•
19 ก.ย. เวลา 11:00 • หนังสือ

16 ข้อคิดจากหนังสือ Success is just around the corner

นี่คือหนังสือที่บันทึกจุดเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคุณรวิศ หาญอุตสาหะ CEO ศรีจันทร์
ที่บันทึกการได้ทำเต็มที่อย่างทุกวัน จนประสบความสำเร็จมาจนทุกวันนี้
จะเป็นอย่างไร ผมสรุปไว้แล้วครับ
[1] ความแตกต่างระหว่าง โชค และ โชคชะตา
โชคชะตา เป็น subset ของโชค
เราสามารถเพิ่มโอกาสการเกิดโชคได้ผ่านการลงมือทำ
แม้ต้นไม้แห่งโชคมันไม่ได้เติบโตขึ้นมาทุกต้น
แต่อย่างน้อยมันก็มีโอกาสมากกว่าที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย
[2] วินัยไม่ใช่กรงขัง แต่มันเป็นสิ่งที่พาเราไปสู่อิสรภาพและมีความสุขในเส้นทางที่เราหวังไว้ได้
ตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้คือการวิ่งมาราธอน
มันเป็นระยะที่ยาก คนส่วนมากรู้สึกไม่ไหวตอนกิโลเมตรที่ 30
แต่จริงๆแล้วหากเราสู้กับใจตัวเองจนสำเร็จ ตอนนั้นแหละคือ ตอนที่เป็นอิสรภาพของเรา
[3] ไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ขอให้เอาพลังมาทุ่มเทกับสิ่งที่ควบคุมได้ดีกว่า
นั่นคือ ไม่มีอะไรที่สำคัญเท่าสิ่งที่เราทำตอนนี้
และควรใช้พลังงานกับคนที่เราอยู่ด้วยตอนนี้ให้มากที่สุด
[4] อย่าดูถูกพลังของหนังสือ เพราะมันซ่อนความรู้และทางออกมากมายให้เรา
[5] เราสามารถทำงาน 10 ปีได้ 2 แบบ
แบบแรก คือ ทำงาน 10 ปีจริงๆ กับอย่างที่ 2 คือ ทำงาน 1 ปี ซ้ำๆกัน 10 ปี
[6] ปริมาณ + ความสม่ำเสมอ = คุณภาพ
ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หากเราอยากได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ มันต้องเริ่มจาก การทำอย่างสม่ำเสมอก่อน
[7] หากให้แยกหรือบาลานซ์ ความรับผิดชอบ ออกจาก สิ่งที่ชอบ คงทำได้ยาก
สิ่งที่คุณรวิศแนะนำใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมองมันด้วยทัศนคติที่ดี
เราจะพบว่ามันแยกไม่ได้และมันส่งผลต่อเนื่องกันด้วย
เช่น การหนังสือคือสิ่งที่ชอบ แต่มันส่งผลกระทบไปถึงเรื่องงาน เรื่องครอบครัวและเรื่องส่วนตัวเราด้วย
[8] หากเริ่มต้นทำอะไรใหม่ๆยากลองใช้ Neurohacking หรือการเปลี่ยนรูปแบบคำดู เช่น
หากเราอยากไปวิ่ง ให้บอกว่าเราเป็นนักวิ่ง แทนการบอกว่าเราจะไปวิ่ง
เป็นการบอกว่าเราเป็นสิ่งนั้นแล้ว
ไม่ใช่เรากำลังจะไปทำสิ่งนั้น มันจะหลอกสมองเราได้ดีกว่าครับ
[9] Be the best of your self จงเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด
เพราะความสุขของเราเกิดจาก ‘ได้หา’ และไม่ใช่การ ‘หาได้’
เพราะสมองของเรามีส่วนที่เรียกว่า Seeking system ซึ่งมันหลังสาร Dopamine ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการสร้างความสุขออกมาเมื่อเราทำสิ่งที่ยาก
ดังนั้นการเป็นตัวเองให้เวอร์ชันที่ดีที่สุด มันทั้งพัฒนาตัวเราและมันอยากสร้างความสุขให้เราด้วยครับ
[10] บางครั้งเราก็ควรให้ลูกค้าเป็นคนสอนเรา
ตัวอย่างจากแบรนด์ Sasi ของคุณรวิศ แบรนด์นี้เป็นแบรนด์ที่กลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่น
และวิธีการทำการตลาดของแบรนด์นี้ คือ การไปสอบถามกลุ่มวัยรุ่นจริงๆ จนเจอ Insight ที่ไม่มีทางหาได้ในห้องประชุม นั่นคือ ต้องการแต่งหน้าให้พร้อมตลอดเวลา และแต่งอย่างไรให้ไปโรงเรียน
เรื่องนี้ทำให้แบรนด์นี้สามารถสร้างยอดขายได้ จากการให้ลูกค้าสอนนั่นเอง
[11] หนังสือเล่มนี้แนะนำวิธีป้องกันการ Burn out ไว้หลายข้อมากๆครับ
แต่ผมจะเลือกข้อที่น่าสนใจมา 3 ข้อครับ
1 กำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน
จงกำหนดว่าเราจะเลิกทำงานตอนกี่โมงแล้วค่อยมาลงมือทำวันถัดไป เช่น 1 ทุ่มก็กำหนดเลยว่าเราจะไม่ทำงานหลัง 1 ทุ่มแล้ว
2 Priotitize งาน หรือจัดลำดับความสำคัญของงานนั่นเอง
เพราะสุดท้ายเราไม่สามารถทำงานทุกงานเสร็จได้ เราต้องทำแต่สิ่งที่สำคัญก็พอครับ
3 นอนให้พอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
ก็ช่วยลดอาการ Burnout ได้
[11] ตั้งเป้าหมายแบบรวิศ หาญอุตสาหะ มี 4 ขั้นตอน
1 STEPS คือ task ที่ใช้เวลา 2 วันเพื่อทำให้เสร็จ
2 Short term goal เป้าหมายรายสัปดาห์
3 Long term goal เป้าหมายระยะยาวที่พอให้เราเห็นผลลัพธ์
4 Dreams คือ A Lifelong work
ตัวอย่าง เรื่องงานเขียน
STEPS ก่อนนอน 30-60 นาที จะเขียนเนื้อหา Bullet แบบไม่มีระเบียบจากที่ต่างๆไม่ว่าจะผู้คน หนังสือและอื่นๆ
Short term จัดระเบียบเนื้อหาช่วงเช้า เป็นบทความใหม่
Long term 5 เดือน 150 บทความ สั้นบ้างยาวบ้างแล้วแต่วัน
เอาที่เจ๋งๆมารวมบทความประมาณ 40 อัน จาก 5 เดือนพอดี
Dreams ออกหนังสือปีละ 2 เล่ม และมีรางวัล
[12] เข้าใจโลกหลายด้านทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก เพื่อมุมมองที่หลากหลาย
ภาพใหญ่ อ่าน The Wall Street Journal
ภาพเล็ก คุยกับเจ้าของร้านขายของแถวบ้าน
[13] คนเราควรสะสมของเอาไว้เยอะๆครับ ไม่ว่าจะ ความหลงใหล ความรัก Passion
เพราะเมื่อโอกาสมาถึง การนำมันออกมาใช้มันจะทรงพลังมาก
[14] การเขียนไดอารีทุกวันมีประโยชน์มาก ขอเพียงวันละ 3-5 นาที
เพราะมันไม่ได้แค่บันทุกเหตุการณ์ แต่มันบันทึกความรู้สึดลกเมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นด้วย
มันช่วย reflect สะท้อนความคิดของเราออกมา อะไรทำให้เรารู้สึกแบบนั้น
ที่สำคัญ การเขียนไดอารีมันปิดสวิตซ์การใช้เครื่องมือสื่อสาร เพราะเราจะเริ่มต้นเขียนด้วยมือนั่นเอง
[15] สูตรความคิดสร้างสรรรค์ จากนักแต่งเพลงภาพยนตร์ ฮันต์ ซิมเมอร์
คือการไม่ทำตามสูตรสำเร็จ แต่กลับคิดว่า ‘จะเป็นอย่างไรถ้า’ เอาสิ่งที่ไม่เคยขึ้นมาใส่
[16] ยิ่งชีวิตประจำวันยุ่งมากแค่ไหน เรายิ่งต้องหาเวลาเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น
เพราะสิ่งที่เราทำอยู่มันอาจไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งมันอาจเป็นเครื่องทุ่นแรงให้เราได้ครับ
แม้เล่มนี้จะเขียนมาหลายปีแล้ว
แต่เนื้อหาภายใน ยังคงใช้ได้อยู่เหมือนเดิมเลยครับ
เป็นเล่มที่คำโปรยระบุไว้เลยว่รบรรจุประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตของคุณรวิศเอาไว้ครับ
แถมมีการเพิ่มเติมเนื้อหาเข้ามาใหม่ด้วย
เล่มนี้อาจไม่ใช่เล่มที่บอกให้ทำอะไร 1 2 3 แต่มันให้แรงบันดาลใจ ให้ความหมาย
ทำให้เราอยากไปลงมือทำอะไรบางอย่างหลังการอ่านเล่มนี้ได้ครับ
เป็นเล่มที่น่าสนใจอีกเล่ม
และผมจะหยิบขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หากอยากได้แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ การทำสิ่งที่ยาก ที่ไม่มีใครเข้าใจครับ
สำนักพิมพ์ How to
จำนวนหน้า 332 หน้า
ผู้เขียน รวิศ หาญอุตสาหะ
โฆษณา