Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
คาลอส บุญสุภา
•
ติดตาม
11 ก.ย. เวลา 04:35 • ปรัชญา
เราไม่ได้มีคุณค่าเพราะเรายืนอยู่บนยอดเขา และการตกลงมาจากยอดเขา ก็ไม่ได้หมายความว่าเราหมดคุณค่า
ผมมักจะสอนนักเรียนและคนรอบข้างถึงเส้นกราฟชีวิตที่ ขยับขึ้นลงตลอดเวลา ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ไม่มีสิ่งใดอยู่ยืนยง ทุกคนล้วนสลายสิ้นจากโลกใบนี้ เช่นเดียวกับความทรงจำ ความสุข และหยาดน้ำตา
จักรพรรดิเนโร (Nero) ขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งโรมในปี ค.ศ. 54 ขณะมีอายุเพียงประมาณ 16–17 ปี เขาอยู่ในตำแหน่งที่แทบไม่มีมนุษย์คนใดในโลกยุคนั้นจะไปถึงได้ อาณาจักรโรมันแผ่กว้าง ผู้คนมหาศาลอยู่ภายใต้อำนาจของเขา ทรัพย์สิน พระราชวัง กองทัพ และเกียรติยศแทบทุกอย่างที่มนุษย์ปรารถนาอยู่ตรงหน้า
เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจของเนโรก็เพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อจำกัดรอบตัวเขาค่อย ๆ ลดลง เขามีความหลงใหลในศิลปะ การแสดง และการแข่งขัน และต้องการได้รับการยอมรับไม่เพียงในฐานะจักรพรรดิ แต่ในฐานะศิลปินด้วย เขาถึงขนาดสร้าง พระราชวังขนาดมหึมาที่เรียกว่า Domus Aurea “บ้านทองคำ” หลังเกิดเหตุไฟไหม้กรุงโรมครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 64
ชายคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งมีทุกอย่าง อาณาจักร พระราชวังทองคำ มีผู้คนคำนับ มีอำนาจตัดสินชีวิตและความตายของผู้อื่น ดูเผิน ๆ แล้วแทบไม่มีใครอยู่สูงกว่าเขาอีกแล้ว
การกระทำของเขาบ้าบอมากในหลาย ๆ เรื่อง เช่น แอบยืนดูไฟไหม้อยู่บนหอคอยอย่างเพลิดเพลิน พร้อมกับดีดพิณและร้องบทเพลงเกี่ยวกับการล่มสลายของกรุงทรอย (ข่าวลือ) หรือ สั่งสังหารแม่บังเกิดเกล้า ไปจนถึงใช้มนุษย์เป็นคบเพลิงในสวน
แต่เพียงไม่กี่ปีต่อมา ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในปี ค.ศ. 68 เกิดการกบฏขึ้นในหลายพื้นที่ ผู้ว่าราชการบางส่วนประกาศต่อต้านเนโร กองทัพเริ่มเปลี่ยนข้าง และ Galba ผู้ว่าการแคว้น Hispania ได้รับการสนับสนุนให้ขึ้นมาแทนเขา
สิ่งที่น่าสะเทือนใจที่สุดอาจไม่ใช่การที่เขาสูญเสียสงคราม แต่คือการที่ ผู้คนซึ่งเคยล้อมรอบจักรพรรดิค่อย ๆ หายไป องครักษ์ที่ควรปกป้องเขาละทิ้งเขา วุฒิสภาหันมาต่อต้าน ผู้สนับสนุนลดน้อยลง
เนโรต้องหลบหนีออกจากพระราชวัง ไปซ่อนตัวอยู่ในบ้านพักนอกกรุงโรม ชายผู้เคยเป็นเจ้าของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ กลับต้องถามหาคนที่จะช่วยเขาหนี สุดท้าย เมื่อรู้ว่าตนกำลังจะถูกจับ เนโรฆ่าตัวตายในวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 68 ขณะมีอายุเพียง 30 ปี
เรื่องราวนี้เป็นคติสอนใจได้อย่างดี และยังสอดคล้องกับเนื้อเพลง Viva la Vida ของวง Coldplay ความหมายของคำศัพท์คือ จงมีชีวิต หรือ ชีวิตจงเจริญ เพลงนี้มีอธิบายถึงเรื่องราวของการสูญเสียอำนาจ ความพังทลาย และความตาย ตัวชื่อมาจากผลงานของ Frida Kahlo และ Chris Martin เคยอธิบายว่า เขาประทับใจกับความกล้าที่เธอยังยืนยันถึงชีวิต ทั้งที่ชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความมืดมน
One minute I held the key (ฉันถือครองกุญแจไว้เพียงหนี่งนาที)
Next, the walls were closed on me (แล้วต่อมา กำแพงก็ได้ปิดลงต่อหน้าฉัน)
And I discovered that my castles stand (เเละฉันก็พบว่าปราสาทของฉันตั้งตระหง่านอยู่)
Upon pillars of salt and pillars of sand (บนแท่งเสาเกลือเเละทรายที่เปราะบาง)
ท่อนนี้ของ Viva la Vida สะท้อนภาพของความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนมาก จากคนที่เมื่อครู่ยังเป็นผู้ถือ “กุญแจ” ซึ่งอาจเปรียบได้กับอำนาจ ความสำเร็จ หรือความสามารถในการควบคุมสิ่งต่าง ๆ รอบตัว แต่เพียงไม่นาน ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไป
กำแพงที่เคยเป็นสิ่งปกป้อง กลับปิดล้อมเขาไว้แทน ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราเคยคิดว่ามั่นคงอาจเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าที่คาด และสถานะที่เราเคยยืนอยู่ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะอยู่ตรงนั้นได้ตลอดไป
ยิ่งไปกว่านั้น "ปราสาทของฉันตั้งตระหง่านอยู่บนแท่งเสาเกลือเเละทรายที่เปราะบาง" นอกจากจะแสดงให้เห็นถึง "วงจรของความสำเร็จและการพังทลาย” ยังเปรียบเหมือนความสำเร็จที่ดูยิ่งใหญ่จากภายนอก แต่มีรากฐานที่เปราะบาง หากเราสร้างคุณค่าของตัวเองไว้บนคะแนน ตำแหน่ง คำชม หรือความเชื่อว่า “ฉันต้องทำได้ดีเสมอ”
วันหนึ่งเมื่อสิ่งเหล่านั้นสั่นคลอน เราอาจรู้สึกราวกับว่าทั้งตัวตนพังลงไปพร้อมกัน ทั้งที่ความจริงแล้ว สิ่งที่พังเป็นเพียง “ปราสาท” ที่เราเคยสร้างขึ้น ไม่ใช่คุณค่าของตัวเราเองทั้งหมด
ดังนั้นท่อนนี้จึงเตือนว่า ความสำเร็จเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ แต่ไม่ควรเป็นฐานเพียงอย่างเดียวที่เราใช้ตัดสินว่าตนเองมีคุณค่าหรือไม่
วันนี้เราอาจเรียนเก่งที่สุด สอบได้อันดับหนึ่ง ได้รับรางวัล เป็นคนที่ทุกคนชื่นชม ทั้งหมดนั้นมีคุณค่า และเรามีสิทธิภูมิใจกับมัน แต่ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อเราเปลี่ยนจาก “ฉันทำสิ่งนี้ได้ดี” เป็น “ฉันมีคุณค่า เพราะฉันต้องทำสิ่งนี้ได้ดีที่สุดเสมอ”
ในวันหนึ่งย่อมมีข้อสอบที่ยากเกินไป มีการแข่งขันที่เราแพ้ มีคนที่เก่งกว่าเรา มีร่างกายที่แก่ลง มีสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ (เหนือฟ้ายังมีฟ้า)
และถ้าเราสร้างตัวตนทั้งหมดไว้บนยอดเขา วันที่เราตกลงมา เราอาจไม่ได้รู้สึกเพียงว่า “ฉันแค่ผิดพลาด แต่รู้สึกว่า “ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว”
ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จีรังยั่งยืน ไม่มีสิ่งใดติดตัวเราไปได้ทั้งสิ้น เช่นเดียวกันสิ่งที่เราสร้างขึ้นจะอยู่กับเราตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือเรียนรู้ที่จะรัก ใช้ และขอบคุณสิ่งเหล่านั้นในช่วงเวลาที่มันยังอยู่ โดยไม่หลงคิดว่ามันจะต้องอยู่เช่นนั้นตลอดไป
ชีวิตมีคุณเพราะทุกอย่างไม่ยั่งยืน มีพบ มีจาก เราจึงควรพยายามอย่างเต็มที่โดยไม่เอาคุณค่าของชีวิตไปผูกไว้กับการที่สิ่งนั้นต้องสมบูรณ์และอยู่กับเราตลอดไป
ต่อให้ครั้งเราจะเคยอยู่ในจุดที่สูงที่สุด แต่วันหนึ่งเราก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยมันไป ไม่มีอะไรสมบูรณ์และยั่งยืน และนั่นแหละคือชีวิต
อ้างอิง
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. (2566). Viva la Vida เพลงของวง Coldplay กับฟรีดา กาห์โล. มติชนสุดสัปดาห์.
https://www.matichon.co.th/weekly/history-culture/article_685235
พัฒนาตัวเอง
ปรัชญา
แนวคิด
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย