หากมีการนำพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน จะดำเนินการภายใต้โครงสร้างที่ PTT ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และมีอำนาจควบคุม ดังนั้นทิศทางเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ PTT
PTT ระบุว่าจะพิจารณาทุกทางเลือกอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของธุรกิจ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ รวมทั้งต้องผ่านกระบวนการอนุมัติและข้อกำหนดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มุมมอง INVX มองว่าข่าวนี้มีนัยเชิงบวกเล็กน้อยต่อกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือ PTT เนื่องจากสะท้อนว่า PTT ยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับความสามารถแข่งขันในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาดทั่วโลก
เป็นแผนระยะยาวของ PTT ที่สื่อสารออกมาเกือบจะ 2 ปีแล้วในโครงการ Genesis ที่จะหาพันธมิตรเข้ามา ซึ่ง PTT ได้แจ้งชัดเจนว่า ADNOC คือหนึ่งในพันธมิตรที่เจรจากันอยู่ แต่ยังไม่มีข้อสรุป สุดท้ายยังต้องรอว่า ADNOC จะร่วมหรือไม่ร่วม อย่างไรก็ดี PTT เจรจากับหลายราย มองว่าไม่ว่าจะเป็นฝั่งสหรัฐฯหรือ UAE มองว่าพันธมิตรที่เจรจาอยู่ก็เป็นรายใหญ่
ทั้งนี้ หากเจรจาสำเร็จ PTT ก็จะสามารถหา Feed Stock ได้เพิ่มขึ้นและยังมองเป็นโอกาส PTT ในการเข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น เปิดโอกาสให้บริษัทในกลุ่ม PTT มีช่องทางการขายมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความสามารถลดต้นทุน ซึ่งจะได้สิทธิประโยชน์เพื่อพันธมิตรใหม่เข้าร่วมทุน และจะส่งผลดีต่อบริษัทในกลุ่ม PTT
ด้าน บล.ทิสโก้ ระบุว่า ข่าว ADNOC สนใจเข้าถือหุ้นในธุรกิจโรงกลั่นของกลุ่ม PTT ไม่ใช่พัฒนาการใหม่ทั้งหมด เข้าใจว่าหากมีการเจรจากันจริงอาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Genesis ซึ่ง PTT อยู่ระหว่างการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นในเครือมาตั้งแต่กลางปี 2568 ทั้งนี้ เราเชื่อว่าตลาดน่าจะคาดการณ์ไว้แล้วว่าผู้ประกอบการจากตะวันออกกลาง รวมถึง ADNOC จะเป็นหนึ่งในผู้ที่มีโอกาสเข้ามาเป็นพันธมิตร
กระบวนการอาจล่าช้าออกไป ผู้บริหาร PTT ระบุเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่ากระบวนการดังกล่าวอาจล่าช้าจากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2569 เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการแทรกแซงด้านกฎระเบียบในตลาดโรงกลั่นของไทย
โครงสร้างธุรกรรมยังไม่ชัดเจน ในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าหากธุรกรรมเกิดขึ้นจริง จะเป็นการออกหุ้นเพิ่มทุนโดยบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น (P&R) ของ PTT หรือเป็นการขายหุ้นเดิมที่ PTT ถืออยู่ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหาร PTT ระบุอย่างชัดเจนว่าบริษัทมีความตั้งใจที่จะรักษาอำนาจควบคุมในสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทย่อย ซึ่งหมายความว่าบริษัทย่อยดังกล่าวจะยังคงถูกรวมอยู่ในงบการเงินของ PTT นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังระบุว่าการขายหุ้นที่อาจเกิดขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อข้อกำหนดด้านหนี้สินของบริษัทย่อย
TOP มีแนวโน้มเป็นเป้าหมายมากที่สุดในบรรดาโรงกลั่นทั้ง 3 แห่ง เนื่องจากมีสัดส่วนการพึ่งพาตลาดเคมีภัณฑ์ต่ำกว่า ขณะที่ตลาดโดยรวมยังมองว่าภาวะขาลงของธุรกิจเคมีภัณฑ์อาจดำเนินต่อไป นอกจากนี้ โครงการ CFP ที่กำลังจะแล้วเสร็จยังมีแนวโน้มช่วยเพิ่มกำลังการกลั่นและประสิทธิภาพการดำเนินงานของ TOP ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลเชิงกลยุทธ์มุ่งเน้นการเข้าถึงตลาดและองค์ความรู้มากขึ้น เราเข้าใจว่าเป้าหมายเริ่มต้นของ PTT ในการจัดตั้งโครงการ Genesis ในปี 2568 คือการเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานะการเงินของบริษัทย่อยในช่วงที่ธุรกิจโรงกลั่นเผชิญความท้าทายอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นดังกล่าวมีนัยสำคัญลดลงในปัจจุบัน เนื่องจากภาวะตลาดโรงกลั่นปรับตัวดีขึ้นและฐานะการเงินของบริษัทย่อยแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น เราเชื่อว่าประโยชน์หลักที่ PTT ต้องการจากพันธมิตรเชิงกลยุทธ์น่าจะเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะหลังจากโครงการ CFP ของ TOP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ รวมถึงการเข้าถึงองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี