Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Healthntier
•
ติดตาม
17 ก.ย. เวลา 00:00 • สุขภาพ
ลองนึกภาพว่าคุณตื่นมาปัสสาวะกลางดึกบ่อยขึ้นเรื่อยๆ หรือรู้สึกหิวน้ำตลอดเวลาจนต้องพกขวดน้ำติดตัว หลายคนมองข้ามสัญญาณเล็กๆ เหล่านี้ไป จนไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่าเป็นเบาหวานมาสักพักแล้วโดยไม่รู้ตัว
แนวทางเวชปฏิบัติของไทยระบุว่า สัดส่วนคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปที่เป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.9 เป็นร้อยละ 8.9 ในเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ ปัจจุบันมีคนไทยป่วยด้วยโรคนี้ไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน ที่น่ากังวลคือหลายคนไม่รู้ตัวจนเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว
บทความนี้พาไปทำความเข้าใจเบาหวานตั้งแต่กลไกในร่างกาย ความแตกต่างของแต่ละชนิด ค่าน้ำตาลที่บ่งบอกความเสี่ยง สัญญาณเตือน และแนวทางควบคุมที่ได้ผลจริงตามหลักการแพทย์
เบาหวานคืออะไรกันแน่?
เบาหวาน หรือ Diabetes Mellitus คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติต่อเนื่อง เกิดจากความผิดปกติของอินซูลิน ฮอร์โมนที่ตับอ่อนสร้างขึ้นเพื่อนำน้ำตาลกลูโคสจากเลือดเข้าสู่เซลล์ไปใช้เป็นพลังงาน ในภาวะปกติ เมื่อกินอาหาร ระดับน้ำตาลจะสูงขึ้น ตับอ่อนจึงหลั่งอินซูลินมาพาน้ำตาลเข้าเซลล์ แต่ในผู้ป่วยเบาหวาน กลไกนี้ผิดปกติได้สองแบบ คือตับอ่อนสร้างอินซูลินไม่พอ
หรือเซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีที่เรียกว่าภาวะดื้ออินซูลิน น้ำตาลจึงค้างอยู่ในเลือดแทนที่จะถูกนำไปใช้ เมื่อเป็นแบบนี้ต่อเนื่องนาน น้ำตาลที่สูงเกินไปจะค่อยๆ ทำลายหลอดเลือดและเส้นประสาททั่วร่างกาย องค์การอนามัยโลกจัดให้เบาหวานเป็นหนึ่งในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
เบาหวานมีกี่แบบ ต่างกันตรงไหน?
เบาหวานแบ่งเป็นสามชนิดหลัก เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายเซลล์ที่สร้างอินซูลินในตับอ่อน มักพบในเด็กและวัยรุ่น ต้องฉีดอินซูลินตลอดชีวิต เบาหวานชนิดที่ 2 พบมากที่สุด เกิดจากภาวะดื้ออินซูลินร่วมกับสร้างอินซูลินไม่พอ มักพบในผู้ใหญ่น้ำหนักเกิน มักเริ่มจากยากินก่อนแล้วค่อยพิจารณาอินซูลิน และเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนจากรกรบกวนการทำงานของอินซูลิน ส่วนใหญ่คุมด้วยอาหาร บางรายต้องใช้อินซูลินร่วมด้วย
ค่าน้ำตาลเท่าไหร่ถึงเรียกว่าเสี่ยงหรือเป็นเบาหวานแล้ว?
การวินิจฉัยอาศัยค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร (FBS) และค่าน้ำตาลสะสมสามเดือน (HbA1c) คนที่มีค่า FBS ต่ำกว่า 100 มก./ดล. หรือ HbA1c ต่ำกว่า 5.7% ถือว่าปกติ ค่า FBS ระหว่าง 100-125 หรือ HbA1c ระหว่าง 5.7-6.4% จัดเป็นภาวะเสี่ยงก่อนเบาหวาน (Prediabetes) และหาก FBS ตั้งแต่ 126 ขึ้นไป หรือ HbA1c ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป
เข้าเกณฑ์วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ค่าเหล่านี้ต้องตรวจซ้ำและแปลผลโดยแพทย์เสมอ ไม่ควรใช้ผลตรวจครั้งเดียววินิจฉัยตัวเอง บางกรณีแพทย์อาจให้ตรวจ OGTT เพิ่มเติมเมื่อผลตรวจอื่นยังไม่ชัดเจน หรือเพื่อวินิจฉัยเบาหวานขณะตั้งครรภ์
อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของเบาหวาน?
สาเหตุแบ่งเป็นสี่กลุ่มที่มักซ้อนทับกัน กลุ่มแรกคืออาหารและน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะไขมันสะสมรอบเอวที่กระตุ้นภาวะดื้ออินซูลิน กลุ่มที่สองคือพันธุกรรม คนที่มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นเบาหวานมีความเสี่ยงสูงกว่า โดยเฉพาะชนิดที่ 2 กลุ่มที่สามคือการขาดออกกำลังกาย ทำให้เซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินแย่ลง
และกลุ่มที่สี่คือโรคและยาบางชนิด เช่น โรคตับอ่อน ฮอร์โมนผิดปกติ หรือสเตียรอยด์ขนาดสูงต่อเนื่อง ก็กระตุ้นน้ำตาลสูงได้แม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงด้านอื่นมาก่อน คนที่มีพันธุกรรมเสี่ยงอยู่แล้ว หากยังกินหวานจัดและไม่ออกกำลังกาย ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้นแบบทวีคูณ ไม่ใช่แค่บวกกันธรรมดา
ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนอะไรบ้าง?
อาการที่พบบ่อยคือปัสสาวะบ่อยและมากขึ้นเพราะไตขับน้ำตาลส่วนเกิน หิวน้ำมากผิดปกติจากการเสียน้ำที่มากขึ้น ตาพร่ามัวเพราะน้ำตาลสูงทำให้เลนส์ตาบวม น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุพบบ่อยในชนิดที่ 1 อ่อนเพลียเหนื่อยง่ายเพราะเซลล์ขาดพลังงาน และแผลหายช้าหรือชาปลายมือปลายเท้าซึ่งเป็นสัญญาณว่าหลอดเลือดและเส้นประสาทเริ่มถูกทำลาย หลายคนไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก โดยเฉพาะชนิดที่ 2 จึงควรตรวจสุขภาพประจำปี
ถ้าปล่อยไว้ไม่ควบคุม จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อน้ำตาลสูงต่อเนื่องเป็นปี หลอดเลือดขนาดเล็กทั่วร่างกายจะค่อยๆ เสียหาย ผู้ป่วยเบาหวานเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไปถึง 3 เท่า หนึ่งในสามจะมีปัญหาการมองเห็นในบางช่วงของชีวิต และภาวะไตวายพบบ่อยกว่าคนทั่วไปถึง 10 เท่า ที่ไต (Diabetic Nephropathy) หลอดเลือดฝอยถูกทำลายจนกรองของเสียแย่ลง ระยะรุนแรงอาจต้องฟอกไตหรือปลูกถ่ายไต ระยะแรกมักไม่มีอาการ ที่ตา (Diabetic Retinopathy) หลอดเลือดจอประสาทตาเสียหาย
เป็นสาเหตุตาบอดอันดับต้นๆ ในวัยทำงาน ควรตรวจจอตาปีละครั้ง หัวใจและหลอดเลือดเสี่ยงหลอดเลือดตีบ หัวใจวาย และหลอดเลือดสมองสูงขึ้น เพราะน้ำตาลเร่งกระบวนการหลอดเลือดแข็งตัว และที่เส้นประสาทและเท้า (Diabetic Neuropathy) ทำให้ชาปลายมือปลายเท้า เสี่ยงแผลที่เท้าลุกลามจนต้องตัดขา เพราะความรู้สึกเจ็บลดลงจนไม่รู้ตัวเมื่อมีแผล จึงควรตรวจเท้าเองทุกวัน
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที?
หากมีอาการเหล่านี้ ให้รีบโทร 1669 หรือไปโรงพยาบาลทันที หายใจหอบลึกกลิ่นคล้ายผลไม้ร่วมกับอาเจียนรุนแรง (สงสัยภาวะเลือดเป็นกรดจากคีโตน) สับสนพูดจาไม่รู้เรื่องหรือหมดสติ ใจสั่นเหงื่อแตกมากจนงุนงงช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ (สงสัยน้ำตาลต่ำรุนแรง) ชักเกร็ง หรือเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีกเฉียบพลัน (สัญญาณหัวใจหรือหลอดเลือดสมอง) ภาวะเหล่านี้อันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาเร่งด่วน จึงไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน
แล้วจะดูแลตัวเองอย่างไรให้คุมโรคได้จริง?
การควบคุมเบาหวานต้องอาศัยหลายด้านร่วมกัน ไม่มีวิธีเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เริ่มจากปรับอาหารลดน้ำตาลและแป้งขัดสี เพิ่มผัก โปรตีน ไฟเบอร์ กระจายมื้ออาหารให้สม่ำเสมอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอช่วยให้กล้ามเนื้อดึงน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น ควบคุมน้ำหนักก็สำคัญ เพราะลดน้ำหนักแม้เพียง 5-7%
ก็ช่วยลดภาวะดื้ออินซูลินได้ชัดเจน ในรายที่จำเป็นแพทย์อาจพิจารณายากินหรืออินซูลินตามชนิดและความรุนแรงของโรค ต้องใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามปรับขนาดยาเอง และสุดท้ายคือตรวจติดตามค่าน้ำตาล ตา ไต เท้า ตามนัดแพทย์แม้ยังไม่มีอาการ เพราะภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างไม่แสดงอาการจนกว่าจะลุกลามไปมาก
ผู้ที่เพิ่งวินิจฉัยเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะแรก แพทย์มักเริ่มจากปรับอาหารและเพิ่มการเคลื่อนไหวก่อน หากค่าน้ำตาลยังไม่ลงตามเป้าภายในไม่กี่เดือนจึงพิจารณาเพิ่มยา แต่ละคนเห็นผลเร็วช้าต่างกันตามปัจจัยร่วม เช่น อายุและโรคร่วมอื่นๆ จึงต้องปรับแผนร่วมกับแพทย์เป็นระยะ
ส่วนชนิดที่ 1 มักพบในเด็กหรือวัยรุ่นที่มีอาการมาเร็ว เช่น น้ำหนักลดฮวบและปัสสาวะบ่อยมากภายในไม่กี่สัปดาห์ ต้องเริ่มฉีดอินซูลินทันทีตั้งแต่วินิจฉัย ร่วมกับเรียนรู้การนับคาร์โบไฮเดรตและปรับขนาดอินซูลินตามมื้ออาหาร ซึ่งครอบครัวมีบทบาทสำคัญมากในช่วงปรับตัวแรกๆ
คำถามที่คนสงสัยบ่อยเกี่ยวกับเบาหวาน
เบาหวานรักษาหายขาดได้ไหม ชนิดที่ 2 บางรายที่ลดน้ำหนักและปรับพฤติกรรมได้มาก อาจคุมน้ำตาลให้ปกติได้โดยไม่ต้องใช้ยา เรียกว่าภาวะสงบของโรค แต่ยังต้องติดตามต่อเนื่อง ส่วนชนิดที่ 1 ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
เบาหวานกินผลไม้ได้ไหม ได้ แต่ควรเลือกผลไม้ดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง กินในปริมาณพอเหมาะ ควรปรึกษานักโภชนาการเพื่อวางแผนที่เหมาะกับแต่ละคน
ชนิดที่ 2 ต้องฉีดอินซูลินทุกคนไหม ไม่จำเป็น ผู้ป่วยจำนวนมากคุมได้ด้วยอาหาร ออกกำลังกาย และยากิน แพทย์จะพิจารณาอินซูลินเมื่อวิธีอื่นไม่ได้ผลเพียงพอ
เบาหวานขณะตั้งครรภ์หายเองหลังคลอดไหม ส่วนใหญ่น้ำตาลกลับสู่ปกติหลังคลอด แต่คุณแม่กลุ่มนี้เสี่ยงเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตสูงกว่าคนทั่วไป ควรตรวจน้ำตาลซ้ำตามที่แพทย์นัด
ตรวจน้ำตาลควรตรวจบ่อยแค่ไหน คนทั่วไปที่ไม่มีความเสี่ยงควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี คนที่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจถี่ขึ้นตามแพทย์แนะนำ
เครียดทำให้น้ำตาลขึ้นได้จริงไหม ได้จริง เพราะความเครียดกระตุ้นฮอร์โมนต้านฤทธิ์อินซูลิน ทำให้น้ำตาลสูงขึ้นชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว
การอยู่ร่วมกับเบาหวานในระยะยาวไม่ใช่การรักษาให้หายในวันเดียว แต่คือการปรับพฤติกรรมต่อเนื่องและตรวจติดตามสม่ำเสมอ ก้าวแรกที่ทำได้เลยคือตรวจค่าน้ำตาลประจำปีแม้ยังไม่มีอาการ และปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลเบาหวานที่เหมาะกับตัวเอง
🎯 ติดตามเรื่องราวดีๆ แบบนี้ต่อได้ที่
📖 อ่านบทความฉบับเต็ม:
https://healthntier.com/blog/diabetes-causes-symptoms-treatment-guide
🌐 เว็บไซต์หลัก:
https://healthntier.com
📺 YouTube:
https://www.youtube.com/@healthntier
📘 Facebook:
https://www.facebook.com/healthntier
📸 IG:
https://www.instagram.com/healthntier
💬 Threads:
https://www.threads.com/@healthntier
🎵 TikTok:
https://www.tiktok.com/@healthntier
📲 Line Official: @561aszhq
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย