16 ก.ย. เวลา 05:49 • ข่าว

ฝุ่น PM 2.5 คร่าชีวิตคนไทยปีละ 7 หมื่นราย ห่วง "ภาคเหนือ" ป่วยมะเร็งปอดพุ่ง

"อ.เชน" รับข้อเสนอแก้ปัญหาจาก สสส.-ภาคีเครือข่าย พร้อมดันสู่นโยบาย
เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่ ม.เชียงใหม่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) และเครือข่ายสภาลมหายใจ
จัดเวทีถอดบทเรียนและพัฒนายุทธศาสตร์ภัยพิบัติและฝุ่นควันภาคเหนือ : จากบทเรียนหน้างานสู่นโยบายที่ทำได้จริง พร้อมส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่นควัน PM2.5 จังหวัดภาคเหนือ
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ อว. เป็นประธานเปิดประชุมพร้อมปาฐกถาพิเศษ “ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาไฟป่า ฝุ่นควัน PM2.5 และภัยพิบัติภาคเหนือ ว่า หลายปีที่ผ่านมาปัญหาฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ PM 2.5 ในภาคเหนือ ทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสุขภาพ การดำรงชีวิต เศรษฐกิจ และสังคม รวมถึงสิทธิในการอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและอากาศสะอาด ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี
รัฐบาลมีความพยายามแก้ปัญหาผ่านแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 และระยะห้าปีต่อไป มุ่งพัฒนาระบบบริหารจัดการมลพิษทางอากาศแบบบูรณาการ การป้องกัน ลด และควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดในภาคส่วนต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาระบบสื่อสารและระบบเตือนภัยคุณภาพอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายและทันต่อสถานการณ์ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชนในช่วงวิกฤต
"ต้องขอบคุณ สสส. และภาคีเครือข่ายที่จัดเวทีนี้ขึ้น พร้อมขอรับข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นข้อมูลที่ให้ความสำคัญกับบริบทเชิงพื้นที่อย่างแท้จริง เพราะมาจากการถอดบทเรียน ผสานกับองค์ความรู้และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นจุดคานงัดสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายข้ามกระทรวง
เร่งรัดการบริหารจัดการเชื้อเพลิงอย่างมีวิทยาศาสตร์ และกระจายอำนาจงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยภาครัฐพร้อมรับฟังและผลักดันแนวทางที่ สสส. และภาคประชาชนได้เสนอมา เพื่อให้ประชาชนได้มีอากาศที่สะอาดและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว
ศ.ดร.ยศชนันกล่าวว่า เรื่อง PM 2.5 ต้องทำไปฟังแก้ไป งบประมาณที่ติดขัดก็จะใช้สิ่งที่สามารถทำได้ทำไปเลย อย่างเรื่องกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็อาจไม่ต้องรอ เราสามารถออกกฎกระทรวงหรือประกาศบางอย่างเฉพาะกิจสำหรับบางโซนเพื่อเสนอนายกฯ ได้ ส่วนเรื่องเผาป่า นอกจากดาวเทียมมองว่าต้องตั้งกล้องที่มองทะลุฝุ่น ติดกระจายจำนวนมาก แล้วตั้งในวอร์รูมกลางเพื่อประสานทีม ปภ. จังหวัด ทีมอาสาดับไฟ เพื่อแก้ปัญหา
สำหรับเรื่องสุขภาพ แต่ละคนที่สูดสารจากในฝุ่นไม่เหมือนกัน เช่น ภาคเหนือกับอีสานก็คนละฝุ่น ต้องวิเคราะห์พาร์ทิเคิลฝุ่นว่ามาจากไหนบ้าง ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถทำได้ ก็ส่งข้อมูลให้ สสส.หรือโครงการที่ดูแล ขณะที่ระยะยาวพยายามทำให้ยั่งยืนเรื่องให้ดูแลธรรมชาติแล้วได้เงิน สำหรับภาคีเครือข่าย สสส.มีพลังมาก ทำงานด้วยมายาวนาน จะต่อยอดทำงานเชิงสังคมเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่อไป และจะทำให้ขึ้นทุกปี
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนช่วงต้นปี 2569 เป็นช่วงที่สถานการณ์รุนแรงมาก จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะช่วงมี.ค.-เม.ย. มีพื้นที่สีแดง 22 พื้นที่ ค่าฝุ่นสูงสุดอยู่ที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน (201 มคก./ลบ.ม.)
ขณะที่ จ.เชียงใหม่ ติดอันดับ 1 ของโลกในช่วงมี.ค.-เม.ย. 2569 โดย IQAir จัดให้เป็นเมืองใหญ่ที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกหลายวัน ปัจจัยหลักมาจากไฟป่าตามฤดูกาล การเผาชีวมวล การเผาวัสดุทางเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูก สภาพอากาศปิด ภาวะลมสงบ ภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน
วิกฤตนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมทางเทคนิค แต่เป็นภัยพิบัติทางสุขภาวะและสิทธิมนุษยชนเชิงระบบ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2569 มีประชาชนได้รับผลกระทบทางสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อมมากกว่า 15 ล้านคน ฝุ่น PM 2.5 เป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตคนไทยสูงถึง 7 หมื่นรายต่อปี สูงกว่าอุบัติเหตุทางถนนถึง 4 เท่า
ยิ่งเขตสุขภาพที่ 1 ภาคเหนือตอนบน พบผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจและโรคมะเร็งปอดสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ รวมถึงศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจของภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี
ที่ผ่านมา สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้สานพลังเชื่อมและบูรณาการข้ามหน่วยงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศการทำงานแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน และพัฒนากลไกใหม่ที่เป็นรูปธรรมใน 4 มิติ คือ
1.ก่อตั้งและสนับสนุน "สภาลมหายใจ" ในระดับพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาค เปลี่ยนระบบการทำงานจากสั่งการส่วนกลางเป็นท้องถิ่น เกิดชุมชนต้นแบบ เช่น โมเดลบ้านดอยช้างก้อง จ.เชียงราย และแม่แจ่มโมเดลพลัส จ.เชียงใหม่ ที่ลดจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้ได้
2.พัฒนานวัตกรรมเกษตรไม่เผาและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านเครื่องตัดสับชีวมวล ธนาคารใบไม้ และการแปรรูปตอซัง/ฟางข้าว เปลี่ยนเป็นพลังงาน ปุ๋ยหมัก ถ่านชีวภาพ สร้างรายได้ทดแทนการเผา
3.พัฒนานวัตกรรม "ห้องปลอดฝุ่นชุมชน" ร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่และกรมอนามัย นำไปติดตั้งในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำให้เด็กเล็กและผู้สูงอายุมีพื้นที่สูดอากาศสะอาดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
4.ขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ... เข้าสู่สภาฯ ยกระดับสิทธิการสูดอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคน ซึ่งการจะเอาชนะวิกฤตฝุ่นควันที่ซับซ้อนนี้ จำเป็นต้องขยายผลจาก "บทเรียนหน้างาน" ไปสู่ "นโยบายระดับประเทศ"
นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยุทธศาสตร์การจัดการฝุ่นควัน PM2.5 จังหวัดภาคเหนือ มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์รายปีที่เน้นการดับไฟปลายเหตุ ไปสู่การปฏิรูปโครงสร้างเชิงยั่งยืนผ่าน 5 เสาหลักยุทธศาสตร์ เพื่อคืนสิทธิในอากาศสะอาดอันเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมได้แก่
1.ปฏิรูปโครงสร้างบริหารจัดการ ปรับคำสั่งรัฐ และโมเดลพื้นที่ทดลอง (Governance & Sandbox) โดยจัดตั้งโมเดล “ผู้ว่าฯCEO Sandbox” ในจังหวัดวิกฤต (เชียงใหม่ น่าน สระบุรี กรุงเทพฯ) เป็นพื้นที่ทดลอง ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด บูรณาการงบประมาณแบบ Area-based Budgeting และอนุมัติโครงการข้ามกระทรวงได้จริงพร้อมจัดตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เต็มเวลา โดยมอบหมายกระทรวง อว. หรือหน่วยงานกลาง จัดตั้งหน่วยงานขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์เต็มเวลา บูรณาการหน่วยงานแบบข้ามกระทรวง
2.นวัตกรรมเทคโนโลยี และการต่อต้านการทุจริต โดยบังคับใช้มาตรฐาน Open Contracting Standard และ AI ตรวจสอบความโปร่งใสและการกระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรมเปิดเผยข้อมูลแผนชิงเผาและมลพิษอุตสาหกรรมและยกระดับระบบเฝ้าระวังด้วยกล้อง 5Gและโดรนตรวจจับความร้อน24ชั่วโมง
3.ปฏิรูปเขตป่า สิทธิ์ที่ทำกินและยกระดับป่าชุมชน โดยเร่งรัดสมุด คทช. และขยับสู่ระบบสมุดสิทธิ์ดิจิทัล (E-Booklet) รับรองสิทธิ์ที่ทำกิน 1 ล้านไร่ใน จ.เชียงใหม่ ภายใน 3-5 ปี ขับเคลื่อนมาตรา 65 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 (ซูเปอร์มาร์เก็ตในป่า) จัดทำกติกาการใช้ประโยชน์ป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน และพัฒนาแบรนด์สินค้า GI ชุมชน เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการหาของป่าแบบเดิมยกระดับป่าชุมชนเกรด Cสู่เกรด Aตั้งเป้า 2 ล้านไร่ใน 5 ปี และจัดตั้งและฝึกอบรมชุดปฏิบัติการ “สิงห์ไฟ” ประจำ อปท.
4.นวัตกรรมกลไกการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อมโดยออกพันธบัตรเชื่อมโยงความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds - SLB) วงเงิน 1,000-5,000 ล้านบาท พร้อมปรับโครงสร้างกองทุนไฟป่าและฝุ่นเชียงใหม่/กองทุน อบจ.
5.ด้านสิทธิมนุษยชน สุขภาพประชาชน การจัดการฝุ่นข้ามแดน โดยส่งเสริมนวัตกรรมคุ้มครองสุขภาพต้นทุนต่ำเช่น สนับสนุนการผลิตเครื่องฟอกอากาศ DIY ต้นทุน 300-400 บาท โดยใช้แผ่นกรอง Meltblown PP จัดทำห้องแรงดันบวกต้นทุนต่ำ 400 บาท พร้อมจัดทำแผนยุทธศาสตร์และปฏิทินไฟป่า “แอ่งอากาศ” ข้ามเขตปกครอง เช่น แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน หรือรอยต่อ 4 จังหวัด และยกระดับกลไกความร่วมมือระดับประชาชนในแนวชายแดนเช่น แม่สาย เวียงแก่น แม่สะเรียง
โฆษณา