15 ก.ย. เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ปารีส

เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves

"เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves หรือ A69 เป็นชั้นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของกองทัพเรือฝรั่งเศสมีขนาดใกล้เคียงกับเรือคอร์เว็ตขนาดเบา เรือในชั้นนี้ออกแบบมาเพื่อป้องกันชายฝั่งจากเรือดำน้ำเป็นหลัก ในขณะเดียวกันก็สามารถใช้ในภารกิจคุ้มกันในทะเลเปิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจสนับสนุนกองกำลังยุทธศาสตร์ทางทะเล "
"ชื่อของชั้นเรือนี้รวมถึงเรือลำแรกของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นดังกล่าว ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อองรี เเดสเตียน ดอร์ฟนายทหารเรือชาวฝรั่งเศสและสมาชิกขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส"
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เราก็มาต่อกันที่เรื่องเรือกันบ้าง ในบทความก่อนหน้าเป็นเรือฟริเกตวันนี้มาเป็นเรื่องราวของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ซึ่งก็กำลังจะปลดประจำการจากกองทัพเรือฝรั่งเศสลำสุดท้ายในปีค.ศ.2027 ท่านผู้อ่านบางท่านอาจสงสัยว่าเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นนี้มันมีความเป็นมาอย่างไร แล้วทำไมจึงเป็นกำลังรบหลักของกองทัพเรือฝรั่งเศส เราจะไปหาคำตอบจากเรื่องนี้กันครับ
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง F 790 Lieutenant de vaisseau Lavallée ของกองทัพเรือฝรั่งเศส
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความขอขายของก่อนนะครับ หากท่านใดมีอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท่านต้องมีของดีติดตัวติดกระเป๋า นั่นคือยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว มีสรรพคุณคือบรรเทาอาการวิเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และแมลงสัตว์กัดต่อย กลิ่นสมุนไพรเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ผ่อนคลาย มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายยาใกล้บ้านท่านหรือท่านจะกดสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งได้นะครับ
สำหรับภาพเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง D'Estienne d'Orves ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง F781 aD'Estienne d'Orves
บนท้องทะเลสีน้ำเงินสุดแสนกว้างใหญ่ ไม่ได้มีแค่เรือเดินสมุทร เรือยอร์ช เรือประมง เรือบรรทุกสินค้าและเรือบรรทุกน้ำมันเท่านั้น แต่ในยามปกติและยามสงครามจะมีเรือรบอยู่แบบหนึ่งที่ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แต่มันมีความสำคัญต่อการรักษาผลประโยชน์ทางทะเลและการทำหน้าที่เป็นตาให้กับกองเรือ
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves (แดสเตียน ดอร์ฟ) หรือ A69 เป็นชั้นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งของกองทัพเรือฝรั่งเศส เรือชั้นดังกล่าวมีขนาดใกล้เคียงกับเรือคอร์เว็ตขนาดเบา แต่มันภารกิจหลักคือการปราบปรามเรือดำน้ำตามแนวชายฝั่งเป็นหลัก แต่ก็สามารถใช้ในภารกิจคุ้มกันเรือรบผิวน้ำและเรือดำน้ำในทะเลเปิดได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจสนับสนุนกองกำลังพิทักษ์ยุทธศาสตร์มหาสมุทร ( Strategic Oceanic Force : FOST) สำหรับเรือในชั้นนี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานการออกแบบที่เรียบง่ายและแข็งแรงมีระบบขับเคลื่อนที่ประหยัดและมีความเชื่อถือ ทำให้สามารถลอยลำในภารกิจคุ้มกันเรือรบแก่มิตรประเทศได้
F 792 Premier-Maître L'Her
นอกเหนือจากการประจำการในฝรั่งเศสแล้วก็ยังกองทัพเรือแอฟริกาใต้ (แต่ไม่ได้รับมอบ) กองทัพเรืออาร์เจนตินาและกองทัพเรือตุรกี ที่ได้สั่งซื้อเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นนี้เช่นกัน
อนึ่งที่มาชื่อของชั้นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งแบบดังกล่าวกับเรือลำแรกของชั้นนี้ได้มีการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่อองรี เเดสเตียน ดอร์ฟ ทหารเรือฝรั่งเศสและสมาชิกขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves (แดสเตียน ดอร์ฟ) ได้รับการออกแบบมาเป็นหลักสำหรับการทำภารกิจปราบปรามเรือดำน้ำ( anti-submarine warfare : ASW) ในพื้นที่ชายฝั่งและการลาดตระเวนตามชายฝั่งที่เป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส
เรือแบบดังกล่าวได้นำเข้าประจำการเพื่อทดแทนเรือคุ้มกันประเภท E 50 และ E 52 ของกองทัพเรือฝรั่งเศส เรือแบบดังกล่าวนี้สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายและมีระวางขับน้ำมาตรฐาน 1,100 ตัน (1,100 ลองตัน)และ1,270 ตัน (1,250 ลองตัน)เมื่อบรรทุกเต็มที่ เรือเหล่านี้มีความยาวตลอดลำ 80 เมตร (262 ฟุต 6 นิ้ว)และ76 เมตร (249 ฟุต 4 นิ้ว) ระหว่างเส้นตั้งฉากมีความกว้าง10.3 เมตร (33 ฟุต 10 นิ้ว)และกินน้ำลึก5.3 เมตร (17 ฟุต 5 นิ้ว )
F 794 Enseigne de vaisseau Jacoubet
เรือเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยเพลาสองชุดที่หมุนใบพัดแบบปรับมุมได้ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล SEMT Pielstick 12 PC 2 V400 สองเครื่อง กำลัง8,900 กิโลวัตต์(12,000 แรงม้า)เครื่องยนต์ทั้งสองเครื่องตั้งอยู่ในห้องเครื่องยนต์เดียวกัน ติดตั้งอยู่ติดกัน และควบคุมจากห้องที่อยู่ด้านท้ายห้องเครื่องระบบเครื่องยนต์ดีเซลสองเครื่องนี้ถูกเลือกเนื่องจากต้องการความทนทานมากกว่า
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves มีความเร็วสูงสุด23.5 นอต(43.5 กม./ชม.; 27.0 ไมล์/ชม.)และระยะทำการ 4,500 ไมล์ทะเล(8,300 กม.; 5,200 ไมล์)ที่ความเร็ว 15 นอต (28 กม./ชม.; 17 ไมล์/ชม.)เรือทุกลำในชั้นนี้ติดตั้งครีบกันโคลงยกเว้นเรือ Commandant Ducuing และ Commandant Birot
เดิมทีเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นนี้มีแผนจะสร้างเป็นสองกลุ่มคือแบบ A69 และ A70 โดยแบบ A 70 จะติดตั้งขีปนาวุธโจมตีเรือผิวน้ำ Exocet MM38 สองลูกไว้ ที่ด้านข้างของปล่องควันแต่ในเวลาต่อมา เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งทุกลำในชั้นดังกล่าวก็เปลี่ยนมาติดตั้งขีปนาวุธโจมตีเรือผิวน้ำทั้งหมด เรือชั้นดังกล่าวมีการติดตั้งปืนใหญ่ ขนาด 100 มม. (3.9 นิ้ว) CADAM พร้อมระบบควบคุมการยิง Najir และ CMS LYNCEA ปืนใหญ่รุ่น F2 ขนาด20 มม. (0.8 นิ้ว) สองกระบอกและ ปืนกล ขนาด 12.7 มม. (0.5 นิ้ว) สี่กระบอก
สำหรับขีปนาวุธโจมตีเรือผิวน้ำ Exocet ที่นำมาใช้กับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves สร้างโดยบริษัทขีปนาวุธชั้นนำของยุโรปอย่าง MBDA เริ่มต้นการพัฒนาในปีค.ศ.1967 โดย Nord ในรูปแบบขีปนาวุธที่ยิงจากเรือรหัส MM38 ไม่กี่ปีต่อมา Aerospatiale และ Nord ก็ควบรวมกิจการกัน ในส่วนของการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานนั้นอิงตาม ขีปนาวุธทางยุทธวิธีอากาศสู่พื้นดิน Nord AS-30
F 796 Commandant Birot
ขีปนาวุธ MM38 รุ่นปล่อยจากเรือผิวน้ำเข้าประจำการในปี ค.ศ.1975 ในขณะที่ขีปนาวุธ AM39 Exocet ที่ยิงจากอากาศเริ่มการพัฒนาในปีค.ศ.1974 และเข้าประจำการในกองทัพเรือฝรั่งเศสห้าปีต่อมาในปีค.ศ.1979 ขีปนาวุธร่อนเหนือผิวน้ำขนาดกะทัดรัดนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อโจมตีเรือรบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (เช่นเรือฟริเกต เรือคอร์เวตและเรือพิฆาต ) รวมถึงการโจมตีหลายครั้งจะมีอันตรายต่อเรือขนาดใหญ่ เช่น เรือบรรทุกเครื่องบิน
ขีปนาวุธแบบดังกล่าวนำทางด้วยระบบเฉื่อยในระหว่างการบิน และเปิดใช้งานระบบนำทางด้วยเรดาร์ในช่วงปลายของการบินเพื่อค้นหาและโจมตีเป้าหมาย เพื่อเป็นการตอบโต้การป้องกันทางอากาศรอบเป้าหมาย Exocet จะรักษาระดับความสูงที่ต่ำมากในขณะที่กำลังพุ่งเข้าหาเรือเป้าหมาย โดยอยู่เหนือผิวน้ำทะเลเพียงหนึ่งถึงสองเมตรเท่านั้น เนื่องจากผลกระทบของการบินต่ำระดับน้ำทะเล
ทำให้เรดาร์อาจไม่ตรวจพบการโจมตีที่กำลังเข้ามาจนกระทั่ง Exocet ที่อยู่ห่างจากจุดปะทะเพียง 6 กิโลเมตร (3.7 ไมล์) ทำให้เรือรบฝ่ายตรงข้ามมีเวลาตอบสนองน้อยมาก จึงนำไปสู่การออกแบบระบบอาวุธระยะประชิด (CIWS) ในเวลาต่อมา
เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็งทำให้ Exocet มีพิสัยทำการสูงสุด 70 กิโลเมตร (43 ไมล์; 38 ไมล์ทะเล)ต่อมาได้มีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์จรวด เชื้อเพลิงแข็ง และเครื่องยนต์ เทอร์โบเจ็ตในรุ่น Block 3 MM40 ที่ยิงจากเรือ ซึ่งช่วยขยายระยะทำการของขีปนาวุธให้มากกว่า180 กิโลเมตร (110 ไมล์; 97 ไมล์ทะเล)ส่วนรุ่นที่ยิงจากเรือดำน้ำจะบรรจุขีปนาวุธไว้ภายในแคปซูลปล่อย
F 793 Commandant Blaison
ในส่วนของปฏิบัติการปราบปรามเรือดำน้ำ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves ติดตั้งแท่นยิงตอร์ปิโดแบบ L3 หรือ L5 จำนวนสี่แท่นโดยไม่มีตอร์ปิโดสำรอง และเครื่องยิงจรวดแบบควบคุมระยะไกลขนาด 375 มม. (14.8 นิ้ว) หกลำกล้องพร้อมขีปนาวุธสำรอง 30 ลูกในคลังเก็บขีปนาวุธที่อยู่ใต้ดาดฟ้าด้านท้ายเรือ
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves ติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ/ภาคพื้น DRBV 51A หนึ่งเครื่อง เรดาร์ควบคุมการยิง DRBC 32E หนึ่งเครื่อง เรดาร์นำทาง Decca 1226 หนึ่งเครื่อง และโซนาร์แบบติดตั้งบนตัวเรือ DUBA 25 โซนาร์ DUBA 25 ตั้งอยู่ในโดมคงที่พร้อมทรานสดิวเซอร์แบบยืดหดได้ แต่ได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ใกล้ชายฝั่งเท่านั้น
เมื่อมาดูในส่วนของการป้องกันตนเอง เรือชั้นดังกล่าวมีเรดาร์สกัดกั้น ARBR 16 หนึ่งระบบ ระบบยิงเป้าลวง Dagaie สองระบบ และ ระบบตอบโต้ Nixie SLQ-25 หนึ่งระบบ ซึ่งติดตั้งในช่วงกลางทศวรรษ 1980 สำหรับเรือรองรับลูกเรือ 90 นาย และมีพื้นที่สำหรับรองรับนาวิกโยธิน 18 นาย
นอกเหนือจากระบบป้องกันตนเอง Nixie แล้วปล่องควันของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั่นดังกล่าวยังถูกยกสูงขึ้นเนื่องจากก่อนหน้านี้มีปัญหาเกี่ยวกับควันที่ออกมาจากปล่องควันของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง Commandant L'Herminier จึงนำไปสู่การติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซล SEMT Pielstick 12 PA 6 BTC พร้อมระบบระงับรังสีอินฟราเรด ซึ่งส่งผลให้การเข้าประจำการของเรือล่าช้า
สำหรับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง F781 D'Estienne d'Orves ซึ่งเป็นเรือลำแรกของชื่อเรือชั้นเดียวกันต่อเรือที่ Arsenal de Lorient , Lorient, ประเทศฝรั่งเศส โดยมีการวางกระดูกงูวันที่ 1 กันยายนค.ศ.1972 มีการปล่อยลงน้ำวันที่ 1 มิถุนายนค.ศ.1973 และเริ่มปฏิบัติการทางทะเลครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 กันยายนค.ศ.1976
F 794 Enseigne de vaisseau Jacoubet
อาวุธที่นำมาติดตั้งบนของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves มีความเหมาะสมกับขนาดระวาง ทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจได้แบบอเนกประสงค์ ในช่วงสงครามเย็นเรือแบบดังกล่าวได้แล่นออกทะเลบ่อย โดยเน้นไปที่การลาดตระเวนบริเวณไหล่ทวีปของมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อค้นหาเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหภาพโซเวียตเนื่องจากโซนาร์ที่ตัวเรือมีประสิทธิภาพต่ำ
เมื่อใดก็ตามที่มีสัญญาณสะท้อนปรากฏขึ้น จำเป็นมีการสนับสนุนด้วยเรือฟริเกตที่มีขีดความสามารถสูงในการปราบปรามเรือดำน้ำเพื่อไล่ล่าโดยใช้โซนาร์แบบลากจูงที่ปรับความลึกได้
บทบาทหลังจากสงครามเย็นคือการปราบปรามเรือดำน้ำได้สิ้นสุดลง ส่งผลให้มีสถานะกลายเป็นเรือลาดตระเวนในปัจจุบันส่วนใหญ่ประกอบด้วยการลาดตระเวนและภารกิจช่วยเหลือ ตลอดจนการเข้าร่วมภารกิจของสหประชาชาติ (การปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสกัด การคุ้มกันเรือพลเรือน) หรือภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยทางทะเลที่คล้ายคลึงกัน (การปราบปรามยาเสพติด การอพยพประชาชน การปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย ฯลฯ)
ต่อให้ขีปนาวุธโจมตีเรือผิวน้ำ MM38 หรือMM40 Exocet ได้ถอนการติดตั้งออกไปแล้ว แต่เรือชั้นดังกล่าวยังคงติดตั้งปืนกลและปืนกลหลายกระบอก ซึ่งมีความสอดคล้องกับภารกิจใหม่ของเรือลาดตระเวนชั้นนี้ มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประเมินไว้ที่ 270,000,000 ฟรัง ก์ฝรั่งเศส
ในปีค.ศ.1993 Commandant Blaison และเรือ Enseigne de vaisseau Jacoubert ได้ถอดเครื่องยิงจรวดออกและติดตั้งสถานีสื่อสารผ่านดาวเทียม Syracuse II แทน มีการวางแผนที่จะสร้างโรงเก็บอากาศปีกหมุนและดาดฟ้าบินสำหรับเฮลิคอปเตอร์ประจำเรือให้กับเรือทั้งสองลำ แต่แผนดังกล่าวก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไป
F 797 Commandant Bouan
ตั้งแต่ปีค.ศ.2009 เรือแบบดังกล่าวที่มีอยู่ในประจำการของกองทัพเรือฝรั่งเศสได้รับการจัดประเภทใหม่เป็นเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง (OPV) และด้วยเหตุนี้จึงได้ถอดขีปนาวุธผิวน้ำและอาวุธต่อต้านเรือดำน้ำขนาดหนักออก ซึ่งเรือในชั้นนี้ที่ใช้การได้จะทยอยปลดประจำการระหว่างปีค.ศ.2024-2027 ปัจจุบันกองทัพเรือฝรั่งเศสมีแผนที่จะทดแทนเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นดังกล่าวด้วยเรือลาดตระเวนรุ่นใหม่ โดยจะเริ่มตั้งแต่ประมาณปีค.ศ.2026 เป็นต้นไป
นอกจากมีประจำการในกองทัพเรือฝรั่งเศสแล้วกองทัพเรืออาร์เจนตินาก็มีการนำเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งรุ่นนี้เข้าประจำการในชื่อ Drummond class จำนวน 3 ลำประกอบด้วย ARA Drummond (P-31) , ARA Guerrico (P-32) และ ARA Granville (P-33) แม้ว่าบริษัทผู้ผลิตได้กำหนดไว้แล้วว่า A69 D'Estienne d'Orvesเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง แต่กองทัพเรืออาร์เจนตินาจัดประเภทเรือแบบนี้เป็นเรือคอร์เว็ต
เรือคอร์เว็ตชั้น Drummond ส่วนใหญ่ติดตั้งระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเยอรมันและเนเธอร์แลนด์ แทนที่จะเป็นของฝรั่งเศส เพื่อให้ไปด้วยกันได้กับเรือรบจาก MEKO สองลำที่ประจำการอยู่ในอาร์เจนตินา และมีการติดตั้งระบบการป้องกันตนเอง "Miniaco" ที่ผลิตในประเทศ
ปัจจุบันเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น DD'Estienne d'Orves ไม่มีการติดตั้งขีปนาวุธหรือตอร์ปิโดอีกต่อไป พวกมันจะทำหน้าที่ลาดตระเวนทางทะเลเป็นหลัก
เมื่อวันที่ 28 มีนาคมค.ศ.1982 เรือคอร์เว็ต Granville และ Drummond แล่นออกจากอาร์เจนตินาและเข้าประจำการทางตะวันออกเฉียงเหนือของ Port Stanley เพื่อสนับสนุนการยกพลขึ้นบกของกองทัพอาร์เจนตินาในวันที่ 2 เมษายน ในขณะเดียวกันเรือคอร์เว็ต ARA Guerrico (P-32) ได้คุ้มกันกำลังฝ่ายเดียวกันในการโจมตีเกาะเซาท์จอร์เจีย
โดยได้รับความเสียหายอย่างมากจากการโจมตีขิงนาวิกโยธินอังกฤษ หลังจากซ่อมแซมแล้ว เรือลำนี้ได้เข้าร่วมกับเรือลำอื่นๆที่กำลังปะทะอย่างดุเดือดในยุทธนาวีครั้งนั้น ณ ทางเหนือของหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ในฐานะ Task Group 79.4 โดยหวังที่จะไล่ตามเรือที่ไม่ได้แล่นมากับกองกำลังผสมของอังกฤษ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 29 เมษายน เรือคอร์เว็ตแบบดังกล่าวถูกติดตามโดยเรือดำน้ำ HMS Splendid ขณะที่มันกำลังติดตามและพร้อมโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบิน ARA Veinticinco de Mayo  ของกองทัพเรืออาร์เจนตินา
มีรายงานจาก Infodefensa ว่าเรือคอร์เวต ARA Granvilleยังคงปฏิบัติการอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกทางตอนใต้หลังจากช่วงเวลาการบำรุงรักษาซึ่งสิ้นสุดลงในปีค.ศ.2019 อย่างไรก็ตาม ในปีเดียวกันนั้นก็เรือคอร์เว็ตชั้น Drummond ทั้งสามลำอาจถูกปลดประจำการและกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการโอนเรือเหล่านี้ให้กับกองทัพเรืออุรุกวัย ต่อมาในปีค.ศ.2024 มีรายงานว่าทั้ง Drummond และ Guerrico จะขายต่อในแบบมือสอง ในขณะที่ Granville ถูกปลดประจำการอย่างเป็นทางการในปลายเดือนสิงหาคมค.ศ.2024
หลังจากที่กองทัพเรือฝรั่งเศสมีการขายเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves จำนวนหนึ่งให้แก่กองทัพเรือตุรกี ก็ได้มีการตั้งชื่อใหม่เป็นเรือคอร์เว็ตชั้นบูรัก (ภาษาตุรกี: Burak sınıfı korvet) หรือที่รู้จักกันในชื่อเรือคอร์เว็ตชั้นบีเป็นชั้นเรือรบหลักของกองทัพเรือตุรกี โดยก่อนหน้านี้เป็นเรือคอร์เว็ต A69 ชั้น D'Estienne d'Orves
ปัจจุบันมีกองทัพเรือตุรกีเป็นผู้ใช้งานต่างประเทศเพียงรายเดียวของเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves โดยใช้ชื่อว่าเรือคอร์เวต์ชั้น Burak
กองทัพเรือตุรกีได้นำเรือคอร์เว็ต์ชั้น Burak เข้าประจำการเพื่อภารกิจปราบปรามเรือดำน้ำที่เข้าใกล้ชายฝั่งและคุ้มกันเรือรบเป็นหลัก มีการออกแบบที่ทนทานกว่าเดิมและระบบขับเคลื่อนที่มีความคุ้มค่าทำให้สามารถใช้งานในปฏิบัติการทางทะเลระยะไกลในต่างประเทศได้ ปัจจุบันกองทัพเรือตุรกีมีเรือในชั้นบูรักทั้งหมด 6 ลำและจะทยอยปลดประจำการเมื่อนำเรือคอร์เว็ตชั้นอะดาเข้ามาใช้งานแทน
ข้อมูลจำเพาะเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves
ประเภท : เรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง
ระวางน้ำ
มาตรฐาน 1,100 ตัน (1,100 ลองตัน )
น้ำหนักบรรทุกเต็มที่ 1,270  ตัน (1,250 ตันยาว)
ความยาว :
80 เมตร (262  ฟุต 6  นิ้ว)
76 เมตร (249  ฟุต 4  นิ้ว)
กว้าง : 10.3  เมตร (33  ฟุต 10  นิ้ว)
5.3 เมตร (17  ฟุต 5  นิ้ว)
3 เมตร (9  ฟุต 10  นิ้ว)
ระบบขับเคลื่อน :
เครื่องยนต์ดีเซล SEMT Pielstick 12 ชิ้น 2 เครื่อง V400 2 เครื่อง
8,900 กิโลวัตต์ (12,000 แรงม้า ) 2 เพลา
ความเร็ว : 23.5 นอต (43.5  กม./ชม.; 27.0  ไมล์/ชม.)
พิสัย : 4,500 ไมล์ทะเล (8,300 กิโลเมตร; 5,200 ไมล์) ที่ความเร็ว 15 นอต (28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง; 17 ไมล์ต่อชั่วโมง)
กำลังพล : 90 นาย
เซ็นเซอร์และระบบประมวลผล :
1× เรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศ/ผิวน้ำDRBV 51A
1× เรดาร์ควบคุมการยิง DRBC 32E
1× เรดาร์นำทาง Decca 1226
1× โซนาร์ตัวเรือ DUBA 25 (มีรายงานว่ายังคงรักษาความสามารถของโซนาร์แบบแอคทีฟไว้ได้หลังจากเปลี่ยนสถานะเป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง)
สงครามอิเล็กทรอนิกส์
และการล่อเป้า
1× เครื่องสกัดกั้นเรดาร์ ARBR 16
2× เครื่องยิงเป้าลวง Dagaie
1× ระบบตอบโต้แบบนิกซี SLQ-25
อาวุธยุทโธปกรณ์
2× Exocet MM38 SSM จำนวน 2 ลูก(ถูกถอดออกจากเรือแบบดังกล่าวเมื่อถูกจัดประเภทใหม่เป็น OPV)
1× ปืนใหญ่เรือ CADAM ขนาด 100 มม.พร้อมระบบควบคุมการยิง Najir และ CMS LYNCEA
1× ปืนรุ่น F2 ขนาด 2 × 20 มม.
1× ปืนกลขนาด 12.7 มม. จำนวน 4 กระบอก
ตอร์ปิโดประเภท L3 หรือ L5 จำนวน 4 ลูกในเครื่องยิงคงที่ 4 เครื่อง (ถอดการติดตั้งเมื่อจัดประเภทใหม่เป็น OPV)
1 × เครื่องยิงจรวด Bofors 6 กระบอก ขนาด 375 มม. (ถอดออกจากเรือฝรั่งเศสเมื่อจัดประเภทใหม่เป็น OPV)
สถานะ : ใกล้ปลดประจำการ
F 791 Commandant L'Herminier
เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้น D'Estienne d'Orves ถือเป็นเรือรบที่มีความคุ้มค่าในยุคสงครามเย็นเมื่อได้รับมอบหมายให้ปราบปรามเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหภาพโซเวียต แต่เมื่อภัยคุกคามโลกเปลี่ยนไป เรือแบบดังกล่าวจึงได้สถานะใหม่เป็นเรือลาดตระเวน ในขณะที่กองทัพเรือตุรกีก็ใช้เรือแบบนี้เป็นเรือคอร์เวตไปจนกว่าจะมีเรือลำใหม่มาประจำการ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Wikipedia
Mer et Marine
EUROMARFOR
Seaforces
เรียบเรียงโดย : เจฟฟ์ ยุโรป
โฆษณา