15 ก.ย. เวลา 13:03 • ปรัชญา
เราไปยึดโลกเค้าเอง .ตาเราดี มองไม่ดี เพราถตาเราเป็นพิษ ด้วยอารมณ์ปรุงแต่งเอง หากเราไม่ไปมอง .มันก็ไม่ไปยึดจดจำมา .มีเรื่องราวหนึ่ง มีน้องเค้าเอารูปในมือถือ เปิดให้ดู เป็นคนอ้างว่า ทรงล่ะกัน อ้างว่า ทรงปู่ชีวก โกมารภัจจ์ .พระนั่งอยู่ ท่านก็พูดว่า อย่าไปมองมัน มันของสดปรก .เพราะรู้อยู่แก่ใจ ว่ามันแอบอ้างจิตสูงๆ มาทำมาหากิน มันของสกปรก
เราก็ควบคุมตา ไม่เอาตาไปบันทึกจดจำ ส่งไปให้จิต ในกายสกปรกไปด้วย เรื่องราวของคำว่าวิญญาณทั้งหก หูตาจมูลิ้นกายใจ มันมีมายา อยู่ มีพอใจไม่พอใจ .ในสิ่งที่สัมผัส เกิดเป็นอารมณ์ปรุงแต่ง จิตก็หลงยึดเอารมณ์นั้นเป็นจิต
จากเรื่องราว ว่า จิตเรานั้น อาศัยอยู่ในเรือนกาย เป็นจิตน้อยๆ การรับรู้อะไร ของจิต .จิตนั้นก็คือ ตัวเรา ที่เป็นนามธรรม อาศัยอยู่ . ตรงนี้ แหละที่ยากจะรู้จัก คำว่า จิตของตนเอง ที่มาอาศัยอยู่ในกาย จิตดวงนี้แหละ ที่เมื่อออกจากกาย .ก็ไปอาศัย สถานที่อื่นต่อไปอีก
นั้น เค้าก็ให้เรา ฝึกหัด เรียนรู้จัก คำว่า จิตของตนเอง ที่บริสุทธิ์ ไม่มีมลทินอะไรเลย โดยการฝึกหัด สมาธิ รวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง การรวบรวมจิตให้เป็นหนึ่ง เหลือสภ่พที่เค้า พูดว่า เอกัคคตาจิต จิตเป็นหนึ่ง เหมือนไม่มีกาย ไม่มีอารมณ์ ปรุงแต่ง ไม่มีอะใร ให้ยึดถือ .ไม่มีอารมณ์ ไม่มีแรงกด แรงดันอะไร เกิดขึ้นในจิต ..จิตก็ว่าง .เป็นจิตดวงเดียว กายไม่ปรากฏ รูปเวทนาไม่ปรากฏ สว่างไสว เป็นจิตดวงเดียว ที่เค้าว่า จิตเรามาดวงเดียว ไปก็ไปแต่จิตเร่ดวงเดียว
คราวนี้ เมื่อจิตนี้มาอาศัยกายพ่อแม่เป็นมนุษย์ ก็เริ่มเรียนรู้จัก สิ่งของในโลก ก็ต้องหัด ใช้ร่างกาย ที่เป็นของๆโลก ให้เราใช้ หัดเดินคลายหัดพูด หากกายนี้ได้มาไม่ครบ ขาดตาไป เรรก็มองไม่เห็นหน้าพ่อแม่ ขาดหู เราก็ไม่สามารถได้ยินเสียงพ่อแม่ พูด
. นั่นก็คือ เมื่อได้กายมาครบอาการสามสิบสอง ก็ต้องมาเรียนรู้ ฝึกหัดกันใหม่ .ที่ว่ามาอาศัยโลก ต้องประทัง กายด้วยอาหาร ที่ต้องเติมใส่เข้าไป แล้วก็มีการขับถายของเสียออก เรื่องราวตอนเด็ก ก็จะเห็นเด็กทารก หิวก็ร้อง ฉี่ก็ร้อง ไม่สบายก็ร้องงอแง เกิดมาก็ไม่รู้ว่า .วันนี้ วันกน้า จะเป็นไปอย่างไร ต้องเรียนรู้กันใหม่ รับรู้จดจำใหม่ เรียกว่า คนนี้ คือแม่ คนนั้นคือพ่อ ก็ต้องเริ่มแยกแยะจดจำ หากจำไม่ได้ล่ะ .จะเป็นอย่างไร
เรื่องราวเหล่านี้ มันก็เรียนรู้กันมา ตอนเป็นทารก ในการใช้ตาหู ที่ว่า จดจำภาพเสียง ใครล่ะที่ต้องแยกแยะ จดจำให้ได้ คราวนี้ เวลาเรียนหนังสือ บางคนก็ไม่เอาตา เอาหู ไปรับภาพ รับเสียง แล้วมันจะจดจำ เรียนรู้ได้มั้ย ไปนั่งเป็นไม้ประดับ ในห้อง . มัวไปติดเรื่องอื่น .เอาตาไปดู นกชมแมว ไปฟังเสียงนกกา ไม่ฟังครูสอนมันจะรับรู้ได้มั้ย ว่าเค้าสอนอะไร พูดถึงอะไรกัน เรื่องราวอะไร .
นั้น ก็คือ เรื่องราวของคำว่า สติสัมปชัญญะ ตื่นขึ้นมาเรียนรู้ ใช้ตาใข้หูให้เป็น แล้วกยัง มีเรื่องราว ที่ต้องมีสติสัมปชัญญะ ควบคุมอารมณ์ ในกายนี้อีก ที่มีพอใจ ไม่ชอบใจ แนกแนะสิ่งไหนกินได้ ไม่ได้ เปรี้ยวหวานมันเค็ม ก็ต้องใช้ตามอง .นี่ขนาดยังไม่ได้เอาบิ้นไปสัมผัสรับรู้ มันต้องแยกแยะมั้น
เรื่องดีไม่ดี ติฉินนินทา จะเอาไปฟังดีมั้ยหรือไม่ดี หรือว่า ขอบฟังเสียง ที่ว่า เสียงต่ำ หยาบคาย บางคนก็แยกแยะไม่ออก มีผรุสวาท . คำที่น่า ฟังมันหลุดออกมาจากปากใคร ทราจิตนั้นอาศัยอยู่ .นั้นที่เค้าว่า วาจาที่เป็นกรรมเกิดแล้ว ใช้วาจาไปสร้างกรรม .สร้างความเดือดร้อน ให้หูผู้ที่รับฟัง .ร้อนรุ่มไปด้วย
โฆษณา