•
13 ก.ย. เวลา 11:30 • หนังสือ

ถ้าผมบอกว่า สิ่งไม่สำคัญในชีวิต มันทำให้เราเป็นเราในวันนี้มากกว่า สิ่งสำคัญ ที่เราโฟกัสในทุกวัน

ทุกคนจะเชื่อไหม
และนี่คือ 20 ข้อคิดจากหนังสือ
เมื่อสิ่งไม่สำคัญประกอบกันเป็นชีวิตที่ดี
หนังสือที่พาเราย้อนกลับไปมองสิ่งเล็กๆที่เรามองข้ามกัน
ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องราวที่มีคุณค่า มีความหมายและมันประกอบกันเป็นเราในวันนี้ครับ
จะเป็นอย่างไร ผมสรุปไว้แล้วครับ
[1] คนเราเติบโตอย่างเฉพาะตัวได้ ไม่ใช่เพราะสิ่งสำคัญ แต่เพราะสิ่งที่ไม่สำคัญ
และสิ่งไม่สำคัญนี้ มันคือ สิ่งที่เราทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้
ไม่ว่าจะเป็นหนัง เพลง การท่องเที่ยว ทุกอย่างล้วนหล่อหลอมมาเป็นตัวเราในวันนี้
[2] สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นจุดด้อย สามารถกลายเป็นจุดเด่นได้
ถ้ารู้จักเลือกวิธีการแข่งขัน เลือกสนามที่เหมาะสมกับตัวเอง
[3] คนเราเมื่อสูญเสียความรู้สึกไป
ต้องใช้เวลา ไม่มากก็ในการเยียวยา
ดังนั้น หากเราคิดถึงใจของพูดอื่น ก่อนพูดหรือทำอะไรไป จะช่วยฟื้นฟูคนอื่นได้ดียิ่งขึ้น
[4] หากเลือกใช้ถ้อยคำได้ดี เรียบเรียงได้สละสลวย
มันจะบอกเล่าถึงความรู้สึกที่แท้จริงของใครสักคนได้
[5] ทุกกิจกรรมที่เราเคยสนใจ
จะทิ้งทักษะความเป็นไปได้และมอบโอกาสใหม่ๆให้เราเสมอ
ดังนั้น ไม่มีคำว่าเรียนรู้ไปแล้วเสียเปล่าแน่นอน
[6] การเฝ้ารอบางอย่างในอนาคต
ไมว่าจะเป็นวันหยุดยาว หนังภาคใหม่ เล่นเกมที่ออกใหม่
สิ่งเหล่านี้มันหล่อหลอมให้เรารอคอยได้ดียิ่งขึ้น
รู้สึกอยากมีชีวิต อยากตื่นขึ้นมาเพื่อเฝ้ารอเรื่องดีๆในอนาคต
[7] เทคนิคใดๆก็ไร้ความหมาย หากไร้พื้นฐาน
เรื่องราวนี้เกิดการเล่นฟุตบอล กับพี่เธมส์และกู๋ น้องชายแม่ ของพี่เขา
พี่เธมส์มักจะไม่ชอบเวลากู๋สอนในเล่นพื้นฐาน ที่ไม่ใช่เทคนิคโชว์แพรวพราว
แต่ตอนเล่นจริงกับเพื่อน พี่เขาพบว่าตนเองไม่สามารถกะน้ำหนักบอลที่ส่งไป
ต้องวางเท้าอย่างไรให้ไปในทิศทางที่ถูกต้อง
นั่นแหละครับที่พี่เธมส์นึกถึงพื้นฐานของฟุตบอลที่กู๋สอนมา
และสิ่งนี้นั่นเอง สามารถนำไปปรับใช้กับตัวเราได้ทุกเรื่องครับ
[8] ขอให้เลิกหาสิ่งที่รัก ที่เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร
แต่เริ่มตชจากการสร้างตัวตนเล็กๆขึ้นมาจากสิ่งที่เรามีก่อน
เพราะทุกโอกาส ทุกความเป็นไปได้มันรอเราอยู่เสมอ
จากเหตุการณ์ของพี่เธมส์ที่มีคนมักถาม เป็นนักเขียนได้อย่างไร
มันตอบได้ยาก เพราะมันเกิดจากการเขียนคำคมในช่วงวัยรุ่นของพี่เธมส์ที่พาเป็นนักเขียนในวันนี้
[9] เราไม่จำเป็นต้องรู้จุดหมายของสิ่งที่ทำมากก็ได้
ขอเพียงเราติดตามสิ่งที่สนใจไป การเดินทางจะกลายเป็นจุดหมายที่ทำให้เราเติบโต ด้วยเรื่องของมันเอง
[10] หากอยากประสบความสำเร็จ มีสิ่งใดบ้างที่เรายอมแลกเพื่อมันมาและเรายอมรับได้แค่ไหน
มีตัวอย่สงของสตีฟ จ๊อบ ที่เขาประสบความสำเร็จกับ Apple มากมายแต่มันแลกมากับความร้าวฉานภายในครอบครัว ที่กลับมาได้ยากยิ่งนัก
[11] ในยุคที่วุ่นวายแบบนี้ สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ การควบคุมความสงบในชีวิตตนเอง
หากเราควบคุมเสียงรอบตัวได้ เราจะควบคุมชีวิตของเราได้
.
[12] หนังสือ Non fiction จะนำบทสรุปมาให้เรา
แต่หนังสือ fiction จะฝึกให้แล้วเราค้นหาบทสรุปด้วยตนเอง
และมันพาเราตั้งคำถามเพื่อสร้างกรอบความคิดใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับตัวเราเองด้วย
[13] หากเราต้องการทำงานที่ต้องเชื่อมโยงทางความคิด ต้องสร้างสรรค์
ให้มาทำในที่ที่มีเสียงรบกวนเบาๆ เพราะเสียงรบกวนเล็กๆเหล่านั้นจะกระตุ้นให้ความคิดเชื่อมโยงมากขึ้น
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไป การไปนั่งทำงานที่คาเฟ่ แล้วมักคิดอะไรออก
[14] ทุกคนมีนิยามความสำเร็จของตนเอง
สิ่งที่อยากฝากทุกคนไว้คือ อย่าลืมกลับมาตั้งคำถาม รีวิวตัวเองในสถานการณ์ปัจจุบันกับเป้าหมายที่เป็นอยู่ว่าแตกต่างกันเท่าไหร่ เรายังไปในทิศทางที่เราอยากไปหรือไม่
และมันทำให้เรารักชีวิตของเรามากขึ้นหรือเปล่า
[15] ถ้าอยากเขียนบทความ 1 เรื่อง เราอาจแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนย่อยง่ายๆ
1 คิดไอเดียและตกผลึกคอนเซ็ปต์ของเรื่องที่จะเขียน
เริ่มจากใช้ AI ระดมความคิดหรือปัญหาออกมาก่อน แล้วผู้เขียนคัดเลือกอีกที
2 หาข้อมูลและเรื่องราว ประกอบประเด็นให้ครบถ้วน
ให้ AI หาข้อมูลและสรุปเรื่องราว พร้อมแหล่งที่มา เพื่อให้เราได้เห็นมุมมองที่ครบถ้วน
และเราคัดเลือกมุมมองที่อยากเล่าต่อ
3 เขียน เรียบเรียง เชื่อมโยงออกมาเป็นบทความ ด้วยตัวผู้เขียนเอง
และนี่แหละครับคือวิธีการที่ทำให้เราเขียนงานเป็นสไตล์ของเรา ไม่แข็งทื่อแบบ AI เกินไป
[16] การพยายามทำทั้งที่ไม่มั่นใจ คือเส้นทางที่ทำให้เรากลายเป็นคนที่ดีขึ้นเสมอ
และคนที่เคยผ่านเส้นทางเหล่านี้ จะไม่มีวันดูถูกความไม่มั่นใจในตัวคนอื่นเลย
[17] ทุกๆ เรื่อง มีสิ่งหนึ่งที่ไม่แตกต่างกัน เวลาทำเรื่องที่ไม่คุ้นเคย
นั่นคือ ความตื่นเต้น ความรู้สึกไม่มั่นใจ
แต่ประสบการณ์ของเราจะทำให้เราควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น
[18] หลายๆเรื่องมักมีบริบทที่ไม่เหมือนกัน
หากเราเอาบริบทของเราไปตัดสินคนอื่น มันอาจจะไม่แฟร์กับคนอื่นนัก
ทุกคำแนะนำก็มีข้อดี และข้อเสียในตัวของมันเอง ขึ้นอยู่กับบริบทที่เรานำเอาไปใช้
ความเข้าใจในบริบทต่างๆและการไม่ตัดสินคนอื่นเร็วเกินไปคือ ทักษะที่สำคัญ
[19] อย่าลืม Balance การทำเพื่อวันนี้และการทำเพื่ออนาคต
เปิดโอกาสให้เราทำสิ่งไม่สำคัญในชีวิตบ้าง เพื่อเรียกคืนชีวิตของเราในวันนี้กลับมา
[20] หน้าที่ ตำแหน่ง การงานอาจเปลี่ยนไปตามงานของเรา
แต่ชื่อของเรา การนิยามตัวตนเองของเราในแง่ดี จะทให้เรามีพลังในการทำงานต่างๆ ในวิถีของตัวเอง
ความรู้สึกหลังอ่านจบ
ดีครับ หลักๆเลยเล่มนี้ทำให้ผมรู้จักพี่เธมส์มากขึ้น
ทุกๆคนอย่างไรก็ไม่เหมือนกัน แต่การค้นหาเบื้องหลัง ความเป็นมาของคนเหล่านั้นเป็นสิ่งที่น่าค้นหามาก และเล่มนี้ทำหน้าที่นั้นได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
หากให้ผมรีวิวเล่มนี้แบบกระชับๆ
คงเป็นหนังสือที่พาเรามองในสิ่งที่เรามองว่าไม่สำคัญ
แต่จริงๆแล้วมันคือส่วนสำคัญที่ทำให้เราเป็นเรา
อ่านแล้วจะกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า ‘แล้วเราล่ะ’
เรามีอะไรบ้างที่ย้อนกลับมาเป็นตัวเราในตอนนี้
รวมถึงเรื่องราวที่ทับซ้อนกันของผมกับพี่เธมส์ ที่เรามองว่ามันคือเรื่องเล่นๆ
แต่พี่เธมส์กลับหาแง่มุมที่มันสะท้อนตัวเราได้เช่นกัน
ตัวอย่างมีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น พื้นฐานของการเล่นฟุตบอล แง่มุมจินตนาการของการอ่านหนังสือการ์ตูน
และนั่นแหละครับ
เพราะสิ่งไม่สำคัญนั่นแหละ จึงประกอบกันเป็นชีวิตที่ดี
สำนักพิมพ์ Dot
ผู้เขียน เธมส์นที สุพรรณพลาย แห่งเพจ THINKต่าง by เธมส์
จำนวนหน้า 263 หน้า
โฆษณา