11 ก.ย. เวลา 04:37 • ปรัชญา
*สายฟ้า* กับ *สายฝน
เราทุกคนต่างมี "สายฟ้าและสายฝน" บันทึกอยู่ในความทรงจำ โดยเฉพาะในสมรภูมิของ "ความสัมพันธ์" ที่กรีดลึกในใจคนเราได้ง่ายที่สุด
ในมิติของความรัก สายฟ้า มักฟาดลงมาโดยไม่เตือนล่วงหน้า มันคือวันที่ความจริงเฉลย การถูกปฏิเสธ คำบอกเลิกที่หักสะบั้น หรือแรงระเบิดของอารมณ์ที่ฉีกความไว้ใจจนแหลกสลาย สว่างวาบจนตาพร่าและสะเทือนไปทั้งตัว
2
ส่วน สายฝน คือหยาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินในความเงียบ การเยียวยา การให้อภัย และการยอมรับความจริงที่ค่อยๆ โปรยปรายลงมาดับไฟร้อน ชะล้างรอยไหม้ให้หัวใจเริ่มชุ่มชื้นอีกครั้ง
2
ความทุกข์ในความสัมพันธ์มักเกิดขึ้นเมื่อเราต้องการแต่ความหวานชื่น ความนิ่งสงบ (สายฝน) แต่เมื่อพายุซัดและมีฟ้าผ่า (สายฟ้า) เรากลับพยายามผลักไส กรีดร้อง หรือตั้งคำถามว่า "ทำไมต้องเป็นเรา"
ทว่าใน คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง บทที่ 2 เล่าจื๊อกล่าวไว้ว่า “สรรพสิ่งตรงข้ามล้วนเกื้อกูลและถือกำเนิดขึ้นพร้อมกัน” มีและไม่มี ความยากและความง่าย ความงามและความอัปลักษณ์ ล้วนเป็นเหรียญด้านตรงข้ามของสิ่งเดียวกัน ความสัมพันธ์ก็เช่นกัน ความรักและความเจ็บปวดไม่ได้แยกขาดจากกัน หากไม่เคยมีใจผูกพัน ย่อมไม่มีความเจ็บปวดจากสายฟ้าที่ผ่าลงมา
1
* สายฟ้า (อัสนี / หยาง): คือแรงปะทะที่เจ็บปวด แต่มีหน้าที่กระชากเราออกจากภาพลวงตา ปลุกให้ตื่นจากภวังค์
1
* สายฝน (วสันต์ / หยิน): คือการโอบอุ้ม ซึมซับ และฟื้นฟูจิตใจให้กลับมาอ่อนโยน
1
เต๋ายังบอกอีกว่า "การเคลื่อนไหวของเต๋าคือการหวนคืนสู่ความว่าง" (反者道之動) ความสัมพันธ์เริ่มจากคนแปลกหน้า (ไม่มี) ก่อตัวเป็นความรัก เกิดคลื่นลมพายุ และสุดท้ายไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ทุกอย่างก็คืนกลับสู่ความสงบตามกฎธรรมชาติ
1
ในคอนเสิร์ตของอัสนี-วสันต์ พลังกีตาร์ดุดันของพี่ป้อมกับน้ำเสียงนุ่มละมุนของพี่โต๊ะไม่ได้หักล้างกัน แต่ยืนเคียงข้างกันอย่างสมดุล ผู้ฟังจึงรู้สึกอิ่มเอมเพราะจิตใต้สำนึกสัมผัสได้ถึงสัจธรรมนี้
หากไม่มีสายฟ้าในวันนั้น เราคงไม่มีสติปัญญาที่เติบโต และคงไม่เคยซาบซึ้งกับสายฝนที่กำลังตกลงมาปลอบประโลมใจในวันนี้
1
ทั้งสองอย่างไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายเรา แต่เกิดขึ้นเพื่อทำให้เราเข้าใจว่า ความรักและชีวิตไม่ได้มีไว้เพื่อครอบครอง แต่มีไว้เพื่อเรียนรู้และโอบรับทุกฤดูกาลของมัน
1
โฆษณา