•
15 ก.ย. เวลา 17:17 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

ใครๆก็รัก Panavia Tornado

"เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado ขึ้นทำการบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมค.ศ.1974 ในวันนั้น Tornado ต้นแบบเครื่องแรกที่ได้รับรหัส P.01 ได้บินขึ้นจากสนามบินแมนชิงในเยอรมนีด้วยลวดลายสีแดงและขาวอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีพอล มิลเล็ตต์ นักบินทดสอบชาวอังกฤษ นั่งอยู่ที่นั่งหน้าหน้า และนักบินทดสอบคนที่ 2 เป็นชาวเยอรมันชื่อ นิลส์ ไมสเตอร์ นั่งอยู่ที่นั่งหลัง"
"ด้วยจำนวนผลิตกว่า 950 เครื่อง ส่งผลให้เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับแบบดังกล่าวจึงกลายเป็นโครงการความร่วมมือด้านอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของยุโรป รองลงมาคือเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน ในปัจจุบัน ประเทศพันธมิตรทั้งสี่ได้สะสมชั่วโมงบินมากกว่าสามล้านชั่วโมงรวมถึงเที่ยวบินรบในสงครามสมัยใหม่ทุกเที่ยว"
"ทอร์นาโดได้เข้าร่วมในปฏิบัติการสำคัญหลายครั้งนับตั้งแต่ทศวรรษ 1990 ทอร์นาโดของอิตาลีและอังกฤษเป็นเครื่องบินรบที่สร้างชื่อเสียงแบบหนึ่งในสมรภูมิจริง โดยถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลางในช่วงสงครามอ่าวครั้งแรกในปีค.ศ.1991 มีการส่งทอร์นาโด IDS ของกองทัพอากาศอิตาลี 8 เครื่อง ทอร์นาโด GR1 ของกองทัพอากาศอังกฤษ 49 เครื่องและทอร์นาโด F3 18 เครื่อง โดยมีการสูญเสียระหว่างสงครามประกอบด้วยทอร์นาโด IDS ของอิตาลี 1 เครื่องและทอร์นาโด GR.1 ของอังกฤษ 6 เครื่อง"
The Aviationist
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado GR1 ของกองทัพอากาศอังกฤษ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน จากเรื่องของเรือรบมาต่อกันที่เครื่องบินรบกันหน่อย มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดได้ พูดได้และพัฒนาตนเองได้ เราสามารถก้าวข้ามล้มเหลวร้อยครั้งพันครั้งมาจนประสบความสำเร็จได้ก็บุญแล้ว หากไม่มีความคิดสร้างสรรค์และสติปัญญาในการลงมือทำ โลกนี้จะไม่มีอะไรที่สร้างประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังๆได้จดจำ วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวของเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado เนื้อหานี้จะน่าสนใจมากน้อยเพียงใด สงคราม Story จะไปหาคำตอบจากเรื่องนี้กันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความขอขายของก่อนนะครับ หากท่านใดมีอาการวิงเวียนศรีษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือถูกแมลงสัตว์กัดต่อย ท่านต้องมีของดีติดตัวติดกระเป๋า นั่นคือยาหม่องน้ำเซียงเพียวอิ๊ว มีสรรพคุณคือบรรเทาอาการวิเวียนศีรษะ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลม และแมลงสัตว์กัดต่อย กลิ่นสมุนไพรเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกเย็นสดชื่น ผ่อนคลาย มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายยาใกล้บ้านท่านหรือท่านจะกดสั่งออนไลน์ก็สามารถสั่งได้นะครับ
สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
RAF Tornado GR4
"ฟ้าววววววววววววววววววว!" "บู้มมมมมมมมมมมมมมมม!"
ท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามเย็นในปีค.ศ.1984 เหนือผืนป่าอันหนาวเหน็บในภูมิภาคยุโรปตะวันออก ท้องฟ้าสีครามสลับกับกลุ่มเมฆหนาทึบถูกแหวกออกด้วยเสียงคำรามกึกก๊องของเครื่องยนต์เทอร์โบแฟน RB199 สองเครื่องจากเครื่องบินขับไล่สีพรางเขียว/เทาเข้มขนาดใหญ่ทั้ง 2 เครื่องดังสนั่นไปทั่วผืนป่าที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน
นี่คือปรากฏตัวของเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Panavia Tornado ที่กำลังปฏิบัติภารกิจเจาะทะลวงลึกเข้าไปในเขตแดนข้าศึก ใต้ปีกที่พับกวาดไปด้านหลังจนสุดถึง 67 องศาเพื่อทำความเร็วเหนือเสียงในระดับต่ำติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองขนาดมหึมา 2 ถังพร้อมด้วยระเบิด Mk.82 ติดร่มชูชีพหน่วงเวลาใต้ปีกทั้ง 2 ข้าง ซึ่งพวกมันยังคงชี้ตรงไปข้างหน้าอย่างมั่นคงด้วยระบบจุดหมุนพายลอนอัจฉริยะที่ปรับตามองศาปีก
ในช่วงที่กำลังบินตรงดิ่งสู่สหภาพโซเวียตเครื่องบินรบที่มาพร้อมกับความอเนกประสงค์ทั้ง 2 เครื่องนี้ลดระดับเพดานบินลงอย่างรวดเร็วด้วยระบบเรดาร์ติดตามภูมิประเทศ (Terrain Following Radar - TFR) บินเรี่ยยอดไม้ด้วยความเร็วสูงจนแรงอัดอากาศทำให้กิ่งก้านและใบไม้พริ้วไหวลู่ไปตามทิศทางที่พวกมันโฉบผ่าน
การบินต่ำนี้ไม่ใช่ความสูงที่เครื่องบินขับไล่แบบใดในยุคนั้นของโลกเสรีจะทำได้นอกจาก F-111 AARDVARK และ Panavia Tornado เพราะเครื่องบินรบแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเจาะทะลวงเป้าหมายแบบ Surprise Attack ในขณะที่เรดาร์ของฝ่ายตรงข้ามกำลังทำงาน ซึ่งเรดาร์จะตรวจจับเครื่องบินที่บินสูงกว่าระดับยอดไม้ขึ้นไป
แต่มันใช้ไม่ได้กับเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดจากกองทัพอากาศเมืองผู้ดี ในยุคนั้นถือว่าเป็นโชคดีมากที่ไม่มีระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-400 หรือ S-500 มารอสอยก่อนถึงหน้าบ้าน เพราะยังไม่มีการผลิตออกมาจึงทำให้การโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึกทำได้
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado ยังคงได้รับความนิยมชมชอบจากผู้ที่สนใจด้านการทหารจำนวนไม่น้อยในยุคนี้
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado ของกองทัพอากาศอังกฤษทั้ง 2 เครื่องได้บินต่ำผ่านผืนป่าสีขาวที่ถูกหิมะปกคลุมมาแล้วตอนนี้ก็บินผ่านทะเลสาบที่เป็นน้ำแข็งจากพายุหิมะที่พัดถล่มก่อนหน้านี้ ทะเลสาบน้ำแข็งนี้ไม่มีปลาหรือสัตว์น้ำจืดชนิดใดอาศัยอยู่ได้ เพราะนี้คือช่วงเวลาจำศีลของมัน แต่ไม่ใช่กับ 2 นกเหล็กผู้สยบความเงียบของทวีปยุโรปในฤดูหนาวปีค.ศ.1984 นี้
นักบินและเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ (WSO) ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดภายในห้องนักบินที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อนที่นักบินจะดึงคันบังคับเชิดหัวเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado ทั้ง 2 เครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้าสีครามกว้างไกล พลังขับดันมหาศาลส่งร่างสีเทาเข้มทะยานหายลับไปในกลีบเมฆ ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนที่ยังคงกังวานอยู่ในหุบเขา
ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ประเทศในกลุ่ม NATO เผชิญกับปัญหาเครื่องบินรบที่มีอยู่กำลังจะเข้าสู่ความล้าสมัยในอีก 20-30 ปีนับจากนี้ เช่นเครื่องบินขับไล่ F-104 Starfighter ซึ่งมีสถิติอุบัติเหตุสูง และเครื่องบินทิ้งระเบิด Avro Vulcan
ในขณะนั้น เทคโนโลยีการบินก้าวหน้าเร็วมากจนการพัฒนาเครื่องบินเพียงเครื่องเดียวเพื่อใช้งานเฉพาะทางกลายเป็นเรื่องสิ้นเปลือง หลายประเทศจึงต้องการเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ (Multi-Role Fighter) ซึ่งสามารถทำได้ทั้งการโจมตีทางอากาศระดับต่ำด้วยความเร็วสูง การบินขับไล่สกัดกั้น และการลาดตระเวนในทุกสภาพอากาศ
ในปีค.ศ.1968 ได้มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างหลายประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักร, เยอรมนีตะวันตก, อิตาลี, เนเธอร์แลนด์, เบลเยียม และแคนาดา อย่างไรก็ตาม ต่อมาเบลเยียม แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ได้ถอนตัวออกไปเนื่องจากความซับซ้อนของโครงการและเหตุผลด้านงบประมาณ
เครื่องบินขับไล่ Panavia Tornado ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของสหภาพยุโรปในยุคสงครามเย็น
ต่อมาในเดือนมีนาคมปีค.ศ.1969 สหราชอาณาจักร เยอรมนีตะวันตก และอิตาลี ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Panavia Aircraft GmbH ขึ้นที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนีตะวันตก เพื่อพัฒนาเครื่องบินรบประเภท MRCA (Multi-Role Combat Aircraft) แบบแรกของบริษัทดังกล่าวขึ้นมา
หลังจากวางแผนการผลิตร่วมกันก็ได้มีการการแบ่งสัดส่วนงานของประเทศสมาชิก อังกฤษและเยอรมนีถือหุ้นประเทศละ 42.5% ส่วนอิตาลีถือหุ้น 15% โดยแต่ละประเทศรับผิดชอบชิ้นส่วนต่างกัน เช่น อังกฤษทำส่วนหัวและหาง, เยอรมนีทำส่วนกลางลำตัว และอิตาลีทำส่วนปีก ในขณะเดียวกันการพัฒนาเครื่องยนต์ ก็ได้มีการตั้งกลุ่ม Turbo-Union ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Rolls-Royce, MTU และ Fiat เพื่อพัฒนาเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนรุ่น RB199 ที่มีขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง
วันที่ 14 สิงหาคมค.ศ.1974 เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado ก็ได้ทะยานขึ้นสูท้องฟ้าเป็นครั้งแรก โดยมี 2 นักบินทดสอบคือ พอล มิลเล็ตต์ นักบินทดสอบชาวอังกฤษเป็นนักบินที่ 1 และนิล ไมสเตอร์ นักบินทดสอบชาวเยอรมันเป็นนักบินที่ 2
นี่คือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของโครงการความร่วมมือเครื่องบินรบระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ระหว่างสหราชอาณาจักร เยอรมนีตะวันตก และอิตาลี แต่ภารกิจของจ้าวพายุไม่ได้จบลงแต่เพียงเท่านี้ ภารกิจต่อไปที่มันจะต้องทำคือการโจมตีทางอากาศในทุกกาลสภาพอากาศ การบินขับไล่สกัดกั้น และการลาดตระเวน
Panavia Tornado ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ทางการบินแห่งยุคสงครามเย็นเช่นเดียวกับ F-111 AARDVARK,  F-14 Tomcat และ F-4 Phantom Ii จากสหรัฐอเมริกา
จุดเด่นที่ทำให้เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado กลายเป็นตำนานที่ไม่มีวันตายเหมือนนกฟีนิกซ์ นั่นคือเครื่องยนต์ Turbo-Union RB199 ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบ 3 เพลาที่มีขนาดกะทัดรัดแต่ทรงพลัง และติดตั้งระบบ Thrust Reverser หรือฝาครอบย้อนทิศทางลม ซึ่งหาได้ยากในเครื่องบินรบยุคสงครามเย็น ช่วยให้เครื่องบินแบบดังกล่าวสามารถชะลอความเร็วได้ในระยะสั้นแม้บนรันเวย์ที่เปียกหรือมีน้ำแข็งเกาะ
ด้วยความที่เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado เป็นเครื่องบินรบรุ่นแรกๆ ของสหภาพยุโรปที่ใช้ระบบควบคุมการบินล้ำสมัยนั่นคือระบบ Fly-by-Wire และระบบ CSAS (Command and Stability Augmentation System) ซึ่งช่วยให้นักบินบังคับเครื่องบินแบบนี้ได้นุ่มนวลและลดภาระงานขณะบินด้วยความเร็วสูงในระดับต่ำผ่านสภาพอากาศที่แปรปรวน
การมีเรดาร์ติดตามภูมิประเทศ (Terrain Following Radar - TFR) เข้ามาใช้งานกับเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado ช่วยให้จ้าวพายุสามารถบินเกาะภูมิประเทศในระดับต่ำได้โดยอัตโนมัติที่ความสูงเพียง 100-200 ฟุต แม้ในเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศปิด เพื่อหลบหลีกการตรวจจับของเรดาร์ข้าศึก
ประกอบกับการมีห้องนักบินแบบ 2 ที่นั่ง กล่าวคือการออกแบบกำหนดให้นักบินที่ 1 นั่งด้านหน้าบังคับอากาศยานและเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบอาวุธ (WSO/Navigator) นั่งด้านหลัง เนื่องจากภารกิจการบินต่ำและสงครามอิเล็กทรอนิกส์ในยุคนั้นมีความซับซ้อนเกินกว่าที่นักบินนายเดียวจะจัดการได้
ในยุคสงครามเย็นยุโรปมีเครื่องบินรบที่มีเทคโนโลยีปีกปรับองศาได้ (Variable Geometry Wings) นั่นคือเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado โดยเครื่องบินแบบดังกล่าวสามารถปรับองศาปีกได้ตั้งแต่ 25 องศา สำหรับการบินขึ้นและลงจอดที่สนามบิน ไปจนถึง 67 องศา สำหรับการบินด้วยความเร็วสูง 2 เท่าเสียง ซึ่งช่วยให้เครื่องบินเพียงเครื่องเดียวรวมเอาข้อดีของการบินกางปีกตรงที่ให้แรงยกสูงในความเร็วต่ำ และการบินปีกลู่ไปข้างหลังที่ลดแรงต้านเพื่อความเร็วสูงเข้าไว้ด้วยกัน
F-14 Tomcat มีปีกพับได้ก็จริง แต่ไม่มีจุดติดอาวุธใต้ปีกเหมือนกับ Tornado
ระบบจุดหมุนไพลอนอัจฉริยะถือเป็นความพิเศษที่เหนือกว่าเครื่องบินขับไล่ปีกพับได้ของสหรัฐอเมริกาอย่าง F-14 Tomcat โดย Pylon หรือจุดติดตั้งอาวุธใต้ปีกของเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado ถูกออกแบบมาให้หมุนปรับทิศทางโดยอัตโนมัติ ตามการขยับของปีก ทำให้อาวุธและถังเชื้อเพลิงสำรองชี้ตรงไปด้านหน้าตามทิศทางการบินเสมอ ไม่ว่าปีกจะกางหรือพับอยู่ที่องศาใดก็ตาม
ปีกของเครื่องบินขับไล่โจมตีปีกพับได้ Tornado ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนรันเวย์ที่สั้นหรืออาจได้รับความเสียหายจากสงครามกรณีที่มีขีปนาวุธนำวิถีพุ่งมาตกที่รันเวย์ จึงมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มแรงยกแบบเต็มพิกัด ทั้ง Leading edge slats, Krueger flaps และ Double slotted flaps ตลอดแนวปีก ส่งผลให้ในโหมดแรงยกสูง ปีกของ Tornado มีค่าสัมประสิทธิ์แรงยกสูงที่สุดในโลกรุ่นหนึ่งในขณะนั้น ช่วยให้ลงจอดในระยะทางสั้นเพียงประมาณ 400 เมตร
ที่สุดของที่สุดในการบินกับ Panavia Tornado นั่นคือเมื่อพับปีกไปที่ 67 องศาเพื่อบินเร็วในระดับต่ำ พื้นที่ปีกที่รับแรงปะทะจะลดลง ทำให้เครื่องบินมีความเสถียรสูงมากแม้บินผ่านกระแสลมแปรปรวนใกล้พื้นดิน นักบินทดสอบเล่าว่ามันสามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูงโดยไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากสำหรับภารกิจบินต่ำหลบเรดาร์ข้าศึก
ในขณะที่มีการบินจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของแรงยกขณะปรับปีก เนื่องจากการออกแบบกลไกปีกและระบบควบคุมการบินทำให้ในขณะที่ปีกเคลื่อนที่พับไปมา เครื่องบิน Tornado จะแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงของแรงยกหรืออาการหัวเชิด/หัวปัก (Trim changes) เลย ซึ่งทำให้นักบินควบคุมเครื่องได้ง่ายและนุ่มนวลอย่างยิ่ง
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado ขณะทำการบินต่ำที่หุบเขา MACH LOOP
ในช่วงแรกของการเข้าประจำการเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado ถูกออกแบบมาให้สามารถบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อใช้โจมตีกองทัพอันยิ่งใหญ่ของสหภาพโซเวียตและพันธมิตรในยุโรปตะวันออกหากเกิดสงครามเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ยังสามารถบรรทุกอาวุธขนาดเดียวกับที่เครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นฝั่งโลกเสรีใช้ แต่เป็นอาวุธที่มีอานุภาพสูงสำหรับทำลายขบวนรถถัง รถหุ้มเกราะและกองกำลังภาคพื้นดิน เพื่อป้องกันชายแดนยุโรปจากการตรวจจับของเรดาร์ข้าศึกในขณะเดียวกัน
เมื่อพิจารณาจากขีดความสามารถของเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado ที่ถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติภารกิจโจมตีทางอากาศในระดับ Low-level air strike แล้วจะพบว่ามีข้อดีคือการใช้ระบบเรดาร์ติดตามภูมิประเทศบินเลาะไปตามความคดเคี้ยวของพื้นที่ทำให้มันสามารถบินต่ำโดยที่ไม่ต้องชนพื้นด้วยความเร็วเหนือเสียง เพื่อแทรกซึมทางอากาศเข้าไปทำลายเป้าหมายสำคัญในดินแดนข้าศึกโดยที่ไม่รู้ตัว่าเครื่องบินมาจากไหน
หนึ่งในเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ต่อการมีอยู่ของเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดปีกพับได้ Panavia Tornado คือการตัดกำลังไม่ให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศข้าศึกทะยานขึ้นจากจากสนามบินมาสกัดกั้นได้ โดย Tornado ถูกติดตั้งอาวุธพิเศษอย่าง JP233 ที่ผลิตโดยอังกฤษ และ MW1 จากเยอรมนี ซึ่งเป็นระเบิดลูกปรายที่ออกแบบมาเพื่อทำลายรันเวย์และวางทุ่นระเบิดเพื่อขัดขวางการซ่อมแซม เพราะฉะนั้นด้วยขีดความสามารถนี้จะทำให้เครื่องบินข้าศึกไม่สามารถขึ้นบินได้
ไม่เพียงเท่านี้ยังมีความร่วมมือไตรภาคีเพื่อความเป็นเอกภาพของ NATO การกำเนิดของ Tornado เป็นการรวมตัวกันของสหราชอาณาจักร เยอรมนีตะวันตก และอิตาลี ส่งผลให้มีการสร้างมาตรฐานการรบร่วมกัน ทั้ง 3 ชาติยุโรปจึงรวมใจเป็นหนึ่งเดียวจัดตั้งสถาบันฝึกอบรมร่วม (TTTE) เพื่อให้นักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นจากชาติต่างๆ สามารถปฏิบัติการเคียงบ่าเคียงไหล่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพโซเวียตที่ชายแดน
แม้เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado จะไม่ได้รบจริงในช่วงสงครามเย็น แต่ชื่อและสมรรถนะของมันก็สร้างความน่าเกรงขามจนโซเวียตไม่กล้าบุกยุโรป
แม้จะไม่ได้ใช้รบในสงครามเย็นแต่เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado ก็มีบทบาทในอิรักเป็นสมรภูมิแรกคือปีค.ศ.1991 เมื่อสงครามในอิรักเริ่มต้นขึ้น Tornado ของกองทัพอากาศอังกฤษ กองทัพอากาศอิตาลี และกองทัพอากาศซาอุดิอาระเบีย ได้รับมอบหมายภารกิจที่อันตรายที่สุด คือการบินโฉบในระดับต่ำมากในเวลากลางคืนเพื่อโจมตีสนามบินทหารของอิรัก
ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีการใช้งานอาวุธพิฆาตรันเวย์ JP233 ซึ่งเป็นกระเปาะโปรยระเบิดลูกปรายหรือ cluster bomb ขนาดใหญ่ที่ Tornado ต้องบินตรงและคงที่เหนือรันเวย์ข้าศึกเพื่อปล่อยระเบิดทำลายพื้นผิวรันเวย์ พร้อมกับโปรยทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเพื่อขัดขวางการซ่อมแซม อย่างไรก็ตามการบินต่ำทำให้ตกเป็นเป้าของปืนต่อต้านอากาศยานได้ง่ายๆ ส่งผลให้ในช่วงแรกๆของการโจมตีทางอากาศ กองทัพอากาศอังกฤษต้องสูญเสียเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado GR1 ไปถึง 6 เครื่องจากภารกิจโจมตีทางอากาศระดับต่ำ
ส่งผลให้หลังจากต้องเผชิญกับการป้องกันที่หนาแน่นและการสูญเสีย Tornado จึงได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีจากการบินต่ำมาเป็นการทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ (Laser-guided bombs) ในระดับความสูงปานกลางหรือประมาณ 15,000-20,000 ฟุตแทน โดยอาศัยเครื่องบินขับไล่ Buccaneer หรือเครื่องบินรบฝ่ายพันธมิตรเครื่องอื่นมาช่วยชี้เป้าด้วยการใช้กระเปาะชี้เป้าด้วยเลเซอร์
ด้านบนของ Tornado
หนึ่งในเครื่องบิน Tornado ที่มีชื่อเสียงที่สุดในสงครามครั้งนี้คือเครื่องบิน Tornado รหัส ZA465 หรือที่รู้จักในชื่อ "Foxy Killer" ซึ่งเครื่องบินเครื่องดังกล่าวมีการปฏิบัติภารกิจทิ้งระเบิดมากที่สุดในบรรดาฝูงบิน Tornado ของอังกฤษในความขัดแย้งนั้น และยังเป็นเครื่องที่ทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายของ RAF ก่อนการประกาศหยุดยิง
ต่อมาเป็นบทบาทการสกัดกั้นของรุ่น ADV นอกจาก RAF จะมีรุ่นโจมตีภาคพื้นดินแล้ว Tornado ยังมีรุ่น ADV (Air Defense Variant) หรือ F3 ก็ได้เข้าร่วมปฏิบัติการเพื่อคุ้มกันน่านฟ้าและสกัดกั้นเครื่องบินข้าศึก แม้จะไม่ได้มีการยิงเครื่องบินขับไล่กองทัพอากาศอิรักตกในการรบทางอากาศโดยตรงก็ตาม
ในสงครามอิรักครั้งที่ 2 หรือ Operation Iraqi Freedom ซึ่งเกิดขึ้นปีค.ศ. 2003 (2 ปีหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 911) เครื่องบินขับไล่ Panavia Tornado โดยเฉพาะรุ่น GR4 ของกองทัพอากาศอังกฤษได้กลับมาแสดงบทบาทสำคัญอีกครั้งในฐานะหัวหอกของการโจมตีที่แม่นยำและล้ำสมัยกว่าเดิม
โดยเปิดมาด้วยการปฏิบัติภารกิจในเขตห้ามบินทางตอนใต้ของอิรัก (Operation Southern Focus) เพื่อทำลายระบบป้องกันทางอากาศของอิรักอย่างเป็นระบบ ซึ่งนักบินบางนายถึงกับเรียกภารกิจในช่วงนั้นแบบติดตลกว่าเป็นการทิ้งระเบิดเพื่อสันทนาการหรือ recreational bombing เนื่องจากเป็นภารกิจที่ทำจนเป็นกิจวัตร
สงครามครั้งนี้ถือเป็นการใช้งานจริงครั้งแรกของขีปนาวุธร่อน Storm Shadow (สตอร์ม แชโดว์) โดยฝูงบินที่ 9 และฝูงบินที่ 617 ฝูงบิน Dambusters อันโด่งดัง ซึ่งใช้โจมตีบังเกอร์บัญชาการและศูนย์ควบคุมการป้องกันทางอากาศที่หนาแน่นในเมือง Taji และ Tikrit ได้อย่างแม่นยำจากระยะไกล
Tornado GR4 เป็นเครื่องบินแบบแรกของโลกที่ทิ้งขีปนาวุธร่อน Storm Shadow ในสมรภูมจริง
ในภารกิจทำลายเรดาร์และการกำจัดระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Susspression Enemy Air Defense : SEAD) เครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado GR4 ยังคงรับหน้าที่หลักในการสกัดกั้นและทำลายเรดาร์ข้าศึกด้วยขีปนาวุธต่อต้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ALARM เช่น ในภารกิจเหนือเมือง Al-Kut ที่นักบินสามารถล็อกเป้าและทำลายเรดาร์ของระบบขีปนาวุธ Roland ได้สำเร็จแม้จะเผชิญกับปัญหาขัดข้องของระบบหล่อเย็นในห้องนักบินก็ตาม
ในภารกิจนี้มีการส่งเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado จำนวน 7 เครื่องเข้าโจมตีค่ายทหารของหน่วย Republican Guard (หน่วยทหารองครักษ์พิทักษ์ซัดดัม) ที่เมือง Al-Asad โดยใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ Paveway II และขีปนาวุธ ALARM ซึ่งสามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำถึง 21 จุดภายในเวลาเพียง 2 วินาที
ท่ามกลางความสำเร็จ กลับมีเหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2003 เมื่อเครื่อง Tornado GR4 ของฝูงบินที่ 9 ถูกระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot ของสหรัฐฯ ยิงตก ขณะกำลังลดระดับเพื่อลงจอดที่ฐานทัพอากาศ Ali Al Salem ในคูเวต
เนื่องจากระบบระบุฝ่าย (Identification Friend or Foe: IFF) ของเครื่องบินแบบดังกล่าวขัดข้องทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot เข้าใจผิดว่าเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรดาร์และระบบป้องภัยทางอากาศของข้าศึก ส่งผลให้นักบินที่ 1 คือ Kevin Main และเจ้าหน้าที่ระบบอาวุธ David Williams เสียชีวิต
90 years of No 14 Squadron RAF livery on Tornado GR4
ต่อให้มีเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado สูญเสียไป 7 เครื่องจากสงครามอ่าว กลับมีสิ่งที่ยังคงมีมาถึงปัจจุบันนั่นคือเทคโนโลยีสุดล้ำแห่งยุคสงครามเย็นระเบิดติดร่มชูชีพหน่วงเวลา สำหรับการทำงานของระเบิดติดตั้งร่มชูชีพหน่วงเวลาที่ปล่อยจาก JP233 จะเริ่มต้นขึ้นเมื่อระเบิดเจาะรันเวย์ติดร่มชูชีพ 30 ลูกขนาดจิ๋วภายในกระเปาะโปรยได้ถูกปล่อยออกมาเพื่อเจาะพื้นผิวรันเวย์
เมื่อปล่อยออกจากใต้ท้องเครื่องแล้ว ร่มชูชีพจะกางออกเพื่อหน่วงเวลาและปรับองศาทิศทาง ให้หัวระเบิดตั้งฉากชี้ลงพื้นดิน เพื่อให้แรงเจาะพุ่งปักทะลุชั้นคอนกรีตของรันเวย์ลงไปก่อน แล้วจึงจุดระเบิดใต้ชั้นดินเพื่อสร้างหลุมขนาดใหญ่และดันพื้นรันเวย์ให้โก่งตัวขึ้น ส่งผลให้เครื่องบินข้าศึกบินขึ้นได้ยาก
ต่อมาคือทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 215 ลูกที่อยู่ในกระเปาะโปรยด้านหน้าจะปล่อยออกมาหลังจากนั้นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกระจายครอบคลุมทั่วบริเวณ เพื่อขัดขวางและทำลายหน่วยซ่อมแซมรันเวย์ของข้าศึกดังที่เห็นจากสงครามในอิรักทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา
แม้ในปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ที่ทันสมัยกว่าอย่าง F-15 , F-16 , F-35 ,Rafale ,Gripen หรือ Eurofighter Typhoon จะมีมารับช่วงต่อจาก Tornado แต่ไม่มีใครที่ไม่รัก Panavia Tornado เพราะมันถือเป็นหนึ่งในเครื่องบินรบระดับตำนานที่แจ๋วข้ามกาลเวลา
Tornado GR1 กองทัพอากาศอังกฤษ
การมีปีกปรับองศาได้พร้อมจุดติดอาวุธที่หมุนตามการกาง/พับของปีก ถือเป็นความมหัศจรรย์ของ Tornado  มันจะสามารถกางออกที่ 25 องศาเพื่อเพิ่มแรงยกเมื่การขึ้น , ลงจอด และบินความเร็วใกล้เคียงเครื่องบินโดยสาร เมื่อนักบินต้องบินความเร็วเหนือเสียงพับไปข้างหลังได้สูงสุดถึง 67 องศา ที่สำคัญคือจุดติดตั้งอาวุธใต้ปีก (Pylons) จะหมุนปรับทิศทางโดยอัตโนมัติตามการขยับของปีก ทำให้อาวุธและถังเชื้อเพลิงชี้ตรงไปด้านหน้าเสมอไม่ว่าปีกจะกางหรือพับ
อีกหนึ่ง Signature คือการบินต่ำเกาะภูมิประเทศของ Tornado ที่กำลังจะล้มหายตายจากไม่ต่างกับปีกที่กางและพับได้ของมัน การบินแหวกแนวป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก ด้วยระบบเรดาร์ติดตามภูมิประเทศที่ทำงานร่วมกับระบบ Fly-by-Wire และ CSAS
ระบบเหล่านี้ช่วยให้นักบินสามารถบินเลาะไปตามความคดเคี้ยวของพื้นที่ด้วยความเร็วสูงที่เพดานบินต่ำเพียง 100–200 ฟุตแบบอัตโนมัติแม้ในเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศปิด แต่ในปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 และยุคที่ 5 เน้นไปที่การโจมตีด้วยระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์และการบินสูงของเครื่องบินขับไล่ล่องหน (เรดาร์ตรวจไม่พบแต่ตาเห็น) ทำให้การบินแบบนี้มีไม่บ่อยนัก
Tornado ถือเป็นจอมแบกอาวุธแห่งยุคสงครามเย็น ตัวเครื่องที่มีขนาดกะทัดรัดแต่สามารถบรรทุกอาวุธได้หนักถึง 9–10 ตัน มีตั้งแต่ระเบิดธรรมดายุคสงครามเย็น ระเบิดเจาะรันเวย์ JP233 และขีปนาวุธร่อนพิสัยไกลนำวิถีที่มีแม่นยำสูงอย่าง Storm Shadow และขีปนาวุธต่อต้านเรดาร์ ALARM
การบินต่ำเข้าสู่สนามรบของเครื่องบินขับไล่ Tornado กำลังจะกลายเป็นคำบอกเล่า เมื่อเทคโนโลยีทางการทหารเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย
ไม่เพียงเท่านี้การมีเครื่องยนต์คู่ของ Tornado ระหว่างการปฏิบัติภารกิจบินต่ำอันตรายในระดับเจาะทะลวงลึก เครื่องยนต์คู่ของ Tornado ให้ความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องบินเครื่องยนต์เดียวเพราะหากเครื่องยนต์ของ Tornado ถูกยิงข้างใดข้างหนึ่ง นักบินจะสามารถประคองเครื่องบินกลับฐานได้ด้วยเครื่องยนต์เดียวที่ยังมีพละกำลังเหลืออยู่
ตลอดระยะเวลาการรับใช้ชาติยาวนานเกือบ 40 ปีในกองทัพอากาศอังกฤษ กองทัพอากาศเยอรมนี กองทัพอากาศอิตาลี และกองทัพอากาศซาอุดีอาระเบีย จะเห็นว่าเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado ได้ผ่านสมรภูมิจริงมามากมาย ตั้งแต่สงครามอ่าวเปอร์เซียปีค.ศ.1991, โคโซโว, สงครามอิรักปีค.ศ.2003, อัฟกานิสถานไปจนถึงลิเบีย
ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของความร่วมมือทางทหารในยุโรปอย่างแท้จริง แม้จะมีเครื่องบินรบยุคใหม่มาทดแทนแต่ก็ยากที่ใครๆจะไม่จดจำจ้าวเวหาแห่ง Europe นั่นคือเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado
เครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado ไม่ได้แค่ถูกออกแบบมาให้แค่ยุคสงครามเย็นเท่านั้น แต่มันได้มีการติดตั้งระเบิเนำวิถีด้วยเลเซอร์พร้อมด้วยกระเปาะชี้เป้าเหมือนเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่
ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิด Tornado GR1
ผู้สร้าง บริษัทพานาเวีย แอร์คารฟท์ จีเอ็มบีเอช (โครงการร่วมมือระหว่างชาติ เยอรมัน/อังกฤษ/อิตาลี)
ประเภท : เครื่องบินขับไล่เอนกประสงค์ 2 ที่นั่งเรียงกัน
เครื่องยนต์ : เทอร์โบแฟน เทอร์โบ-ยูเนียน อาร์บี 199-34 อาร์-4 ให้แรงขับเครื่องละ 9,800 ปอนด์ และ 17,300 ปอนด์ เมื่อใช้สันดาปท้าย 2 เครื่อง
กางปีก : 13.9 เมตร เมื่อกางเต็มที่
8.6 เมตร เมื่อลู่ปีกไปข้างหลัง
ยาว : 16.7 เมตร
สูง : 5.7 เมตร
พื้นที่ปีก : 30 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 12,700 กิโลกรัม
น้ำหนักรวม :18,145 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด :25,000 กิโลกรัม
ความเร็วสูงสุด : 2.2 มัค (2,235 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ที่ความสูง 11,000 เมตร 1.1 มัค (1,350 กิโลเมตร/ชั่วโมง) ที่ความสูง 150 เมตร
รัศมีทำการรบ : 1,200 กิโลเมตร เมื่อบิน สูง-ต่ำ-สูง
725 กิโลเมตร เมื่อบิน ต่ำ-ต่ำ-ต่ำ
พิสัยบินไกลสุด : กว่า 4,830 กิโลเมตร
อาวุธ : ปืนใหญ่อากาศเมาเซอร์ ขนาด 27 มม 2 กระบอกที่ใต้ลำตัวส่วนหน้า
อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศ ไซด์ไวน์เดอร์ ที่ใต้ปีกจำนวน 4 นัด
จรวดนำวิถีสกายแฟลช พิสัยปานกลางที่ใต้ลำตัว 4 นัด
จรวดสแปร์โรว์ หรือ แอสไปด์ 1 เอ
กระเปาะทิ้งระเบิดลูกปรายติดร่มชูชีพหน่วงเวลา JP233
ประกอบด้วยระเบิดลูกปรายจำนวน 30 ลูก
ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 215 ลูก
ระเบิดไม่นำวิถีตระกูล Mk.80
สถานะ : ปลดประจำการ
Bangladesh Tornado
เครื่องบินขับไล่โจมตีทิ้งระเบิดปีกพับได้ Tornado GR1 แม้จะปลดประจำการไปแล้ว และอาจถึงคิวของ Tornado ADV , IDS และ ECR ในอีกไม่กี่ปีนับจากนี้ แม้จะเป็นเครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็น แต่มันก็เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ยังคงมีผู้ที่ชื่นชอบด้านการทหารรักมันมากที่สุดอีกแบบหนึ่งของโลก สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Imperial War Musuems
Found and Explained
Matsimus
ชูก้า-sugar
Thai Weapon Channel
Red Wrench Films
Simon Thomas
Mark McEwan
CHRIS LOFTING
Shaun Connor
Gemini AI
นภาพลพิทักษ์ รักทัพฟ้า
Henk Schuitemaker
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา