•
16 ก.ย. เวลา 11:25 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

F-15J จะมาไทยแลนด์?

"น้ำมาที... แสนยินดี
ระริกระรี้ปลากระดี่ได้น้ำ
ของดีดี... ได้มาที
ระริกระรี้ปลากระดี่ได้น้ำ"
เพลงกระดี่ได้น้ำ อัสนี - วสันต์
"การมีเครื่องบินขับไล่ F-15J จะช่วยเพิ่มรัศมีการบินลาดตระเวนและการครองอากาศระยะไกลได้อย่างก้าวกระโดด สอดรับกับจุดที่ไทยยังขาดเนื่องจากภารกิจส่วนใหญ่เน้นการโจมตีภาคพื้นดินเป็นหลัก"
"เครื่องบินขับไล่ F-2 มีโอกาสมากกว่า F-15J เพราะมีความเข้ากันได้กับ F-16 ตรงที่เครื่องบินขับไล่ F-2 ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องบินขับไล่ F-16 ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน ความชำนาญและความคุ้นเคยของนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่เคยปฏิบัติการกับเครื่องบินขับไล่ F-16 อยู่แล้ว ทำให้การเปลี่ยนผ่านระบบการซ่อมบำรุงและการฝึกอบรมทำได้ราบรื่นกว่าการเริ่มนับหนึ่งใหม่"
SNIPER NEWS
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีเรื่องที่พี่น้องชาวไทยตื่นเต้นแบบที่เก็บอาการไม่อยู่เหมือนปลากระดี่ที่ได้น้ำตามเนื้อเพลงของพี่ป้อมพี่โต๊ะ (พูดชื่อเหมือนบอกอายุ 555) แต่ก็อย่างว่าแหละฮะที่มันคลาสสิคจากยุค 90 ผู้เขียนชอบอยู่แล้ว แต่กลับมาที่เรื่องที่เราจะเล่ากันดีกว่า สัปดาห์ที่แล้วมีเครื่องบินขับไล่ Mitsubishi F-2A ร่อนลงจอดครั้งแรกที่สนามบินอู่ตะเภา แล้วพวกเขามาจากไหน แล้วจะบินไปที่ไหนกันต่อ รอติดตามกันได้ครับ
เครื่องบินขับไล่ F-15DJ รุ่นสำหรับฝึกนักบิน
สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ F-15J ที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
เครื่องบินขับไล่ F-15C กองทัพอากาศสหรัฐฯ
วันที่ 6 กันยายนพ.ศ.2569 ได้มีการลงจอดของเครื่องบินลำเลียงไอพ่น Kawasaki C-2 จำนวน 2 เครื่องตามมาด้วยเครื่องบินขับไล่ Mitsubishi F-2 จำนวน 5 เครื่องจากกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่น (Japan Air Self-Defense Force : JASDF) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา ได้สร้างความฮือฮาให้กับวงการการทหารและผู้หลงใหลในยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะเรื่องเครื่องบินรบเป็นอย่างมาก
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มีความคล้ายคลึงกับเครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon ที่กองทัพอากาศไทยมีประจำการ แต่มีขนาดลำตัวและพื้นที่ปีกที่ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด
การเดินทางมาแวะพักเติมเชื้อเพลิงของฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-2 จากฐานทัพอากาศสึอิกิ (Tsuiki Air Base) ที่สนามบินอู่ตะเภาในครั้งนี้เพื่อมุ่งหน้าไปร่วมการฝึก "Veer Guardian 2026" ที่ฐานทัพอากาศ Jodhpura ประเทศอินเดีย นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เนื่องจากเป็นการนำเครื่องบินขับไล่ของญี่ปุ่นเข้ามายังประเทศไทยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
F-15J 305 Hikotai
การเยือนของ F-2 เกิดขึ้นประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่กองทัพอากาศไทยกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาจัดหาเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ยุคเก่าอย่าง  F-16 ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชที่ย้ายไปลงฝูงบิน 103
อย่างไรก็ตามสถานะปัจจุบันของเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชก็มีการรายงานตรงกันจากการทหารหลายเจ้าในไทยว่ากำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการปลดประจำการในไม่ช้านี้ ไม่ต่างกับเครื่องบินขับไล่ F-5TH ที่ประจำการอยู่ ณ ฝูงบิน 211 กองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี ที่กำลังจะปลดประจำการในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
ทำให้การปรากฏตัวของเครื่องบินขับไล่ญี่ปุ่นที่สนามบินในเมืองไทยกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองและเชื่อมโยงเข้ากับแนวทางการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ในอนาคตทันทีรวมไปถึงเครื่องบินขับไล่ F-15J ที่แม้ไม่ได้มาลงจอดที่สนามบินอู่ตะเภาในครั้งนี้ก็ถูกจับตามองด้วยเช่นกันว่าอาจมีความเป็นไปได้สำหรับกองทัพอากาศไทย
สำหรับเครื่องบินขับไล่ Mitsubishi F-15J เป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ (Air Superiority Fighter) แบบ 2 เครื่องยนต์ที่สามารถปฏิบัติการได้ในทุกสภาพอากาศ  เครื่องบินแบบดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นเมื่อปีค.ศ. 1975 (พ.ศ.2518) กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่นได้เริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่เพื่อนำมาประจำการแทนเครื่องบินขับไล่ยุคสงครามเย็นอย่าง F-104J และ F-4EJ
F-15J 204 Hikotai
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1978 (พ.ศ.2521) รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเลือกเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ McDonnell Douglas F-15 Eagle ที่เพิ่งประจำการอยู่ในกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาได้ไม่นานและสั่งซื้อรวมทั้งสิ้น 223 เครื่อง แบ่งเป็นรุ่นนั่งเดียว F-15J จำนวน 203 เครื่องและรุ่นสองที่นั่งสำหรับฝึกนักบิน F-15DJ จำนวน 20 เครื่อง
ในส่วนของ Licensed Production ญี่ปุ่นได้รับสิทธิ์ผลิตภายใต้ใบอนุญาต โดยมีบริษัท Mitsubishi Heavy Industries หรือ MHI (เจ้าเดียวกับที่ผลิตพัดลม) เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการประกอบลำตัว และบริษัท IHI Corporation ผลิตเครื่องยนต์ไอพ่นตระกูล Pratt & Whitney F100 โดยเครื่องบินขับไล่ F-15J เครื่องแรกๆ ถูกสร้างในสหรัฐฯ ก่อนส่งมอบให้ญี่ปุ่นเพื่อนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการต่อยอดและเป็นการกระตุ้นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลให้แก่อุตสาหกรรมการบินในประเทศ
ในขณะเดียวกันสหรัฐฯ สงวนและระงับการมอบเทคโนโลยีระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) บางส่วน วิศวกรญี่ปุ่นจึงนำความเชี่ยวชาญด้านอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศมาพัฒนาระบบขึ้นมาแทน ได้แก่ ระบบรบกวนสัญญาณ J/ALQ-8, ระบบแจ้งเตือนเรดาร์ J/APR-4 และระบบ Data Link เฉพาะสำหรับเชื่อมโยงกับเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศทางภาคพื้นดินของญี่ปุ่น
เครื่องบินขับไล่ F-15J สังกัดฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 204 ฐานทัพอากาศนาฮา จังหวัดโอกินาว่า
ความลับที่ทำให้ F-15J มีสมรรถนะทางการบินที่ได้เปรียบนั่นคือมันมีความยาวลำตัว 19.43 เมตร ความกว้างปีก 13.05 เมตร ความสูง 5.36 เมตร น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด 68,000 ปอนด์หรือคิดเป็นประมาณ 30,845 กิโลกรัม และมีความจุเชื้อเพลิงภายในประมาณ 13,448 ปอนด์ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง Mach 2.5 คิดเป็นประมาณ 1,650 ไมล์/ชม. หรือ 2,650 กม./ชม. มีความเร็วเดินทางปกติ Mach 1.2 และเพดานบินสูงสุด 66,000 ฟุต หรือประมาณ 20,000 เมตร
เครื่องยนต์ที่นำมาใช้เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนคู่ Pratt & Whitney F100 รุ่นที่ซื้อลิขสิทธิ์มาผลิตเองในประเทศโดยบริษัท IHI Corporation ให้แรงขับสูงและมีความน่าเชื่อถือสูงสำหรับการบินปฏิบัติการสกัดกั้นระยะไกล
ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นเงมีระบบรบกวนสัญญาณ J/ALQ-8 และระบบแจ้งเตือนเรดาร์ J/APR-4 ในขณะที่ระบบ Data Link เดิมใช้ระบบ Data Link เฉพาะตัวสำหรับเชื่อมโยงกับเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศภาคพื้นดินของญี่ปุ่น ต่อมาได้รับการอัปเกรดติดตั้งเรดาร์ AESA แบบ AN/APG-63(V)1 และระบบ Link 16
ปืนใหญ่ประจำเครื่องเป็นปืนใหญ่หมุนได้ 6 ลำกล้อง M61 Vulcan ขนาด 20 มิลลิเมตร ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศที่นำมาติดตั้งกับ F-15J ก็ป็นขีปนาวุธอากาศสูอากาศที่ญี่ปุ่นพัฒนาเองเช่นกัน ประกอบด้วย AAM-3, AAM-4B, AAM-5 รวมถึงขีปนาวุธมาตรฐานสหรัฐฯ เช่น AIM-9 Sidewinder, AIM-7 Sparrow และ AIM-120 AMRAAM
ปัจจันกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นได้มีการอัพเกรดพญาอินทรีให้กลายเป็น F-15JSI
เมื่อมีการอัพเกรดสู่ F-15JSI (Japanese Super Interceptor) ได้มีการเพิ่มเรดาร์ AESA ระดับท็อปอย่าง AN/APG-82(V)1 , ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ดิทัล (DEWS / EPAWSS / AN/ALQ-239) และคอมพิวเตอร์ทำให้ควบคุมภารกิจแบบใหม่
ไม่เพียงเท่านี้การอัปเกรด JSI สามารถติดตั้งขีปนาวุธร่อน AGM-158 JASM-ER ซึ่งมีระยะยิงไกลเกือบ 1,000 กิโลเมตร รวมถึงระเบิดไม่นำวิถี Mk.82 และระเบิดพวง CBU-87 นี่ไม่ใช่ F-15J ที่ไม้มีหน้าที่แค่ครองอากาศ แต่มันมีบทบาท "Missile Truck" เนื่องด้วยลำตัวขนาดใหญ่และมีจุดติดตั้งอาวุธจำนวนมาก เครื่องบินขับไล่ F-15J จึงสามารถบรรทุกขีปนาวุธและอาวุธหนักได้ครั้งละเป็นจำนวนมาก
แม้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นจะถูกจำกัดบทบาทไว้เพื่อการป้องกันตนเองตามรัฐธรรมนูญสันติภาพ แต่เครื่องบินขับไล่ F-15J ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ผ่านปฏิบัติการเผชิญหน้าในสถานการณ์จริงอย่างหนักหน่วงและต่อเนื่อง
หนึ่งในนั้นคือการบินขึ้นสกัดกั้น แน่นอนว่านอกจากกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นจะมีเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท F-2 ทำภารกิจดังกล่าวแล้ว ก็ยังมีเครื่องบินขับไล่ F-15J รับบทบาทเป็นกำลังหลักในการบินขึ้นสกัดกั้นด้วยเวลาไม่เกิน 5 นาทีที่ล้อพ้นพื้น
ส่วนเป้าหมายที่พบเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินลำเลียงของรัสเซียหรือฝูงบินรบของจีนบินเข้าใกล้ขอบน่านฟ้าญี่ปุ่น โดยมีสถิติการบินสกัดกั้นสูงถึง เกือบ 1,000 ครั้งต่อปี (เฉลี่ยวันละ 2–3 ครั้งเป็นอย่างน้อย)
แม้ F-15J จะเป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศยุคที่ 4 แต่เมื่อเข้าสู่โครงการ JSI จะทำให้มีขีดความสามารถในการโจมตีทางทะเลได้
จากภารกิจสกัดกั้นที่เกิดขึ้นจริงแทบทุกวัน ทำให้เครื่องบินขับไล่ F-15J ผ่านการประจันหน้าในระยะประชิดแบบเฉียดฉิวกับเครื่องบินรบของชาติต่างๆ มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จนถูกขนานนามว่าเป็น "ตัวตึงแห่งเอเชียแปซิฟิก"
ปัจจุบันเครื่องบินขับไล่ F-15J ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่า หรือรุ่นที่ได้รับการอัปเกรดให้เป็น JSI ได้ออกปฏิบัติการร่วมในการบินลาดตระเวนและมีการบูรณาการแนวป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4.5 และยุคที่ 5 ของสหรัฐฯ อย่าง F-15EX , F-22 Raptor และ F-35 เหนือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น แนวเกาะแรก (First Island Chain), ทะเลญี่ปุ่น , ทะเลจีนใต้ , หมู่เกาะริวกิว, ทะเลฟิลิปปินส์ และเส้นทางเดินเรือในอินโด-แปซิฟิก เพื่อรักษาความพร้อมรบและป้องปรามภัยคุกคามจากจีนแผ่นดินใหญ่
ในช่วงที่ F-15J ยังคงประจำการในกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นก็มีกระแสข่าวว่าญี่ปุ่นอาจถอดเฉพาะเครื่องยนต์ไอพ่นมือสอง Pratt & Whitney F100 รวมราวๆ 200 เครื่องออกขายให้ต่างชาติ หนึ่งในนั้นคือกองทัพอากาศอินโดนีเซียเพื่อนำไปซ่อมบำรุงหรือยืดอายุใช้งานของเครื่องบินขับไล่ F-16
F-15J ขณะร่อนลงจอดที่ฐานทัพอากาศนาฮา (Naha Air Base)
นอกจากเรื่องการส่งออกเครื่องยนต์แล้วมีการคาดเดาว่าอาจใช้รูปแบบเดียวกับในอดีตเช่นกรณีเครื่องบินขับไล่ F-104J ที่ญี่ปุ่นส่งมอบเครื่องบินแบบดังกล่าวคืนให้สหรัฐฯ เมื่อคืนให้แล้วสหรัฐฯก็เป็นผู้ส่งต่อไปให้กองทัพอากาศประเทศพันธมิตร แต่จนถึงปัจจุบัน กองกำลังป้องกันตนเองทาอาแาศญี่ปุ่นก็ยังไม่เคยขายหรือส่งมอบเครื่องบินขับไล่ F-15J ให้แก่ชาติใด
ถึงจะปลดล็อกได้ก็มีเงื่อนไขพ่วงเข้ามา เพราะต่อให้ญี่ปุ่นจะมีการผ่อนปรนกฎหมายห้ามส่งออกยุทโธปกรณ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ในสมัยนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ การส่งออกอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอย่างเครื่องบินขับไล่ยังคงมีความอ่อนไหวทางการเมืองและข้อบังคับที่เข้มงวดมาก
ไม่เพียงเท่านี้เครื่องบินขับไล่ F-15J เป็นเครื่องบินรบที่สร้างขึ้นภายใต้ใบอนุญาต (Licensed Production) จากสหรัฐฯ การจะส่งมอบตัวเครื่องหรือชิ้นส่วนให้กองทัพอากาศประเทศที่สามจำเป็นต้องได้รับการยินยอมและอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาด้วยเสมอ
เครื่องบินขับไล่ F-15J ไม่เพียงแต่จะออกแบบมาให้รบทางอากาศ แต่ยังมีขีดความสามารถในการโจมตีภาคพื้นดินได้เหมือน F-15E
ทางด้านอินฟลูสายทหารของไทยก็ให้ความสนใจ F-15J เป็นอย่างมาก หนึ่งในนั้นมีเรืออากาศโท ธรรมวัฒน์ รัตนวิจารณ์ เจ้าของเพจท้าวทองไหล (คนเดียวกับที่เขียนบทความแนวการบินลงนิตยสารการทหารสมัยก่อน) ที่เสนอแนวทางให้กองทัพอากาศไทยพิจารณาจัดหาเครื่องบินขับไล่ครองอากาศ F-15J /DJ มือสองจากญี่ปุ่น มาลงประจำการ ณ ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 จากยุคสงครามเย็นที่กำลังทยอยปลดประจำการ
ไม่ใช่แค่เจ้าของเพจท้าวทองไหลแต่ยังมีอินฟลูไทยท่านหนึ่งคือคุณแจ็ค Sniper กล่าวถึงการเติมเต็มขีดความสามารถด้านการครองอากาศด้วย F-15J ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ขนาดใหญ่แบบ 2 เครื่องยนต์ ว่าการมีเครื่องบินขับไล่ F-15J จะช่วยเพิ่มรัศมีการบินลาดตระเวนและการครองอากาศระยะไกลได้อย่างก้าวกระโดด สอดรับกับจุดที่ไทยยังขาดเนื่องจากภารกิจส่วนใหญ่เน้นการโจมตีภาคพื้นดินเป็นหลัก
กอปรกับการที่ JASDF นำเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท F-2 จำนวน 5 เครื่องมาแวะพักเติมเชื้อเพลิง ณ สนามบินอู่ตะเภาเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้จุดประกายความหวังและกระแสวิเคราะห์ในโซเชียลมีเดียว่าไทยอาจมีโอกาสได้รับเครื่องบินขับไล่มือสองจากกองกำลังป้องกันตนทางอากาศญี่ปุ่นในอนาคต
F-15J 306 Hikotai
คุณแจ็ค Sniper กล่าวถึงภาระค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุงที่มีราคาสูงกว่าของ F-15J ว่าเครื่องบินแบบดังกล่าวมีอายุการใช้งานมานาน การดูแลรักษาเครื่องยนต์คู่และอะไหล่มีราคาแพงเกินไป ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับกองทัพอากาศไทยที่เน้นความคุ้มค่าของงบประมาณเป็นหลัก ในขณะที่การส่งมอบเครื่องบินขับไล่หลากบทบาท F-2 หรือแม้กระทั่งเครื่องบินขับไล่ F-15J ก็ยังมีความอ่อนไหวทางกฎหมายของญี่ปุ่นและต้องได้รับการอนุมัติการโอนย้ายไปสู่ประเทศที่สามจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาด้วย
เมื่อโอกาสที่จะไปจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-15J มาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่โคราชมีน้อยมาก ก็มีความเป็นไปได้ที่มีน้ำหนักมากกว่าคือข่าวลือการจัดหาเครื่องยนต์ไอพ่นมือสองตระกูล F100 ที่ถอดจาก F-15J รุ่นเก่า เพื่อนำมาใช้ซ่อมบำรุงหรือสับเปลี่ยนกับฝูงบินเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย ซึ่งหากข่าวนี้มีมูลความจริงย่อมมีความเป็นไปได้มากกว่าการมีเครื่องบินขับไล่ F-15J มือสอง
ส่วนเครื่องบินขับไล่ F-2 ที่สื่อสายทหารของไทยรายนี้มองว่ามีโอกาสมากกว่า F-15J เพราะมีความเข้ากันได้กับ F-16 ตรงที่เครื่องบินขับไล่ F-2 ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องบินขับไล่ F-16 ซึ่งกองทัพอากาศไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน ความชำนาญและความคุ้นเคยของนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่เคยปฏิบัติการกับเครื่องบินขับไล่ F-16 อยู่แล้ว ทำให้การเปลี่ยนผ่านระบบการซ่อมบำรุงและการฝึกอบรมทำได้ราบรื่นกว่าการเริ่มนับหนึ่งใหม่
แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวลือออกมาว่าอาจมีการส่งออกเครื่องบินขับไล่ F-15J ให้กองทัพอากาศชาติที่สนใจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางแหล่งข่าวให้ข้อมูลว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นจะประจำการ F-15J ไปจนกว่าจะถึงปีค.ศ.2040
ประกอบกับมีภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำกว่า F-15J เพราะเครื่องบินขับไล่ F-2 เป็นเครื่องบินขับไล่แบบเครื่องยนต์เดี่ยวต่างจากเครื่องบินขับไล่ F-15J ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ครองอากาศขนาดใหญ่แบบ 2 เครื่องยนต์ เพราะฉะนั้น F-15J จึงมีค่าใช้จ่ายในการบินและค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์คู่ที่สูงมาก ซึ่งอาจเกินความคุ้มค่าด้านงบประมาณของกองทัพอากาศไทย
ทางด้านยูทูบเบอร์สายทหารอย่าง Sniper News ได้วิเคราะห์แนวโน้มความเป็นไปได้ที่เครื่องบินขับไล่ F-15J ของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นจะบินข้ามมหาสมุทรมาฝึกร่วมกับกองทัพอากาศไทยไว้โดยมองว่าสนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานส่งกำลังบำรุงทางยุทธศาสตร์
ซึ่งเราๆท่านๆจะเห็นได้จากการที่กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นส่งเครื่องบินขับไล่ F-2 มาแวะพักเติมเชื้อเพลิงและรับการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ณ สนามบินอู่ตะเภาก่อนบินต่อไปเข้าร่วมการฝึก Veer Guardian 2026 ที่อินเดีย
มุมมองด้านบนของ F-15J
แสดงให้เห็นว่ากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นมองว่ากองทัพอากาศไทยเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้เครื่องบินรบที่บินตรงมาจากญี่ปุ่นร่อนลงจอด ณ พื้นที่ส่งกำลังบำรุงที่มีความพร้อมและเป็นการบินเข้ามาทำความคุ้นเคยกับน่านฟ้าของมิตรประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
Sniper News คาดการณ์ว่ามีโอกาสสูงเกิน 80% ที่กองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นจะส่งเครื่องบินขับไล่หลักทั้ง 2 แบบอย่าง F-15J หรือ F-2 มาทำการฝึกซ้อมร่วมกับกองทัพอากาศไทยในอนาคต โดยมีหมุดหมายสำคัญคือวาระครบรอบ 140 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น
ทั้งนี้สื่อสายทหารช่องดังกล่าวมีการให้ข้อมูลว่าในอดีตกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นเคยส่งเครื่องบินขับไล่ F-15J เดินทางไปฝึกร่วมกับต่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการส่งไปฟิลิปปินส์ หรือการเดินทางไกลไปฝึกร่วมกับประเทศสมาชิกเนโต้ เช่น เยอรมนี และอังกฤษ ด้วยเหตุนี้การส่ง F-15J ข้ามทะเลมายังประเทศไทยในอนาคตจึงมีบรรทัดฐานที่เคยทำมาแล้ว
F-15DJ ฝูงบินข้าศึกสมมุติ
ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินขับไล่ F-15J
ประเภท : เครื่องบินขับไล่ครองอากาศ
นักบิน : 1 นาย
ความยาว : 19.43 เมตร (63 ฟุต 9 นิ้ว)
กางปีก : 13.05 เมตร (42 ฟุต 10 นิ้ว)
ความสูง : 5.63 เมตร (18 ฟุต 6 นิ้ว)
พื้นที่ปีก: 56.5 ตารางเมตร (608 ตารางฟุต)
รูปทรงหน้าตัดปีก (Airfoil):
โคนปีก NACA 64A006.6; ปลายปีก NACA 64A203
น้ำหนักเครื่องเปล่า: 12,700 กิโลกรัม (27,999 ปอนด์)
น้ำหนักปกติ: 20,200 กิโลกรัม (44,533 ปอนด์)
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด: 30,845 กิโลกรัม (68,002 ปอนด์)
ความจุเชื้อเพลิง: 6,100 กิโลกรัม (13,448 ปอนด์) ภายในลำตัวเครื่อง
เครื่องยนต์: Pratt & Whitney F100-220 (หรือ -100) จำนวน 2 เครื่อง (ผลิตในประเทศโดย IHI Corporation) เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนแบบมีสันดาปท้าย (afterburning turbofan) ให้แรงขับเครื่องละ 77.62 กิโลนิวตัน (17,450 ปอนด์-แรง) ในโหมดปกติ และ 111.2 กิโลนิวตัน (25,000 ปอนด์-แรง) เมื่อใช้สันดาปท้าย
สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด: 2,650 กม./ชม. (1,650 ไมล์/ชม., 1,430 นอต) / มัค 2.5+ ที่ระดับความสูงมาก
1,450 กม./ชม. (900 ไมล์/ชม.; 780 นอต) / มัค 1.2 ที่ระดับความสูงต่ำ
เพดานบินสูงสุด: 20,000 เมตร (66,000 ฟุต)
อัตราการไต่ระดับ: 254 เมตร/วินาที (50,000 ฟุต/นาที)
ภาระปีก (Wing loading): 358 กิโลกรัม/ตารางเมตร (73 ปอนด์/ตารางฟุต)
อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนัก: 1.12
อาวุธ
ปืน: ปืนใหญ่อากาศ M61 Vulcan ขนาด 20 มม. จำนวน 1 กระบอก (กระสุน 940 นัด)  จุดติดตั้งอาวุธ: 10 จุด
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ
Mitsubishi AAM-3
Mitsubishi AAM-4
Mitsubishi AAM-5
AIM-9 Sidewinder
AIM-7 Sparrow
ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น
AGM-158 JASSM
ระเบิด
ระเบิดอเนกประสงค์ Mk.82
ระเบิดลูกปราย CBU-87
สถานะ : อยู่ในประจำการ
JASDF F-15J
เครื่องบินขับไล่ F-15J อาจเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝันสำหรับกองทัพอากาศไทยในการนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชที่กำลังจะปลดประจำการในอนาคตอันใกล้ แต่การมีเครื่องบินขับไล่ F-2 มาเยือนไทยทำให้มีความหวังสักวันจะมีโอกาสได้เห็น F-15J มาทำการฝึกรบทางอากาศกับกองทัพอากาศไทยด้วยเนื่องในวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Military
Courseblue
LEELiFE-LEE เล่า
ชูก้า-sugar
SNIPER NEWs
spotter.ror.404
mamboccv
Leo Ray
81304002
Robin Frosch
Hans Jacobs Photography
Mark Rourke Aviation Photography
Shimizu Brothers
ARAI118_100
Soryu Asuka Langley
ZBAA hrhm
Gemini AI
Cayden Smith - Arizona Aviation
ROBBIE SHAW
Carlos Barcelo
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา