เมื่อวาน เวลา 12:33 • ประวัติศาสตร์

20 ล้านดอลลาร์แลกอิสรภาพ ข้อเสนอที่สหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับ

ในปีค.ศ.1898 (พ.ศ.2441) ภายหลัง “สงครามสเปน–อเมริกา (Spanish-American War)” สหรัฐอเมริกาได้ครอบครองฟิลิปปินส์จากสเปนตามข้อตกลงใน “สนธิสัญญาปารีส (Treaty of Paris)” โดยสหรัฐอเมริกาได้จ่ายเงินให้แก่สเปนเป็นจำนวน 20 ล้านดอลลาร์ หรือหากคิดตามค่าเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 807 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26,800 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการโอนอำนาจอธิปไตยเหนือหมู่เกาะฟิลิปปินส์มาเป็นของสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองฟิลิปปินส์ภายใต้อำนาจของสหรัฐอเมริกา และในขณะเดียวกันก็จุดชนวนให้เกิดการถกเถียงอย่างรุนแรงภายในสังคมอเมริกันว่า ประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากการต่อสู้เพื่ออิสรภาพควรก้าวไปสู่การเป็นมหาอำนาจที่มีอาณานิคมของตนเองหรือไม่?
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ออกมาต่อต้านการผนวกฟิลิปปินส์อย่างเปิดเผยคือ “แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie)” มหาเศรษฐีนักอุตสาหกรรมและนักการกุศลชาวอเมริกันเชื้อสายสกอตผู้ทรงอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น
แม้คาร์เนกีจะสนับสนุนเป้าหมายในช่วงแรกของสงคราม ซึ่งมุ่งช่วยให้คิวบาหลุดพ้นจากการปกครองของสเปน แต่เขากลับคัดค้านอย่างหนักเมื่อสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มจะเปลี่ยนจาก “ผู้ปลดปล่อย” ไปสู่การเป็นผู้ปกครองดินแดนอาณานิคมเสียเอง
สำหรับคาร์เนกี “ลัทธิจักรวรรดินิยม (Imperialism)” ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ผิดในทางศีลธรรมและไม่มีความจำเป็นในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานที่สหรัฐอเมริกายึดถือมานับแต่การก่อตั้งประเทศอีกด้วย
คาร์เนกีมีจุดยืนสนับสนุนเอกราชของชาวฟิลิปปินส์อย่างจริงจังถึงขั้นเสนอว่าเขาพร้อมจะนำเงินส่วนตัวจำนวน 20 ล้านดอลลาร์มาชดใช้คืนให้แก่รัฐบาลอเมริกัน ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับที่รัฐบาลจ่ายให้สเปน หากสหรัฐอเมริกายินยอมมอบอิสรภาพให้แก่ฟิลิปปินส์
แม้ข้อเสนอดังกล่าวจะไม่ได้รับการยอมรับ แต่การประกาศพร้อมจ่ายเงินมหาศาลจากทรัพย์สินส่วนตัวของเขาก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คาร์เนกีก็คัดค้านนโยบายจักรวรรดินิยมของสหรัฐอเมริกาอย่างจริงจัง อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดภายในสังคมอเมริกันในเวลานั้นว่า สหรัฐอเมริกาควรกำหนดบทบาทของตนบนเวทีโลกไปในทิศทางใด
คาร์เนกียังให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ “สันนิบาตต่อต้านจักรวรรดินิยมแห่งอเมริกา (American Anti-Imperialist League)” ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวของนักการเมือง นักเขียน นักธุรกิจ และบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่คัดค้านการยึดครองฟิลิปปินส์ของสหรัฐอเมริกา
สมาชิกของสันนิบาตให้เหตุผลว่า การปกครองประชาชนในดินแดนอื่นโดยปราศจากความยินยอมของประชาชนเหล่านั้น ขัดต่อหลักสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเอง (Self-determination) และหลักประชาธิปไตย ซึ่งเป็นอุดมการณ์สำคัญที่สหรัฐอเมริกาใช้เป็นรากฐานในการก่อตั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญกับกระแสต่อต้านจากคาร์เนกีและขบวนการต่อต้านจักรวรรดินิยม สหรัฐอเมริกาก็ยังคงมีอำนาจเหนือฟิลิปปินส์ต่อไป ซึ่งความขัดแย้งระหว่างความต้องการเอกราชของชาวฟิลิปปินส์กับนโยบายของสหรัฐอเมริกา ในที่สุดก็นำไปสู่ “สงครามฟิลิปปินส์–อเมริกา (Philippine-American War)” ซึ่งเริ่มขึ้นในปีค.ศ.1899 (พ.ศ.2442) และเป็นการสู้รบระหว่างกองกำลังอเมริกันกับนักปฏิวัติฟิลิปปินส์ที่ต้องการได้รับเอกราชและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง
สงครามดำเนินไปอย่างรุนแรงจนถึงปีค.ศ.1902 (พ.ศ.2445) และกลายเป็นอีกหนึ่งบทสำคัญของประวัติศาสตร์ที่สะท้อนความย้อนแย้งระหว่างอุดมการณ์เรื่องเสรีภาพและการปกครองตนเอง กับการขยายอำนาจของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19
เรื่องราวของแอนดรูว์ คาร์เนกีจึงไม่ได้มีความหมายเพียงในฐานะมหาเศรษฐีผู้เสนอเงิน 20 ล้านดอลลาร์เพื่อแลกกับอิสรภาพของฟิลิปปินส์เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการถกเถียงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์อเมริกันว่า
“ประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นจากการเรียกร้องอิสรภาพควรมีสิทธิไปปกครองประชาชนอีกชาติหนึ่งโดยที่พวกเขาไม่ได้เลือกหรือไม่?
โฆษณา