•
11 ก.ย. เวลา 17:33 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Maverick's Tomcat

"Highway to the danger zone
Ride into the danger zone"
Danger Zone-Kelly Loggins
"I Feel the Need.. The Need for Speed"
"ฉันว่าพวกเราต้องการ...ความเร็วสูง"
Maverick
"ฉันหรือนายใครกันแน่คือนักบินที่เก่งที่สุด"
Ice Man
F-14A VF-142
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน มีท่านใดเป็น FC ป๋าทอมบ้าง ส่วนมากเราๆท่านๆจะคุ้นเคยกับ Maverick ขับมอเตอร์ไซค์ สวมแจ็คเก็ตนักบินทับเสื้อยืดสีขาวคู่กางเกงยีนส์สีน้ำเงินจนผู้เขียนนำมาใส่เลียนแบบ แล้วก็มีฉากที่ป๋าขี่มอเตอร์ไซค์แล้วมีเครื่องบินขับไล่ F-14 วิ่งขึ้นจากสนามบินทหารเรือ Miramar หรืออีกหนึ่งฉากสุดคลาสสิคนั่นคือการบิน Dog Fight กับ MIG-28 ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ไม่มีอยู่ในความเป็นจริง เรื่องราวของเครื่องบินขับไล่จากภาพยนตร์ดังนี้จะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ไปติดตามกันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความขอขายของก่อนนะครับ หากท่านใดมีอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท่านต้องมีของดีติดตัวติดกระเป๋า นั่นคือยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว มีสรรพคุณคือบรรเทาอาการวิเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และแมลงสัตว์กัดต่อย กลิ่นสมุนไพรเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ผ่อนคลาย มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายยาใกล้บ้านท่านหรือท่านจะกดสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งได้นะครับ
สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
Lieutenant Pete "Maverick" Mitchell
ย้อนกลับไปในปีค.ศ.2022 ท่ามกลางการระบาดของโควิด 19 กระแสจากภาพยนตร์ Top Gun Maverick ไม่เพียงแต่ทำให้ชื่อของนาวาเอก Pete "Maverick" Mitchell ตัวละครยอดนักบินขับไล่จากภาพยนตร์ชื่อดังกลับมาเป็นที่หลงใหลอีกครั้ง แต่ยังส่งผลให้เครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ซึ่งเครื่องบินขับไล่ปีกแปรผันระดับตำนานกลับมาอยู่ในสปอตไลท์ของโลกความจริงด้วย
แม้จะถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ไปตั้งแต่ปีค.ศ.2006 แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเจ้าแมวทอมอาจมีโอกาสได้กลับมาอวดโฉมบนท้องฟ้าอีกครั้ง
ก่อนที่ท่านผู้อ่านจะเห็นเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ของป๋าทอม Maverick ทำการบิน Dog Fight กับเครื่องบินขับไล่ MiG-28 (ใช้ F-5 มาถ่ายทำแทน MIG เพราะเป็นช่วงสงครามเย็น) ในภาพยนตร์ระดับตำนานแห่งยุค 80 นั้น มีที่มาจากการผสมผสานระหว่างความต้องการทางยุทธศาสตร์และความล้มเหลวของโครงการก่อนหน้า
ในช่วงทศวรรษที่ 1960 F-111B กำลังถูกจับตามองว่าจัมาประจำการบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินเนื่องจาก Robert McNamara รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในขณะนั้นมีนโยบายลดต้นทุนโดยการให้กองทัพอากาศและกองทัพเรือใช้เครื่องบินขับไล่ร่วมกันในโครงการ TFX (Tactical Fighter Experimental)
ซึ่งผลลัพธ์คือเครื่องบินขับไล่ F-111B (รุ่นใช้งานบนเรือบรรทุกเครื่องบิน) อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือพบว่าเครื่องบินขับไล่ F-111B มีน้ำหนักมากเกินไป เชื่องช้า และไม่มีความคล่องตัวเพียงพอที่จะปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินแล้วบินขึ้นไปต่อสู้ทางอากาศระยะประชิด (Dogfight) ได้
เเละแล้วชัยชนะก็ตกเป็นของ Grumman เมื่อสภาคองเกรสสั่งระงับงบประมาณโครงการ F-111B ในปีค.ศ.1968 กองทัพเรือสหรัฐฯจึงเริ่มโครงการใหม่ที่ชื่อว่า VFX (Naval Fighter Experimental) โดยต้องการเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่สามารถทำหน้าที่สกัดกั้นทางอากาศ (Interceptor) เพื่อป้องกันกองเรือรบจากเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงของกองทัพอากาศโซเวียต และต้องมีความคล่องตัวสูงสำหรับการรบทางอากาศระยะประชิด
Lieutenant Nick "Goose" Bradshaw
บริษัท Grumman Aerospace Corporation ซึ่งมีประวัติยาวนานในการสร้างเครื่องบินตระกูล "Cat" ให้กองทัพเรือ ได้เสนอการออกแบบรหัส Design 303 จนนำไปสู่การเป็นผู้ชนะการประมูลในเดือนมกราคมค.ศ.1969 ในเวลาต่อมาเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat จึงได้บินทดสอบครั้งแรกในเดือนธันวาคมค.ศ.1970 จนกลายเป็นที่มาของเครื่องบินขับไล่ที่หลายๆท่านคุ้นเคยจากภาพยนตร์ดังยุค 80 นั่นเอง
สำหรับชื่อ Tomcat ที่ถูกนำมาตั้งขึ้นกับเครื่องบินขับไล่เพื่อเป็นเกียรติแก่ พลเรือเอก Thomas F. Connolly ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันหลักที่คัดค้าน F-111B แลสนับสนุนการพัฒนา F-14 โดยใช้คำว่า "Tom" จากชื่อของเขารวมถึงเป็นการตั้งชื่อตามธรรมเนียมของบริษัท Grumman ที่มักใช้ชื่อในตระกูลแมว เช่น Wildcat หรือ Hellcat
Grumman F-14 Tomcat เป็นเครื่องบินขับไล่ระดับตำนานที่มีสมรรถนะโดดเด่นและนวัตกรรมทางการบินที่ล้ำสมัยมากในยุคสงครามเย็น โดยมีความเจ๋งในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปีกแปรผันอัจฉริยะ (Variable Sweep Wings) นี่คือเอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของ Tomcat ซึ่งถูกควบคุมอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์ Central Air Data Computer (CADC) ปีกของเครื่องบินแบบดังกล่าวสามารถปรับองศาตามความเร็วและระดับความสูงเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางอากาศพลศาสตร์
เมื่อกางออก 20 องศาจะใช้สำหรับการบินขึ้น-ลงจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต้องการแรงยกสูง รวมถึงใช้ในการต่อสู้ทางอากาศแบบ Dogfight เพื่อเพิ่มความคล่องตัว นอกจากการบินกางปีกแล้วเมื่อใดที่ปีกลู่ไปด้านหลัง 68 องศาใช้เมื่อนั้นจะเป็นช่วงที่ Tomcat ต้องการทำความเร็วเหนือเสียง (Supersonic) เพื่อลดแรงต้านอากาศให้เหลือน้อยที่สุด และปีกจะพับเก็บ 75-78 องศาสำหรับจอดบนเรือบรรทุกเครื่องบินเพื่อประหยัดพื้นที่จัดเก็บ
เครื่องบินขับไล่ F-14 ฝูงบิน VF-41 Black Aces
ลำตัวของเครื่องบินขับไล่ F-14 ถูกออกแบบให้มีลักษณะแบนและกว้างระหว่างเครื่องยนต์ทั้งสองข้าง ทำให้ตัวลำตัวเองสามารถสร้างแรงยกได้มากถึง 40-60% ของแรงยกทั้งหมด สิ่งนี้ช่วยให้เครื่องบินแบบดังกล่าวที่มีน้ำหนักมหาศาลสามารถเลี้ยววงแคบและมีความคล่องตัวสูงกว่าขนาดตัวของมัน ในขณะเดียวกันเพื่อให้โครงสร้างแข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา จึงมีการใช้ไทเทเนียมถึง 25% ในการสร้าง โดยเฉพาะส่วน "Wing Box" ซึ่งเป็นแกนกลางที่เชื่อมปีกทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน
เครื่องบินขับไล่ F-14 ใช้เทคนิคการเชื่อมที่ล้ำสมัย กล่าวคือการเชื่อมโครงสร้างไทเทเนียมต้องใช้เทคนิค Electron Beam Welding ในห้องสุญญากาศเพื่อให้รอยเชื่อมแข็งแรงและไม่ปนเปื้อนออกซิเจน ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นเอกทางวิศวกรรมในยุคสงครามเย็น
ความเร็วของเครื่องบินขับไล่ F-14 นั้นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง Mach 2.34 หรือประมาณ 2,500 กม./ชม. โดยมีการพัฒนาเครื่องยนต์จากรุ่นแรก Pratt & Whitney TF30 ที่มักมีปัญหาเครื่องยนต์ดับมาเป็นเครื่องยนต์ General Electric F110-GE-400 ในรุ่นหลังๆใช้งานกับ F-14 รุ่นหลังๆเช่นรุ่น B และรุ่น D ซึ่งให้แรงขับมหาศาลจนสามารถบินขึ้นจากเรือบรรทุกเครื่องบินได้โดยไม่ต้องใช้สันดาปท้าย (Afterburner)
F-14 ฝูงบิน VF-1 Wolfpack (ของจริง)
มีเรดาร์ AN/AWG-9 ซึ่งเป็นเรดาร์ที่ทรงพลังที่สุดในยุคนั้น สามารถตรวจจับเป้าหมายได้ไกลกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นอื่น ๆ ในสมัยนั้นถึง 30-50%
โดยสามารถติดตามเป้าหมายได้พร้อมกันถึง 24 เป้าหมาย ต่อมาอีกหนึ่งทีเด็ดที่ทำให้ F-14 เป็นตำนานนั่นคือขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AIM-54 Phoenix เป็นอาวุธคู่บุญที่ใช้ได้เฉพาะ F-14 เท่านั้น มีระยะยิงไกลกว่า 100 ไมล์หรือประมาณ 160-200 กม.และสามารถสั่งยิงโจมตี 6 เป้าหมายได้พร้อมกันในเวลาเดียว สิ่งนี้ทำให้ F-14 สามารถทำลายภัยคุกคามได้ตั้งแต่ระยะไกลก่อนที่ศัตรูจะมองเห็นด้วย
เครื่องบินขับไล่ F-14 มีลูกเรือ 2 นาย คือ นักบิน และ Radar Intercept Officer (RIO) การแบ่งงานกันทำทำให้นักบินสามารถโฟกัสที่การบินและยุทธวิธี ในขณะที่ RIO จัดการกับข้อมูลเรดาร์และวางกรอบการโจมตีที่ซับซ้อน ช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มประสิทธิภาพในการรบได้สูงสุด เพราะฉะนั้นด้วยสมรรถนะเหล่านี้ F-14 Tomcat จึงถูกขนานนามว่าเป็นพญามัจจุราชผู้คุ้มกันเรือรบและเป็นสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่งของกองทัพเรือสหรัฐฯ มานานกว่าหลายทศวรรษ
เครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat เริ่มเข้าประจำการครั้งแรกในเดือนกันยายนปีค.ศ.1974 ซึ่งเป็นช่วงปลายของสงครามเวียดนามพอดี โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-4 Phantom II ภารกิจแรกในประวัติศาสตร์ของมันไม่ใช่การเข้าทำสงครามเวหาที่ต้องรบแบบในหนัง Top Gun แต่เป็นการบินลาดตระเวนรบ (Combat Air Patrol : CAP) เพื่อคุ้มกันความปลอดภัย
VF-2 Bounty Hunter's Tomcat
การปฏิบัติการครั้งสำคัญในช่วงนั้นเกิดขึ้นระหว่างการอพยพพลเรือนชาวอเมริกันและชาวเวียดนามที่เป็นมิตรออกจากกรุงไซง่อน ก่อนที่เวียดนามใต้จะล่มสลายในปีค.ศ.1975 โดยเครื่องบินขับไล่ F-14A จากฝูงบิน VF-1 และ VF-2 ซึ่งประจำการอยู่บนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Enterprise (CVN-65) ได้ถูกส่งออกไปบินคุ้มกันเหนือพื้นที่ดังกล่าว
แม้ว่าในภารกิจนี้จะไม่ได้มีการเข้าปะทะหรือทำลายเครื่องบินรบของกองทัพอากาศเวียดนามเหนือ แต่ก็นับเป็นบทบาทแรกในสถานการณ์จริงที่ F-14 ได้แสดงตัวเป็นพญามัจจุราชจากเวหาก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การรบและสร้างสถิติการยิงตกในสมรภูมิอื่น ๆ ในเวลาต่อมา
บทบาทของเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ส่วนมากจะมีปรากฎในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun ปี ค.ศ. 1986 ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เครื่องบินแบบดังกล่าวกลายเป็นซูเปอร์สตาร์และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย
ภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนโฆษณาชวนเชื่อขนาดใหญ่ที่ช่วยในการรับสมัครทหารเข้าสู่กองทัพเรือสหรัฐฯ และทำให้ F-14 กลายเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น ความสำเร็จของ Tom Cruise ในบท Maverick จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดคู่หูอย่างเจ้าแมวทอมพร้อมกับแว่นกันแดดเรย์เเบนด์สีดำทรงนักบิน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมหาศาลจนถึงขั้นมีภาพลักษณ์ที่แยกจากภาพยนตร์ไม่ขาด
ผู้เขียนกับแฟชั่นที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Maverick
นอกเหนือจากบทบาทใน Top Gun แล้ว F-14 Tomcat ยังได้แสดงขีดความสามารถที่น่าทึ่งในสมรภูมิบนโลกแห่งความเป็นจริงหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Gulf of Sidra ประเทศลิเบียนี่คือเวทีแรกที่ F-14 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ประกาศศักดาในปีค.ศ.1981 เครื่องบินขับไล่ F-14 จำนวนเครื่องได้เข้าปะทะและยิงเครื่องบินขับไล่ Su-22 Fitters ของลิเบียตกไป 2 เครื่อง ต่อมาในปีค.ศ.1989 ในพื้นที่เดิม F-14 ก็ได้ยิงเครื่องบินขับไล่ MiG-23 ของลิเบียตกอีก 2 เครื่องแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าในการรบทางอากาศแบบ Dogfight
ต่อมาคือสงครามอิหร่าน-อิรัก ค.ศ. 1980-1988 แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิต แต่สมรภูมิที่เครื่องบินขับไล่ F-14 ได้สร้างสถิติการรบทางอากาศที่ดุเดือดที่สุดกลับเป็นของกองทัพอากาศอิหร่าน มีรายงานว่าเครื่องบินขับไล่ F-14 ของกองทัพอากาศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านสามารถทำลายเครื่องบินรบกองทัพอากาศอิรักได้ระหว่าง 130 ถึง 160 เครื่อง
โดยมีนักบินระดับเสืออากาศหรือ "Ace" อย่าง Jalil Zandi ที่ได้รับการยืนยันว่ายิงเครื่องบินข้าศึกตกถึง 8 เครื่องและอ้างว่ายิงตกถึง 11 เครื่องซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักบิน F-14 ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในโลก
เครื่องบินขับไล่ F-14 ฝูงบิน VF-154 Black Knights
ในสงครามอ่าวเปอร์เซียเครื่องบินขับไล่ F-14 รับหน้าที่หลักในการลาดตระเวนรบ (Combat Air Patrol : CAP) และการตรวจการณ์ทางยุทธวิธี (TARPS) แม้ว่าเป้าหมายทางอากาศที่เป็นเครื่องบินขับไล่จะหาได้ยากในสงครามนี้ แต่ F-14 ก็สามารถยิงเฮลิคอปเตอร์ Mi-8 ของอิรักตกได้ 1 เครื่อง นอกจากนี้ รัศมีตรวจจับที่กว้างไกลของเรดาร์ F-14 ยังทำให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศอิรักมักจะบินหนีทันทีที่ตรวจพบสัญญาณเรดาร์ของมัน
ก่อนที่ F-14 จะมีฉายาว่า Bombcat ต้องเท้าความว่าในช่วงทศวรรษ 1990 ภัยคุกคามจากเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์พิสัยไกลของกองทัพอากาศโซเวียตลดลง เครื่องบินขับไล่ F-14 จึงเปลี่ยนบทบาทเดิมที่เคยขึ้นไปบินขับไล่สกัดกั้นสู่การปรับปรุงให้สามารถโจมตีภาคพื้นดินได้ด้วยระเบิดนำวิถีเลเซอร์ มันได้ทำภารกิจทิ้งระเบิดในบอสเนียปีค.ศ.1995 และโคโซโวค.ศ.1999 รวมถึงปฏิบัติการในอัฟกานิสถานและอิรักในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ก่อนจะปลดประจำการไปในปีค.ศ.2006
ต่อให้ F-14 Tomcat เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ทรงพลังมากที่สุดแบบหนึ่ง แต่กองทัพเรือสหรัฐฯ จำเป็นต้องตัดสินใจปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat อย่างเป็นทางการในปีค.ศ.2006 หลังจากรับใช้ชาติมานาน 32 ปี
โดยมีสาเหตุหลักที่ทำให้มันต้องลาจากท้องฟ้าไปเช่น ภาระการบำรุงรักษาที่มหาศาล ทุกท่านทราบดีว่า F-14 ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องบินรบที่กินเวลาในการซ่อมบำรุงสูงมาก โดยต้องใช้เวลาดูแลถึง 30 ถึง 60 ชั่วโมงต่อการบินเพียง 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ระบบที่ซับซ้อนอย่างกลไกปีกแปรผันยังทำให้การดูแลรักษาและหาอะไหล่ทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าเครื่องบินรบรุ่นใหม่ๆ
เมื่อภารกิจการบินขับไล่สกัดกั้นลดลง เครื่องบินขับไล่ F-14 จำเป็นต้องปลดประจำการ ด้วยค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินที่สิ้นเปลืองและการป้องกันไม่ให้อะไหล่หลุดรอดไปหาอิหร่าน
มีค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการที่สูงลิ่ว เพราะด้วยความที่เป็นเครื่องบินขนาดใหญ่และใช้เทคโนโลยีเฉพาะทาง ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินนั้นแพงมาก เมื่อเทียบกับเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ที่เข้ามาประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯอย่าง F/A-18E/F Super Hornet ที่เข้ามาแทนที่ ซึ่งมีความคุ้มค่าในแง่ของงบประมาณและการปฏิบัติการระยะยาวมากกว่า
ก่อนหน้านี้เครื่องบินขับไล่ F-14 ถูกออกแบบมาเพื่อภารกิจเดียวคือการสกัดกั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดของโซเวียต แต่เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายในปีค.ศ.1991 ภัยคุกคามดังกล่าวก็ลดน้อยลงกองทัพจึงต้องการเครื่องบินขับไล่ที่รบได้เอนกประสงค์มากกว่า
ซึ่ง F/A-18E/F Super Hornet ตอบโจทย์นี้ได้ดีกว่าในสมรภูมิยุคใหม่ สาเหตุที่น่าเศร้าที่สุดประการหนึ่งคือ สหรัฐฯ ตัดสินใจทำลายโครงสร้าง F-14 ที่เหลือเกือบทั้งหมดด้วยเครื่องย่อยอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันไม่ให้อะไหล่ที่สำคัญหลุดรอดไปถึงประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นเพียงประเทศเดียวในโลกที่ยังคงใช้งาน F-14 อยู่ในขณะนั้น
เอฟ-14 ฝูงบิน VF-1 (ใน TOPGUN ภาคแรก)
ใน TOPGUN บทบาทของเครื่องบินขับไล่แบบนี้ก็มีไม่แพ้ในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องมีอยู่ว่า  เรือโท พีท มิตเชลล์ นามเรียกขาน "Maverick" นักบิน เอฟ-14 ที่ประจำการอยู่กับฝูงบิน VF-1 บนเรือบรรทุกเครื่องบินเอ็นเทอร์ไพรส์ถูกส่งไป TOPGUN คู่กับเพื่อนคู่ใจที่ทำหน้าที่เป็นนายทหารควบคุมเรดาร์ (RIO) นั่งหลังให้กับเขาคือ เรือตรีนิค แบรนดชอว์ นามเรียกขาน "Goose"
หลักสูตร TOPGUN จะฝึกที่สถานีการบินนาวี มิราม่า เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อปรับพื้นฐานนักบินขับไล่กองทัพเรือสหรัฐนำให้มีคุณภาพในการรบทางอากาศอย่างดียิ่งขึ้นในระหว่างที่ฝึกมาเวอริคบินไปไล่ยิงเครื่องบินโจมตี A-4 Skyhawk ร่วง แล้วบินมาบินโฉบหอบังคับการบินตามประสานักบินหน้าใหม่จนโดนด่ายับ
อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้แฟนๆการบินช็อคเมื่อเอฟ-14 ประสบอุบัติเหตุในขณะฝึกบินทำให้มาเวอริคจะต้องสูญเสียกูสเพื่อนรักไปอย่างไม่มีวันกลับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในภาคแรกที่เครื่องบินเอฟ-14 เครื่องยนต์ขัดข้องดับทั้ง 2 เครื่อง เนื่องจากบินเข้าไปเจอกระแสไอพ่นของเครื่องบินเอฟ-14 ที่บินโดย Ice Man แม้จะดีดตัวแต่กูสดีดตัวไม่พ้นประทุนฝาครอบห้องนักบิน
ทำให้เขากระแทกเต็มแรงเสียชีวิตทันที มาเวอริคต้องต่อสู้กับความเศร้าและท้อจนสามารถจบหลักสูตรมาได้ และได้รับเลือกให้ไปปฏิบัติการในภารกิจรบทางอากาศในช่วงท้ายหนัง TOPGUN ภาคแรก นำมาซึ่งวีรกรรม ยิงเครื่องบิน MIG ข้าศึกตก 3 เครื่อง ภายหลังเขาก็ย้อนกลับมาเป็นครูฝึกของ TOPGUN อีกครั้ง
Tomcat ฝูงบิน VF-84 Jolly Rogers
แม้ว่าเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat จะปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ไปอย่างเป็นทางการในปีค.ศ. 2006 แต่ Maverick ที่เป็นนักบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet ก็ได้กลับมาขับ F-14 อีกครั้งในฉาก Dogfight ช่วงท้ายเรื่อง Top Gun Maverick ในฉากนี้มีการเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 นั้น ซึ่งเป็นฉากทีถูกกล่าวถึงมากที่สุดจากนักบินขับไล่ตัวจริงหลายนายที่เคยไปชมภาพยนตร์เรื่อง Top Gun Maverick
ในภาพยนตร์ Top Gun Maverick นักบินรบตัวท็อปแห่งกองทัพเรือสหรัฐฯอย่าง Maverick ได้นำเครื่องบินขับไล้ F-14A รุ่นเก่าเข้าต่อสู้ Dogfight กับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ซึ่งอ้างอิงจาก Su-57 ในโลกแห่งความเป็นจริง
ส่วนในทางทฤษฎี นักบินขับไล่ที่เคยมีประสบการณ์นายหนึ่งกล่าวว่าในการรบจริงหากเครื่องบินขับไล่ F-14 ต้องเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงยิ่งยวด (Super-maneuverability) อย่าง Su-57 การพยายามทำแทคติกแบบเก่าอาจไม่ได้ผล เพราะเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 สามารถรักษาทำท่า Cobra Pukuchev แล้วไปอยู่ด้านหลัง F-14 ได้อย่างง่ายดาย
ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ F-14 ยังคงได้รับความนิยมในหมู่แฟนคลับการทหารยุคใหม่
แล้วเครื่องบินขับไล่ F-14 ในภาคต่อมีที่มาอย่างไร ในภาค TOPGUN MAVERICK เมื่อ F/A-18E Super Hornet ของ Maverick และ Rooster ถูกยิงตกโดยจรวดแซม พวกเขาได้ไปขโมยเครื่องบินขับไล่ F-14A Tomcat ซึ่งเป็นตัวเอกภาคแรกออกจากโรงเก็บเครื่องบินของสนามบินแห่งหนึ่งในรัฐอันธพาล
หลังจากที่พวกเขาขึ้นบินจากรันเวย์เพื่อที่จะมุ่งหน้ากลับไปยังเรือบรรทุกเครื่องบินได้ไม่นาน เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 หรือ Su-57 ก็บินมาประกบไม่ให้ Maverick และ Rooster ที่อยู่ใน F-14 Tomcat บินหนีไปได้ พวกเขาจึงตัดสินใจเข้าปะทะ รอบแรก Maverick ยิงจรวดแต่เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ใช้ท่าทางการบินที่เหนือกว่าหลบหลีก
เมื่อไม่ได้ผลเขายิงปืนกลอากาศ M61 VULCAN ใส่ Su-57 จนตกลงสู่พื้นดิน อย่างไรก็ตามฉากเขาใช้ปืนใหญ่อากาศ M61 ยิงเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ตกได้นักบินตัวจริงมองว่าเป็นเรื่องของทักษะนักบินที่เหนือชั้นมากกว่าสมรรถนะของเครื่องบินที่ล้าสมัยไปแล้ว
F-14A Tomcat VF-2 Bounty Hunter
เมื่อพวกเขาพยายามบินกลับไปยังเรือบรรทุกเครื่องบินอีกครั้ง Su-57 เครื่องที่สามก็สกัดกั้นพวกเขาไว้ได้ แต่ทว่าอาวุธกลับหมด แฟลร์ไม่มีจะใช้ และเก้าอี้ดีดตัวที่ใช้งานไม่ได้ โชคดีเข้าข้างพวกเขาเพราะ Hangman ที่รอเก้อบนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS ABRAHAM LINCOLN ก็ขับ F/A-18E Super Hornet ยิง AIM-120 AMRAAM ใส่จน Su-57 ร่วง
Maverick , Rooster และ Hangman จึงรวมหมู่กันและมุ่งหน้ากลับไปยังเรือบรรทุกเครื่องบิน USS ABRAHAM LINCOLN จนต่อมานักบินที่ไปทำภารกิจและบรรดาทหารเรือบนดาดฟ้าเรือบรรทุกเครื่องบินต่างเฉลิมฉลองการกลับมาของพวกเขา จึงเป็นการปิดตำนาน F-14 ในจอเงินอย่างสมบูรณ์แบบ
สืบเนื่องจากความนิยมในเครื่องบินขับไล่ F-14 ของชาวอเมริกาที่เคยสร้างตำนานไว้ในแฟรนไชส์ Top Gun ทั้ง 2 ภาคจึงมีความเคลื่อนไหวของร่างกฎหมาย "Maverick Act" ในสหรัฐฯ ที่พยายามจะปลุกชีพ F-14D บางเครื่องจากสุสานเครื่องบินให้กลับมาบินได้อีกครั้ง เจตนาที่แท้จริงในการฟื้นฟูเครื่องบินขับไล่ F-14 Tomcat ภายใต้ร่างกฎหมาย "Maverick Act" ไม่ใช่เพื่อนำกลับมาใช้ในการรบหรือปฏิบัติการทางทหารแบบที่ Maverick นำไปยิง Su-57 ตกแต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และการบินโชว์ทางประวัติศาสตร์
F-14 Tomcat ใน Top Gun Maverick
ร่างกฎหมายนี้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารเรือโอนย้ายเครื่องบินขับไล่ F-14 จำนวน 3 เครื่จากสุสานเครื่องบิน ไปยังศูนย์อวกาศและจรวดของสหรัฐฯ ในเมืองฮันต์สวิลล์ รัฐแอลาบามา เพื่อใช้ในภารกิจของพิพิธภัณฑ์ ข้อกำหนดที่น่าสนใจที่สุดคือการพยายามทำให้เครื่องบินขับไล่ F-14D อย่างน้อยหนึ่งเครื่องกลับมาอยู่ในสภาพที่บินได้
แต่มีเงื่อนไขชัดเจนว่าจะต้องไม่มีการติดตั้งระบบอาวุธใดๆ เจตนาคือเพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นตำนานตัวนี้ทะยานบนท้องฟ้าในงาน Air Show เท่านั้น ไม่ได้ต้องการส่งพวกมันกลับเข้าสู่สมรภูมิแต่อย่างใด สาเหตุที่สหรัฐฯ สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ในตอนนี้ เป็นเพราะภัยคุกคามจากการที่อะไหล่จะรั่วไหลไปยังประเทศอิหร่านลดน้อยลงอย่างมาก เนื่องจากฝูงบิน F-14 ของอิหร่านส่วนใหญ่ถูกทำลายหรือถูกลดศักยภาพลงจนไม่สามารถสร้างภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเครื่องบินรบยุคใหม่ได้อีกต่อไป
ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินขับไล่ F-14
นักบิน : 2 นาย (นักบินและผู้สกัดกั้นเรดาร์)
ความยาว : 19.1 เมตร
ระยะระหว่างปีกทั้งสอง
เมื่อกางปีก : 19.55 เมตร
เมื่อพับปีก : 11.58 เมตร
ความสูง : 4.88 เมตร
พื้นที่ปีก : 54.5 ตารางเมตร
น้ำหนักตัวเปล่า : 19,838 กิโลกรัม
น้ำหนักรวมอาวุธ : 27,700 กิโลกรัม
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน : 33,720 กิโลกรัม
ขุมกำลัง : เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนเจเนรัล อิเลคทริก เอฟ110-จีอี-400 สองเครื่องยนต์พร้อมสันดาปท้าย
ให้แรงขับเครื่องละ : 13,810 ปอนด์ เมื่อไม่ใช้สันดาปท้าย
ให้แรงขับเครื่องละ : 27,000 ปอนด์ เมื่อใช้สันดาปท้าย
ความเร็วสูงสุด : 2.34 มัค (2,485 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในระดับความสูง
พิสัยทำการรบ : 926 กิโลเมตร
พิสัยในการบิน : 2,926 กิโลเมตร
เพดานบินทำการ : 53,000 ฟุต
อัตราการไต่ระดับ : 45,000 ฟุตต่อนาที
น้ำหนักที่ปีกบรรทุกได้ : 553.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
อัตราแรงขับต่อน้ำหนัก : 1.02
อาวุธ : ปืนแกทลิ่งเอ็ม61 วัลแคนขนาด 20 ม.ม.หนึ่งกระบอก พร้อมกระสุน 675 นัด
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ
เอไอเอ็ม-54 ฟีนิกซ์
เอไอเอ็ม-7 สแปร์โรว์
เอไอเอ็ม-9 ไซด์ไวน์เดอร์
เอไอเอ็ม-120 แอมแรม
ระเบิดเจแดม ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์
ระเบิดตระกูลมาร์ค 80 ชุดระเบิดพวง ซีบียู-100
อื่นๆ : กระเปาะชี้เป้าแบบแลนเทิร์น
ถังเชื้อเพลิงขนาด 267 แกลลอนที่ปลดทิ้งได้ 2 ถัง เรดาร์เอเอ็น/เอพีจี-71 ของฮิวจ์ส
เอเอ็น/เอเอสเอ็น-130
F-14 ไม่เพียงแต่โด่งดังในโลกภาพยนตร์เท่านั้น ในยุคสงครามเย็นมันเป็นเครื่องบินรบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ
F-14 คือเครื่องบินขับไล่ที่ยอดเยี่ยมในโลกแห่งความจริง แต่ในขณะเดียวกันในภาพยนตร์เรื่อง Top Gun ภาคแรกและภาค Maverick F-14 ได้ฝากฝีไม้ลายมือให้ผู้ชมทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้เห็นผลงานกันไปบ้าง ซึ่งเครื่องบินขับไล่แบบนี้ไม่เพียงแต่จะเป็นดาวเด่นในโลกบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นไอดอลที่ทำให้ใครๆหลงรักในการบิน สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Weapon Channel
History World
Courseblue
TOP GUN WIKI
Huje de Mundo Militar
Michael Clarke
JHM Collection
Paul Goddard
Augusto Laghi Collection
Bob Thomas
Dan Stijovich
Stephan de Bruijn
Raymond Rivard
Ace Combat Wiki
เรียบเรียงโดย : ROOSTER
โฆษณา