2 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าว

ไทยสู่การเป็น Hub เภสัชภัณฑ์แห่งใหม่ของเอเชีย

เพจ Hfocus รายงานว่า รัฐบาลเปิดเจรจากับบริษัทยาระดับโลก 10 ราย ภายใต้แนวทาง Medical Investment Hub โดย MSD เป็นความร่วมมือแรกที่รัฐบาลระบุว่าเริ่มเห็นผล ส่วน Sandoz อยู่ในแผนลงนามภายในประมาณสองสัปดาห์หลังการแถลง
โดยรัฐบาลมุ่งเน้น Offset Policy ซึ่งต้องการใช้การจัดซื้อเป็นเครื่องมือเจรจาให้เกิดการลงทุนกลับเข้าประเทศ โดยในระยะเริ่มต้น MSD มีแผนครอบคลุมการขยายงานวิจัยทางคลินิก และแนวทางร่วมกับองค์การเภสัชกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและผลิตสารออกฤทธิ์สำคัญในยา หรือ API สำหรับยาเอชไอวีตัวใหม่ รัฐบาลระบุศักยภาพการวิจัยยาใหม่หนึ่งรายการไว้ประมาณ 2,000 ล้านบาท และการจ้างงานราว 1,000 ตำแหน่ง
จุดแข็งของไทยก็คือ ไทยมีฐานผลิตยาสำเร็จรูปอยู่แล้ว โดยเฉพาะยาสามัญ แต่ยังพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าสูง วิจัยกรุงศรีรายงานว่าสัดส่วนดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 90% ของวัตถุดิบที่ใช้ผลิตยาสำเร็จรูป การมีโรงงานผลิตยาในประเทศจึงยังไม่ได้หมายถึงการพึ่งพาตนเองตลอดกระบวนการผลิต
โดยในปัจจุบัน ไทยนำเข้ามีมูลค่าประมาณ 6.2 เท่าของการส่งออก ขณะที่ปริมาณส่งออกปี 2568 เพิ่มขึ้น 2.3% สวนทางมูลค่าที่ลดลง นี่เป็นสัญญาณว่าการขายได้มากขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะสร้างรายได้สูงขึ้นเสมอไป สำหรับปี 2569 วิจัยกรุงศรีคาดว่ามูลค่าจำหน่ายยาในประเทศจะเติบโต 3–4%
และหากในอนาคต ไทยสามารถผลิตสารออกฤทธิ์สำคัญบางรายการได้เอง ก็อาจลดความเสี่ยงจากการขนส่งระหว่างประเทศหรือการหยุดผลิตของผู้ขายต่างชาติ อย่างไรก็ตาม เป้าหมายที่เหมาะสมควรเป็นการเลือกยาจำเป็นและวัตถุดิบที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเพียงอย่างเดียว
แม้ว่าความร่วมมืออาจเปิดทางไปสู่งานรับจ้างผลิต งานวิเคราะห์ และการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น หากสามารถเชื่อมเข้าสู่เครือข่ายจัดซื้อของบริษัทคู่ค้าได้ ก็อาจมีโอกาสส่งออกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การตั้งโรงงานในไทยไม่ได้แปลว่าบริษัทไทยจะได้รับคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ ภาครัฐจึงควรติดตามสัดส่วนงานที่เกิดในประเทศ การพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น และสิทธิในการจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ
หากไทยเปลี่ยนนโยบายการพึ่งพาการนำเข้า เป็นการนำเข้านวัตกรรและพึ่งพาการผลิตในประเทศ ความมั่นคงของยาในไทย อาจเป็นหลักประกันความมั่นคงทางยาและเภสัชภัณฑ์ของภูมิภาคอาเซียน และเอเชียได้ในอนาคต
อ้างอิง
โฆษณา