เมื่อวาน เวลา 09:43 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 132 เจี่ยจิ้งดับขันธ์

เป่าวี่เห็นฟางกวนแต่งผมเกล้าเป็นมวยสูงประดับปิ่นดอกไม้ จึงสั่งให้นางเปลี่ยนทรงผมเสียใหม่ โกนผมสั้นโดยรอบจนเหลือแต่หนังศีรษะสีเขียว ตรงกลางรวบขึ้นด้านบนถักเป็นเปียเล็กๆ ปล่อยลงมา แล้วว่า
“ฤดูหนาวใส่หมวกหนังรูปกระต่ายหมอบ ใส่รองเท้าศึกหัวเสือเมฆห้าสี หรือปล่อยขากางเกงใส่ถุงเท้าขาว รองเท้าดำพื้นหนาสีขาว”
แถมอีกว่า “ชื่อฟางกวนก็ไม่ดี ควรเปลี่ยนเป็นชายจึงฟังเท่”
ตรองดูครู่หนึ่งแล้วว่า
“เปลี่ยนเป็นชื่อ สยงหนู 雄奴”
ฟางกวนฟังแล้วชอบใจยิ่ง จึงว่า
“ถ้าอย่างนั้น วันหลังท่านออกจากบ้าน ให้พาข้าไปด้วย ถ้ามีคนถาม ก็บอกว่าข้าเป็นบ่าวเหมือนกับหมิงเอียน 茗烟”
เป่าวี่ยิ้มว่า “คนอื่นเขาดูออก”
ฟางกวนยิ้มว่า “ท่านนี่ออกจะเถรตรง ตอนนี้ในบ้านเรามีบ่าวเป็นคนต่างด้าวอยู่ไม่น้อย ท่านก็บอกว่าข้าเป็นเด็กต่างด้าว ใคร ๆ ก็ว่าข้าถักเปียแล้วดูดี ท่านว่าใช้ได้ไหม”
เป่าวี่ชอบใจจนออกนอกหน้าว่า “อย่างนี้ดี ข้าเห็นพวกขุนนางมักมีเชลยต่างด้าวเป็นผู้ติดตาม คนพวกนี้ไม่กลัวฝนฟ้า ขี่ม้าก็เก่ง ข้าตั้งชื่อให้เจ้าใหม่เป็นคนต่างด้าวว่า “เยลวี่สยงหนู 耶律雄奴” สยงหนู 雄奴 นี้พ้องเสียง ซยงหนู 匈奴 เป็นชื่อของพวกเฉวี่ยนหยง 犬戎 สองเผ่าพันธุ์นี้เป็นภัยต่อชาวจีนเราตั้งแต่สมัยเหยาซุ่น 尧舜 มารุกรานหนักในสมัยจิ้นถัง 晋唐
พวกเราโชคดีที่เกิดมาในสมัยนี้ เป็นลูกหลานพระเจ้าซุ่นผู้ยิ่งใหญ่ พระบารมีแผ่ไพศาล รุ่งโรจน์ถึงสรวงสวรรค์ เคียงคู่ตะวันจันทราและฟ้าดิน แม้เคยประสบภัยลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาในประวัติศาสตร์ แต่มาบัดนี้สุขสงบ ชนเผ่าทุกสารทิศในใต้หล้าพากันมาสามิภักดิ์ พวกเราจักต้องสยบพวกเขาเหล่านี้เอาไว้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีแห่งองค์เหนือหัวและบรรพชนของพวกเรา”
ฟางกวนยิ้มว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ควรหัดขี่ม้ายิงธนู ฝึกวิทยายุทธ ลุกขึ้นยืนหยัด ออกไปปราบอริราชศัตรู อุทิศตนด้วยความจงรักภักดี ไม่ต้องใช้สตรีอย่างพวกเรามาปากเก่งเล่นลิ้น ยกย่องเชิดชูตนเพื่อความสำราญ”
เป่าวี่ยิ้มว่า “เจ้ายังไม่เข้าใจ ทุกวันนี้ สี่สมุทรยอมสยบแปดทิศสงบสุข ไม่ต้องสู้รบอีกร้อยปีพันปี ถึงแม้พวกเราจะมีเวลาล้อเลียนเล่นหัว ก็ยังควรสรรเสริญสดุดี ไม่เสพสันติโดยสูญเปล่า”
ฟางกวนฟังแล้วสมเหตุผล หมายว่าไตร่ตรองรอบคอบแล้ว เป่าวี่เปลี่ยนเรียกนางว่า “เยลวี่สยงหนู 耶律雄奴”
ในสมัยก่อน จวนหยงและจวนหนิงเคยได้รับพระราชทานเชลยศึกมาเป็นข้าทาส ส่วนใหญ่ก็ใช้เพียงให้เลี้ยงม้า ไม่ได้ใช้งานสำคัญ
เซียงหยุนซุกซนเป็นปกติ ชอบแต่งตัวเป็นชายโดยเฉพาะชุดนักรบ มักถลกแขนเสื้อคาดเข็มขัด พอเห็นเป่าวี่จับฟางกวนแต่งตัวเป็นเด็กชาย ก็จับขุยกวน 葵官 สาวใช้ของตนแต่งบ้าง ปกติขุยกวนมักโกนหัวไว้ผมสั้น สะดวกเวลาแต่งหน้าเล่นงิ้ว มือเท้าแคล่วคล่อง จับแปลงโฉมได้ไม่ยาก
หลี่หวานกับทั่นชุนเห็นฟางกวนกับขุยกวนแต่งตัวแล้วน่ารักดี ก็ให้โต้วกวน 荳官 สาวใช้ของเป่าฉินแต่งบ้าง แปลงเป็นกุมารไว้ผมสองมวย สวมเสี้อเอวลอย รองเท้าสีแดง แต่งหน้าแล้วเหมือนเด็กรับใช้บัณฑิตบนโรงงิ้ว ที่เรียกกันว่า “ฉินถง 琴童”
เซียงหยุนตั้งชื่อให้ขุยกวนใหม่ว่า ต้าอิง 大英 ขุยกวนแซ่เหวย 韦 จึงเรียกว่า “เหวยต้าอิง 韋大英” (เพียงวีรบุรุษ) ถูกใจนางยิ่ง
โต้วกวนรูปร่างเล็กอายุยังน้อย ว่องไวเหมือนผีน้อย ปกติคนในอุทยานมักเรียกนางว่า “อาโต้ว 阿豆 เจ้าถั่ว” หรือ “เฉ่าโต้วจื่อ 炒豆子 เจ้าถั่วผัด” เป่าฉินเห็นว่าชื่อ ฉินถง 琴童 นั้นเรียกกันเกลื่อน จึงเรียกนางว่า
“โต้วถง 豆童 (กุมารถั่ว)”
หลังอาหาร ผิงเอ๋อเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงตอบแทนงานเลี้ยงเมื่อวันวาน เห็นว่าที่เดิมที่สวนแดงสุคนธ์ 红香圃 นั้นอากาศร้อน จึงย้ายไปจัดที่หอหวียิน 榆荫堂 (หอร่มเอล์ม) โชคดีที่นางอิ๋วสื้อ 尤氏 พาเพ่ยเฟิ่ง 佩凤 เสียหลวน 偕鸾 อนุภรรยาของเจี่ยเจินมาเที่ยว ทั้งสองเป็นคนน่ารักน่าเอ็นดู ไม่ค่อยได้ข้ามมานัก พอมาพบเซียงหยุน เซียงหลิง ฟางกวน หยุ่ยกวนก็เข้ากันได้ดีทำนองพวกพ้องย่อมอยู่ด้วยกันได้ จนเอาแต่หยอกล้อพูดคุยกันจนลืมนางอิ๋วสื้อ ปล่อยให้เพียงพวกสาวใช้คอยติดตาม
พวกสาว ๆ เดินเล่นจนมาถึงลานชื่นแดง พลันได้ยินเป่าวี่ตะโกนเรียก “เยลวี่สยงหนู”
ทำเอาเพ่ยเฟิ่ง เสียหลวน เซียงหลิงสามคนพากันหัวเราะ ถามว่าเป็นภาษาอะไร แล้วพยายามออกเสียงกันผิดผิดถูกถูก จนในที่สุดออกมาเป็น “เหย่หลูจื่อ 野驴子 (เจ้าลาป่า)” ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะจนตัวงอ
เป่าวี่เห็นว่าหากปล่อยให้ล้อเล่นกันไปเช่นนี้ อาจกลายเป็นการดูถูกกันไป จึงรีบแทรกว่า
“ที่ฝรั่งเศส 福朗思牙 โพ้นทะเลตะวันตก มีหินมีค่าเรียกว่า แก้วดาวพระศุกร์ 金星玻璃 (จินซิงปอหลี) ในภาษาต่างด้าวของชนชาตินั้นเรียกว่า “เวินตูหลี่น่า 溫都里納 aventurine” เปลี่ยนชื่อนางเป็น “เวินตูหลี่น่า 溫都里納” ดีไหม”
ฟางกวนฟังแล้วชอบใจว่า “เอาตามนี้เถิด”
ฟางกวนจึงเปลี่ยนชื่ออีกหน แต่ทุกคนว่าออกเสียงยาก เอาตามคำแปลภาษาฮั่นดีกว่า จึงเรียกว่า “ปอหลี 玻璃 แก้ว”
กล่าวโดยย่อ พอกลับมาถึงหอหวียิน งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น วณิพกหญิงตีกลอง ผิงเอ๋อส่งต่อกิ่งเสาเหย้าวนไปในหมู่ผู้มาร่วมงานราวยี่สิบคน หยุดที่ใครต้องทำตามบัญชา ระหว่างนั้นมีคนมาแจ้งว่า
“สตรีสองนางจากบ้านเจิน 甄家 ส่งของมาให้”
ทั่นชุน หลี่หวาน นางอิ๋วสื้อออกไปพบที่โถงว่าการ 议事厅 ผู้ร่วมงานจึงออกมาเดินเล่นนอกหอ เพ่ยเฟิ่ง เสียหลวน มาเล่นชิงช้า
เป่าวี่ว่า “พวกเจ้าสองคนขึ้นไป ข้าไกวเอง”
เพ่ยเฟิ่งรีบบอกว่า “พอเถอะ อย่าหาเรื่องให้พวกเราเลย ถ้าจะเรียกให้ “เหย่หลูจื่อ (เจ้าลาป่า)” มาไกวให้ย่อมได้”
เป่าวี่ยิ้มว่า “พวกพี่คนดี อย่ารั้นเลย อย่าเรียกให้คนอื่นได้ยินแล้วมาด่านางตามท่าน”
เสียหลวนว่า “หัวเราะจนหมดแรง ตกชิงช้าลงมาขี้แตก 黃子 ไม่รู้ด้วย”
เพ่ยเฟิ่งลงจากชิงช้ามาไล่ตีนาง
พลันมีคนจากจวนตะวันออกวิ่งลุกลี้ลุกลนมาแจ้งว่า
“เหล่าเหย (เจี่ยจิ้ง 贾敬) ไปสวรรค์แล้ว”
ทุกคนได้ฟังต่างสะดุ้งตกใจว่า
“อยู่ดีดีไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ทำไมจึงเสียได้”
คนจากจวนว่า “เหล่าเหยบำเพ็ญเพียรอยู่ทุกวัน คงบรรลุธรรมสำเร็จเซียนแล้ว”
นางอิ๋วสื้อพอได้ฟังข่าวก็ร้อนใจ ทั้งนี้ก็เพราะพวกเจี่ยเจินพ่อลูกรวมทั้งเจี่ยเหลียนไม่มีใครอยู่บ้าน จึงไม่มีฝ่ายชายมาเป็นหลักในการดูแลงาน นางอิ๋วสื้อรีบถอดเครื่องประดับ เปลี่ยนใส่ชุดขาว แล้วสั่งคนรีบไปควบคุมตัวพวกนักพรตที่อารามเสวียนเจิน 玄真观 เอาไว้รอนายผู้ชายมาสอบสวน พร้อมทั้งเชิญหมอหลวงหลายท่านไปชันสูตรหาสาเหตุการตายของเจี่ยจิ้ง แล้วขึ้นรถพร้อมไล่เซิง 赖升 และพวกแม่บ้านเฒ่ามุ่งหน้าไปยังอาราม
พวกหมอหลวงไปถึงเห็นเจี่ยจิ้งตายแล้วไม่อาจตรวจจับชีพจร แต่ต่างรู้ดีว่าเจี่ยจิ้งมักฝึกวิชาควบคุมพลังปราณ 导气术 อันไร้สาระ อีกทั้งหมกมุ่นกับการไหว้หมู่ดาวกลางดึก อดหลับอดนอนทุกเดือนในคืนเกิงเซิน 守庚申 ฝึกปรุงยาอายุวัฒนะ 服灵砂 สารพัดเรื่องไม่เป็นเรื่องจนร่างกายทรุดโทรมอ่อนล้าเป็นอันตรายแก่ชีวิต สภาพที่ตาย หน้าท้องแข็งดังเหล็ก ริมฝีปากและใบหน้า เกรียมแดงปริแตก จึงบอกกับเหล่าแม่บ้านว่า
“กลืนโลหะและทรายตามความเชื่อลัทธิเต๋า จนท้องไส้มอดไหม้ถึงแก่กรรม”
พวกนักพรตร้อนตัวรีบแจ้งว่า “นายท่านใช้ยาอายุวัฒนะสูตรลับแล้วเกิดเหตุขึ้น พวกพรตผู้น้อยได้เตือนนายท่านแล้วว่าฝึกฝนยังไม่ถึงขั้น มิอาจใช้ยา มิคาดว่า เมื่อคืนนายท่านเฝ้าเกิงเซิน 守庚申 แล้วกินยานี้เข้า จึงสำเร็จเซียน 升仙 ไปแล้ว นี่เป็นจิตศรัทธาแก่กล้าในพระธรรม จนดับขันธ์หลุดพ้นทะเลทุกข์”
(เฝ้าเกิงเซิน 守庚申 เป็นความเชื่อในลัทธิเต๋าว่าในร่างคนเรามีสามอสุภ 三尸 ที่จะขึ้นสวรรค์ไปรายงานพฤฒิกรรมชั่วของเจ้าของร่างในคืนเกิงเซินทุกเดือน จึงต้องอดนอนทั้งคืนคอยสะกดสามอสุภ)
นางอิ๋วสื้อไม่ฟังยังคงสั่งให้กุมตัวพวกนักพรตเอาไว้ รอเจี่ยเจินกลับมาจัดการ แล้วสั่งม้าเร็วเร่งไปแจ้งข่าว สำหรับร่างของเจี่ยจิ้งนั้น ดูที่ทางในอารามแล้วเห็นว่าคับแคบไม่เหมาะตั้งไว้ แต่ก็ไม่สะดวกนำกลับเข้าเมือง จึงขนขึ้นเกี้ยวมาตั้งไว้ยังวัดลูกกรงเหล็ก 铁槛寺 (วัดเถี่ยเจี้ยน)
ครั้นนับนิ้วคำนวณดูแล้ว เจี่ยเจินอาจกลับมาได้อย่างเร็วที่สุดครึ่งเดือน อากาศร้อนเช่นนี้ คงไม่อาจรอได้ จำต้องตัดสินใจเชิญโหราจารย์ 天文生 มาหาฤกษ์บรรจุศพใส่โลงซึ่งได้จัดเตรียมเอาไว้ที่วัดล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ขลุกขลัก สามวันให้หลังเริ่มประกอบพิธีศพ ระหว่างรอเจี่ยเจิน
พี่เฟิ่งยังเจ็บไม่อาจลุกออกจากจวนหยง หลี่หวานต้องคอยดูแลพวกพี่น้องสตรี เป่าวี่ยังไม่รู้ความพอที่จะช่วยงาน กิจการภายนอกของจวนจึงต้องฝากให้ญาติฝ่ายชายระดับรองดูแล เจี่ยเปี้ยน 贾㻞 เจี่ยกวง 贾珖 เจี่ยเหิง 贾珩 เจี่ยอิง 贾璎 เจี่ยชาง 贾菖 เจี่ยหลิง 贾菱 ต่างได้รับมอบภารกิจของตน นางอิ๋วสื้อไม่อาจกลับไปดูแลกิจการภายใน จึงต้องเชิญแม่เลี้ยง 继母 ของนางมากำกับจวนหนิง แม่เลี้ยงของนางมีบุตรีสองนางซึ่งยังไม่ออกเรือน จึงพามาอยู่ด้วยเพื่อความอุ่นใจ
เจี่ยเจิน เจี่ยหยงเป็นข้าราชสำนัก พอได้ข่าวจากทางบ้านจึงต้องขอลากิจกับเจ้าหน้าที่กระทรวงพิธีการ 礼部 ที่โดยเสด็จในพระราชพิธีส่งพระศพของเหล่ากุ้ยเฟย องค์เหนือหัวรัชกาลปัจจุบันทรงให้ความสำคัญกับความกตัญญู เจ้าหน้าที่นำความกราบทูลยังพลับพลาที่ประทับ โอรสสวรรค์ทรงตรัสถามว่าเจี่ยจิ้งมีตำแหน่งหน้าที่ใด เจ้าหน้าที่พระราชพิธีกราบทูลว่า
“เจี่ยจิ้งเป็นบัณฑิตจิ้นสื้อ 进士 บรรดาศักดิ์ของปู่นั้นตกทอดไปยังเจี่ยเจินผู้เป็นบุตร เจี่ยจิ้งชราภาพโรคภัยรุมเร้า พำนักรักษาตัวอยู่ที่อารามเสวียนเจิน 玄真观 นอกเมือง บัดนี้ถึงแก่กรรมในอาราม เจี่ยเจินผู้บุตร เจี่ยหยงผู้หลานโดยเสด็จมาในพระราชพิธีส่งพระศพนี้ จึงมาขอกราบบังคมทูลลากลับไปจัดงานศพ”
โอรสสวรรค์จึงมีพระราชโองการสรุปความว่า :
เจี่ยจิ้งแม้เป็นเพียงสามัญชน มิได้ฝากผลงานแก่บ้านเมือง อาศัยที่ปู่ภักดีมีผลงาน จึงมอบบรรดาศักดิ์ขั้นห้าให้ย้อนหลัง ให้บุตรหลานเชิญโลงศพเข้าเมืองทางประตูอุดร ไปประกอบพิธีไว้อาลัยยังที่อยู่ของตน เสร็จพิธี บุตรหลานนำศพไปฝังร่วมกับบรรพชน ให้กวงลู่สื้อ 光禄寺 ห้องเครื่องหลวงจัดสิ่งของเซ่นไหว้ทั้งปวง ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ในราชสำนักร่วมไว้ทุกข์ จบพระราชโองการ
ไม่เพียงสกุลเจี่ยซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนี้ แม้ขุนนางข้าราชสำนักน้อยใหญ่ต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ
(เจี่ยจิ้งไม่ได้รับราชการจึงเป็นเพียงสามัญชน บรรดาศักดิ์ของบรรพชนยกให้เจี่ยเจินบุตรชายเป็นผู้สืบทอด ตนเองเลื่อมใสในลัทธิเต๋า จึงไปฝึกปฏิบัติธรรมและปรุงยาอายุวัฒนะที่อารามเสวียนเจิน 玄真观)
เจี่ยเจิน เจี่ยหยงเร่งขี่ม้ากลับโดยไม่แวะพัก ระหว่างทางพบเจี่ยเปี้ยน เจี่ยกวงนำบ่าวในบ้านขี่ม้าสวนทางมา พอเห็นเจี่ยเจิน ก็รีบลงม้ามาทักทาย
เจี่ยเจินรีบถามว่า “มาทำไม”
เจี่ยเปี้ยนตอบว่า “พี่สะใภัเกรงว่าท่านพี่กับผู้หลานกลับมาแล้ว จะไม่มีใครดูแลเหล่าไท่ไท่เวลาเดินทางกลับ จึงให้พวกข้าทั้งสองมารับส่งเหล่าไท่ไท่”
เจี่ยเจินเอ่ยชมความรอบคอบ แล้วถามว่า
“ทางบ้านจัดการอย่างไรแล้วบ้าง”
เจี่ยเปี้ยนจึงเล่าให้ฟังเรื่องที่คุมตัวพวกนักพรต เรื่องย้ายศพมาตั้งยังวัดประจำตระกูล ส่วนกิจการในจวนไม่มีใครดูแล จึงเชิญท่านแม่ยายและน้าหญิงมาอยู่ที่บ้านคอยกำกับ เจี่ยหยงฟังว่าน้าหญิงทั้งสองมาด้วยก็ดีใจจนออกนอกหน้า
เจี่ยเจินว่า “เหมาะสม”
แล้วลงแส้ม้าไม่แวะพัก เพียงหนึ่งวันก็มาถึงประตูเมือง ตรงไปยังวัดลูกกรงเหล็ก เป็นเวลายามสี่ พวกเวรยามเห็นแล้ว รีบตวาดปลุกพวกกันให้ตื่น
เจี่ยเจิน เจี่ยหยงลงจากม้าเปล่งเสียงร้องไห้ลั่น คลานเข่าจากหน้าประตูใหญ่ มาจนถึงหน้าโลงศพโขกศีรษะหน้าผากจรดพื้นร่ำไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด 稽颡泣血 แล้วร้องไห้กระทั่งเช้าจนเสียงแหบเสียงแห้ง นางอิ๋วสื้อมาพบแล้ว เจี่ยเจินพ่อลูกจึงไปเปลี่ยนชุดไว้ทุกข์ 凶服 ตามประเพณีมาค้อมตัวอยู่หน้าโลงศพ แต่ไม่อาจละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จำหักห้ามความโศกเศร้า ลุกขึ้นมากำกับดูแลงาน และนำพระราชโองการขององค์โอรสสวรรค์เผยแพร่ให้ญาติมิตรรับทราบพระมหากรุณาธิคุณโดยละเอียด
จากนั้น ให้เจี่ยหยงเข้าเมืองกลับบ้านไปจัดเตรียมงานตั้งศพประกอบพิธีไว้อาลัย
ตอนก่อนหน้า : คนนอกลูกกรง
ตอนถัดไป : กระจับและรากบัว

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา