลบจากปริมาณแป้งที่ส่งมอบตามเงื่อนไข"
ประธานกรรมการก้มมองกระดาษทำการอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยสายตาจับผิด ประเมินความน่าเชื่อถือ "ถ้าคุณเชื่อมั่นในโครงการนี้มากขนาดนั้น ทำไมไม่ลงทุนแล้วตั้งโรงงานบริหารเองทั้งหมด ทำไมต้องให้พวกเราผ่อนจ่าย"
บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบ กรรมการอีก 3 คนหันขวับมามองชายหนุ่ม Ethan นิ่งคิด ทบทวนแรงจูงใจของคนหน้างานก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"เพราะถ้าผมเป็นเจ้าของคนเดียว โรงโม่แห่งนี้ก็จะเป็นแค่เรื่องของผม" ชายหนุ่มสบตากับประธานกรรมการ "แต่ถ้าวันหนึ่งมันกลายเป็นของสหกรณ์ ทุกคนจะดูแลมันต่างออกไป อาคารกับเครื่องจักรใช้เงินซื้อได้ แต่ความใส่ใจระยะยาวซื้อไม่ได้ด้วยเงิน"
ไม่มีใครพูดแทรก Ethan จึงขยายความตรรกะการปฏิบัติงานต่อทันที
"ถ้าผมสร้างเอง พวกคุณก็เป็นเพียงคนขายข้าวสาลีให้ผม แต่ถ้าเราร่วมสร้างมันขึ้นมา พวกคุณจะมีเหตุผลที่จะทำให้โรงโม่แห่งนี้อยู่รอดเหมือนกับผม ช่วงแรกผมจะคุมการบริหาร วางระบบควบคุมคุณภาพ และฝึกพนักงานด้วยตัวเอง เพราะแป้งทุกตันที่ออกจากที่นี่ส่งผลต่อขนมปังของผม ไม่ต่างจากรายได้ของพวกคุณ"
Ethan เว้นจังหวะสั้นๆ เพื่อให้ตัวเลขและผลประโยชน์ซึมลึกเข้าสู่ความคิดของคู่เจรจา
"เป้าหมายของผมไม่ใช่การทำให้โรงโม่ต้องพึ่งพาผมตลอดไป ผมอยากเห็นวันที่คนของสหกรณ์คุมเครื่องจักรและบริหารได้เอง วันนั้นพวกคุณจะไม่ใช่เพียงคนปลูกข้าวสาลีส่งขาย แต่จะเป็นเจ้าของแป้งสาลีแปรรูปที่กำหนดราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตของตัวเองได้"
กรรมการทั้ง 4 คนยังคงนิ่งเงียบ ไม่มีใครตอบรับและไม่มีใครปฏิเสธ ทว่าแววตาที่เคยมองอาคารหลังใหม่เป็นเพียงเศษอิฐเศษเหล็กได้เปลี่ยนไปแล้ว ตรรกะธุรกิจเชื่อมโยงผลประโยชน์ของโรงงานและไร่นาเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน
Ethan ยื่นมือไปด้านหน้าแล้วพลิกปิดแฟ้มเอกสารเสียงดังหนักแน่น ข้อเสนอทั้งหมดวางอยู่บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ประสานสายตากับกรรมการทุกคนโดยไม่เอ่ยคำใดเพิ่มเติม
ทิ้งความเงียบให้ทำหน้าที่ และรอให้ฝั่งตรงข้ามเป็นฝ่ายเปิดฉากเริ่มเจรจารายละเอียดเชิงลึกขึ้นมาเอง
📖 [เบื้องหลังงานเขียน —บทที่ 183 : เหนือกว่าการครอบครอง]
#เกียรติธร วีรอัศวปรีชา
#ธุรกิจ
#พัฒนาตัวเอง
#นิยายธุรกิจ
#การบริหารจัดการ
#ความร่วมมือทางธุรกิจ
โฆษณา