เมื่อวาน เวลา 09:18 • สิ่งแวดล้อม
BangkokThailand

แปดสนามบินปิด กว่าสามแสนคนติดค้าง — แต่นั่นไม่ใช่ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของภูเขาไฟลูกนี้

*[อัปเดตล่าสุด 10 กันยายน 2569: สถานการณ์คลี่คลายแล้วสำหรับอานักกรากะตัวโดยเฉพาะ — สนามบินทั้ง 8 แห่งที่ปิดจากเถ้าภูเขาไฟลูกนี้ รวมถึงท่าอากาศยานหลักซูการ์โน-ฮัตตา ทยอยเปิดให้บริการครบทั้งหมดแล้วตั้งแต่วันอังคารที่ 8 กันยายน ตัวเลขผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบสะสมสุดท้ายอยู่ที่ราว 340,000-341,000 คน จากเที่ยวบินที่ถูกกระทบเกือบ 2,961 เที่ยว (ในประเทศ 2,339 เที่ยว ระหว่างประเทศ 622 เที่ยว) จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการปะทุรอบนี้ แต่ระดับเตือนภัยของอานักกรากะตัวยังคงอยู่ที่ระดับ 3
หรือเซียกาเช่นเดิม ไม่ได้ลดระดับลง และภูเขาไฟลูกนี้ยังคงปะทุเป็นระยะเล็กๆ ต่อเนื่อง (มีรายงานปะทุอีกอย่างน้อย 3 ครั้งเมื่อเช้าวันอังคาร แต่รุนแรงน้อยกว่าการปะทุใหญ่รอบแรก) ในอีกมุมหนึ่ง อินโดนีเซียยังเผชิญการปะทุของภูเขาไฟลูกอื่นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเฉพาะภูเขาไฟอีลีเลโวโตล็อกทางตะวันออก ที่เถ้าภูเขาไฟพุ่งสูงถึง 8,000 ฟุต ทำให้สนามบินวูโนปิโตในเมืองเลโวเลบาต้องปิดต่อเนื่องและมีกำหนดเปิดใหม่ในวันพฤหัสบดี สะท้อนว่าแม้วิกฤตจากอานักกรากะตัวจะจบลงแล้ว
แต่ภาพรวมของภูเขาไฟหลายลูกที่ยังคุกรุ่นพร้อมกันในอินโดนีเซียยังไม่จบ]*
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
คืนที่ท้องฟ้าช่องแคบซุนดาสว่างจ้า
คืนวันศุกร์ที่ 4 กันยายน ต่อเนื่องถึงช่วงเช้ามืดของวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 เวลาประมาณ 00.50 น. ตามเวลาท้องถิ่นอินโดนีเซีย ภูเขาไฟอานักกรากะตัว ที่ตั้งอยู่กลางช่องแคบซุนดาระหว่างเกาะชวาและเกาะสุมาตรา ปะทุรุนแรงต่อเนื่องยาวนานถึง 25 ชั่วโมงโดยไม่หยุด มีรายงานว่าเสียงจากลาวาที่พุ่งเป็นน้ำพุไฟได้ยินไปไกลหลายร้อยกิโลเมตร ก่อนที่การปะทุต่อเนื่องจะสิ้นสุดลงในวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน แล้วตามด้วยการปะทุเป็นช่วงๆ ในระดับปานกลางและมีเถ้าถ่านพวยพุ่งต่อเนื่องในวันจันทร์ที่ 7 กันยายน
เสาเถ้าภูเขาไฟที่พุ่งขึ้นจากปล่องครั้งนี้สูงมาก ฝั่งที่หันเข้าเกาะชวาวัดความสูงได้ราว 6,000 เมตร หรือประมาณ 20,000 ฟุต ส่วนฝั่งที่หันเข้าเกาะสุมาตราเถ้าถ่านพุ่งสูงถึง 15,000 เมตร หรือราว 50,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล พร้อมกับชั้นเถ้าถ่านรองที่ลอยอยู่ราว 5,500 เมตร ก่อนหน้าการปะทุใหญ่ครั้งนี้ไม่กี่วัน ข้อมูลแผ่นดินไหวจากเครื่องตรวจวัดในช่วงวันที่ 22-31 สิงหาคม บันทึกแผ่นดินไหวจากการปะทุ 174 ครั้ง แผ่นดินไหวความถี่ต่ำ 336 ครั้ง แผ่นดินไหวแบบผสม 851 ครั้ง และสัญญาณสั่นสะเทือนต่อเนื่องอีก 30 ช่วง
พร้อมการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอัตรา 715-2,922 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักธรณีวิทยาติดตามอยู่แล้วว่าความดันใต้ปล่องกำลังสะสมตัวขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะปะทุจริงในคืนวันศุกร์
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดในทันทีคือการเดินทางทางอากาศ สนามบินถึง 8 แห่งต้องปิดการปฏิบัติการชั่วคราว รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติซูการ์โน-ฮัตตา ที่เป็นสนามบินหลักของกรุงจาการ์ตาและใหญ่ที่สุดของประเทศ ท่าอากาศยานฮาลิม เปอร์ดานากูซูมา ท่าอากาศยานฮูเซน ซัสตรานาการา ที่เมืองบันดุง ท่าอากาศยานราเดน อินเทน ที่ 2 ที่เมืองบันดาร์ลัมปุง รวมถึงสนามบินในพื้นที่เซอมารังและสุราบายาอีกหลายแห่ง วันแรกที่สนามบินปิดตัว มีเที่ยวบินได้รับผลกระทบรวมกันกว่า 1,558 เที่ยว ในจำนวนนี้กว่า 900
เที่ยวมาจากสนามบินซูการ์โน-ฮัตตาเพียงแห่งเดียว ส่งผลให้ผู้โดยสารติดค้างราว 170,000 คน และเมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อต่อมาถึงวันจันทร์ ตัวเลขสะสมของผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินในเครือ InJourney Airports ทั้ง 4 แห่งไต่ขึ้นไปถึง 268,539 คน จากเที่ยวบินที่ถูกยกเลิกหรือล่าช้ารวมกว่า 2,300 เที่ยว สายการบินรายใหญ่ทั้งสิงคโปร์แอร์ไลน์ มาเลเซียแอร์ไลน์ แอร์เอเชีย และไลอ้อนแอร์ ต่างประกาศยกเลิกเที่ยวบินเข้า-ออกจาการ์ตาทั้งหมดในช่วงที่สนามบินปิด
ก่อนที่ตัวเลขสะสมสุดท้ายเมื่อนับรวมทุกสนามบินและทุกวันของเหตุการณ์จะขยับไปแตะราว 340,000-341,000 คน จากเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบเกือบ 2,961 เที่ยว แบ่งเป็นเที่ยวบินในประเทศ 2,339 เที่ยว และระหว่างประเทศ 622 เที่ยว
นอกเหนือจากการเดินทางทางอากาศ ทางการยังสั่งให้โรงเรียนในจังหวัดลัมปุงและกรุงจาการ์ตาปรับไปเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 7 กันยายนเป็นต้นไป เพื่อลดการสัมผัสเถ้าถ่านของเด็กนักเรียน ส่วนชาวประมงในบริเวณโดยรอบถูกสั่งห้ามออกเรือ ขณะที่เรือเฟอร์รี่ข้ามช่องแคบซุนดายังให้บริการตามปกติแต่ต้องรักษาระยะห่างจากตัวภูเขาไฟไม่น้อยกว่า 3 กิโลเมตรตามเขตหวงห้ามที่ประกาศไว้ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ ภูเขาไฟเซเมรูบนเกาะชวาก็ปะทุเช่นกันโดยมีเถ้าถ่านพุ่งสูงราว 1 กิโลเมตร
แต่เป็นเหตุการณ์คนละภูเขาไฟและไม่มีความเชื่อมโยงทางธรณีวิทยาโดยตรงกับอานักกรากะตัว นางลานา ซาเรีย หัวหน้าหน่วยงานธรณีวิทยาอินโดนีเซีย ระบุว่าอันตรายหลักที่ยังต้องเฝ้าระวังคือก้อนหินภูเขาไฟที่พุ่งกระเด็น เถ้าถ่านที่ตกหนัก และกระแสลาวาหากการปะทุยังดำเนินต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าโอกาสเกิดการปะทุเพิ่มเติมในไม่กี่วันข้างหน้ายังอยู่ในระดับสูง ทางการวางแผนจะทยอยเปิดสนามบินอีกครั้งในเวลา 18.00 น. ของวันจันทร์ โดยขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบเถ้าถ่านในน่านฟ้าบริเวณนั้นเป็นหลัก และแผนนี้ก็เป็นไปตามคาด
สนามบินทั้ง 8 แห่งทยอยเปิดกลับมาให้บริการครบทั้งหมดภายในวันอังคารที่ 8 กันยายน แม้กระบวนการตรวจสอบสภาพเครื่องบินและทำความสะอาดรันเวย์จากเถ้าถ่านจะทำให้ตารางบินยังไม่กลับสู่ภาวะปกติเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในทันที ทั้งนี้ อานักกรากะตัวยังคงปะทุเป็นระยะเล็กๆ ต่อเนื่อง หัวหน้าหน่วยงานธรณีวิทยาอินโดนีเซียระบุว่ามีการปะทุอีกอย่างน้อย 3 ครั้งในเช้าวันอังคาร แต่ผลกระทบน้อยกว่าการปะทุใหญ่รอบแรกมาก และระดับเตือนภัยยังคงอยู่ที่ระดับ 3 หรือเซียกาเช่นเดิม ไม่ได้ปรับลดลง
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการปะทุรอบนี้ ซึ่งฟังดูเป็นข่าวดีเมื่อเทียบกับภาพความโกลาหลของผู้โดยสารติดค้างนับแสนคน แต่สำหรับภูเขาไฟลูกนี้โดยเฉพาะ ตัวเลขศูนย์ยังไม่ใช่สิ่งที่ควรทำให้ใครวางใจได้เต็มที่ เพราะประวัติศาสตร์ของมันบอกไว้ชัดว่าอันตรายที่แท้จริงของอานักกรากะตัวไม่ได้อยู่ที่เถ้าถ่านหรือเสียงระเบิดที่ทุกคนมองเห็นได้
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิด
ถ้ามองแค่ภาพข่าวสนามบินปิดกับผู้โดยสารติดค้าง เรื่องนี้อาจดูเหมือนความไม่สะดวกทางการเดินทางที่คลี่คลายได้ภายในไม่กี่วัน แต่สิ่งที่ทำให้อานักกรากะตัวต่างจากภูเขาไฟทั่วไปคือมันมีประวัติของภัยพิบัติที่ไม่มีใครเห็นมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น
วันที่ 22 ธันวาคม 2561 ขณะที่อานักกรากะตัวกำลังปะทุอยู่ตามปกติ ด้านข้างของภูเขาไฟที่หันเข้าหาทะเลเกิดถล่มลงอย่างฉับพลัน มวลหินและตะกอนจำนวนมหาศาลถล่มลงสู่ทะเลในเวลาไม่กี่นาที ผลักดันคลื่นสึนามิที่ซัดเข้าชายฝั่งทั้งสองด้านของช่องแคบซุนดาโดยไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้าแม้แต่นาทีเดียว คร่าชีวิตผู้คนไปอย่างน้อย 430 ราย เหตุผลที่ระบบเตือนภัยไม่สามารถจับสัญญาณได้ทันคือคลื่นแผ่นดินไหวที่เกิดจากการถล่มด้านข้างครั้งนั้นมีลักษณะผิดปกติ คือมีความถี่ต่ำมากในช่วงประมาณ 0.03 เฮิรตซ์
ต่างจากคลื่นแผ่นดินไหวทั่วไปที่มีความถี่สูงกว่ามาก ทำให้ระบบตรวจจับมาตรฐานที่ใช้ดักจับแผ่นดินไหวแบบทั่วไปไม่สามารถระบุความผิดปกตินี้ได้ทันเวลา
สิ่งที่น่าสนใจคือเมื่อนักวิจัยย้อนกลับไปวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมหลังเกิดเหตุ กลับพบสัญญาณเตือนที่ซ่อนอยู่มาหลายเดือนก่อนการถล่ม ทั้งอุณหภูมิพื้นผิวที่สูงขึ้นผิดปกติและการเคลื่อนตัวของพื้นดินบริเวณด้านข้างที่หันเข้าหาทะเลตะวันตกเฉียงใต้ รวมถึงแผ่นดินไหวขนาดเล็กที่เกิดขึ้นเพียงสองนาทีก่อนการถล่มจริง แปลว่าสัญญาณเตือนมีอยู่จริง เพียงแต่ไม่มีใครตีความมันได้ทันเวลาในขณะนั้น ทีมวิจัยจึงเสนอให้ผนวกภูเขาไฟที่มีความเสี่ยงถล่มด้านข้างแบบนี้เข้าไปในระบบเตือนภัยสึนามิโดยเฉพาะ พร้อมข้อสรุปที่สำคัญมากคือ
ตลอดสองศตวรรษที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตจากภูเขาไฟทั่วโลกจำนวนมากไม่ได้เสียชีวิตจากการปะทุโดยตรง แต่เสียชีวิตจากดินถล่มและสึนามิที่ตามมาต่างหาก
นี่คือเหตุผลที่ทางการอินโดนีเซียยังคงเขตหวงห้ามรัศมี 3 กิโลเมตรรอบภูเขาไฟไว้อย่างเข้มงวดในการปะทุรอบปัจจุบัน แม้จะยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าจะเกิดการถล่มด้านข้างซ้ำรอยปี 2561 ก็ตาม เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนไว้ว่าสัญญาณของภัยที่แท้จริงอาจไม่ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจนจนกว่าจะสายเกินไป ความสำคัญของเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การรายงานว่าวันนี้มีเที่ยวบินถูกยกเลิกกี่เที่ยว แต่คือการเข้าใจว่าทำไมนักภูเขาไฟวิทยาถึงยังคงระมัดระวังภูเขาไฟลูกนี้เป็นพิเศษ แม้สถานการณ์ตอนนี้จะดูเหมือนคลี่คลายลงแล้วก็ตาม
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
ผ่าข้อเท็จจริงทีละชั้น ก่อนจะกลัวหรือชะล่าใจ
ภูเขาไฟที่เกิดจากซากปรักหักพังของหายนะครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์
ชื่อ "อานักกรากะตัว" แปลตรงตัวว่า "ลูกของกรากะตัว"
เพราะภูเขาไฟลูกนี้ไม่ได้มีอายุยืนยาวเป็นพันปีเหมือนภูเขาไฟทั่วไป แต่ผุดขึ้นมาจากทะเลในช่วงปี 2470-2473 กลางปล่องภูเขาไฟเดิมที่หลงเหลือจากการปะทุครั้งมหาวินาศของภูเขาไฟกรากะตัวเมื่อปี 2426 (ค.ศ. 1883) ซึ่งได้รับการบันทึกว่าเป็นหนึ่งในภัยพิบัติภูเขาไฟที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มีการบันทึกไว้ พูดง่ายๆ คือภูเขาไฟลูกนี้กำลังงอกขึ้นมาใหม่จากซากของหายนะครั้งเก่า และยังคงเติบโตต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันผ่านการปะทุเป็นระยะๆ ตลอดเกือบร้อยปีที่ผ่านมา
ความเสี่ยงเฉพาะตัวของอานักกรากะตัวจึงต่างจากภูเขาไฟบกทั่วไปตรงที่มันตั้งอยู่กลางทะเล เป็นเกาะภูเขาไฟที่ยังไม่มั่นคงเต็มที่ โครงสร้างด้านข้างเกิดจากการสะสมของลาวาและเถ้าถ่านซ้อนทับกันมาเรื่อยๆ ในเวลาไม่ถึงร้อยปี ต่างจากภูเขาไฟที่มีอายุนับพันปีซึ่งโครงสร้างแน่นตัวและมั่นคงกว่ามาก นี่คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ด้านข้างของภูเขาไฟลูกนี้มีความเสี่ยงจะถล่มลงสู่ทะเลได้ง่ายกว่าปกติเมื่อเกิดการปะทุรุนแรงต่อเนื่อง อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2561
เข้าใจระบบเตือนภัยระดับสีของอินโดนีเซีย
หน่วยงานธรณีวิทยาอินโดนีเซีย หรือ Badan Geologi ใช้ระบบแบ่งระดับเตือนภัยภูเขาไฟเป็น 4 ระดับ ไล่จากต่ำไปสูงคือ ระดับที่ 1 หรือ "นอร์มอล" หมายถึงภาวะปกติไม่มีสัญญาณผิดปกติ ระดับที่ 2 หรือ "วัสปาดา" (เฝ้าระวัง) หมายถึงเริ่มมีกิจกรรมทางธรณีวิทยาสูงขึ้นกว่าปกติ ระดับที่ 3 หรือ "เซียกา" (เตรียมพร้อม) หมายถึงกิจกรรมเพิ่มขึ้นชัดเจนจนอาจนำไปสู่การปะทุ และระดับที่ 4 หรือ "อาวาส" (อันตรายร้ายแรง) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่บ่งชี้ว่าการปะทุใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้ว
ในการปะทุรอบนี้ อานักกรากะตัวถูกจัดอยู่ที่ระดับ 3 หรือเซียกา ตามการประเมินล่าสุดก่อนการปะทุใหญ่ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่ภูเขาไฟดังอีกหลายลูกของอินโดนีเซียถูกจัดไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน ทั้งภูเขาไฟเมราปี เลโวโตบีลากิลากิ และซินาบุง สะท้อนว่าอินโดนีเซียมีภูเขาไฟหลายลูกที่อยู่ในภาวะเฝ้าระวังสูงพร้อมกันในช่วงนี้ การที่ยังไม่ถูกยกระดับเป็นอาวาสหมายความว่าทางการยังประเมินว่าสถานการณ์อยู่ในการควบคุมได้ แต่เขตหวงห้าม 3 กิโลเมตรที่ประกาศไว้ก็ยังคงเข้มงวดไม่เปลี่ยนแปลง
เพราะเป็นมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากก้อนหินภูเขาไฟและก๊าซพิษที่อาจพุ่งออกมาได้ตลอดเวลาแม้ยังไม่ถึงระดับอันตรายสูงสุด
ทำไมอินโดนีเซียถึงเผชิญภูเขาไฟปะทุถี่ขนาดนี้
อินโดนีเซียตั้งอยู่บนแนว "วงแหวนไฟแปซิฟิก" ซึ่งเป็นแนวรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกที่มีการปะทุภูเขาไฟและแผ่นดินไหวมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะจุดที่แผ่นเปลือกโลกอินโด-ออสเตรเลียมุดตัวลงใต้แผ่นเปลือกโลกยูเรเซียตามแนวร่องลึกใต้ทะเลด้านตะวันตกและใต้ของหมู่เกาะอินโดนีเซีย กระบวนการมุดตัวนี้ทำให้เปลือกโลกที่จมลงไปหลอมละลายกลายเป็นแมกมาที่ดันตัวขึ้นมาสร้างภูเขาไฟเรียงรายเป็นแนวยาวตลอดเกาะสุมาตราและเกาะชวา ซึ่งเป็นเหตุผลที่อินโดนีเซียมีภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่มากกว่า 130 ลูก มากที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง
การที่ภูเขาไฟหลายลูกปะทุใกล้เคียงกันในช่วงเวลาเดียวกัน อย่างที่เห็นทั้งอานักกรากะตัวและเซเมรูในสัปดาห์เดียวกันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติทางธรณีวิทยา แต่เป็นลักษณะปกติของประเทศที่ตั้งอยู่บนแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกที่มีความเครียดสะสมอยู่ตลอดเวลาในหลายจุดพร้อมกัน เช่นเดียวกับที่บทความก่อนหน้านี้เคยอธิบายไว้เรื่องแผ่นดินไหวตามแนววงแหวนไฟ ภูเขาไฟและแผ่นดินไหวในภูมิภาคนี้มักเกิดจากกลไกทางธรณีวิทยาเดียวกัน คือการเสียดสีและมุดตัวของแผ่นเปลือกโลก
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในภาพนี้
คำถามที่คนไทยจำนวนมากสงสัยเมื่อเห็นข่าวภูเขาไฟปะทุถี่ๆ ในภูมิภาคเดียวกันคือ ไทยมีความเสี่ยงจากภูเขาไฟบ้างหรือไม่ คำตอบตรงไปตรงมาคือไม่มีเลย เพราะประเทศไทยไม่มีภูเขาไฟที่ยังมีพลังอยู่แม้แต่ลูกเดียว ประเทศไทยเคยมีภูเขาไฟจริงในอดีต กระจายอยู่หลายจังหวัด เช่น เขาพนมรุ้งและภูพระอังคารที่จังหวัดบุรีรัมย์ เขากระโทงที่บุรีรัมย์เช่นกัน เขาพนมสวายที่จังหวัดสุรินทร์ ภูฝ้ายที่จังหวัดศรีสะเกษ เขาพลอยแหวนที่จังหวัดจันทบุรี และดอยผาก๊อกหินฝู้กับดอยชุมภูแดดที่จังหวัดลำปาง แต่ภูเขาไฟเหล่านี้ล้วนดับสนิทมานานแล้ว
โดยครั้งสุดท้ายที่มีการปะทุคาดว่าเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 900,000 ปีก่อน
เหตุผลเชิงธรณีวิทยาที่ไทยไม่มีภูเขาไฟมีพลังคือ การเกิดแมกมาที่จะดันตัวขึ้นมาเป็นภูเขาไฟต้องอาศัยสภาพแวดล้อมทางธรณีแปรสัณฐานเฉพาะแบบ อย่างการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกที่พบตามแนววงแหวนไฟ แต่ประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณตอนในของแผ่นเปลือกโลกซุนดา ซึ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้างมั่นคง ไม่มีแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกที่กำลังมุดตัวอยู่ใต้แผ่นดินไทยโดยตรง ต่างจากอินโดนีเซียที่ตั้งอยู่บนแนวมุดตัวโดยตรง สภาพแวดล้อมที่จะสร้างแมกมาใหม่จึงไม่มีอยู่ใต้ประเทศไทยอีกต่อไป
ภูเขาไฟเก่าแก่ที่เหลืออยู่จึงเป็นเพียงร่องรอยทางธรณีวิทยาที่ดับสนิทอย่างถาวร ไม่มีโอกาสฟื้นคืนพลังขึ้นมาอีก แม้ไทยจะไม่มีความเสี่ยงจากภูเขาไฟของตัวเอง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหตุการณ์ในอินโดนีเซียไม่กระทบไทยเลย เพราะเส้นทางบินระหว่างไทยกับอินโดนีเซียเชื่อมต่อกันอยู่ โดยเฉพาะเส้นทางเข้าจาการ์ตาที่เป็นจุดเปลี่ยนเครื่องสำคัญของภูมิภาค คนไทยที่มีแผนเดินทางไปอินโดนีเซียในช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นจาการ์ตา บันดุง หรือพื้นที่เกาะชวาและสุมาตราโดยรวม
จึงมีโอกาสได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความล่าช้าหรือการยกเลิกเที่ยวบินได้ แม้จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยอย่างเกาะบาหลีจะไม่ได้อยู่ในรายชื่อสนามบินที่ปิดตัวโดยตรงก็ตาม
เมื่อเข้าใจภาพรวมแล้ว ควรทำอะไรต่อ
สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่และไม่มีแผนเดินทางไปอินโดนีเซียในช่วงนี้ สิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดคือการติดตามข่าวด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง แยกแยะระหว่างสถานการณ์ปัจจุบันที่ยังไม่มีผู้เสียชีวิตกับความเสี่ยงเชิงประวัติศาสตร์ของภูเขาไฟลูกนี้ที่ทางการยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด แทนที่จะแชร์ข่าวแบบครึ่งๆ กลางๆ ที่อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกเกินจริง
สำหรับคนที่มีแผนเดินทางเข้า-ออกอินโดนีเซียโดยเฉพาะเส้นทางผ่านจาการ์ตา บันดุง เซอมารัง สุราบายา หรือบันดาร์ลัมปุง สิ่งที่ควรทำก่อนอื่นคือตรวจสอบสถานะเที่ยวบินโดยตรงกับสายการบินก่อนออกเดินทางไปสนามบินทุกครั้ง ไม่ควรอาศัยข้อมูลจากโซเชียลมีเดียหรือข่าวลือที่อาจล้าสมัยไปแล้ว เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หากมีประกันการเดินทางที่ครอบคลุมความล่าช้าหรือการยกเลิกเที่ยวบินจากภัยธรรมชาติ ควรตรวจสอบเงื่อนไขไว้ล่วงหน้าเช่นกัน
สำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเถ้าถ่านโดยตรงในอินโดนีเซีย หลักปฏิบัติพื้นฐานคือสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กแบบ N95 หรือใกล้เคียงเมื่อต้องออกนอกอาคาร ป้องกันดวงตาด้วยแว่นตาหรือแว่นกันลม หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งโดยไม่จำเป็น ปิดช่องระบายอากาศและเครื่องปรับอากาศที่ดึงอากาศจากภายนอกเพื่อลดเถ้าถ่านเข้าสู่ตัวอาคาร และหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะในช่วงที่เถ้าถ่านตกหนัก เพราะเถ้าถ่านทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงมากและพื้นผิวถนนลื่นกว่าปกติ สำหรับผู้ที่ใช้เรือหรืออาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งช่องแคบซุนดา
ควรเคารพเขตหวงห้ามรัศมี 3 กิโลเมตรอย่างเคร่งครัด แม้สถานการณ์จะดูสงบลงแล้วก็ตาม เพราะบทเรียนจากปี 2561 แสดงให้เห็นแล้วว่าความสงบที่ตาเห็นไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงซ่อนอยู่
แหล่งข้อมูลที่ควรติดตามคือประกาศทางการจากหน่วยงานธรณีวิทยาอินโดนีเซียหรือ Badan Geologi หน่วยงานบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติอินโดนีเซียหรือ BNPB และประกาศจากผู้บริหารสนามบินโดยตรงอย่าง InJourney Airports แทนการเชื่อข้อความที่แชร์ต่อกันในโซเชียลมีเดียโดยไม่มีแหล่งอ้างอิงชัดเจน โดยเฉพาะข้อความที่พยายามเชื่อมโยงการปะทุครั้งนี้กับภัยพิบัติอื่นๆ ในภูมิภาคแบบไม่มีมูล ซึ่งอาจสร้างความตื่นตระหนกเกินความจำเป็น
สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจำไว้จากเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลขผู้โดยสารติดค้างหรือจำนวนเที่ยวบินที่ถูกยกเลิก เพราะตัวเลขเหล่านี้จะคลี่คลายไปเองเมื่อสถานการณ์สงบลง สิ่งที่ควรจำไว้จริงๆ คือความแตกต่างระหว่างภัยที่มองเห็นได้กับภัยที่มองไม่เห็น ภูเขาไฟลูกนี้เคยสอนบทเรียนราคาแพงไว้แล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี 2561 ว่าความสงบชั่วคราวไม่ใช่หลักประกันความปลอดภัย และเสียงระเบิดที่ดังสนั่นก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดความอันตรายเพียงอย่างเดียวเสมอไป การเคารพเขตหวงห้ามและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญแม้ในวันที่ทุกอย่างดูเหมือนจะสงบแล้ว
จึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าการรอดูจนกว่าจะเห็นสัญญาณอันตรายด้วยตาตัวเอง เพราะสำหรับภูเขาไฟลูกที่เกิดจากซากปรักหักพังของหายนะครั้งก่อนอย่างอานักกรากะตัว สัญญาณเตือนอาจมาถึงช้าเกินไปเสมอ
สร้างภาพโดย AI เพื่อประกอบบทความ
แหล่งอ้างอิงหลัก
  • Thairath — อินโดนีเซียสั่งปิด 8 สนามบิน ภูเขาไฟปะทุ กระทบนักเดินทาง 1.7 แสนคน
  • Dailynews — ภูเขาไฟ "อานักกรากาตัว" ยังปะทุหนัก สนามบินอินโดนีเซียปิดเพิ่มเป็น 8 แห่ง
  • Infoquest — อินโดฯ ปิด 8 สนามบิน กระทบผู้โดยสาร 1.7 แสนคน หลังภูเขาไฟอานักกรากะตัวปะทุหนัก
  • U.S. Embassy Jakarta — Natural Disaster Alert: Mt. Anak Krakatau Eruption September 6, 2026
  • CNN — Anak Krakatau eruption: Volcanic ash leaves 170,000 travelers stranded at eight Indonesian airports
  • Al Jazeera — Thousands stranded as Anak Krakatau eruption shutters Indonesian airports
  • Malay Mail — Anak Krakatoa eruption forces closure of eight Indonesian airports, stranding 170,000 passengers
  • The Watchers — High-level eruption at Anak Krakatau ejects ash over 15 km (50,000 feet) a.s.l., Indonesia
  • ABC News (wire) — Indonesia keeps several airports closed though volcanic eruption is easing
  • En.Tempo.co — 6 Indonesian Airports Remain Closed as Anak Krakatau Ash Disrupts Flights
  • Science Advances — The 22 December 2018 tsunami from flank collapse of Anak Krakatau volcano during eruption
  • ScienceDaily — Early warning signals heralded fatal collapse of Krakatau volcano
  • Thai PBS — รู้จัก "วงแหวนไฟ" ต้นเหตุแผ่นดินไหวอินโดนีเซีย
  • mitrearth — โอกาสภูเขาไฟปะทุที่เมืองไทย
เขียนโดย: P.Kunyabut (วางแนวคิด เรียบเรียงและตรวจสอบข้อเท็จจริง) ร่วมกับ Claude (Anthropic) ในบทบาทผู้ช่วยร่างและเรียบเรียง ภาพประกอบบทความ Hermes/Gemini / Line OA @170nugaa (OnTheBridge)
โฆษณา