16 ก.ย. เวลา 14:20 • ปรัชญา
สติสัมปชัญญะ ของจิต .รู้จักกรรม. รู้จักอารมณ์กรรม ตัวกระทำ.
มันมีสิ่งหนึ่ง ที่อารมณ์ ปกคลุมอยู่ .ในคำว่า สัญชาตญาณรักชีวิตตน ไม่รักใคร เท่ารักชีวิตตนเอง มีลักษณะที่เห็นว่าตัวเองดีแล้ว ที่ไม่เคย .ที่ว่า อารมณ์ที่ไม่เที่ยง ให้ทิฐิความคิดเห็นต่างๆนั้นมาจากไหน ที่ไหล ..ที่ส่งให้ .เกิดเป็นความคิด ความคิดเห็นต่างๆ หากเราทำจิต .เข้าไปเรียนรู้ เรื่องราวที่ว่า วงกลมบนศีรษะได้ วงกลมที่ห้อมล้อมจิต .นั้นมันเป็นสีดำ .
ในการเรียนรู้ศึกษาธรรมด้วยจิต เค้าไม่ยอกกันมาก ไม่บรรยาย ให้รู้จำ ไปให้อารมณ์นึกคิดอุปโลกน์ เค้าบอกให้ ว่า ไปฝึกอย่างนี้ ไปหัดทำให้ได้ แล้วก็จะค่อยบอก เหมือนจูงจิตให่ฝึกหัด ขึ้นบันไดที่ละขั้น ทำไป. แล้วรู้จักเอง เป็นอย่างไร .เหมือนว่า ที่พูดว่า อารมณ์ เค้่าเรียนรู้ จิตไปเห็น ไปสัมผัส อารมณ์นั้น .มันมีรายละเอียดมากมาย เป็นเรท่องต้อง ฝึกขึ้นเอว ฝึกหัด ก็ต้องมีครูขาอาจารย์ มีพระพุทธเจ้า พระอัครสาวก เป็นครู บรมครูของจิต มาเรียนรู้ในธรรมของท่าน ธรรมที่ นำทางให้จิต ยุติการเกิดแก่เจ็บตาย .
หากเราปฏิบัติธรรม จิตเป็นสมาธิ นิ่งอยู่ มองเข้ามาในกาย . ที่จิตเราอาศัยอยู่ จะรู้สึกว่า มันดำมืดไปหมด . สีที่ดำมืดไปหมดนั้น ก็คือ อารมณ์.ใหญ่ หรือ กรรม หรือ .ความโลภโกรธหลวที่ห้อมล้อมจิตอยู่ . มันจะเกิดเป็นลักษณะที่กายนี้ อึดอัด เจ็บปวด รวดร้าว .
เวลาที่ปฏิบัติธรรม สมมุติว่า เรานั่งพับเพียบ ปฏิบัติธรรม ภาวนาพุทโธ ครึ่งชั่วโมง จิตไม่นึกคิดอะไร นึกคิด ก็คือ กรรม คือ อารมณ์ . .เราก็ทำไปให้ครบ . มีความเจ็บปวด เกิดขึ้น นั้นก็คือ อารมณ์ คันตรงนั้นนี้ ก็อารมณ์ การฝึกหัด ต้องมีขันติ ที่ลมหายใจเข้าออก .สติวางไว้ที่ปลายจมูก
เรื่องราวของสมาธิ ของจิต นั้น .เมื่อเราทำได้ . เราก็จะค่อย เรียนรู้ ว่าอารมณ์ทิฐิความคิดเห็นเป็นอย่างไร .ยิ่งเรียนรู้ลึกลงๆ ก็จะค่อยๆ ไปสัมผัส เรื่องราวความทุกข์ .ที่อารมณ์ให้ความคิดเห็น .ดูดจิตไปยึด .มีความทุกข์ทรมานของจิต
นั้นเป็นเรื่องราว ที่เราทำกาย ที่มีธาตุ ดินน้ำลมไฟ เป็นเสมือนดินฟ้าอากาศ .จิตที่อยู่ในกาย ก็เป็นเหมือนดินฟ้าอากาศ . ตรงนั้นแหละ เราจะได้เรียนรู้ ที่มาที่ไปของอารมณ์ ทิฐิความคิดเห็นต่าง จิตเราจะได้เรียนรู้ .จะได้คลาย ตัวยึดถือ ความคิดเห็นของตัวเองดีแล้วออกไป . .จะรู้จักคำว่า กายกรรม วาจากรรม มะโนกรรม
..พอเรียนรู้อย่างนี้ รู้จักกรรมได้ เราก็แก้ไขตัวเราเอง จะเข้าใจ ที่ว่า มีสติสัมปชัญญะรู้จักกรรม มีสติสัมปชัญญะรู้จักธรรม ก็สร้างบุญกุศลบารมีหนีเวรกรรม เราจะมีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังอารมณ์ .ระมัดระมัดระวัง กายวาจาใจของตนเอง
หากเราเข้าใจ เข้าไปเรียนรู้ กรรมที่ มีการบันทึก ลงไปที่ธาตทั้งสี่ได้ ตั้งแต่เกิดจนตาย .เมื่อจิตออกจากกาย ธาตุทั้งสี่ที่บันทึก สะสมกรรม ที่เราใช้ ทั้งดีไม่ดี บุญกุศล ธาตุทั้งสี่ จะดูดจิตไปอาศัย ตามที่เราสะสม ไปนรก สัตว์ เปรตอสุรกาย .มนุษย์ อินทร์พรหม .
หากเราเรียนรู้เรื่องนี้ได้ เราก็เลือกที่จะใช้กายนี้ มาทำความดี คิดดี ต้องทำดีด้วย . ดีที่ดี .ก็ใช้กายนี้มาสร้าง ให้กายนี้เป็นกายบุญ .สิ่งนั้น จะช่วยให้จิตไปสถานที่ดี ไม่ไปสถานที่ทุกข์ทรมาน .การที่จิตตกลงไปสถานที่ทุกข์ทรมาน จิตนั้นต้องทุกข์ทรมาน ยาวนาน นับชาติเกิดไม่ได้ คนที่เค้าเรียกรู้จักเรื่องราวอย่างนี้ได้ เค้าก็เพียรสร้างบุญกุศล เมตตา กรุณาจิตของตนเอง รักจิตของตนเอง กายนั้นเป็นแค่ที่อาศัยชั่วขณะหนึ่ง .ก็ใช้กายให้เกิดเป็นคุณแก่จิต ที่ว่า ใช้กายนี้มาสร้างบุญกุศลบารมี หนีเวรกรรม
หากเราไม่รู้จักกรรม เราจะไปหนีเค้่ได้อย่างไร .ไม่รู้จัก ธรรม .แล้วจะสร้างบุญกุศลบารมี ให้ธาตุทั้งสองบิดามารดา กับ ธาตุทั้งสี่ได้อย่างไร บุญนั้น มีลักษณะเป็นอย่างไร ทำไมจิตที่ออกจากกายมนุษย์ ถึงอยากได้บุญ เรียกร้อง ขอบุญฉันด้วย แล้วเราจะทำจิตเราเรียนรู้ได้อย่างไร .จิตเรียนรู้ ไม่ใช่กายเรียนรู้ .แล้วเรารู้จักจิตของตนเองมั้ย .ที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้อาศัยอยู่ในเรือนกาย .มีพ่อแม่เป็นมนุษย์ รู้จักได้มั้ย
จิตที่จะไปเรียนรู้จัก เรื่องราวอย่างนี้ ต้องสะสมคำว่า บุญกุศลบารมีมา อีกทั้งมี เรื่องราวของจิตที่สูงๆ ช่วยแนะนำ ช่วยบอก ให้ฝึกหัด มันมีเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่สว่า อยู่ๆดีๆ จะทำได้ ไอ้รู้จำนั้นง่าย รู้แล้วปฏิบัติ ทำขึ้นมา .นั้นยากเย็นแสนเข็น. ที่ว่า รู้จักกรรม ก็หนีกรรม. เค้าหนีด้วยจิต .จิตที่มีปัญญา .คำว่า ปัญญา ก็พูดกันได้ แท้จริงปัญญาของจิต .ก็ยากจะเข้าถึง ในสิ่งที่ว่า ปัญญาธรรม เพราะมีสิ่งที่ทำให้หลงใหลตลอดเวลา คืออารมณ์นึกคิด ที่จิตนั้นยึดถือ สลัดทิ้งไม่ได้ เป็นอวิชชา ปกปิดจิตตัวเอง
ที่ว่า อวิชชาปกปิดจิต ไม่ให้รู้จักกรรม ไม่รู้จักอารมณ์นึกคิด ในกายนี้ แล้วยังอารมณ์โลภโกรธหลงอีก ที่ห้อมล้อมจิตอยู่ อารมณ์โลภโกรธหลงก็เป็นนามธรรม จิตก็เป็นนามธรรม มันแยกกันไม่ออก .เป็นเนื้อเดียวกันเสียทั้งหมด
เราคงได้ยินได้ฟัง เรื่องราวที่ว่า คนไปเห็นนรก บางทีเค้าก็ได้เห็น . แต่เค้าก็ไม่ให้รับรู้ รับรู้ความทุกข์ทรมานในรกได้ . คราวนี้ .สมมุติว่า เราเคยตกนรกมา . ธาตุทั้งสี่ในกาย เปิดให้ ..ย้อนอดีตที่เคยตกนรก .ว่าทุกข์ทรมาน เข่นไร . เวลาเค้าส่งให้เปิดให้ที่กายนี้ แหละ .ความทุกข์ทรมาน เราทนไหวมั้ย หรือ ว่าตายตกนรกไป . เพราะสังขารนี้ กายนี้ มันทนไม่ไหว . น่าเรียนรู้จักเหมือนกัน .จะได้รู้จักว่า เคยตกนรกมาเป็นเช่นไร .
โฆษณา