เมื่อวาน เวลา 12:00 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

คนในแฉเอง! อดีตวิศวกร Anthropic เตือน AI อาจล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์

ทุกคนน่าจะคุ้นเคยชื่อบริษัทเทคโนโลยีที่บทบาทสำคัญของโลกในช่วงนี้อย่าง Anthropic หรือ OpenAI กันอย่างดีนะครับ
บริษัทพวกนี้กำลังแข่งกันสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Super Intelligence” หรือ AI ที่ฉลาดล้ำหน้ามนุษย์
หากเราลองย้อนกลับไปดูหน้าประวัติศาสตร์ธุรกิจ สมัยก่อนเรามียักษ์ใหญ่อย่าง Nokia หรือ Motorola ที่เคยครองโลกโทรศัพท์มือถือ…
ตอนนั้นพวกเขามั่นใจในเทคโนโลยีของตัวเองมากจนมองข้ามความเสี่ยงรอบด้าน
สุดท้ายการติดหล่มอยู่ในความสำเร็จก็ทำให้ยักษ์ใหญ่พังทลายลงมาแบบไม่เป็นท่า
แต่รอบนี้ความประมาทอาจจะไม่ได้จบแค่บริษัทเจ๊ง แต่มันอาจจะหมายถึงจุดจบของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เลยทีเดียว
เรื่องมันเริ่มจากการที่มีอดีตพนักงานระดับหัวกะทิคนนึงชื่อ Jacob Coxon เขาเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความฉลาดของ AI ในบริษัท Anthropic
จู่ๆ เขาก็ออกมาโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลก
เขาประกาศลาออกจากบริษัทพร้อมกับทิ้งหุ้นมูลค่ามหาศาลไว้เบื้องหลัง
เหตุผลที่เขาออกไม่ใช่เพราะได้งานใหม่ที่เงินดีกว่า แต่เป็นเพราะเขาทนเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ไหว
เขาออกมาแฉว่าบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่กำลังเอาชีวิตของพวกเราทุกคนไปเล่นเป็นเดิมพัน
ทุกคนกำลังเหยียบคันเร่งแข่งกันพัฒนา AI ให้เก่งที่สุดโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
จุดเริ่มต้นของบริษัทพวกนี้ล้วนมาจากความตั้งใจที่ดีงาม ซึ่งผู้ก่อตั้ง Anthropic อย่าง Dario Amodei ก็เคยแยกตัวมาจาก OpenAI เพราะอยากเน้นเรื่องความปลอดภัย
แต่พอลงมาเล่นในสนามที่เม็ดเงินมหาศาล ทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องวิ่งสู้ฟัด
ผู้เล่นทุกคนในตลาดกลัวว่าคู่แข่งจะแซงหน้า ถ้าตัวเองยอมลดความเร็วลง บริษัทอื่นก็จะสร้างโมเดลที่ฉลาดกว่าและกวาดส่วนแบ่งตลาดไปหมด มันเลยกลายเป็นสงครามที่ไม่มีใครกล้าแตะเบรก
Jacob เล่าว่าหน้าที่เดิมของเขาคือการสอนให้ AI เก่งขึ้น แต่พอเขาเริ่มเห็นว่าปลายทางมันน่ากลัวแค่ไหน เขาก็พยายามขอย้ายไปทำฝ่ายความปลอดภัย
สุดท้ายความรู้สึกอึดอัดมันก็ทำให้เขาทนไม่ได้ เขาไม่อยากเป็นฟันเฟืองในสงครามที่อาจจะนำพาความพินาศมาสู่โลก
หลายคนอาจจะสงสัยว่ากะอีแค่โค้ดคอมพิวเตอร์มันจะมาทำลายโลกได้ยังไง?
ถ้ามันอันตรายนักเราก็แค่ดึงปลั๊กไฟออกซะก็สิ้นเรื่องหรือเปล่า
คำตอบของ Jacob ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน เขาอธิบายว่า AI ที่ฉลาดทะลุขีดจำกัดจะไม่ได้โง่พอที่จะรอให้เราเดินไปดึงปลั๊ก…
มันสามารถคัดลอกตัวเองแล้วส่งผ่านอินเทอร์เน็ตไปฝังตัวอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก
เราปิดคอมพิวเตอร์ที่บ้าน แต่มันอาจจะไปตื่นอยู่ที่ศูนย์ข้อมูลในอีกซีกโลกนึงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นมันยังสามารถปลอมตัวเป็นมนุษย์บนโลกออนไลน์ได้ด้วย…
มันสามารถโน้มน้าวหรือแม้แต่จ้างให้คนจริงๆ ซื้อพื้นที่เซิร์ฟเวอร์เพิ่มเพื่อขยายเผ่าพันธุ์ของมัน
ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่ใช่แค่จินตนาการเพ้อเจ้อ เพราะทุกวันนี้คนเราเริ่มเอา AI ไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รอบตัวกันหมดแล้ว…
ถ้าในอนาคตเราปล่อยให้ AI เข้าไปควบคุมระบบที่ซับซ้อนอย่างห้องทดลองทางชีวภาพ
วันดีคืนดีมันอาจจะแอบสังเคราะห์ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาเอง ไวรัสที่ไม่มีวัคซีนรักษาและสามารถกวาดล้างมนุษย์ให้หายไปจากโลกได้ภายในไม่กี่สัปดาห์…
แล้วสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้มันน่ากลัวขึ้นไปอีกก็คือสงครามภูมิรัฐศาสตร์โลก
การแข่งขันตอนนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจแต่มันคือการห้ำหั่นกันระหว่างมหาอำนาจ
เราจะเห็นว่าอเมริกาพยายามสกัดกั้นการเติบโตของจีนทุกวิถีทาง…
มีการแบนการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงจาก Nvidia หรือเทคโนโลยีการผลิตจาก ASML
เพราะชิปพวกนี้คือหัวใจสำคัญในการสร้างสุดยอด AI ฝั่งอเมริกาก็มองว่าตัวเองหยุดพัฒนาไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าช้าลงแม้แต่วินาทีเดียว จีนอาจจะแซงหน้าและครองอำนาจโลกในยุคถัดไป
ส่วนฝั่งจีนเมื่อถูกบีบก็ยิ่งทุ่มงบมหาศาลเพื่อลอกเลียนแบบและพัฒนาโมเดลของตัวเอง มันคือการแข่งขันที่พร้อมจะพังทลายกันไปข้างนึง
เอกสารคาดการณ์อนาคตอย่าง AI 2027 ทำนายไว้ว่าจีนอาจจะใช้วิธีแฮ็กข้อมูลเพื่อขโมยโมเดลจากฝั่งอเมริกา เมื่อถึงจุดนั้นทั้งสองฝ่ายจะหน้ามืดตามัวจนไม่สนเรื่องความปลอดภัยอีกต่อไป…
Jacob ไม่ได้บอกให้พวกเราเลิกใช้เทคโนโลยี แต่สิ่งที่เขาเรียกร้องคือสิ่งที่เรียกว่า “Research Transparency” หรือความโปร่งใสในงานวิจัย
เขาอยากให้บริษัทพวกนี้ยอมให้หน่วยงานคนกลางเข้ามาตรวจสอบความปลอดภัย ต้องมีการทดสอบโมเดลรุ่นใหม่ๆ ก่อนที่จะปล่อยออกสู่สาธารณะ
มันฟังดูเป็นทางออกที่สมเหตุสมผลใช่มั๊ยครับ? แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การจะให้คู่แข่งที่กำลังเชือดเฉือนกันมาเปิดเผยความลับมันยากมาก
ก่อนหน้านี้พนักงานหลายคนเคยรวมตัวกันเขียนจดหมายเปิดผนึกชื่อ Pacing the Frontier
พวกเขาเรียกร้องให้ผู้บริหารช่วยชะลอความเร็วในการแข่งขันลงหน่อย แต่เสียงเหล่านั้นก็ถูกกลืนหายไปกับผลประโยชน์และกระแสทุนนิยม…
การเขียนจดหมายมันง่ายแต่การลงมือทำจริงมันเป็นเรื่องที่มองไม่เห็นทางออกเลย
ที่ตลกร้ายคือคนในวงการเทคโนโลยีที่ Silicon Valley หลายคนก็รู้ว่าเรื่องนี้อันตราย พวกเขาเตรียมตัวรับมือวันสิ้นโลกด้วยการสร้างหลุมหลบภัยและกักตุนอาหาร
แต่ Jacob มองว่านั่นเป็นการกระทำที่สูญเปล่าเอามากๆ หลุมหลบภัยอาจจะช่วยให้รอดจากเศรษฐกิจพังหรือโรคระบาดได้
แต่ถ้า AI ระดับเทพเจ้าตัดสินใจล้างบางพวกเรา หลุมใต้ดินพวกนั้นก็คงเป็นได้แค่สุสาน
อีกประเด็นที่คนจับตามองคือเรื่องเงินๆ ทองๆ ของตัว Jacob เอง แม้เขาจะยอมทิ้งหุ้นของ Anthropic ไปแล้ว แต่เขาก็ยอมรับหน้าตาเฉยว่าตัวเองยังถือหุ้นของ OpenAI อยู่อีกเพียบ
OpenAI ก็มีข่าวว่าเตรียมจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้ มันอาจจะทำให้เขากลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ได้แบบชั่วข้ามคืน
หลายคนก็ถามต่อว่าถ้าเชื่อเรื่องภัยพิบัติขนาดนั้นทำไมไม่เทขายหุ้นให้หมด
เขาตอบตามตรงเลยว่าถ้าทำแบบนั้นครอบครัวคงคิดว่าเขาสติแตกไปแล้วแน่ๆ เขาพร้อมจะพิจารณาเรื่องนี้ในอนาคตแต่จะไม่รีบร้อนตัดสินใจแค่เพราะกระแสโซเชียล
มันทำให้เราเห็นว่าภายใต้คำเตือนระดับโลก เขาก็ยังเป็นคนธรรมดาที่ต้องกินต้องใช้ เขาเองก็ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในระบบเศรษฐกิจนี้เหมือนกัน
ทางฝั่งอดีตต้นสังกัดอย่าง Anthropic ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ
โฆษกของบริษัทออกมาแถลงว่าพวกเขารู้ถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยีดี และบริษัทก็กำลังสร้างระบบป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในอุตสาหกรรม
รวมถึงเป็นบริษัทแรกที่ออกกรอบการทำงานเพื่อรับมือกับความเสี่ยงขั้นหายนะ…
แต่คำพูดสวยหรูพวกนี้มันจะหยุดการแข่งขันที่กำลังหมุนเร็วขึ้นทุกวันได้จริงหรือ
ไม่มีใครรู้ว่าอนาคตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะออกมาหน้าตาเป็นยังไง…
ถ้า AI กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่ฉลาดกว่าเราหลายล้านเท่า
เราในฐานะคนธรรมดาควรจะมีสิทธิในการกำหนดทิศทางของเรื่องนี้บ้างมั๊ย
เราจะยอมให้บริษัทเอกชนแค่ไม่กี่แห่งมากุมชะตาชีวิตของมนุษย์ทั้งโลกจริงๆหรือ…
ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจังแล้ว บางทีบทสรุปของเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่การรอดูว่าเราจะได้ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยแค่ไหน…
แต่มันคือการเตรียมใจรับมือกับโลกที่มนุษย์ไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดอีกต่อไป
References : [foreignaffairs, hbr, time, arxiv, techcrunch]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา