Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Healthntier
•
ติดตาม
14 ก.ย. เวลา 00:00 • สุขภาพ
เดินขึ้นบันไดไม่กี่ชั้นแล้วรู้สึกปวดตึงที่เข่า ลุกจากเก้าอี้แล้วต้องหยุดพักครู่หนึ่งก่อนจะเดินต่อได้สะดวก
อาการแบบนี้คุ้นเคยกันดีสำหรับคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นหรือใช้งานข้อเข่าหนักมาตลอดหลายปี
หลายคนเริ่มมองหาคอลลาเจนมาเป็นตัวช่วย เพราะเห็นคำว่า Collagen Type II ผ่านตาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตามสื่อและโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่คำถามที่ค้างคาใจจริงๆ คือ กินคอลลาเจนแล้วช่วยลดอาการปวดข้อเข่าได้จริงหรือเป็นแค่กระแสการตลาดที่มาพร้อมราคาแพง
บทความนี้จะพาไปดูงานวิจัยที่มีอยู่จริง ความแตกต่างระหว่าง Hydrolyzed Collagen กับ Undenatured Collagen ปริมาณที่ใช้ได้ผลในงานทดลอง และกลุ่มคนที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเสริมคอลลาเจน
คอลลาเจน Type II เกี่ยวอะไรกับกระดูกอ่อนในข้อเข่า
กระดูกอ่อนที่หุ้มปลายกระดูกในข้อเข่า หรือที่เรียกว่า articular cartilage ทำหน้าที่เป็นเบาะรองรับแรงกระแทกทุกครั้งที่เราเดิน วิ่ง หรือขึ้นลงบันได โครงสร้างหลักของกระดูกอ่อนชิ้นนี้คือคอลลาเจนชนิดที่ 2 หรือ Type II Collagen ซึ่งทำให้กระดูกอ่อนมีความยืดหยุ่นและทนต่อแรงกดได้ดี
เมื่ออายุมากขึ้น ใช้งานข้อหนักต่อเนื่อง หรือมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน กระดูกอ่อนชิ้นนี้จะค่อยๆ สึกและบางลงทีละน้อย จนนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อม หรือ Knee Osteoarthritis ซึ่งพบได้บ่อยในผู้สูงอายุไทยและถือเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดเข่าเรื้อรังที่พบในคลินิกกระดูกและข้อ นี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมนักวิจัยถึงสนใจว่าการเสริมคอลลาเจน Type II จากภายนอกจะช่วยชะลออาการเหล่านี้ได้หรือไม่
งานวิจัยคอลลาเจนกับข้อเข่าเสื่อมบอกอะไรบ้าง
งานวิจัยส่วนใหญ่ในตอนนี้ไม่ได้โฟกัสที่คอลลาเจนทั่วไป แต่เจาะจงไปที่คอลลาเจน Type II แบบ Undenatured หรือที่เรียกย่อว่า UC-II จาก meta-analysis ที่รวบรวมการทดลองแบบสุ่มหลายฉบับเข้าด้วยกัน พบว่าผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่กิน UC-II มีอาการปวดและความรุนแรงของโรคลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือการทดลองขนาดใหญ่ที่เปรียบเทียบ UC-II ในขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวัน กับกลูโคซามีน-คอนดรอยติน และยาหลอก ติดตามผลนานถึง 180 วัน ผลปรากฏว่ากลุ่มที่กิน UC-II มีคะแนน WOMAC ซึ่งเป็นดัชนีวัดอาการปวดและการใช้งานข้อ ลดลงชัดเจนกว่าทั้งสองกลุ่มที่เหลือ
อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยยังไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด มีงานวิจัยที่ให้ UC-II ร่วมกับ hydrolyzed collagen เป็นเวลา 12 สัปดาห์ กลับไม่พบว่าให้ผลดีกว่ายาหลอกอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคอลลาเจนควรถูกมองเป็นตัวช่วยเสริม ไม่ใช่การรักษาหลักสำหรับข้อเข่าเสื่อม
Hydrolyzed Collagen กับ Undenatured Collagen ต่างกันตรงไหน
คนทั่วไปมักเข้าใจว่าคอลลาเจนที่วางขายตามท้องตลาดเป็นตัวเดียวกันหมด แต่สำหรับเรื่องข้อเข่าโดยเฉพาะ มีสองรูปแบบหลักที่ทำงานผ่านกลไกคนละแบบกันเลย
Hydrolyzed Collagen ถูกย่อยให้เป็นเปปไทด์ขนาดเล็ก ทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบหรือกรดอะมิโนให้ร่างกายนำไปสร้างคอลลาเจนใหม่ ปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยอยู่ที่ประมาณ 10 ถึง 20 กรัมต่อวัน มักสกัดจากวัว ปลา หรือหมู
ส่วน Undenatured Collagen หรือ UC-II ยังคงโครงสร้างสามสายเกลียวดั้งเดิมไว้ ทำงานผ่านกลไกที่เรียกว่า oral tolerance ซึ่งช่วยลดการอักเสบที่ทำลายข้อ ปริมาณที่ใช้ในงานวิจัยอยู่ที่ประมาณ 40 มิลลิกรัมต่อวันเท่านั้น และมักสกัดจากกระดูกอ่อนหน้าอกไก่
กลไก oral tolerance ทำงานอย่างไร เมื่อกิน UC-II เข้าไป ร่างกายจะลดการตอบสนองของภูมิคุ้มกันที่โจมตีเนื้อเยื่อข้อ และกระตุ้นเซลล์ regulatory T-cells ในลำไส้ให้ช่วยซ่อมแซมกระดูกอ่อนและลดการอักเสบในข้อ นี่คือเหตุผลว่าทำไมปริมาณที่ใช้ถึงต่างกันมากขนาดนี้ UC-II ใช้เพียงไม่กี่สิบมิลลิกรัม ขณะที่ hydrolyzed collagen ต้องใช้ในระดับกรัมถึงจะเริ่มเห็นผล
ปริมาณ 10 ถึง 40 มิลลิกรัมต่อวันที่เห็นผ่านตาบ่อยๆ จริงไหม
ตัวเลข 10 ถึง 40 มิลลิกรัมต่อวันที่หลายคนเห็นผ่านตาตามฉลากผลิตภัณฑ์ มาจากงานวิจัย UC-II โดยตรง งานวิจัยส่วนใหญ่ใช้ขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวันเป็นมาตรฐาน แต่ในแคปซูลจริงนั้นมีคอลลาเจน Type II แบบ native บริสุทธิ์อยู่เพียงประมาณ 10 มิลลิกรัมเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นสารช่วยในแคปซูล ตัวเลขช่วงนี้จึงหมายถึงตั้งแต่ปริมาณคอลลาเจนบริสุทธิ์จริง ไปจนถึงปริมาณวัตถุดิบทั้งแคปซูล ไม่ได้แปลว่ายิ่งกินเยอะยิ่งดี
ข้อควรระวังคือตัวเลขนี้ใช้ได้กับ UC-II เท่านั้น หากเป็นคอลลาเจนเปปไทด์ผงทั่วไปที่ขายกันแพร่หลาย ต้องดูปริมาณเป็นกรัมคือ 10 ถึง 20 กรัมต่อวัน เพราะเป็นคนละกลไกกันโดยสิ้นเชิง การอ่านฉลากให้ดีว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นคอลลาเจนชนิดไหนจึงสำคัญกว่าการดูแค่ตัวเลขปริมาณบนกล่อง
กินร่วมกับกลูโคซามีนหรือคอนดรอยตินช่วยได้มากขึ้นไหม
จากงานวิจัยที่เปรียบเทียบโดยตรง UC-II ขนาด 40 มิลลิกรัมต่อวัน ให้ผลลดคะแนน WOMAC ได้ดีกว่ากลูโคซามีนร่วมกับคอนดรอยตินอย่างมีนัยสำคัญ หลังติดตามผลนาน 180 วัน
ส่วนคำถามที่ว่ากินคอลลาเจนคู่กับกลูโคซามีน-คอนดรอยตินพร้อมกันจะยิ่งดีขึ้นไหม ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าการกินร่วมกันให้ผลดีกว่าการกินอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แนวทางที่สมเหตุสมผลกว่าคือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีงานวิจัยรองรับก่อน แล้วค่อยปรึกษาแพทย์หากต้องการกินร่วมกันในภายหลัง
ข้อควรระวังอีกอย่างคือ UC-II ส่วนใหญ่สกัดจากกระดูกอ่อนหน้าอกไก่ ผู้ที่มีประวัติแพ้โปรตีนจากไก่ควรตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนกินเสมอ และย้ำอีกครั้งว่าคอลลาเจนไม่ใช่ยา จึงไม่ควรใช้ทดแทนการรักษาที่แพทย์สั่งในกรณีข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรง
ใครได้ประโยชน์สูงสุดจากคอลลาเจนบำรุงข้อเข่า
นักกีฬาและคนที่ออกกำลังกายหนักเป็นกลุ่มแรกที่น่าจับตา งานวิจัยในกลุ่มคนสุขภาพดีที่มีอาการปวดเข่าหลังออกกำลังกายหนักพบว่า กลุ่มที่กิน UC-II มีองศาการเหยียดเข่าดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก และสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้นก่อนจะเริ่มรู้สึกปวดข้อ
ผู้สูงอายุเป็นอีกกลุ่มที่ได้ประโยชน์ชัดเจน เพราะกระดูกอ่อนในข้อเสื่อมสภาพไปตามวัยเป็นเรื่องปกติของร่างกาย กลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มหลักที่งานวิจัยข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ทำการทดลองด้วยโดยตรง
คนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานก็เป็นอีกกลุ่มที่ควรให้ความสำคัญ เพราะน้ำหนักตัวที่มากขึ้นเพิ่มแรงกดที่ข้อเข่าโดยตรงทุกครั้งที่เดินหรือยืน ทำให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ การดูแลข้อจึงมีความสำคัญมากขึ้นในกลุ่มนี้เป็นพิเศษ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคอลลาเจนกับข้อเข่า
กินคอลลาเจนผงทั่วไปช่วยข้อเข่าได้เหมือน UC-II ไหม คำตอบคือไม่เหมือนกันทีเดียว คอลลาเจนผงทั่วไปทำหน้าที่เป็นวัตถุดิบซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ต้องกินในระดับกรัม ส่วน UC-II ทำงานผ่านการปรับภูมิคุ้มกัน ใช้ปริมาณน้อยกว่ามาก และงานวิจัยเรื่องข้อเข่าส่วนใหญ่ทำการทดลองกับ UC-II โดยตรง
ต้องกินคอลลาเจนนานแค่ไหนถึงเห็นผลกับข้อเข่า งานวิจัยส่วนใหญ่วัดผลที่ระยะเวลา 90 ถึง 180 วัน จึงควรกินต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนก่อนจะประเมินผล เพราะนี่ไม่ใช่อาหารเสริมที่ออกฤทธิ์ทันทีหลังกินไม่กี่วัน
คอลลาเจนมีผลข้างเคียงไหม จากงานวิจัยที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ทนต่อคอลลาเจนได้ดี ไม่พบผลข้างเคียงรุนแรง แต่ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเลหรือแพ้ไก่ควรตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนกินเสมอ
ข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรงกินคอลลาเจนช่วยได้ไหม คอลลาเจนเหมาะกับการเสริมดูแลในระยะเริ่มต้นถึงปานกลางมากกว่า หากข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนกระดูกเสียดสีกันโดยตรง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ ไม่ควรพึ่งพาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว
กินคอลลาเจนคู่กับยาแก้ปวดข้อได้ไหม โดยทั่วไปสามารถกินร่วมกันได้ เพราะคอลลาเจนไม่ใช่ยา แต่ควรแจ้งให้แพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งที่เริ่มอาหารเสริมชนิดใหม่ เพื่อความปลอดภัยในระยะยาว
สรุปแล้วคอลลาเจนไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกคนที่ปวดเข่า แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในระยะเริ่มต้นถึงปานกลาง โดยเฉพาะนักกีฬา ผู้สูงอายุ และคนน้ำหนักเกิน การเลือกคอลลาเจนที่มีงานวิจัยรองรับชัดเจนอย่าง UC-II ในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่กับความอดทนรอผลอย่างน้อย 3 เดือน อาจเป็นตัวช่วยเสริมที่คุ้มค่าลองศึกษาเพิ่มเติม
🎯 ติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อได้ที่
📖 อ่านบทความฉบับเต็ม:
https://healthntier.com/blog/collagen-knee-joint-pain
🌐 เว็บไซต์หลัก:
https://healthntier.com
📺 YouTube:
https://www.youtube.com/@healthntier
📘 Facebook:
https://www.facebook.com/healthntier
📸 IG:
https://www.instagram.com/healthntier
💬 Threads:
https://www.threads.com/@healthntier
🎵 TikTok:
https://www.tiktok.com/@healthntier
📲 Line Official: @561aszhq
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย