15 ก.ย. เวลา 23:59 • หุ้น & เศรษฐกิจ

5 ข้อสังเกตสำคัญ! รายได้ 40(6) ของแพทย์ 🩺

การยื่นภาษีให้ถูกต้อง ช่วยให้เราทำงานได้อย่างสบายใจ และลดความกังวลเรื่องการตรวจสอบย้อนหลัง
สำหรับแพทย์ที่มีรายได้จากโรงพยาบาลหรือคลินิก โดยเฉพาะกรณีที่มีการแบ่งค่าตรวจรักษากับสถานพยาบาล หลายคนอาจสงสัยว่า รายได้ที่ได้รับควรเป็น 40(1), 40(2) หรือ 40(6)
สิ่งสำคัญคือ ไม่ได้ดูเพียงชื่อสัญญาในการใช้สถานที่อย่างเดียว แต่ต้องดูรูปแบบการให้บริการ ความสัมพันธ์กับคนไข้ การรับเงิน และบันทึกรายได้ ต่าใช้จ่าย ของสถานพยาบาลประกอบกัน
มี 5 ข้อที่ควรสังเกต
1️⃣ แพทย์ใช้สถานที่ประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เอง
เงินได้ 40(6) คือเงินได้จากวิชาชีพอิสระ ซึ่งรวมถึง การประกอบโรคศิลปะ
แพทย์เข้าไปใช้สถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์ของโรงพยาบาลหรือคลินิก เพื่อให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วย ในนามของแพทย์เอง และมีข้อตกลงแบ่งค่าตรวจรักษากับสถานพยาบาล
สถานพยาบาลทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยแทนแพทย์ แล้วนำเงินมาแบ่งกันตามสัดส่วนที่ตกลงไว้
ดังนั้น การที่โรงพยาบาลเป็นผู้เก็บเงินจากคนไข้ ไม่ได้แปลว่ารายได้นั้นต้องเป็น 40(2) เสมอไป
หากเป็นการที่โรงพยาบาล เก็บเงินแทนแพทย์ และแพทย์เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะในนามของตนเอง รายได้ทั้งจำนวนยังสามารถเป็นเงินได้ 40(6) ได้
📌 “มีสัญญาใช้พื้นที่” เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็น 40(6)
2️⃣ ถ้าเป็น 40(6) รายได้ที่นำมายื่นภาษี คือ "ยอดเต็ม" ก่อนแบ่ง
💰 หากค่า Doctor Fee (DF) ที่เรียกเก็บจากคนไข้เป็นเงินได้ของแพทย์ รายได้ที่ต้องนำไปยื่นภาษีคือ DF ทั้งจำนวน ไม่ใช่เฉพาะเงินที่เหลือหลังแบ่งให้โรงพยาบาล
ตัวอย่าง
ค่า DF = 500 บาท
ตกลงแบ่งให้โรงพยาบาล 20% = 100 บาท
แพทย์ได้รับจริง = 400 บาท
➡️ เงินได้ของแพทย์ที่ต้องนำไปยื่นภาษี = 500 บาท
ส่วน 100 บาทที่แบ่งให้โรงพยาบาล เป็นส่วนที่แพทย์ต้องจ่ายให้สถานพยาบาลตามข้อตกลง เป็นลักษณะของค่าใช้จ่าย
แนววินิจฉัยของกรมสรรพากรที่ว่า แม้สถานพยาบาลจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินแทนแพทย์ แต่หากเป็นการให้บริการในนามของแพทย์ เงินค่าตรวจรักษา ทั้งจำนวน เป็นเงินได้ของแพทย์
📚 ข้อหารือ/แนววินิจฉัยกรมสรรพากร
กค 0702/1703 วันที่ 4 มีนาคม 2553
3️⃣ 40(6) กับการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องดูว่า "ใครเป็นผู้จ่ายเงินได้"
📌 หากเป็นกรณี 40(6) ที่โรงพยาบาลเป็นเพียง ผู้เรียกเก็บเงินแทนแพทย์ โรงพยาบาลไม่ได้เป็นผู้จ่ายเงินได้ให้แพทย์
โรงพยาบาลจึง ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินได้ 40(6)
แพทย์อาจได้รับเพียง ใบรับรองรายได้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษี และข้อมูลรายได้ลักษณะนี้อาจไม่ได้แสดงในระบบ D-MyTax เช่นเดียวกับเงินได้ที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ดังนั้น แพทย์ควร เก็บหลักฐานและรวบรวมยอดรายได้ไว้เองให้ครบถ้วน เพื่อใช้ในการยื่นภาษี
แต่ถ้าเป็นเงินได้ 40(1) หรือ 40(2) ที่สถานพยาบาลเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนให้แพทย์ สถานพยาบาลจะมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย และข้อมูลรายได้ดังกล่าวมักปรากฏในระบบ D-MyTax
📚 อ่านเพิ่มเติมจากข้อหารือ/แนววินิจฉัยกรมสรรพากร
กค 0811(กม.03)/1903 วันที่ 25 ธันวาคม 2543
4️⃣ การรับเงิน และการบันทึกบัญชีของโรงพยาบาล เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ
🔎 ใครเป็นผู้ให้บริการและใครเป็นผู้รับเงินจากคนไข้ในทางภาษี
ตัวอย่างจากข้อหารือของกรมสรรพากร หากโรงพยาบาล
• รับรู้ค่าตรวจรักษา"ทั้งจำนวน" เป็นรายได้ของโรงพยาบาล
• แล้วจ่ายเงินส่วนหนึ่งให้แพทย์
กรณีดังกล่าว แพทย์ได้รับเงินจากโรงพยาบาล และเข้าลักษณะเป็น เงินได้ 40(2) ไม่ใช่ 40(6)
แต่หากข้อเท็จจริงเป็นว่า
• แพทย์ประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เอง
• ค่าตรวจรักษาเป็นเงินได้ของแพทย์
• โรงพยาบาลเป็นเพียงผู้เรียกเก็บเงินแทน
• แล้วนำเงินมาแบ่งให้โรงพยาบาลตามข้อตกลง
สามารถเข้าลักษณะ 40(6) ได้
ดังนั้น อย่าดูเพียงว่ามีการแบ่งเงินกี่เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องดูภาพรวมของธุรกรรมด้วยว่า ใครเป็นผู้ให้บริการ ใครเป็นผู้รับรู้รายได้ และโรงพยาบาลทำหน้าที่ในลักษณะใด
📚 อ่านเพิ่มเติมจากข้อหารือ/แนววินิจฉัยกรมสรรพากร
กค 0702/พ/245 วันที่ 14 มกราคม 2558
5️⃣ สิทธิในการหักค่าใช้จ่ายของ 40(6)
💡 หากเป็นเงินได้ 40(6) จากการประกอบโรคศิลปะ สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี
1. หักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60%
โดยไม่มีเพดานจำนวนเงินค่าใช้จ่าย
เมื่อเทียบกับเงินได้ 40(1) และ 40(2) ที่หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% และมีเพดานค่าใช้จ่ายรวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
2. หักค่าใช้จ่ายตามจริง
เงินได้ 40(6) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นและสมควรได้ หากมีหลักฐาน
ส่วนเงินได้ 40(1) และ 40(2) ใช้หลักการหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามที่กฎหมายกำหนด
ประเภทเงินได้มีผลต่อ วิธีการหักค่าใช้จ่ายและฐานเงินได้ที่นำไปคำนวณภาษี
🏥 แล้ว "คลินิกพิเศษ" ในโรงพยาบาลรัฐ สามารถเป็น 40(6) ได้ไหม?
สามารถเป็น 40(6) ได้ ถ้ามีลักษณะเข้าเกณฑ์ของการประกอบโรคศิลปะในนามของแพทย์เอง และมีรูปแบบการใช้สถานที่ การเรียกเก็บเงิน และการแบ่งค่าตรวจรักษา
ดังนั้น การเป็นคลินิกพิเศษของโรงพยาบาลรัฐ ไม่ได้ทำให้รายได้เป็น 40(6) หรือ 40(2) โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาจากเรื่องอื่นประกอบ
📚 อ่านเพิ่มเติมจากข้อหารือ/แนววินิจฉัยกรมสรรพากร
กค 0702/1703 วันที่ 4 มีนาคม 2553
🔎 สรุป
การแยกว่าเงินได้ของแพทย์เป็น 40(1), 40(2) หรือ 40(6)
สิ่งที่ควรดูร่วมกันคือ
🩺 ใครเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะและให้บริการในนามใคร
🏥 โรงพยาบาลมีบทบาทเป็นผู้ให้บริการเอง หรือเป็นผู้ให้แพทย์ใช้สถานที่และโรงพยาบาลเก็บเงินแทน
💰 เงินที่เรียกเก็บจากคนไข้เป็นเงินได้ของใคร
📒 โรงพยาบาลบันทึกรายได้และจ่ายเงินให้แพทย์อย่างไร และการหักภาษี ณ ที่จ่าย
📑 สัญญาและข้อตกลงระหว่างแพทย์กับสถานพยาบาลระบุไว้อย่างไร
การมีเพียงสัญญาขอใช้พื้นที่และการแบ่งเงินให้โรงพยาบาล ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเป็นเงินได้ 40(6)
#ภาษี #วางแผนภาษี #ยื่นภาษีให้ถูกต้อง #ภาษีแพทย์ #ค่าตอบแทนแพทย์
โฆษณา