5 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

มองมุมต่าง: จากชาเขียวสู่แปลงเกษตร ICHI ปั้น ‘ปุ๋ยกับตัน’ เครื่องยนต์ปั๊มรายได้ตัวใหม่

อีกไม่นาน หุ้น บมจ.อิชิตัน กรุ๊ป [ICHI] อาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงหุ้นเครื่องดื่มอีกต่อไป หลังบริษัทประกาศก้าวเข้าสู่ธุรกิจปุ๋ยผ่านการร่วมทุนกับกลุ่มเอกยงวงศ์ (EYW) เจ้าของแบรนด์ “ตรานกปากห่าง” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “ปุ๋ยกับตัน” โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจร่วมทุนสร้างรายได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 135 ล้านบาทภายในปีที่ 3 สินค้าโภคภัณฑ์
การขยับครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ICHITAN Mission 2026 ที่ต้องการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ นอกเหนือจากธุรกิจเครื่องดื่มที่เป็นฐานรายได้หลัก โดย ICHI จะถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนใหม่ 51% ขณะที่กลุ่ม EYW ถือ 49% ด้วยทุนจดทะเบียน 150 ล้านบาท
ความน่าสนใจของดีลไม่ได้อยู่แค่การที่บริษัทเครื่องดื่มหันมาขายปุ๋ย แต่คือการนำจุดแข็งของพันธมิตรสองฝ่ายมาต่อกันโดยตรง ฝั่ง ICHI มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ การตลาด เงินทุน ตลอดจนระบบบริหาร ส่วนกลุ่ม EYW มีความรู้ด้านการจัดหาวัตถุดิบทำปุ๋ยจากทั่วโลก ระบบซัพพลายเชน ความเข้าใจสินค้า และเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 300 รายทั่วประเทศ พร้อมโกดังรองรับสินค้าประมาณ 75,000 ตัน
กล่าวง่ายๆ คือ ICHI ไม่ได้เริ่มต้นธุรกิจนี้จากศูนย์ แต่เข้าไปต่อยอดกิจการที่มีสินค้า โรงงาน คลังสินค้า ฐานลูกค้า และช่องทางจำหน่ายอยู่แล้ว โดย EYW มีรายได้ในปี 2568 ประมาณ 3,200 ล้านบาท และถูกระบุว่าอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการปุ๋ยรายใหญ่ 10 อันดับแรกของประเทศ
ตลาดที่ ICHI กำลังเข้าไปมีขนาดไม่เล็ก โดยบริษัทประเมินว่าตลาดปุ๋ยไทยในปี 2569 มีมูลค่าประมาณ 82,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นตลาดปุ๋ยคอมพาวด์ NPK ราว 32,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้เล่นรายใหญ่ 5 รายครองตลาดประมาณ 75% จึงยังเหลือพื้นที่การแข่งขันอีกราว 25% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านบาท
เป้าหมายของบริษัทร่วมทุนคือเข้าไปชิงส่วนแบ่งตลาดปลีกประมาณ 4% ของตลาดปุ๋ยคอมพาวด์ NPK หรือสร้างยอดขายราว 1,300 ล้านบาทภายในปีที่ 3 ส่วนรายได้อีกส่วนจะมาจากผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมทางการเกษตรที่นำมาต่อยอดเพิ่มเติม
แผนรายได้สะท้อนว่าบริษัทตั้งเป้าเติบโตค่อนข้างเร็ว โดยคาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 370 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 20 ล้านบาทในปี 2570 เพิ่มเป็นรายได้ 1,000 ล้านบาท กำไร 75 ล้านบาทในปี 2571 ก่อนขยับเป็นรายได้ 1,500 ล้านบาทและกำไร 135 ล้านบาทในปี 2572
หากทำได้ตามแผน อัตรากำไรสุทธิจะเพิ่มจากประมาณ 5.4% ในปีแรก เป็น 7.5% ในปีที่สอง และ 9% ในปีที่สาม สะท้อนความคาดหวังว่าประโยชน์จากขนาดธุรกิจ การบริหารต้นทุน และสัดส่วนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มจะดีขึ้นตามลำดับ
แบรนด์หลักจะเดินพร้อมกันสองแนวทาง ได้แก่ “RampaTec” ซึ่งมีฐานตลาดอยู่แล้วและสามารถนำไปขยายในกลุ่มปุ๋ยพรีเมียม รวมถึงพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง และแบรนด์ใหม่ “ปุ๋ยกับตัน” ซึ่งนำภาพจำของ “ตัน ภาสกรนที” มาเป็นตัวเร่งการรับรู้ สร้างความแตกต่างจากตลาดปุ๋ยแบบเดิม และช่วยเปิดฐานลูกค้าเกษตรกรกลุ่มใหม่
ความได้เปรียบของ ICHI คือมีเครื่องมือด้านการตลาดที่ธุรกิจปุ๋ยแบบดั้งเดิมอาจไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ บริษัทสามารถเชื่อมฐานร้านค้าของ EYW เข้ากับความสามารถในการสร้างแบรนด์ของตนเอง รวมถึงใช้ฐานยอดขายเครื่องดื่มประมาณ 100 ล้านขวดต่อเดือนมาสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมการขายและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และมีความเป็นไปได้ที่ร้านค้าขายของชำตามต่างจังหวัด ที่ขายเครื่องดื่มอิชิตัน จะมีวางขายปุ๋ย และในร้านขายปุ๋ย จะมีตู้แช่เครื่องดื่ม อิชิตัน อยู่
บริษัทร่วมทุนตั้งเป้าจัดตั้งบริษัทและทีมบริหารให้เสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 ก่อนเตรียมระบบซัพพลายเชน สินค้า แบรนด์ และงานวิจัยระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม 2570 จากนั้นจึงเปิดดำเนินงานเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคม 2570 และเข้าสู่ช่วงขยายสินค้า พื้นที่จำหน่าย และคู่ค้า
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการเชื่อมธุรกิจเครื่องดื่มเข้ากับธุรกิจการเกษตรผ่าน “กากชา” ซึ่งโรงงานของ ICHI มีเหลือจากกระบวนการผลิตประมาณ 1,500 ตันต่อปี วัตถุดิบดังกล่าวจะถูกนำไปศึกษาต่อยอดเป็นถ่านชีวภาพ ผลิตภัณฑ์บำรุงดิน วัสดุกำจัดโรคและศัตรูพืช รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคหรือสารสกัดมูลค่าสูงสำหรับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
หากพัฒนาได้จริง กากชาซึ่งเดิมเป็นของเหลือจากการผลิตจะกลายเป็นวัตถุดิบของธุรกิจใหม่ ช่วยลดของเสีย สร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้การกระจายธุรกิจของ ICHI มีความเชื่อมโยงกับฐานการผลิตเดิมมากกว่าการเข้าไปลงทุนในกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายรายได้และกำไรทั้งหมดข้างต้นยังเป็นประมาณการของบริษัท ไม่ใช่ผลประกอบการที่เกิดขึ้นแล้ว ความสำเร็จจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกร การบริหารราคาและต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า สภาพอากาศ ราคาพืชผล ตลอดจนการแข่งขันจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีเครือข่ายและความสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่ายมายาวนาน
นอกจากนี้ ธุรกิจปุ๋ยยังแตกต่างจากเครื่องดื่มอย่างมาก ทั้งเรื่องฤดูกาลขาย เครดิตการค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และความผันผวนของราคาวัตถุดิบ การมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักจึงช่วยเปิดประตูได้ แต่คุณภาพสินค้า ผลลัพธ์ที่เกษตรกรได้รับ และความต่อเนื่องของช่องทางจำหน่ายจะเป็นตัวตัดสินว่าลูกค้าจะซื้อซ้ำหรือไม่
สำหรับในแง่ของนักลงทุน ดีลนี้จึงควรถูกมองเป็น เครื่องยนต์ใหม่ ที่กำลังเริ่มก่อตัว มากกว่าจะนำเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านบาทไปใส่ในประมาณการของ ICHI เต็มจำนวนทันที จุดที่ควรติดตามคือการเริ่มขายจริงในเดือนพฤษภาคม 2570 ยอดขายช่วงฤดูกาลแรก อัตรากำไรสุทธิ เงินทุนหมุนเวียน และความสามารถในการเปลี่ยนความนิยมของแบรนด์ “อิชิตัน” ในกลุ่มเครื่องดื่มชาเขียว ให้กลายเป็นยอดซื้อซ้ำในหมู่เกษตรกร
หากทำได้ตามเป้า ICHI จะไม่ได้เพียงมีรายได้ใหม่จากตลาดปุ๋ยที่มีมูลค่าการตลาดใหญ่ถึง 82,000 ล้านบาท แต่ยังมีโอกาสเปลี่ยนภาพจากบริษัทเครื่องดื่มที่พึ่งพาสภาพอากาศและกำลังซื้อ ไปสู่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและการเกษตรที่มีฐานรายได้หลากหลายขึ้น
การเดิมพันครั้งนี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เสี่ยตันจะขายปุ๋ยได้หรือไม่? แต่อยู่ที่ว่า ICHI จะสามารถนำพลังการตลาดของตนเองไปเร่งการเติบโตให้ธุรกิจปุ๋ยที่มีฐานดำเนินงานอยู่แล้วได้เร็วและใหญ่เพียงใด
โดย ธิติ ภัทรยลรดี
โฆษณา