•
16 ก.ย. เวลา 12:33 • ธุรกิจ

# THE LAST SAMURAI STANDING × FUJIFILM

## ตอนที่ 2 — อย่ารักษาดาบ จงรักษาสิ่งที่ทำให้เราถือดาบได้
### Product Dies. Capability Survives.
ในตอนที่แล้ว เราพูดถึงวันที่โลกเปลี่ยนกติกา
วันที่สิ่งที่เคยทำให้เราเก่ง
สิ่งที่เคยทำให้เราแตกต่าง
สิ่งที่เคยเป็นหัวใจของธุรกิจ
อาจไม่ได้มีความหมายเหมือนเดิมอีกต่อไป
แต่เมื่อเรามองเห็นความจริงนั้นแล้ว
คำถามที่ยากกว่ากลับกำลังรออยู่
**แล้วเราจะทิ้งอะไร?**
และที่สำคัญกว่านั้น—
**เราจะเก็บอะไรไว้?**
เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง
อาจไม่ได้หมายถึงการทิ้งทุกอย่างที่เรามี
แต่มันคือการแยกให้ออกว่า
> **อะไรคือสิ่งที่เราขาย
> กับอะไรคือสิ่งที่ทำให้เราสามารถสร้างสิ่งนั้นขึ้นมาได้**
สองสิ่งนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน
แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย
และบางครั้ง
ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างสองสิ่งนี้
อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง
**บริษัทที่ตายไปพร้อมกับตลาดเดิม**
กับ
**บริษัทที่สามารถเกิดใหม่ได้อีกครั้ง**
---
# ถ้าฟิล์มกำลังจะตาย แล้ว Fujifilm จะเหลืออะไร?
ช่วงเวลาหนึ่งของโลก
Fujifilm แทบจะมีความหมายเดียวกับ “ฟิล์ม”
ธุรกิจถ่ายภาพคือหัวใจสำคัญของบริษัท
แต่เมื่อโลกเดินเข้าสู่ยุค Digital
ปัญหาของ Fujifilm ไม่ใช่แค่ยอดขายฟิล์มลดลง
ปัญหาคือ—
**โลกกำลังเปลี่ยนวิธีการถ่ายภาพไปทั้งระบบ**
ไม่ใช่เพียงคนซื้อฟิล์มน้อยลง
แต่คนกำลังเลิกต้องใช้ฟิล์ม
และเมื่อสิ่งที่เคยเป็นหัวใจของธุรกิจกำลังจะหายไป
การพยายามทำให้ธุรกิจเดิมกลับมาเหมือนเดิม
อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป
ข้อมูลของ Fujifilm ระบุว่า ในปี 2000 ผลิตภัณฑ์ด้านการถ่ายภาพคิดเป็นประมาณ 60% ของยอดขาย และราวสองในสามของกำไรของบริษัท ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่ Digital กำลังทำลายตลาดเดิมอย่างรวดเร็ว
นี่จึงไม่ใช่ภาวะที่ยอดขายตกชั่วคราว
แต่มันคือการเผชิญหน้ากับคำถามที่รุนแรงกว่านั้นว่า
**“ถ้าตลาดที่สร้างบริษัทแห่งนี้ขึ้นมากำลังหายไป บริษัทแห่งนี้จะยังมีเหตุผลที่จะอยู่ต่อหรือไม่?”**
นี่คือจุดที่เรื่องของ Fujifilm แตกต่างจากการทำ Turnaround ทั่วไป
เพราะโจทย์ไม่ได้มีเพียงว่า
> “เราจะทำอย่างไรให้ธุรกิจเดิมกลับมาดี?”
แต่เป็น
> **“ถ้าธุรกิจเดิมไม่กลับมาอีกแล้ว เราจะกลายเป็นใคร?”**
---
# สิ่งที่ Fujifilm ค้นพบ อาจสำคัญกว่าผลิตภัณฑ์ใหม่
ในหนังสือ *Innovating Out of Crisis* ของ Shigetaka Komori มีแนวคิดหนึ่งที่ทรงพลังมาก
เมื่อเขามองไปยังธุรกิจฟิล์มที่กำลังพังทลาย
เขาไม่ได้มองเพียงว่า
“เราจะขายฟิล์มอะไรต่อ?”
แต่กลับย้อนถามว่า
**“จริง ๆ แล้วเราเก่งเรื่องอะไร?”**
และมีคำถามในทำนองว่า
> “ตลาดฟิล์มกำลังพังทลาย แต่เรายังเก่งเรื่องการเคลือบฟิล์มบาง ๆ บนพื้นผิว แล้วมันจะนำไปใช้อะไรได้อีก?”
คำถามนี้ดูเหมือนธรรมดา
แต่จริง ๆ แล้วมันกำลังเปลี่ยนหน่วยของการคิดทั้งหมด
จาก
**Product**
ไปสู่
**Capability**
จาก
**“เราเคยขายอะไร?”**
ไปสู่
**“เรารู้วิธีทำอะไร?”**
จาก
**“ตลาดเดิมของเราคืออะไร?”**
ไปสู่
**“ความสามารถของเราสามารถสร้างคุณค่าในตลาดไหนได้อีก?”**
และนี่อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนธุรกิจ
---
# ผลิตภัณฑ์มีวันหมดอายุ
แต่ความสามารถอาจไม่มี
ลองคิดง่าย ๆ
บริษัทหนึ่งอาจขายฟิล์ม
แต่สิ่งที่บริษัทนั้น “มี” จริง ๆ อาจไม่ใช่ฟิล์ม
มันอาจมีความรู้เรื่อง
* Chemistry
* Materials
* Coating
* Nanotechnology
* Optical technology
* Image processing
* Precision manufacturing
* Quality control
* การผลิตในระดับที่มีความแม่นยำสูง
ฟิล์มเป็นเพียง
**หนึ่งในรูปแบบที่ความสามารถเหล่านั้นถูกนำมาใช้**
เมื่อผลิตภัณฑ์นั้นหมดความหมาย
ความสามารถเหล่านั้นไม่ได้หายไปพร้อมกัน
นี่คือจุดที่สำคัญมาก
เพราะถ้าเรานิยามตัวเองว่า
> “เราเป็นบริษัทฟิล์ม”
วันที่ฟิล์มหายไป
เราก็หายไปด้วย
แต่ถ้าเรานิยามตัวเองว่า
> **“เราเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัสดุ เคมี การเคลือบ และเทคโนโลยีการสร้างภาพ”**
ทันทีที่ตลาดหนึ่งหายไป
คำถามจะเปลี่ยนจาก
**“เราจะอยู่รอดอย่างไร?”**
เป็น
**“ความสามารถเหล่านี้จะสร้างคุณค่าอะไรได้อีก?”**
นี่เป็นความแตกต่างเล็ก ๆ ในภาษา
แต่เป็นความแตกต่างมหาศาลในเชิงกลยุทธ์
---
# จากฟิล์ม…ไปสู่สิ่งที่แทบไม่มีใครคิดว่าจะเกี่ยวกัน
และตรงนี้เองที่เรื่องราวของ Fujifilm เริ่มน่าสนใจอย่างแท้จริง
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นไม่ใช่การหา “สินค้าตัวใหม่” มาแทนฟิล์มเพียงหนึ่งตัว
แต่เป็นการนำความสามารถที่มีอยู่
ไปวางลงในสนามใหม่
Healthcare
High-functional Materials
Display Materials
Graphic Systems
Document Solutions
Digital Imaging
และธุรกิจอื่น ๆ
บางอย่างอาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับฟิล์มเลย
แต่เมื่อมองลึกลงไปถึง Technology Stack ข้างใต้
กลับพบว่ามันมีรากบางอย่างร่วมกัน
นี่คือสิ่งที่ทำให้คำว่า
**Diversification**
มีความหมายแตกต่างกันอย่างมาก
การ Diversify แบบหนึ่งคือ
> “ธุรกิจเดิมกำลังไม่ดี
> เราลองไปทำธุรกิจอื่นดู”
อีกแบบหนึ่งคือ
> **“เรารู้ว่าเรามีความสามารถอะไร
> แล้วลองค้นหาว่าความสามารถเหล่านั้นสามารถแก้ปัญหาอะไรในโลกใหม่ได้บ้าง”**
สองประโยคนี้ฟังคล้ายกัน
แต่ความเสี่ยงไม่เหมือนกันเลย
เพราะแบบแรกกำลัง “วิ่งหาธุรกิจใหม่”
แต่แบบหลัง
**กำลังพาความสามารถเดิมเดินทางไปยังตลาดใหม่**
---
# และนี่คือจุดที่ “ซามูไร” กลับเข้ามาอีกครั้ง
ใน *Last Samurai Standing*
ซามูไรไม่ได้กลายเป็นคนไร้ความสามารถในชั่วข้ามคืน
พวกเขายังต่อสู้เก่ง
ยังถือดาบเก่ง
ยังมีวินัย
ยังมีประสบการณ์
ยังมีความกล้าหาญ
ปัญหาคือ—
**โลกใบใหม่ไม่ได้ให้คุณค่ากับความสามารถเหล่านั้นในแบบเดิมอีกแล้ว**
เมื่อระบบสังคมเปลี่ยน
เมื่ออำนาจเปลี่ยนมือ
เมื่อรัฐสมัยใหม่เกิดขึ้น
เมื่อระบบตำรวจเข้ามา
เมื่อการถือดาบถูกยกเลิก
“ดาบ” จึงไม่ใช่ศูนย์กลางของอำนาจเหมือนเดิม
ลองสังเกตความแตกต่างนี้ให้ดี
ซามูไรไม่ได้สูญเสีย
**Skill**
ทั้งหมด
แต่พวกเขากำลังสูญเสีย
**Context**
ที่ทำให้ Skill เหล่านั้นมีคุณค่า
และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจจำนวนมากเช่นกัน
---
# สิ่งที่เราเก่ง
อาจยังเก่งเหมือนเดิม
แต่โลกอาจไม่จ่ายเงินให้มันอีกแล้ว
บริษัทจำนวนมากติดอยู่ตรงนี้
พวกเขาพูดว่า
> “เราทำสิ่งนี้มานานมาก”
> “เราเก่งเรื่องนี้”
> “ลูกค้าเคยเลือกเราเพราะเรื่องนี้”
> “เราเคยเป็นอันดับหนึ่ง”
ทุกประโยคอาจเป็นความจริงทั้งหมด
แต่มีคำถามหนึ่งที่สำคัญกว่า
**“แล้วสิ่งที่เราเก่งนั้น ยังสำคัญกับโลกใบใหม่อยู่หรือไม่?”**
เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับความเก่งในอดีต
ตลาดให้รางวัลกับ
**ความสามารถในการสร้างคุณค่าในบริบทของปัจจุบัน**
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า
การมีประสบการณ์ 30 ปี
ไม่ได้แปลว่าเราจะมีความได้เปรียบในอีก 10 ปีข้างหน้า
ถ้า 30 ปีนั้นถูกใช้เพื่อทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนไปทำสิ่งอื่น
ความเก่งของเราอาจค่อย ๆ กลายเป็น
**ความเก่งที่ไม่มีสนามให้ลงเล่น**
---
# Fujifilm ไม่ได้ถามว่า “เราจะทำฟิล์มให้ดีขึ้นอย่างไร?”
แต่ถามว่า
## “สิ่งที่ทำให้เราทำฟิล์มได้ดี
เราสามารถเอาไปทำอะไรได้อีก?”
นี่คือการเปลี่ยนวิธีมองตัวเอง
และบางครั้งมันอาจเป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับองค์กร
เพราะองค์กรไม่ได้มีเพียง Technology
องค์กรมี
**Identity**
ด้วย
เราเคยเป็นบริษัทฟิล์ม
เราเคยเป็นร้านฮาร์ดแวร์
เราเคยเป็น Distributor
เราเคยเป็นโรงงาน
เราเคยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าชนิดหนึ่ง
คำว่า “เคยเป็น” เหล่านี้
ค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน
และเมื่อเราต้องเปลี่ยน
สิ่งที่เรากลัวจึงไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้
แต่เรากำลังรู้สึกว่า
**“ถ้าเราไม่ได้ทำสิ่งนี้ แล้วเราคือใคร?”**
บางครั้งการ Transformation จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยน Strategy
แต่คือการเปลี่ยนคำตอบของคำถามว่า
> **“เราเป็นใคร?”**
---
# Astalift: เมื่อความรู้เรื่องภาพ
ถูกพาไปสู่ “ผิวมนุษย์”
เรื่องของ Astalift เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก
ฟังเผิน ๆ
ฟิล์มถ่ายภาพกับเครื่องสำอาง
แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน
แต่ถ้ามองลงไปในระดับ Technology
กลับมีบางอย่างเชื่อมโยงกัน
Fujifilm มีความรู้เรื่อง Collagen
มีความรู้เรื่อง Antioxidants
มีความรู้เรื่อง Nanotechnology
มีความรู้เรื่องการทำให้สารต่าง ๆ คงตัว
มีความรู้เรื่องการควบคุมการเสื่อมสภาพ
มีความรู้เรื่องการจัดการกับวัสดุในระดับละเอียด
ความรู้เหล่านี้เคยถูกใช้เพื่อช่วยให้ภาพถ่ายคงอยู่
แต่เมื่อถามใหม่ว่า
**“ถ้าเรารู้วิธีจัดการกับการเสื่อมสภาพของภาพ
เราจะนำความรู้นี้ไปจัดการกับการเสื่อมสภาพของผิวได้หรือไม่?”**
คำตอบที่ตามมา
อาจกลายเป็นธุรกิจใหม่
นี่ไม่ใช่การเอาฟิล์มไปขายให้ผู้หญิง
และไม่ใช่การเอาบริษัทฟิล์มไปเปิดร้านเครื่องสำอางแบบสุ่ม ๆ
แต่มันคือ
**การนำ Capability เดิม
ไปแก้ Problem ใหม่**
และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก
---
# Innovation ที่แท้จริง
บางครั้งไม่ได้เริ่มจาก “สินค้าใหม่”
แต่มาจาก “คำถามใหม่”
ถ้าเราถามว่า
**“เราจะขายอะไรต่อ?”**
คำตอบอาจมีไม่มาก
แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามเป็น
**“เรามีความสามารถอะไรที่คนอื่นอาจต้องการ?”**
พื้นที่ของคำตอบจะกว้างขึ้นทันที
และถ้าถามต่ออีกว่า
**“ในโลกใหม่ มีปัญหาอะไรที่ความสามารถของเราสามารถแก้ได้?”**
เราจะเริ่มเห็นสนามใหม่ ๆ
ที่เมื่อวานอาจมองไม่เห็นเลย
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม Fujifilm จึงไม่ได้เพียง “เปลี่ยนสินค้า”
แต่ค่อย ๆ เปลี่ยน Portfolio ของทั้งบริษัท
จากบริษัทที่พึ่งพาตลาดหนึ่งอย่างหนัก
ไปสู่บริษัทที่มีหลายธุรกิจ ซึ่งใช้ Technology และ Capability ที่เชื่อมโยงกันในรูปแบบใหม่
---
# แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ Technology
คือ
**คน**
เพราะไม่มีใคร Transformation บริษัทได้ด้วย Technology เพียงอย่างเดียว
Fujifilm ต้องนำคนที่มีความรู้เดิม
มาทำงานร่วมกับคนจากโลกใหม่
นักวิทยาศาสตร์
วิศวกร
นักวิจัย
คนด้าน Healthcare
คนด้าน Marketing
คนที่เข้าใจ Consumer
คนที่เข้าใจตลาดใหม่
เพราะ Capability เดิมเพียงอย่างเดียวไม่พอ
และตลาดใหม่เพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ
สิ่งที่เกิดขึ้นต้องเป็นการ
**เชื่อมสองโลกเข้าด้วยกัน**
คนจากโลกเก่า
ต้องนำความรู้บางอย่างมาด้วย
คนจากโลกใหม่
ต้องนำคำถามใหม่เข้ามา
แล้วตรงกลางจึงเกิดสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่อาจเป็นอีกบทเรียนหนึ่งของ Transformation
เพราะบางครั้งองค์กรไม่ได้ขาดคนเก่ง
แต่ขาด
**“การเชื่อมคนเก่งจากคนละโลกเข้าด้วยกัน”**
---
# สิ่งที่ต้องรักษาไว้
อาจไม่ใช่สิ่งที่เราเคยขาย
ลองกลับไปที่ซามูไรอีกครั้ง
ถ้าวันหนึ่งโลกบอกว่า
**“เราไม่ต้องการดาบแล้ว”**
คำตอบอาจไม่ใช่
“เราต้องรักษาดาบไว้”
เพราะดาบคือ Product
แต่สิ่งที่ควรถามคือ
**“อะไรทำให้เรากลายเป็นคนที่ถือดาบได้?”**
วินัย
ความแม่นยำ
ความกล้า
การฝึกฝน
การอ่านสถานการณ์
การตัดสินใจภายใต้ความกดดัน
ความสามารถในการทำงานอย่างเป็นระบบ
สิ่งเหล่านี้คือ Capability
และบางส่วนของมันอาจถูกนำไปใช้ในโลกใหม่ได้
แม้ดาบจะไม่ได้มีความหมายเหมือนเดิมอีกแล้ว
นี่คือสิ่งที่ทำให้เรื่องของ Fujifilm และ *Last Samurai Standing* มาเจอกันตรงกลางอย่างน่าสนใจ
**ซามูไรมีดาบ**
Fujifilm มีฟิล์ม
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าดาบและฟิล์ม
คือสิ่งที่อยู่ “ข้างหลัง” ทั้งสองสิ่งนั้น
---
# Product Dies. Capability Survives.
บางครั้งเราอาจใช้เวลามากเกินไปกับการถามว่า
**“เราจะรักษาธุรกิจเดิมไว้ได้อย่างไร?”**
จนลืมถามว่า
**“อะไรในธุรกิจเดิมที่ควรรักษาไว้?”**
สองคำถามนี้ไม่เหมือนกัน
การรักษาธุรกิจเดิม
อาจหมายถึงการพยายามรักษาทุกอย่าง
แต่การรักษา Capability
คือการกล้าปล่อยบางอย่างให้ตาย
เพื่อให้สิ่งที่สำคัญกว่ายังอยู่
และนี่อาจเป็นความย้อนแย้งของ Transformation
> **บางครั้งการรักษาบริษัทไว้
> ต้องยอมปล่อยธุรกิจบางส่วนของบริษัทให้ตาย**
ไม่ใช่เพราะมันไม่มีคุณค่า
แต่เพราะมันอาจหมดคุณค่าตามกาลเวลา
---
# จาก “เราทำอะไร?”
ไปสู่ “เราสร้างคุณค่าอะไรได้บ้าง?”
นี่อาจเป็นคำถามที่องค์กรจำนวนมากควรกลับมานั่งคุยกัน
ไม่ใช่ในวันที่ธุรกิจพัง
แต่ก่อนหน้านั้น
เพราะวันที่ตลาดเดิมกำลังพัง
เวลาสำหรับการค้นหาตัวเองจะเหลือน้อยมาก
Fujifilm เองก็ไม่ได้รอให้ฟิล์มหายไปจนหมดก่อนค่อยเริ่มคิด
การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและจริงจัง
Komori มองว่าวิกฤตินี้ไม่ใช่เพียงปัญหาที่ต้อง “ประคอง” ให้ผ่านไป
แต่มันเป็นโอกาสที่จะสร้างบริษัทขึ้นมาใหม่
และนั่นทำให้เกิดแนวคิดสำคัญอย่าง
**“Second Foundation”**
ไม่ใช่การซ่อมแซมบริษัทเดิม
แต่คือการสร้างรากฐานใหม่ให้บริษัทสามารถเติบโตต่อไปได้
---
# บางทีคำถามที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่ “เราจะกลับไปเหมือนเดิมได้อย่างไร?”
แต่คือ
## “ถ้าเราไม่ต้องกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว
เราจะกลายเป็นอะไรได้บ้าง?”
นี่เป็นคำถามที่น่ากลัว
แต่ก็เป็นคำถามที่เปิดโลกที่สุด
เพราะทันทีที่เราเลิกพยายามรักษาอดีตให้เหมือนเดิม
เราจะเริ่มมองเห็นสิ่งที่อดีตฝากไว้ให้เรา
ไม่ใช่เพียงสินค้า
ไม่ใช่เพียงโรงงาน
ไม่ใช่เพียงลูกค้า
ไม่ใช่เพียง Brand
แต่คือ
**ความรู้**
**Technology**
**คน**
**วิธีคิด**
**ระบบการทำงาน**
**ความสัมพันธ์**
**ประสบการณ์**
**ความสามารถในการแก้ปัญหา**
สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “ทุนที่มองไม่เห็น”
และบางครั้ง
**ทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้
อาจมีค่ามากกว่าสินค้าที่เรากำลังขายอยู่เสียอีก**
---
# จากซามูไรสู่ Fujifilm
เมื่อมองกลับไปที่ *Last Samurai Standing*
เราจึงอาจมองเห็นเรื่องราวที่ลึกกว่าเกมเอาชีวิตรอด
มันไม่ใช่เพียงเรื่องของว่า
**“ใครจะฆ่าใคร”**
แต่เป็นเรื่องของ
**“ใครจะมีที่ยืนในโลกใหม่”**
ซามูไรแต่ละคนอาจเก่งเพียงใด
แต่ถ้าโลกเปลี่ยนจนดาบไม่ใช่ศูนย์กลางของอำนาจอีกต่อไป
ความเก่งแบบเดิมก็ไม่เพียงพอ
ในทางกลับกัน Fujifilm ก็เผชิญกับคำถามที่คล้ายกัน
เมื่อโลกไม่ต้องการฟิล์ม
บริษัทจะเหลืออะไร?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่การสร้างฟิล์มที่ดีกว่าเดิม
แต่อยู่ที่การค้นพบว่า
**“เราไม่ได้เก่งเรื่องฟิล์มอย่างเดียว”**
เราเก่งเรื่องอื่น ๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฟิล์ม
และเมื่อฟิล์มหมดอนาคต
สิ่งเหล่านั้นจึงกลายเป็นสะพาน
พา Fujifilm เดินออกจากโลกเดิม
ไปสู่โลกใหม่
---
# บางที “การเปลี่ยนธุรกิจ”
จึงไม่ใช่การกลายเป็นคนอื่น
แต่คือการค้นพบว่า
จริง ๆ แล้วเราเป็นใครกันแน่
นี่อาจเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ Transformation
เราไม่ได้จำเป็นต้องทิ้งอดีตทั้งหมด
แต่เราต้องแยกให้ออกว่า
**อะไรคืออดีตที่ควรปล่อย**
และ
**อะไรคืออดีตที่ควรพาไปต่อ**
เพราะ Product อาจหมดอายุ
ตลาดอาจหายไป
เทคโนโลยีอาจถูกแทนที่
ช่องทางขายอาจเปลี่ยน
พฤติกรรมผู้บริโภคอาจเปลี่ยน
แต่บางสิ่งอาจยังอยู่
และรอให้ใครสักคนมองเห็นมัน
---
## และนี่อาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุดของตอนนี้
ถ้าวันนี้มีใครเดินเข้ามาบอกเราว่า
> **“ธุรกิจที่คุณทำอยู่
> อีก 10 ปีข้างหน้าอาจไม่มีอยู่แล้ว”**
เราจะถามอะไร?
เราจะถามว่า
**“แล้วจะทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้อยู่ต่อ?”**
หรือเราจะถามว่า
> **“ถ้าธุรกิจนี้หายไป
> อะไรในตัวเราที่ยังมีค่า?”**
คำถามแรกพยายามรักษาอดีต
คำถามที่สองกำลังค้นหาอนาคต
และบางที
นี่อาจเป็นความแตกต่างระหว่างองค์กรที่เพียงแค่
**Survive**
กับองค์กรที่สามารถ
**Reinvent**
ตัวเองขึ้นมาใหม่ได้
---
### ในตอนต่อไป…
เมื่อมองเห็นแล้วว่าอะไรควรทิ้ง
และอะไรควรพาไปต่อ
คำถามต่อไปจะยากขึ้นอีก
เพราะการค้นพบ Capability ใหม่
ไม่ได้แปลว่าเราจะชนะ
เรายังต้อง **ตัดสินใจ**
ต้องเลือกว่าจะลงทุนกับอะไร
จะหยุดอะไร
จะปิดอะไร
จะเอาทรัพยากรจากไหน
จะให้ใครนำ
และจะทำอย่างไรให้คนทั้งองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เพราะในวันที่ทุกอย่างกำลังเปลี่ยน
**การไม่ตัดสินใจ
ก็เป็นการตัดสินใจอย่างหนึ่ง**
และในสนามที่มีผู้เล่นมากมายกำลังวิ่งจาก Kyoto ไป Tokyo
สุดท้ายแล้ว—
**ใครจะเป็นคนสุดท้ายที่ยังยืนอยู่?**
**THE LAST SAMURAI STANDING × FUJIFILM**
### ตอนที่ 3 — *The Last Samurai Standing*
### เมื่อการอยู่รอด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเก่งที่สุด
### แต่อยู่ที่ว่าใครกล้าทิ้งสิ่งที่หมดความหมายได้ก่อน
โฆษณา