18 ก.ย. เวลา 09:41 • การศึกษา

การศึกษาของไทยในสมัยรัชกาลที่ 5

----------------
การปรับปรุงการศึกษาให้เข้าระเบียบแบบแผนตามอารยประเทศทั้งหลายเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากปรับปรุงระเบียบการปกครองบริหารประเทศใหม่เพราะต้องการผลิตคนออกไปรับราชการ
สมัยนั้นบรรดาเจ้านายและข้าราชการผู้ใหญ่นิยมนำบุตรหลานไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กกันมาก เด็กเหล่านั้นยังไม่รู้หนังสือ จึงโปรดให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวังเมื่อพ.ศ 2414 เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "โรงสกูล" สอนหนังสือไทยและสอนเลขแก่พวกเด็กมหาดเล็ก แล้วให้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ สำหรับพวกเจ้านายที่รู้หนังสือไทยดีแล้วขึ้นอีกโรงหนึ่ง
อีก 10 ปีต่อมา มีโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวังหลายประเภท ได้แก่ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก โรงเรียนทำแผนที่ โรงเรียนราชกุมาร โรงเรียนหลวงเหล่านี้ ใช้หนังสือแบบเรียนภาษาไทยชุดมูลบทบรรพกิจ ซึ่งพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) แต่งขึ้นใหม่รวม 6 เล่ม แทนหนังสือชุดประถม ก กา
แบ่งการเรียนออกเป็น 4 ชั้น เรียกว่าประโยค1 แต่เมื่อมีการสอบไล่ขึ้นเป็นครั้งแรกในพ.ศ 2427 ปรากฏว่าผู้ที่สอบได้มีความรู้แค่อ่านเขียนหนังสือไทยได้ดีเท่านั้น หากเข้ารับราชการ ยังจะต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง จึงต้องขยายหลักสูตรให้สูงขึ้น โดยบรรจุวิชาเสมียนเข้าไปอีก มีวิชาแต่งแก้กระทู้ความ ย่อความ เลข และบัญชี เป็นต้น จัดเป็นประโยค 2
เมื่อการศึกษาในโรงเรียนหลวงหรือโรงสกูลเข้ารูปดีแล้ว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดให้ตั้งโรงเรียนสำหรับราษฎรทั่วไปขึ้นตามวัด อาศัยภิกษุสงฆ์เป็นครูช่วยสั่งสอนไปชั่วคราว จนกว่าจะหาผู้มีความรู้มาเป็นครูได้โรงเรียนแรกตั้งขึ้นที่วัดมหรรณพาราม เมื่อพ.ศ 2428 แล้วค่อยขยายไปตั้งตามวัดอื่นๆ ทั้งในกรุงและตามหัวเมืองเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
ต่อมามีโรงเรียนแบบหลวงเกิดขึ้นอีก 34 โรง จึงต้องตั้ง "กรมศึกษาธิการ" ซึ่งมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นอธิบดีพระองค์แรกขึ้นควบคุมดูแล ในพ.ศ 2430 ครั้นถึงวันที่ 1 เมษายนพ.ศ 2435 ก็ได้รวมกรมที่เกี่ยวเนื่องกันขึ้นเป็น "กระทรวงธรรมการ" มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พรบุญนาค) เป็นเสนาบดีคนแรก
ปัญหาสำคัญที่ตามมาพร้อมกับการเพิ่มจำนวนโรงเรียนคือการผลิตครูที่มีความรู้พอสอนเด็กตามหลักสูตรที่วางไว้ได้ กระทรวงธรรมการจึงจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ขึ้นเป็นแห่งแรกที่ "โรงเลี้ยงเด็ก" ถนนบำรุงเมือง ใช้ตึกสายสวลีสัณฐาคารเป็นอาคารเรียน ตั้งเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ 2435 ตอนตั้งใหม่มีนักเรียนเพียง 3 คนเท่านั้น แต่ค่อยๆมีมากขึ้นในภายหลัง
จนถึงพ.ศ 2445 ต้องย้ายไปตั้งที่วัดเทพศิรินทร์มีชื่อใหม่ว่า "โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์เทพศิรินทร์" เปิดสอนในระดับฝึกหัดครูประถม แล้วขยายหลักสูตรขึ้นถึงระดับฝึกหัดครูมัธยม คราวนี้มีนักเรียนสนใจมาเรียนครูกันมาก จึงต้องไปเปิดโรงเรียนฝึกหัดครูเพิ่มขึ้นทางฝั่งธนบุรีอีกแห่งหนึ่ง ณ ที่ตั้งโรงเรียนราชวิทยาลัยเก่า ตรงที่เป็นโรงเรียนศึกษานารีปัจจุบัน ให้ชื่อว่า "โรงเรียนฝึกหัดครูฝั่งตะวันตก"
ผลิตครูระดับครูมูล ผู้ที่มาเรียนมักเป็นพระภิกษุหรือบุคคลที่เจ้าคณะมณฑลคัดเลือกส่งมา เมื่อสำเร็จแล้วต้องกลับไปรับราชการในมณฑลนั้นๆ จนถึงพ.ศ 2449 จึงย้ายโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์เทพศิรินทร์ไปรวมด้วย ตั้งชื่อใหม่ว่า "โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์"
เรื่องหลักสูตรการศึกษานั้น ได้เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมไปตามกาลสมัยอยู่เสมอ เมื่อพ.ศ 2438 แบ่งชั้นเรียนออกเป็น 3 ประโยคบรรจุวิชาสมัยใหม่เข้าสอนเช่น วิชาคณิตศาสตร์ และความรู้ทั่วไป มีสอนภาษาต่างประเทศในประโยค 3 ด้วย ครั้นต่อมารัฐบาลจัดส่งข้าราชการและนักเรียนสอนต่างประเทศที่มีความรู้ทางภาษาอังกฤษ ไปศึกษาวิชาการในทวีปยุโรปบ้าง ไปดูงานบ้าง เพื่อนำวิธีจัดการศึกษาของอารยประเทศมาดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมกับสภาพเมืองไทย จัดร่างโครงการหรือแผนการศึกษาขึ้นใช้ เป็นคราวๆไป เช่น
"แผนการศึกษา พ.ศ 2445" แบ่งระดับการศึกษาออกเป็นประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา แต่อุดมศึกษาในสมัยนั้นมีอยู่เพียงในแผนการ ยังไม่ได้จัดขึ้นจริงๆ ผู้ที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งเทียบเท่าชั้นมัธยมปีที่ 6 (ต่อมาคือชั้นมัธยมปีที่ 4) ไปศึกษาต่อด้านวิชาชีพ เช่น กฎหมาย แพทย์ และนายร้อยทหารบกได้ โรงเรียนในระดับสูงกว่าชั้นมัธยมศึกษาในสมัยนั้นมีอยู่ 4 โรงเรียนคือ
โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ โรงเรียนราชแพทยาลัย(ตั้งพ.ศ 2432) โรงเรียนมหาดเล็ก(ตั้งพ.ศ 2442) และโรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม(ตั้งพ.ศ 2440) ทั้ง 4 โรงเรียนนี้ผลิตคนออกรับราชการทั้งสิ้น
ธเนศ ขำเกิด สรุป เรียบเรียง
cr. 1.เจ้าของภาพ
2.ข้อมูลจาก หนังสือประวัติครู ของคุรุสภา 16 มกราคม 2525
3.ข้อมูลจาก หนังสือประวัติการศึกษาไทย ของ พงศ์อินทร์ ศุขขจร พ.ศ.2512
โฆษณา