Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Robot Returns
•
ติดตาม
14 ก.ย. เวลา 10:58 • ธุรกิจ
# THE LAST SAMURAI STANDING × FUJIFILM
## ตอนที่ 1 — เมื่อโลกไม่ต้องการเราอีกต่อไป
*The End of an Era*
มีวิกฤติอยู่สองแบบ
แบบแรกคือ **วันที่สิ่งที่เราทำอยู่ขายไม่ดี**
ยอดขายลดลง
ลูกค้าหายไป
กำไรหดตัว
คู่แข่งเข้ามา
ตัวเลขใน Excel เริ่มเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีแดง
วิกฤติแบบนี้ แม้จะเจ็บปวด แต่เรายังพอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เรายังมองเห็นคู่แข่ง
ยังเห็นลูกค้า
ยังเห็นตลาด
และยังพอเห็นทางเลือกบางอย่างอยู่ข้างหน้า
แต่มีวิกฤติอีกแบบหนึ่ง
มันน่ากลัวกว่านั้นมาก
คือวันที่ **โลกเปลี่ยนไป โดยที่เราไม่ได้เปลี่ยนตาม**
วันนั้นปัญหาอาจไม่ใช่ว่าเราทำสิ่งเดิมได้ไม่ดีพอ
แต่คือ...
**สิ่งที่เราเคยทำได้ดีมาก ๆ อาจไม่ใช่สิ่งที่โลกต้องการอีกต่อไป**
และนี่คือคำถามที่ *Last Samurai Standing* ทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ฉากแรก ๆ ของเรื่อง
คำถามที่ดูเหมือนกำลังพูดถึง “ซามูไร”
แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปอีกชั้น
มันอาจกำลังพูดถึง “เรา” มากกว่าที่คิด
---
## ซามูไรไม่ได้แพ้เพราะอ่อนแอ
ใน *Last Samurai Standing* เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1878 หลังการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเมจิ
ซามูไรจำนวนมากซึ่งเคยเป็นชนชั้นที่มีสถานะ มีหน้าที่ มีรายได้ และมีอำนาจในสังคมแบบเดิม กลับพบว่าตัวเองกำลังกลายเป็นคนที่ไม่รู้ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในโลกใบใหม่
พวกเขาไม่ได้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งแล้วพบว่า
“ฝีมือดาบของฉันแย่ลง”
ตรงกันข้าม
พวกเขายังเป็นนักรบ
ยังฝึกฝนมาอย่างดี
ยังมีวินัย
ยังมีความกล้าหาญ
ยังมีประสบการณ์
และยังมีสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนอื่น
แต่โลกที่เคยให้ความหมายกับสิ่งเหล่านั้นกำลังหายไป
การปฏิรูปเมจิทำให้โครงสร้างสังคมเดิมถูกสั่นคลอน สิทธิและสถานะของซามูไรค่อย ๆ ถูกยกเลิก ขณะที่รัฐสมัยใหม่กำลังสร้างระบบราชการ กองกำลัง และตำรวจแบบใหม่ขึ้นมาแทนที่โครงสร้างเดิม
ในโลกเดิม
**ดาบคืออำนาจ**
แต่ในโลกใหม่
ดาบไม่ได้มีความหมายเหมือนเดิมอีกแล้ว
นี่คือจุดที่น่าสนใจมาก
เพราะถ้ามองจากภายนอก เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “การปรับตัวไม่ทัน”
แต่จริง ๆ แล้วมันลึกกว่านั้น
ซามูไรไม่ได้เพียง “ปรับตัวไม่ทัน”
พวกเขากำลังสูญเสีย **ตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในระบบใหม่**
บทความของตฤณ ไอยะรา ชี้ให้เห็นประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ความยากลำบากของซามูไรในยุคเมจิไม่ได้เกิดจากความไม่สามารถในการปรับตัวเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่อำนาจทางสังคมที่เคยรองรับตัวตนของพวกเขากำลังหายไป
และบางที...
นี่อาจเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงที่สุดของการเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่การที่เรา “ทำไม่เก่ง”
แต่คือการที่ **โลกไม่ให้คุณค่ากับสิ่งที่เราเคยเก่งอีกต่อไป**
---
## ในเรื่องนี้ ซามูไรไม่ได้กำลังเดินทางเพียงจากเกียวโตไปโตเกียว
ในเรื่อง *Last Samurai Standing* ซามูไร 292 คนถูกดึงเข้าสู่เกมเอาชีวิตรอดที่เรียกว่า “Kodoku”
จุดเริ่มต้นอยู่ที่เกียวโต
จุดหมายคือโตเกียว
ระหว่างทางมีจุดตรวจเจ็ดแห่ง
และผู้ที่อยู่รอดจนถึงปลายทางจะได้รับรางวัลมหาศาล
เมื่อมองผิวเผิน มันคือเกมเอาชีวิตรอด
ใครแข็งแรงกว่า
ใครเร็วกว่า
ใครฉลาดกว่า
ใครใช้ดาบเก่งกว่า
ใครวางแผนดีกว่า
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง
การเดินทางจากเกียวโตไปโตเกียว อาจเป็นมากกว่าการเดินทางของตัวละคร
มันคือการเดินทางจาก **โลกเก่าไปสู่โลกใหม่**
บทความของตฤณ ไอยะรามองเส้นทาง Tokaido ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นว่าไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางเดินทาง แต่เป็นพื้นที่ที่สะท้อนการเคลื่อนย้ายของผู้คน ทรัพยากร และอำนาจ เมื่อโครงสร้างรัฐเปลี่ยน เส้นทางเดิมก็มีความหมายใหม่ตามไปด้วย
บางทีสิ่งที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่คำถามว่า
**“ใครจะชนะ?”**
แต่คือ
**“เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนกติกา สิ่งที่เคยทำให้เราเป็นผู้ชนะ ยังมีความหมายอยู่หรือไม่?”**
---
# เพราะโลกใหม่ไม่ได้ถามว่า “คุณเคยเก่งอะไร”
มันถามว่า
**“คุณยังมีคุณค่าอะไรอยู่ในโลกนี้?”**
นี่เป็นคำถามที่ธุรกิจจำนวนมากอาจไม่อยากถามตัวเอง
เพราะมันเป็นคำถามที่ลึกกว่าการถามว่า
ยอดขายปีนี้เป็นอย่างไร?
Market share เพิ่มหรือลด?
คู่แข่งกำลังทำอะไร?
เราควรออกสินค้าใหม่หรือไม่?
คำถามที่ยากกว่าคือ
> **ถ้าสิ่งที่เราเคยขายกำลังหายไป
> อะไรในตัวเราที่ยังมีค่าอยู่?**
และตรงนี้เองที่เรื่องของซามูไรเริ่มเดินมาบรรจบกับเรื่องของบริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง
บริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในโลกของ “ฟิล์ม”
บริษัทที่เคยมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่คนทั้งโลกต้องการ
บริษัทที่ไม่ได้เพียงขายฟิล์ม
แต่สร้างองค์กร เทคโนโลยี บุคลากร โรงงาน ความรู้ และระบบธุรกิจขึ้นมาทั้งหมด เพื่อรองรับโลกใบนั้น
ชื่อของบริษัทคือ
**Fujifilm**
---
# วันที่ “ฟิล์ม” เริ่มตาย
ในปี 2000 ผลิตภัณฑ์ด้านการถ่ายภาพของ Fujifilm คิดเป็นประมาณ 60% ของยอดขาย และประมาณสองในสามของกำไรของบริษัท
ลองนึกภาพบริษัทหนึ่งที่ธุรกิจหลักไม่ได้เป็นเพียง “ธุรกิจหนึ่งในหลายธุรกิจ”
แต่มันคือเสาหลักของทั้งองค์กร
แล้ววันหนึ่ง...
เทคโนโลยีใหม่ก็เข้ามา
Digital photography ไม่ได้เพียงสร้างสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกหนึ่งประเภท
มันกำลังเปลี่ยน **วิธีที่ผู้คนถ่ายภาพ เก็บภาพ ดูภาพ และแบ่งปันภาพ**
โลกไม่ได้บอกว่า
“ฟิล์มของคุณคุณภาพไม่ดี”
โลกกำลังบอกว่า
**“ฉันไม่ต้องใช้มันแล้ว”**
นี่ต่างหากคือความน่ากลัว
เพราะหากคู่แข่งออกสินค้าที่ดีกว่า เรายังสามารถพัฒนาสินค้าของเราให้ดีขึ้นได้
แต่ถ้าลูกค้าไม่ต้องการสินค้าประเภทนั้นอีกแล้ว...
การทำให้มัน “ดีขึ้น” อาจไม่ได้ช่วยอะไร
Fujifilm เองระบุว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลได้คุกคามธุรกิจหลักอย่างรุนแรง และบริษัทจึงต้องประเมินใหม่ว่าแท้จริงแล้วความสามารถทางเทคโนโลยีอะไรที่ตัวเองมีอยู่ ก่อนเลือกนำความสามารถเหล่านั้นไปสร้างธุรกิจใหม่ในหลายพื้นที่
นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ
เพราะคำถามไม่ได้เป็น
**“เราจะขายฟิล์มให้ได้นานขึ้นอย่างไร?”**
อีกต่อไป
แต่กลายเป็น
**“ถ้าโลกไม่ต้องการฟิล์มแล้ว
เรายังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง?”**
---
# บางที “ธุรกิจ” ที่เราคิดว่าเป็นตัวเรา อาจไม่ใช่ตัวเราจริง ๆ
นี่เป็นความแตกต่างเล็ก ๆ ของคำสองคำ
**Product**
กับ
**Capability**
เรามักนิยามตัวเองจากสิ่งที่เราขาย
“เราเป็นบริษัทขายฟิล์ม”
“เราเป็นร้านขายอะไหล่”
“เราเป็นผู้ผลิตเครื่องจักร”
“เราเป็น Distributor”
“เราเป็นธนาคาร”
“เราเป็นบริษัทขนส่ง”
แต่ถ้าถามลึกลงไปอีกชั้นว่า
**“จริง ๆ แล้วเราเก่งเรื่องอะไร?”**
คำตอบอาจไม่เหมือนกันเลย
Fujifilm พบว่าตัวเองมีความสามารถในเรื่องต่าง ๆ มากกว่าฟิล์มเพียงอย่างเดียว ทั้งเคมี วัสดุ การเคลือบ เทคโนโลยีภาพ ออปติก และการผลิตที่มีความแม่นยำสูง
ดังนั้น เมื่อผลิตภัณฑ์หนึ่งกำลังจะหายไป บริษัทจึงไม่ได้พยายามรักษาผลิตภัณฑ์นั้นไว้ทุกวิถีทาง
แต่พยายามรักษา **ความสามารถที่อยู่เบื้องหลังผลิตภัณฑ์นั้น**
นี่เป็นความคิดที่เปลี่ยนเกม
เพราะ...
**ผลิตภัณฑ์ตายได้
แต่ความสามารถหลักอาจยังอยู่**
และถ้าเรามองย้อนกลับไปที่ซามูไร
สิ่งที่ทำให้ซามูไรมีคุณค่าในโลกเดิมคือ “ดาบ”
แต่สิ่งที่อยู่ลึกกว่าดาบคือ
วินัย
ความแม่นยำ
ความกล้าหาญ
การฝึกฝน
การตัดสินใจภายใต้แรงกดดัน
การทำงานอย่างเป็นระบบ
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
**“จะรักษาดาบเอาไว้อย่างไร?”**
แต่คือ
**“เมื่อโลกไม่ต้องการดาบอีกแล้ว สิ่งที่ทำให้เราถือดาบได้ดี ยังสามารถสร้างคุณค่าอะไรในโลกใหม่?”**
---
# นี่คือจุดที่เรื่องเริ่มน่าสนใจ
เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ไม่ได้ทำลายเฉพาะสินค้า
มันทำลาย **ความเชื่อที่เรามีต่อตัวเอง**
บริษัทที่เคยเก่ง อาจเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง
คนที่เคยมีประสบการณ์ อาจกลายเป็นคนที่ประสบการณ์นั้นใช้ไม่ได้
โรงงานที่เคยเป็นทรัพย์สิน อาจกลายเป็นต้นทุน
เครือข่ายที่เคยเป็นข้อได้เปรียบ อาจกลายเป็นโครงสร้างที่เคลื่อนตัวช้า
สิ่งที่เคยทำให้เราแข็งแรง
อาจกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราเปลี่ยนได้ยาก
และนั่นอาจเป็นหนึ่งใน paradox ที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจ
> **ยิ่งเราเก่งในโลกเดิมมากเท่าไร
> เราอาจยิ่งผูกพันกับโลกเดิมมากเท่านั้น**
ซามูไรเก่งเรื่องดาบ
Fujifilm เก่งเรื่องฟิล์ม
ธุรกิจจำนวนมากเก่งในสิ่งที่ทำมานานหลายสิบปี
แต่เมื่อกติกาเปลี่ยน...
ความเก่งเดิมอาจไม่ได้หายไป
เพียงแต่มันอาจต้องถูก **แปลความหมายใหม่**
---
# “วิกฤติ” จึงอาจไม่ได้เริ่มวันที่ตัวเลขติดลบ
Shigetaka Komori อดีตประธานและ CEO ของ Fujifilm มองวิกฤติของบริษัทในลักษณะที่แตกต่างออกไป
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงยอดขายฟิล์มลดลง
แต่คือความจริงที่ว่า **ตลาดเดิมกำลังหายไป**
และเมื่อความจริงนั้นชัดเจนขึ้น สิ่งที่ต้องทำจึงไม่ใช่การประคองอดีตให้อยู่ได้นานที่สุด
แต่คือการตัดสินใจว่าจะพาองค์กรไปที่ไหนต่อ
หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ปรากฏในงานของ Komori คือการมองวิกฤติไม่ใช่เพียงภัยคุกคาม แต่เป็นช่วงเวลาที่บริษัทสามารถใช้เพื่อสร้างตัวเองขึ้นมาใหม่
เขาเคยกล่าวถึงความรู้สึกในช่วงเวลานั้นไว้ในประโยคที่ทรงพลังมากว่า
> **“Maybe I was brought into this world to overcome this crisis.”**
ฟังดูเหมือนประโยคของคนที่กำลังอยู่ในสนามรบ
และบางที...
มันก็เป็นสนามรบจริง ๆ
เพียงแต่ศัตรูไม่ได้ถือดาบ
มันคือ **เวลา**
เทคโนโลยี
พฤติกรรมผู้บริโภค
และความจริงที่ว่าโลกจะไม่หยุดรอให้เราเตรียมตัวให้พร้อม
---
# สิ่งที่น่ากลัวที่สุด อาจไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง
แต่คือการรู้ว่าโลกกำลังเปลี่ยน
แล้วเรายังเลือกที่จะทำเหมือนเดิม
ในโลกของ *Last Samurai Standing* ตัวละครไม่ได้มีเวลามากมายให้ยืนอยู่กับที่
พวกเขาต้องเดินทาง
ต้องเลือก
ต้องตัดสินใจ
ต้องเผชิญหน้ากับคนอื่น
และต้องยอมรับกติกาของโลกที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนกำหนด
ในโลกธุรกิจก็คล้ายกัน
เราอาจไม่ได้เป็นคนเลือกว่าดิจิทัลจะเกิดขึ้นหรือไม่
ไม่ได้เป็นคนเลือกว่า AI จะเข้ามาหรือไม่
ไม่ได้เป็นคนเลือกว่าพฤติกรรมลูกค้าจะเปลี่ยนหรือไม่
ไม่ได้เป็นคนเลือกว่าช่องทางเดิมจะยังสำคัญเหมือนเดิมหรือไม่
สิ่งที่เราอาจพอเลือกได้มีเพียงว่า
**เมื่อโลกเปลี่ยนไปแล้ว เราจะมองตัวเองอย่างไร**
จะมองตัวเองว่า
“เราเคยเป็นอะไร”
หรือจะลองถามว่า
**“จากสิ่งที่เรามีอยู่ เราสามารถกลายเป็นอะไรได้อีก?”**
---
# และนี่คือจุดที่ผมคิดว่าเรื่องของ Fujifilm น่าสนใจมาก
เพราะถ้า Fujifilm มองตัวเองว่า
> “เราเป็นบริษัทฟิล์ม”
เรื่องราวอาจจบลงพร้อมกับตลาดฟิล์ม
แต่บริษัทเลือกถามคำถามที่ต่างออกไป
**“ตลาดฟิล์มกำลังพังทลาย
แต่เรายังเก่งเรื่องการเคลือบฟิล์มบาง ๆ บนพื้นผิว
แล้วมันจะนำไปใช้อะไรได้อีก?”**
คำถามสั้น ๆ นี้พาองค์กรออกจากอดีต
จาก “สิ่งที่เราเคยขาย”
ไปสู่
**“สิ่งที่เรายังทำได้”**
จากผลิตภัณฑ์
ไปสู่ความสามารถ
จากตลาดเดิม
ไปสู่ปัญหาใหม่ของโลก
และในที่สุด Fujifilm ก็เริ่มสร้างธุรกิจใหม่ในพื้นที่ที่ในตอนแรกอาจดูห่างไกลจากฟิล์มมาก ไม่ว่าจะเป็น Healthcare, High-Functional Materials, Cosmetics และธุรกิจอื่น ๆ โดยใช้เทคโนโลยีและความสามารถเดิมเป็นฐาน
มันไม่ได้หมายความว่า Fujifilm “ไม่เปลี่ยน”
ตรงกันข้าม
พวกเขาเปลี่ยนอย่างรุนแรง
แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ
**พวกเขาไม่ได้ทิ้งทุกอย่าง**
พวกเขาพยายามค้นหาว่า
ในสิ่งที่กำลังจะตาย
**มีอะไรที่ยังมีชีวิตอยู่บ้าง**
---
## บางทีนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดของวิกฤติ
ไม่ใช่
**“เราจะรักษาสิ่งเดิมไว้ได้อย่างไร?”**
แต่คือ
**“เมื่อสิ่งเดิมกำลังหายไป อะไรในตัวเราที่ควรพาไปต่อ?”**
ซามูไรอาจไม่สามารถรักษาโลกที่เคยมีดาบเป็นศูนย์กลางไว้ได้
Fujifilm ก็ไม่สามารถหยุดโลกไม่ให้เข้าสู่ยุคดิจิทัลได้
และธุรกิจของเราเองก็คงไม่สามารถหยุดโลกไม่ให้เปลี่ยนได้เช่นกัน
สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ
**เราไม่สามารถต่อรองกับการเปลี่ยนแปลงได้**
เราอาจต่อรองกับลูกค้าได้
ต่อรองกับคู่ค้าได้
ต่อรองกับต้นทุนได้
ต่อรองกับเวลาได้บ้าง
แต่เราไม่สามารถต่อรองกับความจริงว่า
**โลกใบเดิมกำลังหมดอายุ**
---
# The End of an Era
บางครั้งจุดจบไม่ได้มาพร้อมเสียงระเบิด
มันอาจมาอย่างเงียบ ๆ
ลูกค้าค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรม
เทคโนโลยีค่อย ๆ เข้ามา
สินค้าบางตัวค่อย ๆ ขายได้น้อยลง
คนรุ่นใหม่ค่อย ๆ เลือกสิ่งอื่น
คู่แข่งหน้าใหม่ค่อย ๆ สร้างวิธีเล่นเกมแบบใหม่
จนวันหนึ่งเราหันกลับมา
แล้วพบว่า
**โลกที่เราเคยเก่งที่สุดนั้น
ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว**
และนั่นอาจเป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด
เพราะคนที่อยู่ในโลกเก่าอาจยังคิดว่า
“เดี๋ยวมันก็คงกลับมา”
ในขณะที่คนในโลกใหม่กำลังเดินต่อไปแล้ว
---
ในตอนต่อไป เราจะค่อย ๆ เข้าไปในหัวใจของเรื่อง Fujifilm มากขึ้น
เพราะคำถามที่น่าสนใจกว่าการถามว่า
**“ทำไม Fujifilm ถึงไม่ตายไปพร้อมกับฟิล์ม?”**
คือ
**“พวกเขามองเห็นอะไรในตัวเอง ในวันที่สิ่งที่เคยสร้างความมั่งคั่งกำลังจะหายไป?”**
จากฟิล์ม...
ไปสู่เคมี
จากการถ่ายภาพ...
ไปสู่วัสดุ
จากการรักษาภาพ...
ไปสู่การดูแลผิว
และจากคำว่า **Product**
ไปสู่คำว่า **Capability**
เพราะบางที...
**สิ่งที่เราต้องรักษาไว้ในวันที่ธุรกิจเดิมกำลังตาย
อาจไม่ใช่ “ธุรกิจ” ที่เราสร้างมาทั้งชีวิต**
แต่อาจเป็น
**“ความสามารถบางอย่าง” ที่ซ่อนอยู่ข้างในธุรกิจนั้น**
และเรายังไม่เคยถามมันจริง ๆ ว่า...
**“ถ้าไม่ต้องทำสิ่งเดิมอีกต่อไป
เราสามารถทำอะไรได้อีก?”**
ธุรกิจ
แนวคิด
ประวัติศาสตร์
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย