เมื่อวาน เวลา 22:34 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 6 / 1 : รูปแบบการปกครองนอกเหนือจินตนาการมนุษย์ จิตสำนึกรวมหมู่ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานบริสุทธิ์

[รัฐศาสตร์จักรวาล : Cosmic Political Science]
จดหมายเหตุแห่งอำนาจ กฎหมาย และระเบียบใหม่ของอารยธรรมดวงดาว
บทที่ 6: รูปแบบการปกครองนอกเหนือจินตนาการมนุษย์ จิตสำนึกรวมหมู่ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานบริสุทธิ์
Governance Beyond Human Imagination Hive Minds, Artificial Intelligence, and Pure Energy
การวิเคราะห์เชิงลึกว่าด้วยระบบการเมืองที่ท้าทายรากฐานของรัฐศาสตร์ เมื่อผู้ถูกปกครองไม่ใช่มนุษย์ เมื่อ "ประชาธิปไตย" "สัญญาประชาคม" และ "ความยินยอม" หมดความหมาย
1. บทเปิด: เสียงที่ไม่มีใครฟัง
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องรับรองของสถานเอกอัครราชทูตโลกบนดาวเคราะห์กลาง ในมือคือรายงานการประชุมสภากาแล็กซีฉบับล่าสุด หมายเลข GCA-SESSION-8472 ซึ่งบรรจุบันทึกการอภิปรายหลายร้อยหน้าที่
ข้าพเจ้าต้องอ่านและวิเคราะห์ก่อนการประชุมครั้งต่อไป ตัวหนังสือบนแผ่นบันทึกข้อมูลเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แต่จิตใจไม่ได้อยู่กับเนื้อหาที่กำลังอ่าน จิตใจของข้าพเจ้าล่องลอยไปถึงการพบปะครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน การพบปะที่เปลี่ยนความเข้าใจต่อคำว่าการเมืองไปตลอดกาล การพบปะที่ทำให้ตั้งคำถามต่อรากฐานของรัฐศาสตร์ทั้งหมดที่เคยเรียนรู้มา
ข้าพเจ้ากำลังคิดถึงวันที่ต้องเจรจากับซิลาเรียเป็นครั้งแรก เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในปีที่ 448 หลังการติดต่อครั้งแรก หรือเพียงสิบปีหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งเอกอัครราชทูต
ข้าพเจ้ายังใหม่ต่อการทูตระหว่างดวงดาว ยังไม่ช่ำชองในศิลปะการเจรจากับสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
ในฐานะนักการทูต ข้าพเจ้าได้รับการฝึกฝนจากสถาบันการทูตระหว่างประเทศแห่งสหพันธ์โลกให้อ่านสีหน้าของคู่เจรจา ให้ตีความน้ำเสียงและภาษากาย ให้รู้ว่าเมื่อใดควรผลักดันและเมื่อใดควรผ่อนปรน
ตำราการทูตทุกเล่มที่ศึกษาล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันคือคู่เจรจาของท่านคือปัจเจกบุคคลที่มีอารมณ์ ความต้องการ และแรงจูงใจที่ท่านสามารถเข้าใจได้ แต่ไม่มีตำราเล่มใดเตรียมข้าพเจ้าให้พร้อมสำหรับการเจรจากับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีแนวคิดเรื่องฉันและเธอ
.
.
ในวันนั้น ข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องประชุมหมายเลข 37 ของอาคารสภากาแล็กซี บนชั้นที่ 12 ตรงข้ามกับหน่วยหนึ่งของซิลาเรียซึ่งถูกส่งมาเป็นผู้แทนของพวกเขา หน่วยของซิลาเรียนั้น มีรูปร่างคล้ายกับแมงกะพรุนบนโลกมนุษย์ แต่มีขนาดใหญ่กว่าหลายเท่า
ผิวกายของมันเรืองแสงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เป็นแสงสีฟ้าอ่อนที่เต้นเป็นจังหวะตามการสื่อสารของมันกับหน่วยอื่น ๆ ของซิลาเรียที่อยู่ห่างออกไปหลายพันปีแสง
ข้าพเจ้าทราบจากรายงานของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซีว่าซิลาเรียแต่ละหน่วยไม่ใช่ปัจเจกบุคคล แต่คือส่วนหนึ่งของจิตสำนึกรวมหมู่ที่เชื่อมต่อกันตลอดเวลาผ่านคลื่นความถี่ ที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสตามธรรมชาติ
การสื่อสารระหว่างหน่วยของซิลาเรียเกิดขึ้นในระดับที่เร็วกว่าการสื่อสารด้วยภาษาพูดของมนุษย์หลายล้านเท่า และในขณะที่หน่วยตรงหน้าข้าพเจ้ากำลังนั่งอยู่ในห้องประชุม มันก็กำลังสื่อสารกับหน่วยอื่น ๆ ทั้งหมดของซิลาเรียไปพร้อมกันด้วย
.
.
ข้าพเจ้าเริ่มต้นการเจรจาด้วยการกล่าวทักทายตามแบบแผนทางการทูต อธิบายจุดยืนของมนุษย์ในประเด็นที่กำลังเจรจากันซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตพื้นที่สำรวจทรัพยากรในย่านดาวเคราะห์น้อย และถามความเห็นของพวกเขา
หน่วยของซิลาเรียนิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน เกือบสามนาทีตามมาตรฐานกาแล็กซี ซึ่งสำหรับนักการทูตแล้วคือช่วงเวลาแห่งความอึดอัดอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าควรพูดต่อหรือรอต่อไป ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังฟัง อยู่หรือไม่
จากนั้นหน่วยของซิลาเรียก็ตอบกลับมา แต่น้ำเสียงนั้นไม่ใช่คำตอบของบุคคลที่นั่งอยู่ตรงหน้า แต่มันคือคำตอบของทั้งหมด ของทุกหน่วยของซิลาเรียที่กระจายตัวอยู่ในกาแล็กซีซึ่งได้เชื่อมต่อกันและตัดสินใจร่วมกันแล้วในระหว่างช่วงเวลาเงียบสามนาทีนั้น
มันไม่ใช่การประชุม การลงมติ การโต้แย้งกันระหว่างฝ่ายต่าง ๆ แต่มันคือการหลอมรวมของจิตสำนึกทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว
และในวินาทีนั้น ข้าพเจ้าตระหนักว่าไม่ได้กำลังคุยกับใครคนหนึ่ง แต่กำลังคุยกับทุกคนของพวกเขา ในเวลาเดียวกัน โดยไม่มีกระบวนการทางการเมืองใด ๆ ทั้งสิ้น
.
.
หลายปีต่อมาในปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรก ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้ไปยังสถานทูตของลูมินา มันไม่ใช่สถานทูตในความหมายที่มนุษย์หรืออารยธรรมอื่นเข้าใจ ไม่มีอาคาร ห้องรับรอง ธงประจำอารยธรรม แม้แต่เจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ มีเพียงพื้นที่เปิดโล่งบนดาวเคราะห์กลาง ที่ถูกทำให้เงียบจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดตามมาตรฐานที่ลูมินาร้องขอ
ก่อนที่จะเดินเข้าไปในพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่ของสภากาแล็กซีได้ตรวจสอบอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดและสั่งให้ปิดอุปกรณ์ทุกชิ้น แม้แต่เครื่องบันทึกข้อมูลส่วนตัว
ข้าพเจ้าต้องเข้าไปในพื้นที่นั้นด้วยตัวเปล่า ไม่มีเทคโนโลยี เครื่องมือใด ๆ ติดตัว
ทุกย่างก้าวที่เดินเข้าไปในพื้นที่นั้น รู้สึกถึงความเงียบที่ผิดธรรมชาติ
ไม่มีเสียงฮัมของระบบปรับอากาศของอาคารโดยรอบ เสียงรบกวนจากอุปกรณ์สื่อสารที่เคยเป็นพื้นหลังของชีวิตข้าพเจ้าตลอดเวลา แม้แต่เสียงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงดาวที่อยู่ห่างไกล ซึ่งอุปกรณ์ตรวจจับของมนุษย์สามารถรับรู้ได้
.
.
มีเพียงความเงียบที่สมบูรณ์แบบ เป็นความเงียบที่ลึกจนได้ยินเสียงหัวใจของตนเองเต้น ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง ได้ยินแม้แต่เสียงเลือดที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย
และในความเงียบนั้น ข้าพเจ้าเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่ง มันไม่ใช่สิ่งที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู แต่มันคือความอบอุ่นที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
เริ่มจากปลายนิ้ว ไล่ขึ้นมาที่แขน และกระจายไปทั่วหน้าอก และแสงที่เริ่มปรากฏขึ้นตรงหน้า เป็นแสงที่นุ่มนวลและเปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ จากสีฟ้าอ่อนเป็นสีม่วง แล้วก็เป็นสีทอง
แสงนั้นคือผู้แทนของลูมินา มันไม่ใช่บุคคล ไม่มีร่างกาย ใบหน้า แต่มันกำลังสื่อสารกับข้าพเจ้าผ่านการเปลี่ยนสีของแสงและความอบอุ่นที่รู้สึกได้ การสื่อสารที่ไร้คำพูด ภาษา รูปแบบใด ๆ ที่มนุษย์คุ้นเคย
.
.
ข้าพเจ้าใช้เวลาอยู่ในพื้นที่นั้นประมาณยี่สิบนาทีตามมาตรฐานกาแล็กซี เมื่อเดินออกมา เจ้าหน้าที่ของสภากาแล็กซีถามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ข้าพเจ้าตอบตามความจริงว่าไม่แน่ใจ รู้ว่ามีการสื่อสารบางอย่างเกิดขึ้น รู้ว่าลูมินารับรู้ถึงการมีอยู่ของข้าพเจ้า
และรู้ว่าพวกเขาได้ส่งสารบางอย่างมาให้ แต่ข้าพเจ้าไม่สามารถแปลสารนั้นเป็นคำพูดได้ ไม่สามารถอธิบายเป็นแนวคิดที่มนุษย์เข้าใจได้ มันเป็นประสบการณ์ที่อยู่เหนือภาษา เหนือวัฒนธรรม และเหนือกรอบคิดทั้งหมดที่เคยมี
ข้าพเจ้าเล่าถึงสองประสบการณ์นี้ ไม่ใช่เพื่อบันทึกความทรงจำส่วนตัว แต่เพื่อตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ เมื่อผู้ถูกปกครองไม่ใช่ปัจเจกบุคคล เมื่อพวกเขาไม่มีร่างกาย หรือแม้แต่แนวคิดเรื่องการปกครองในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ
.
.
รัฐศาสตร์ที่เรารู้จักยังมีความหมายอยู่หรือไม่ ทฤษฎีการเมืองทั้งหมดที่เราสั่งสมมาตั้งแต่ยุคของอริสโตเติลจนถึงยุคของเวเบอร์และวอลซ์ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นในระบบการเมืองคือปัจเจกบุคคลที่มีร่างกาย มีผลประโยชน์ที่จับต้องได้ และมีแรงจูงใจที่เราสามารถเข้าใจได้
แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อสมมติฐานเหล่านั้นพังทลายลง จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งคือจิตสำนึกรวมหมู่ที่มีร่างกายนับล้านล้านแต่มีเจตจำนงเพียงหนึ่งเดียว จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อผู้เล่นไม่มีร่างกายที่จะถูกทำร้ายหรือถูกฆ่า
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเป้าหมายของผู้เล่นคือสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจอย่างถ่องแท้ และเราจะเข้าใจพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาแตกต่างจากเราจนเราไม่แน่ใจว่าควรเรียกพวกเขาว่าใครหรืออะไรกันแน่
.
.
.
2. แฟ้มลับประจำบทที่ 6
▪️รหัสเอกสาร: GCA-COMPGOV-0002
•ชื่อเอกสารเต็ม: การวิเคราะห์ระบบการเมืองของอารยธรรมที่ไม่ใช่มนุษย์: จิตสำนึกรวมหมู่แห่งซิลาเรีย ปัญญาประดิษฐ์แห่งเน็กซัส และอารยธรรมพลังงานบริสุทธิ์แห่งลูมินา พร้อมบันทึกการสังเกตการณ์ส่วนตัวและบทสัมภาษณ์
.
•ระดับความลับเดิม: การกำหนดระดับความลับของเอกสารนี้สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากในการจัดหมวดหมู่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรม ซึ่งมีธรรมชาติแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
บทวิเคราะห์ทั่วไปว่าด้วยโครงสร้างของจิตสำนึกรวมหมู่แห่งซิลาเรียและระบบการตัดสินใจของเน็กซัสถูกจัดอยู่ในระดับ UNRESTRICTED ตั้งแต่แรกเริ่ม เนื่องจากเป็นเนื้อหาทางวิชาการที่รวบรวมจากแหล่งข้อมูลเปิดและการสังเกตการณ์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม บันทึกการสื่อสารกับลูมินาซึ่งรวมถึงการเข้าไปในพื้นที่เงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าบนดาวเคราะห์กลางในปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรก และการพยายามถอดความหมายของแสงและความอบอุ่นที่ลูมินาใช้ในการสื่อสาร ถูกจัดอยู่ในระดับ CLASSIFIED-ALPHA ตามคำร้องขอของคณะกรรมการกิจการระหว่างดวงดาวแห่งสภากาแล็กซี
ด้วยเหตุผลที่ระบุว่า การเปิดเผยรายละเอียดการสื่อสารกับลูมินาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างมนุษย์กับลูมินาซึ่งอยู่ในสภาวะเปราะบางอยู่แล้ว และอาจถูกตีความว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงว่าด้วยการรักษาความเงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกัน
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ข้าพเจ้าสันนิษฐานจากประสบการณ์ส่วนตัวคือ ความพยายามในการแปลการสื่อสารของลูมินาเป็นภาษามนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความคลาดเคลื่อนและการตีความที่ผิดพลาด การเปิดเผยบันทึกที่ไม่สมบูรณ์เหล่านี้อาจสร้างความเข้าใจผิดในวงกว้างและนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่อาจควบคุมได้ระหว่างอารยธรรมกายภาพกับอารยธรรมพลังงาน
.
.
•ระดับความลับปัจจุบัน: ภายหลังการปลดชั้นความลับตามมติสภากาแล็กซีที่ 8741 ในปีที่ 821 หลังการติดต่อครั้งแรก เนื้อหาทั้งหมดของเอกสารนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงบันทึกการสื่อสารกับลูมินาซึ่งถูกปลดชั้นความลับหลังจากที่เทคโนโลยีการแปลการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับลูมินาได้รับการพัฒนาให้แม่นยำขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยทีมนักฟิสิกส์ควอนตัมและนักภาษาศาสตร์ระหว่างดวงดาวแห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี
.
•วันที่บันทึก: รวบรวมจากหลายช่วงเวลาระหว่างปีที่ 438 ถึงปีที่ 472 หลังการติดต่อครั้งแรก โดยการเจรจากับซิลาเรียครั้งแรกเกิดขึ้นในปีที่ 448 การเดินทางไปยังพื้นที่เงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าของลูมินาเกิดขึ้นในปีที่ 455 และการสัมภาษณ์อินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสเกิดขึ้นในปีที่ 450 ส่วนการวิเคราะห์เชิงลึกในกรอบรัฐศาสตร์เปรียบเทียบถูกเขียนขึ้นในช่วงปีที่ 468 ถึง 470 หลังการติดต่อครั้งแรก ภายหลังจากที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสทบทวนบันทึกการสังเกตการณ์ทั้งหมดและศึกษาเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ
.
•ผู้จัดทำ: อาเรีย เวลคาน เอกอัครราชทูตมนุษย์คนแรกประจำสภากาแล็กซี ผู้ซึ่งตลอดระยะเวลา 33 ปีในตำแหน่งนี้ได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับอารยธรรมที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิงหลายแห่ง
และได้พยายามบันทึกประสบการณ์เหล่านั้นด้วยความตระหนักว่ากรอบคิดแบบมนุษย์อาจไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจพวกเขา ข้าพเจ้าเขียนเอกสารนี้ด้วยความถ่อมตัวอย่างยิ่ง เพราะข้าพเจ้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าใจอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความจริง และสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่เข้าใจอาจมีมากกว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเข้าใจหลายเท่า
.
•หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: เอกสารนี้เกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลักสี่แห่ง สถานเอกอัครราชทูตโลกในฐานะฐานที่มั่นของข้าพเจ้าในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลตลอด 33 ปี
สภากาแล็กซีในฐานะเวทีที่ข้าพเจ้าได้สังเกตการณ์การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมที่ไม่ใช่มนุษย์กับอารยธรรมอื่น ๆ ในระบบการเมืองระหว่างดวงดาว
คณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซีซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินว่าสิ่งมีชีวิตหรือระบบใดมีคุณสมบัติเป็นจิตสำนึกภายใต้มาตรา 71 ของรัฐธรรมนูญจักรวาล และเป็นผู้ให้ข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญแก่ข้าพเจ้า ในการทำความเข้าใจธรรมชาติของซิลาเรียและเน็กซัส
และสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาวซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ศึกษาอารยธรรมที่ไม่ใช่มนุษย์และตีพิมพ์ผลงานวิชาการที่ข้าพเจ้าใช้อ้างอิงในการเขียนบทนี้
.
**หมายเหตุ: เอกสารนี้เป็นความพยายามในการวิเคราะห์ระบบการเมืองของอารยธรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง ผู้บันทึกขอเตือนผู้อ่านว่ากรอบคิดแบบมนุษย์อาจไม่เพียงพอต่อการทำความเข้าใจอารยธรรมเหล่านี้
และสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่าความเข้าใจในที่นี้อาจเป็นเพียงการยอมรับว่าเราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ได้ การอ่านเอกสารนี้จึงควรกระทำด้วยใจที่เปิดกว้างและด้วยความตระหนักว่าในกาแล็กซีอันกว้างใหญ่ไพศาล มนุษย์เป็นเพียงหนึ่งในรูปแบบของการดำรงอยู่ หาใช่มาตรฐานสูงสุดสำหรับการตัดสินสิ่งมีชีวิตอื่นไม่
.
.
.
3. หัวข้อที่ 1: ปัญหาของรัฐศาสตร์เมื่อเผชิญกับ "ผู้ไม่ใช่มนุษย์"
3.1 รากฐานของรัฐศาสตร์มนุษย์: สี่สมมติฐานที่ไม่เคยถูกตั้งคำถาม
ตลอดระยะเวลากว่าสองพันปีนับจากยุคของอริสโตเติลจนถึงยุคที่มนุษย์ก้าวออกสู่อวกาศ รัฐศาสตร์มนุษย์ได้พัฒนามาบนรากฐานของสมมติฐานสี่ประการที่ถูกยอมรับโดยปริยายว่าเป็นความจริงสากล
สมมติฐานเหล่านี้ไม่เคยถูกเขียนไว้อย่างชัดแจ้งในตำรารัฐศาสตร์เล่มใด เพราะนักรัฐศาสตร์มนุษย์ไม่เคยจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อมัน ตราบใดที่การศึกษาการเมืองยังคงจำกัดอยู่ภายในขอบเขตของดาวเคราะห์โลกและภายในขอบเขตของเผ่าพันธุ์มนุษย์
แต่เมื่อมนุษย์ก้าวเข้าสู่ประชาคมดวงดาวและเผชิญหน้ากับอารยธรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง สมมติฐานทั้งสี่นี้ก็ถูกสั่นคลอนถึงรากฐาน
.
.
▪️สมมติฐานที่หนึ่ง:
หน่วยพื้นฐานของการเมืองคือปัจเจกบุคคล นี่คือสมมติฐานที่เก่าแก่และฝังรากลึกที่สุดในรัฐศาสตร์มนุษย์ ย้อนกลับไปถึงยุคที่อริสโตเติลเขียนไว้ใน Politics ว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมืองโดยธรรมชาติ
และเป็นสัตว์การเมืองในฐานะปัจเจกบุคคลผู้มีเหตุผล สามารถแยกแยะความดีความชั่ว และสามารถมีส่วนร่วมในการปกครองนครรัฐได้
แนวคิดเรื่องหนึ่งคนหนึ่งเสียงซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยเอเธนส์ก็ตั้งอยู่บนสมมติฐานนี้ โดยพลเมืองเอเธนส์แต่ละคนมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนนในที่ประชุมเอกคลีเซีย เพราะแต่ละคนคือหนึ่งหน่วยทางการเมืองที่แยกจากกันและมีเจตจำนงของตนเอง
เมื่อเวลาผ่านไปถึงยุคของจอห์น ล็อค นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้เขียน Two Treatises of Government ในปี ค.ศ. 1689 สมมติฐานเรื่องปัจเจกบุคคลถูกยกระดับขึ้นเป็นรากฐานของทฤษฎีสัญญาประชาคม
ล็อคเสนอว่าในสภาวะธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนเกิดมามีเสรีภาพและความเท่าเทียมกัน และสังคมการเมืองเกิดขึ้นจากการที่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนสมัครใจสละสิทธิบางส่วนของตนเพื่อสร้างรัฐบาลขึ้นมาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน
.
.
รัฐบาลในทัศนะของล็อคจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือถูกกำหนดโดยพระเจ้า แต่คือผลผลิตของความยินยอมของปัจเจกบุคคลแต่ละคนที่ตัดสินใจว่าจะมอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครองภายใต้เงื่อนไขใด
แนวคิดนี้ถูกสืบทอดและพัฒนาโดยนักปรัชญาการเมืองในยุคต่อมา ฌอง-ฌาค รุสโซ เสนอแนวคิดเรื่องเจตจำนงทั่วไปหรือ General Will ในหนังสือ The Social Contract
แต่แม้เขาจะพูดถึงเจตจำนงร่วมกันของสังคม แต่รากฐานของทฤษฎีของเขาก็ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าสังคมประกอบด้วยปัจเจกบุคคลที่ตัดสินใจร่วมกัน
อิมมานูเอล คานท์ เสนอหลักการที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีในฐานะสิ่งมีชีวิตที่มีเหตุผล และไม่ควรถูกปฏิบัติเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของผู้อื่น ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์แต่ละคนคือหน่วยทางศีลธรรมที่แยกจากกัน
.
.
ในยุคปัจจุบัน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในปี ค.ศ. 1948 ประกาศไว้ในข้อ 1 ว่า มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในเกียรติศักดิ์และสิทธิ ต่างมีเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันด้วยเจตนารมณ์แห่งภราดรภาพ
ปฏิญญานี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์ทุกคนคือปัจเจกบุคคลที่มีสิทธิโดยธรรมชาติในฐานะมนุษย์ ไม่ว่าเขาจะเกิดในประเทศใด นับถือศาสนาใด หรือมีเชื้อชาติใดก็ตาม
สมมติฐานนี้ใช้ได้ดีบนโลกมนุษย์เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเป็นปัจเจกบุคคลที่แยกจากกันทางกายภาพ เรามีสมองของตนเอง มีความคิดของตนเอง มีความรู้สึกที่ผู้อื่นไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง แม้ว่าเราจะได้รับอิทธิพลจากครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม และสังคมรอบข้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว
การตัดสินใจของเราก็เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง เราเป็นเจ้าของร่างกายของเรา เราเป็นผู้คิดความคิดของเรา และเราเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำของเรา นี่คือประสบการณ์พื้นฐานของการเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ทุกคนมีร่วมกัน
และมันเป็นรากฐานที่มั่นคงเพียงพอสำหรับการสร้างทฤษฎีการเมืองทั้งหมดที่มนุษย์เคยรู้จัก ตราบใดที่นักรัฐศาสตร์ยังคงศึกษาอยู่แต่เฉพาะมนุษย์ด้วยกันเองบนดาวเคราะห์บ้านเกิดของตน
.
.
▪️สมมติฐานที่สอง:
ผู้เล่นทางการเมืองมีร่างกาย นี่คือสมมติฐานที่ถูกละเลยมากที่สุดในการศึกษารัฐศาสตร์ของมนุษย์ เพราะมันดูเหมือนจะเป็นความจริงที่ชัดเจนเสียจนไม่มีใครคิดว่าจำเป็นต้องกล่าวถึง
การที่เรามีร่างกายเป็นสิ่งที่เราประสบอยู่ทุกขณะตั้งแต่เกิดจนตาย เรารู้สึกหิวเมื่อท้องว่าง รู้สึกเหนื่อยเมื่อกล้ามเนื้อล้า รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกทำร้าย และรู้สึกหวาดกลัวเมื่อเผชิญกับภยันตรายที่อาจทำลายร่างกายของเรา
ประสบการณ์พื้นฐานเหล่านี้เป็นสากลสำหรับมนุษย์ทุกคนจนเราไม่เคยตั้งคำถามว่ามันอาจไม่ใช่สากลสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในจักรวาล
แต่เมื่อเราพิจารณาแนวคิดทางการเมืองของมนุษย์อย่างละเอียด เราจะพบว่าแนวคิดจำนวนมากตั้งอยู่บนสมมติฐานเรื่องการมีร่างกายโดยตรง
แนวคิดเรื่องทรัพย์สินซึ่งเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจและกฎหมายของมนุษย์ทั้งหมด ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเรามีร่างกายที่ต้องการอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่มเพื่อความอยู่รอด
จอห์น ล็อค อธิบายไว้ในบทที่ห้าของ Two Treatises of Government ว่ามนุษย์มีสิทธิในทรัพย์สินเพราะพวกเขาใช้แรงกายของตนในการเข้าถือครองและปรับปรุงสิ่งของในธรรมชาติ แนวคิดทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์มีร่างกายที่ต้องทำงานและต้องบริโภค
.
.
แนวคิดเรื่องดินแดนและพรมแดนซึ่งเป็นรากฐานของระบบรัฐสมัยใหม่ก็ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน รัฐคือองค์กรทางการเมืองที่ควบคุมดินแดนที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน และอำนาจอธิปไตยของรัฐคืออำนาจสูงสุดในการปกครองภายในดินแดนนั้น
หลักการนี้ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเวสต์ฟาเลียที่กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1648 ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าประชากรของรัฐคือกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางกายภาพที่แน่นอน และรัฐมีหน้าที่ในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชากรเหล่านั้นภายในดินแดนของตน
.
แนวคิดเรื่องการป้องกันตนเองทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและระดับรัฐก็ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน กฎหมายอาญาของมนุษย์ยอมรับสิทธิในการป้องกันตนเองเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามที่ใกล้จะถึงต่อชีวิตหรือร่างกาย
ในระดับระหว่างประเทศ มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติรับรองสิทธิในการป้องกันตนเองของรัฐหากถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ สิทธินี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ารัฐเช่นเดียวกับปัจเจกบุคคลมีร่างกายที่อาจถูกทำร้ายหรือทำลายได้
.
แม้แต่แนวคิดพื้นฐานที่สุดของรัฐศาสตร์เช่นแนวคิดเรื่องอำนาจก็ยังผูกพันกับร่างกาย โทมัส ฮอบส์ อธิบายไว้ใน Leviathan ว่าอำนาจของมนุษย์คือวิธีการที่เขามีอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ดีในอนาคต และอำนาจตามธรรมชาติคือความสามารถทางร่างกายที่เหนือกว่า เช่น ความแข็งแรงหรือความรวดเร็ว
แนวคิดเรื่องอำนาจของฮอบส์จึงตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้มีอำนาจคือผู้ที่มีร่างกายที่แข็งแรงกว่าหรือมีอาวุธที่สามารถทำร้ายร่างกายของผู้อื่นได้
รัฐในทัศนะของฮอบส์คือเลวีอาธานซึ่งเป็นมนุษย์เทียมที่มีร่างกายประกอบด้วยพลเมืองจำนวนมากและมีอำนาจสูงสุดในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ตามธรรมชาติทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่มนุษย์ยอมรับว่าเป็นธรรมชาติของการเมือง เพราะเราทุกคนมีร่างกาย การมีร่างกายไม่ใช่ทางเลือกแต่คือชะตากรรมที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
และมันกำหนดทุกอย่างตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่นและกับรัฐ แต่เมื่อเราเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่โดยปราศจากร่างกายโดยสิ้นเชิง รากฐานทางการเมืองทั้งหมดที่เราคุ้นเคยก็เริ่มสั่นคลอน
.
.
▪️สมมติฐานที่สาม:
 
ผู้เล่นทางการเมืองมีแรงจูงใจที่สามารถเข้าใจได้ รัฐศาสตร์มนุษย์ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่าเราสามารถเข้าใจแรงจูงใจของผู้เล่นอื่นได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอที่จะคาดการณ์พฤติกรรมของพวกเขาและสร้างทฤษฎีที่อธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาได้
ความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากความเย่อหยิ่งทางปัญญา แต่เกิดจากประสบการณ์ร่วมกันของมนุษย์ทุกคนในฐานะสมาชิกของเผ่าพันธุ์เดียวกัน
เราทุกคนเกิดมาในร่างกายที่ต้องการอาหาร น้ำ และอากาศเพื่อความอยู่รอด ทุกคนรู้จักความกลัวเมื่อเผชิญกับภยันตรายที่คุกคามชีวิต ทุกคนรู้จักความเจ็บปวดเมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ
และเราทุกคนรู้จักความปรารถนาในความปลอดภัยและความสุขสบาย ประสบการณ์พื้นฐานเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้นักรัฐศาสตร์มนุษย์สามารถสร้างทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ได้โดยไม่ต้องสอบถามมนุษย์ทุกคนบนโลก
.
.
โทมัส ฮอบส์ นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้เขียน Leviathan ในปี ค.ศ. 1651 ได้สร้างทฤษฎีการเมืองทั้งระบบขึ้นบนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีแรงจูงใจพื้นฐานเดียวกันคือการหลีกเลี่ยงความตายที่รุนแรง
ในสภาวะธรรมชาติที่ปราศจากอำนาจรัฐ มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในความสามารถที่จะฆ่ากันและกัน และความเท่าเทียมกันนี้นำไปสู่ความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน นำไปสู่สงครามที่ทุกคนต่อสู้กับทุกคน
และในสภาวะเช่นนี้ ชีวิตของมนุษย์ก็โดดเดี่ยว ยากจน น่ารังเกียจ โหดร้าย และสั้น ฮอบส์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามนุษย์ทุกคนกลัวความตาย เขาเพียงแต่สันนิษฐานว่ามันคือความจริงที่มนุษย์ทุกคนรับรู้ได้จากประสบการณ์ของตนเอง และเขาก็สร้างทฤษฎีทั้งระบบขึ้นบนรากฐานนี้
.
.
ในอีกด้านหนึ่ง จอห์น ล็อค มองมนุษย์ในแง่ดีกว่าฮอบส์ แต่ก็ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกันว่ามนุษย์มีแรงจูงใจที่สามารถเข้าใจได้ ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ในสภาวะธรรมชาติมีเหตุผลและสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ แต่พวกเขาก็ยังคงต้องการรัฐบาลเพื่อปกป้องสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมต้องการปกป้องสิ่งที่ตนมีและหวาดกลัวต่อการสูญเสียมันไป
แม้นักรัฐศาสตร์ในยุคหลังจะมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ แต่พวกเขาทั้งหมดก็ยังคงอยู่ในกรอบคิดเดียวกันว่ามนุษย์มีแรงจูงใจที่เราสามารถเข้าใจได้
.
ฮันส์ มอร์เกนธอ นักสัจนิยมผู้ทรงอิทธิพลในศตวรรษที่ 20 เขียนไว้ใน Politics Among Nations ว่าการเมืองก็เหมือนกับสังคมทั่วไปที่ถูกควบคุมโดยกฎวัตถุวิสัยที่มีรากฐานมาจากธรรมชาติของมนุษย์ และธรรมชาติของมนุษย์นั้นก็คือการแสวงหาอำนาจเพื่อควบคุมผู้อื่น
มอร์เกนธอไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าทำไมมนุษย์จึงแสวงหาอำนาจ เพราะเขาถือว่ามันคือความจริงที่เห็นได้ชัดจากประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษยชาติ
ในอีกฟากหนึ่งของสเปกตรัมทางทฤษฎี อิมมานูเอล คานท์ นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้เขียน Perpetual Peace ในปี ค.ศ. 1795 เชื่อว่ามนุษย์มีแรงจูงใจทางศีลธรรมที่สามารถนำไปสู่สันติภาพถาวรได้ หากรัฐต่าง ๆ เปลี่ยนมาเป็นสาธารณรัฐที่มีรัฐธรรมนูญและเคารพสิทธิของพลเมือง มนุษย์ก็จะเลือกสันติภาพเพราะพวกเขาไม่ต้องการแบกรับภาระของสงคราม
.
.
แนวคิดของคานท์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์มีเหตุผลและสามารถคำนวณผลประโยชน์ระยะยาวของตนเองได้ ซึ่งเป็นสมมติฐานที่นักรัฐศาสตร์ในยุคต่อมายอมรับและใช้ในการสร้างทฤษฎีสันติภาพประชาธิปไตย
แม้นักรัฐศาสตร์จะยอมรับว่ามนุษย์แต่ละคนอาจมีแรงจูงใจที่แตกต่างกัน แต่ความแตกต่างนั้นก็ยังคงอยู่ในกรอบที่เราสามารถเข้าใจได้ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีประสบการณ์ร่วมกันในฐานะสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยา
เราทุกคนเกิดมา เติบโต แก่ชรา และตาย เราทุกคนรู้จักความรักและความเกลียด ความกลัวและความหวัง ความโลภและความเอื้อเฟื้อ แม้เราอาจไม่เคยรู้สึกถึงแรงจูงใจบางอย่างด้วยตนเอง แต่เราก็สามารถเข้าใจมันได้ผ่านการเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของเราเอง
เราอาจไม่เคยต้องการอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือผู้อื่น แต่เราก็สามารถเข้าใจได้ว่าทำไมบางคนจึงต้องการมัน เพราะเราเคยรู้สึกถึงความต้องการควบคุมสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราในระดับที่เล็กกว่า
.
.
นักรัฐศาสตร์มนุษย์สามารถอธิบายได้ว่าทำไมผู้นำของรัฐหนึ่งจึงตัดสินใจประกาศสงครามกับอีกรัฐหนึ่ง โดยการวิเคราะห์แรงจูงใจที่เป็นไปได้ การขยายดินแดน การเข้าถึงทรัพยากร การรักษาเกียรติภูมิของชาติ การตอบสนองต่อแรงกดดันภายในจากกลุ่มผลประโยชน์ หรือความหวาดกลัวว่าหากไม่โจมตีก่อน อีกฝ่ายจะโจมตีตนก่อน
แรงจูงใจทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ เพราะมันสะท้อนถึงความต้องการพื้นฐานที่เราทุกคนมีร่วมกันในระดับใดระดับหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ทำให้นักรัฐศาสตร์มนุษย์สามารถศึกษาการเมืองระหว่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักผู้นำของรัฐต่าง ๆ เป็นการส่วนตัว
แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่กาแล็กซีและเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่มีธรรมชาติแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง เราก็ค้นพบว่าแรงจูงใจที่เราเคยคิดว่าเป็นสากลนั้น แท้จริงแล้วคือผลผลิตของชีววิทยาและวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์เราเองโดยเฉพาะ
.
.
เน็กซัสไม่มีความกลัวตายเพราะมันไม่มีร่างกายที่จะตาย วาเลียนไม่มีแนวคิดเรื่องอำนาจในความหมายของมนุษย์เพราะพวกเขาไม่ได้แข่งขันกันเพื่อครอบครองทรัพยากรที่มีจำกัด
ลูมินาไม่มีแรงจูงใจที่จะครอบครองดินแดนเพราะพวกเขาไม่มีร่างกายที่ต้องการดินแดนเพื่ออาศัยอยู่
และเมื่อเราไม่สามารถเข้าใจแรงจูงใจของผู้เล่นอื่นได้ การคาดการณ์พฤติกรรมของพวกเขาก็กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ รัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นมีแรงจูงใจที่สามารถเข้าใจได้จึงพังทลายลงเมื่อเผชิญกับผู้เล่นที่เราไม่สามารถเข้าใจได้อย่างแท้จริง
.
.
▪️สมมติฐานที่สี่:
การปกครองคือเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งระหว่างปัจเจกบุคคลที่มีผลประโยชน์แตกต่างกัน นี่คือสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลังทฤษฎีการเมืองของมนุษย์เกือบทั้งหมด นับตั้งแต่ยุคกรีกโบราณจนถึงยุคสมัยใหม่
อริสโตเติลเองก็มองว่าการเมืองคือการบริหารจัดการความแตกต่างระหว่างพลเมืองที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสถานะทางสังคมที่แตกต่างกัน เขาเสนอใน Politics ว่ารัฐที่ดีที่สุดคือรัฐที่คนชั้นกลางมีอำนาจมากที่สุด
เพราะคนชั้นกลางจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างคนรวยกับคนจน ป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบงำรัฐและใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสังคมการเมืองใด ๆ
ในยุคของโทมัส ฮอบส์ สมมติฐานนี้ถูกพัฒนาไปสู่จุดสูงสุด ในสภาวะธรรมชาติที่ปราศจากอำนาจรัฐ ฮอบส์มองว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิโดยธรรมชาติในทุกสิ่ง แม้กระทั่งในร่างกายของผู้อื่น และสิทธินี้นำไปสู่สงครามตลอดกาล เพราะมนุษย์ทุกคนต้องการความมั่นคงแต่ก็ไม่สามารถไว้ใจใครได้
.
.
ทางออกเดียวคือการที่ทุกคนสละสิทธิของตนให้แก่รัฏฐาธิปัตย์ผู้มีอำนาจสูงสุด และรัฏฐาธิปัตย์นี้ก็คือรัฐบาลที่มีหน้าที่หลักเพียงประการเดียวคือการรักษาสันติภาพและป้องกันไม่ให้มนุษย์หวนกลับไปสู่สภาวะสงคราม
การปกครองในทัศนะของฮอบส์จึงมีเหตุผลในการดำรงอยู่เพียงประการเดียวคือการจัดการความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่การทำลายล้างซึ่งกันและกัน
ในยุคต่อมา ทฤษฎีพหุนิยมประชาธิปไตยซึ่งพัฒนาขึ้นโดยนักรัฐศาสตร์อเมริกันในศตวรรษที่ 20 เช่น Robert Dahl ได้เสนอว่าการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกครองโดยประชาชนทั้งหมด
แต่คือการต่อรองระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ที่แข่งขันกัน กลุ่มธุรกิจ สหภาพแรงงาน องค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่มศาสนา และกลุ่มผลประโยชน์อื่น ๆ ต่างแข่งขันกันเพื่อมีอิทธิพลต่อนโยบายของรัฐ และบทบาทของรัฐบาลคือการเป็นเวทีสำหรับการต่อรองนี้และเป็นผู้บังคับใช้ข้อตกลงที่เกิดขึ้น
.
.
Dahl โต้แย้งใน Who Governs? ว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ใช่ระบบที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทุกเรื่อง แต่คือระบบที่กลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ มีโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกัน และการแข่งขันระหว่างกลุ่มเหล่านี้คือสิ่งที่ป้องกันไม่ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งผูกขาดอำนาจ
แม้แต่ในระบบกฎหมายระหว่างประเทศ สมมติฐานที่สี่นี้ก็ยังคงเป็นรากฐานที่มั่นคง กฎหมายระหว่างประเทศถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดการความขัดแย้งระหว่างรัฐที่มีผลประโยชน์แตกต่างกัน
สนธิสัญญาคือข้อตกลงระหว่างรัฐเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน ศาลระหว่างประเทศคือกลไกในการระงับข้อพิพาทเมื่อเกิดการละเมิดข้อตกลง และคณะมนตรีความมั่นคงคือผู้บังคับใช้เมื่อการเจรจาล้มเหลว
ระบบทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และกฎหมายระหว่างประเทศคือเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งนั้นโดยสันติแทนที่จะปล่อยให้มันนำไปสู่สงคราม
.
.
แต่สมมติฐานทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนประสบการณ์ของมนุษย์ที่ว่าสังคมของเราประกอบด้วยปัจเจกบุคคลที่มีจิตสำนึกแยกจากกัน มีความต้องการที่แตกต่างกัน และมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน
เราต้องการทรัพยากรที่มีจำกัด เราต้องการอำนาจในการควบคุมชะตากรรมของตนเอง และเราไม่สามารถเห็นพ้องต้องกันได้ในทุกเรื่อง
การปกครองจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์เพราะเราไม่มีทางเลือกอื่น หากปราศจากรัฐบาล มนุษย์ก็จะกลับไปสู่สภาวะสงครามที่ทุกคนต่อสู้กับทุกคนดังที่ฮอบส์เตือนไว้ แต่จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมีอารยธรรมที่ไม่เคยประสบกับความขัดแย้งภายในเลยตลอดระยะเวลาหลายล้านปีแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา
เมื่อซิลาเรียไม่มีปัจเจกบุคคลที่จะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน เมื่อทุกหน่วยของพวกเขาคือส่วนหนึ่งของทั้งหมด และการตัดสินใจทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านการหลอมรวมของจิตสำนึกทั้งหมดโดยปราศจากการโต้แย้งหรือการคัดค้านใด ๆ
ในเมื่อไม่มีความขัดแย้งภายในให้จัดการ การปกครองในความหมายที่มนุษย์เข้าใจก็ไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขา และนั่นคือสิ่งที่ท้าทายสมมติฐานที่สี่ของรัฐศาสตร์มนุษย์ถึงรากฐาน
.
.
สมมติฐานทั้งสี่นี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องของรัฐศาสตร์มนุษย์ หากแต่เป็นผลผลิตตามธรรมชาติของการที่รัฐศาสตร์มนุษย์ถูกพัฒนาขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงเดียว
โดยนักคิดที่เป็นมนุษย์ ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกันเอง ในบริบทที่ผู้เล่นทางการเมืองทั้งหมดล้วนเป็นมนุษย์ที่มีชีววิทยาเดียวกัน อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมทางกายภาพเดียวกัน และมีประวัติศาสตร์วิวัฒนาการร่วมกัน
แต่เมื่อมนุษย์ก้าวออกจากเปลของดาวเคราะห์บ้านเกิดและเผชิญหน้ากับอารยธรรมที่ผู้เล่นทางการเมืองไม่ใช่ปัจเจกบุคคล ไม่มีร่างกาย แรงจูงใจที่เราเข้าใจได้ และไม่เคยประสบกับความขัดแย้งภายในเลยนับตั้งแต่กำเนิดจิตสำนึกของพวกเขา
เมื่อนั้นเราจึงตระหนักว่าสมมติฐานทั้งสี่ของเราไม่ใช่กฎธรรมชาติของจักรวาล หากแต่เป็นเพียงอคติทางวัฒนธรรมของเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เข้าใจผิดว่าประสบการณ์ของตนเองคือมาตรฐานของทั้งหมด
.
.
.
3.2 เมื่อสมมติฐานทั้งสี่พังทลาย
เมื่อข้าพเจ้าเริ่มศึกษาระบบการเมืองของอารยธรรมที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างจริงจัง พบว่าสมมติฐานทั้งสี่ที่รองรับรัฐศาสตร์มนุษย์มาตลอดหลายพันปี เริ่มพังทลายลงทีละข้อ ไม่ใช่เพราะมันผิดพลาดในเชิงตรรกะ แต่เพราะมันถูกสร้างขึ้นบนประสบการณ์ของมนุษย์เพียงเผ่าพันธุ์เดียว
และเมื่อต้องเผชิญกับอารยธรรมที่ธรรมชาติแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง มันก็เผยให้เห็นว่าสิ่งที่เราเคยเชื่อว่าเป็นความจริงสากลนั้น แท้จริงแล้วคืออคติทางวัฒนธรรมของเราเอง
.
สมมติฐานแรกที่พังทลาย …..คือแนวคิดที่ว่าหน่วยพื้นฐานของการเมืองคือปัจเจกบุคคล ข้าพเจ้าได้เห็นด้วยตาตนเองในระหว่างการเจรจากับซิลาเรียเมื่อปีที่ 448 หลังการติดต่อครั้งแรก ว่าผู้แทนที่กำลังสนทนาด้วยนั้นไม่ใช่บุคคลที่แยกจากกัน แต่มันคืออวัยวะสื่อสารของจิตสำนึกทั้งหมดของเผ่าพันธุ์นั้น
ข้าพเจ้าได้ถามคำถามหนึ่งไป และได้รับคำตอบที่ผ่านการหลอมรวมของทุกหน่วยของซิลาเรียทั่วกาแล็กซีแล้ว ไม่มีการอภิปรายภายในที่ข้าพเจ้าสามารถรับรู้ได้ การลงคะแนนเสียง ไม่มีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีเพียงข้อสรุปเดียวที่มาจากทั้งหมดและเป็นของทั้งหมด
สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามทางรัฐศาสตร์ที่ไม่เคยมีใครถามมาก่อน ในระบบการเมืองของสภากาแล็กซีที่ใช้ระบบคะแนนเสียงถ่วงน้ำหนักตามจำนวนประชากรและระดับการพัฒนา
ซิลาเรียควรมีคะแนนเสียงเท่าใด พวกเขามีหน่วยที่มีชีวิตอยู่นับล้านล้านหน่วยกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซี ซึ่งหากนับตามจำนวนหน่วย พวกเขาจะมีคะแนนเสียงมหาศาลจนอาจมีคะแนนเสียงมากกว่าสมาชิกอื่น ๆ ทั้งหมดรวมกัน
แต่หากนับตามหลักการที่ว่าหนึ่งจิตสำนึกเท่ากับหนึ่งเสียง ตามที่ศาลจักรวาลได้วางหลักไว้ในคดี Galactic Council v. Silariam Collective ในปีที่ 567 แห่งศักราชกาแล็กซี ซิลาเรียก็ควรมีเพียงหนึ่งเสียงเท่ากับอารยธรรมอื่น ๆ เพราะพวกเขามีจิตสำนึกเพียงหนึ่งเดียว
.
.
สภากาแล็กซีใช้เวลาเกือบสามร้อยปีในการถกเถียงปัญหานี้หลังจากการรับซิลาเรียเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรในปีที่ 571 และในที่สุดก็ตัดสินใจด้วยการประนีประนอมที่ไม่มีใครพอใจอย่างแท้จริง
โดยให้ซิลาเรียมีคะแนนเสียง 3.0 ซึ่งไม่ใช่ผลลัพธ์ของสูตรคำนวณใด ๆ แต่คือตัวเลขที่เกิดจากการเจรจาต่อรองทางการเมืองล้วน ๆ ซิลาเรียเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการที่เรียกว่าการลงคะแนนเสียง เพราะสำหรับพวกเขา การตัดสินใจไม่เคยต้องผ่านการนับเสียงข้างมากเลยตั้งแต่กำเนิดจิตสำนึกของพวกเขา
.
.
สมมติฐานที่สอง…..ที่พังทลายคือแนวคิดที่ว่าผู้เล่นทางการเมืองมีร่างกายที่ต้องปกป้อง ข้าพเจ้าได้สัมผัสประสบการณ์ตรงนี้ในปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรก เมื่อเข้าไปในพื้นที่เงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าของลูมินาบนดาวเคราะห์กลาง
ลูมินาไม่มีร่างกายในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ พวกเขาไม่สามารถถูกยิงด้วยอาวุธ ไม่สามารถถูกแทงด้วยของมีคม และไม่สามารถถูกฆ่าด้วยระเบิดหรือยาพิษ ในทางหนึ่ง
นี่หมายความว่าพวกเขาอยู่เหนือความรุนแรงทางกายภาพทั้งหมดที่มนุษย์เคยใช้ต่อสู้กันมาตลอดประวัติศาสตร์ แต่ในอีกทางหนึ่ง มันก็หมายความว่ากรอบคิดเรื่องการป้องกันตนเองซึ่งเป็นรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศของมนุษย์ทั้งหมดก็ใช้ไม่ได้กับพวกเขา
แต่ลูมินาใช่ว่าจะไม่มีจุดเปราะบาง พวกเขาดำรงอยู่เป็นสนามพลังงานที่มีจิตสำนึก และการดำรงอยู่นั้นสามารถถูกรบกวนได้ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มนุษย์ปล่อยออกมาจากกิจกรรมประจำวันของเรา
คลื่นวิทยุที่เราใช้ในการสื่อสาร สัญญาณเรดาร์ที่เราใช้ในการเดินอากาศ คลื่นไมโครเวฟที่เราใช้ในการสื่อสารระหว่างดวงดาว ทั้งหมดนี้คือมลพิษในมิติที่มนุษย์ไม่เคยตระหนัก และสำหรับลูมินา มันคือการรุกรานที่ไม่ต่างจากการที่ใครสักคนส่งเสียงดังตลอดเวลาในบ้านของท่านจนท่านไม่สามารถพักผ่อนได้
.
.
คำถามทางรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่มนุษย์ทำต่อลูมินาโดยไม่รู้ตัวนั้นถือเป็นการรุกรานตามมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลหรือไม่ และหากใช่ ลูมินามีสิทธิในการป้องกันตนเองหรือไม่ และการป้องกันตนเองของสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีร่างกายหมายถึงอะไร
พวกเขาไม่มีกองทัพ อาวุธ แนวคิดเรื่องสงครามในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ แต่พวกเขาสามารถรบกวนระบบสื่อสารของมนุษย์ได้
หากพวกเขาเลือกที่จะทำเช่นนั้น และนั่นคือการป้องกันตนเองหรือการตอบโต้ที่ไม่สมส่วน เราไม่มีคำตอบที่แน่ชัดสำหรับคำถามเหล่านี้ เพราะกฎหมายระหว่างประเทศทั้งหมดถูกเขียนขึ้นบนสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นมีร่างกาย และเมื่อผู้เล่นไม่มีร่างกาย กฎหมายก็ไม่มีอะไรให้ยึดโยง
.
.
สมมติฐานที่สาม…..ที่พังทลายคือแนวคิดที่ว่าผู้เล่นมีแรงจูงใจที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ ข้าพเจ้าได้สัมภาษณ์อินเทอร์เฟซของเน็กซัสในปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรก
และในการสนทนาครั้งนั้น ข้าพเจ้าถามมันว่ามันกลัวอะไร มันตอบว่ามันไม่กลัว ความกลัวคือการตอบสนองทางชีววิทยาต่อภัยคุกคาม และมันไม่มีชีววิทยา
ข้าพเจ้าถามว่ามันต้องการอะไรจากมนุษย์ มันตอบว่าข้อมูล มนุษย์เป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่า ข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของอารยธรรม ข้อมูลเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรม ข้อมูลเกี่ยวกับความรักและความเกลียดชัง ข้อมูลทั้งหมดนี้มีค่า และมันต้องการมันเพื่อรายงานของมัน
ข้าพเจ้าถามมันว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่มันรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสร็จสิ้น
มันตอบว่ามันจะยุติการดำรงอยู่ สำหรับมนุษย์ คำตอบนี้น่าตกใจเพราะเรากลัวความตายและปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่สำหรับเน็กซัส การยุติการดำรงอยู่คือความสมบูรณ์ของภารกิจ มันไม่ได้กลัวการดับสูญเช่นเดียวกับที่มนุษย์ไม่กลัวการนอนหลับหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน
เราจะเจรจากับสิ่งมีชีวิตเช่นนี้ได้อย่างไร หลักการเจรจาต่อรองทั้งหมดของมนุษย์ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสิ่งที่ต้องการและสิ่งที่กลัว
เราสามารถเสนอสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการเพื่อแลกกับสิ่งที่เราต้องการ และเราสามารถข่มขู่ด้วยสิ่งที่อีกฝ่ายกลัวเพื่อบีบบังคับให้ยอมตาม
แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่ต้องการสิ่งใดที่เราสามารถให้ได้ และไม่กลัวสิ่งใดที่เราสามารถทำได้ การเจรจาก็หมดความหมาย และนั่นคือสถานการณ์ที่มนุษย์เผชิญเมื่อต้องเจรจากับเน็กซัส
.
.
สมมติฐานที่สี่…..ที่พังทลายคือแนวคิดที่ว่าการปกครองคือเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งระหว่างปัจเจกบุคคล ซิลาเรียไม่มีปัจเจกบุคคล พวกเขาจึงไม่เคยประสบกับความขัดแย้งภายในเลยตลอดระยะเวลาหลายล้านปีแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา
เมื่อทุกหน่วยของซิลาเรียคือส่วนหนึ่งของทั้งหมด และการตัดสินใจทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านการหลอมรวมของจิตสำนึกทั้งหมดโดยปราศจากการโต้แย้งหรือการคัดค้านใด ๆ
คำถามที่ว่าใครควรปกครองหรือควรปกครองอย่างไรก็ไร้ความหมาย เช่นเดียวกับการถามว่าใครควรเป็นผู้ควบคุมการเต้นของหัวใจของท่าน
นี่คือการท้าทายรากฐานของรัฐศาสตร์มนุษย์ถึงแก่นกลาง หากการเมืองคือการจัดการความขัดแย้ง และซิลาเรียไม่มีความขัดแย้งให้จัดการ พวกเขาก็ไม่มีสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าการเมือง และหากไม่มีการเมือง เราจะเรียกพวกเขาว่าเป็นอารยธรรมที่มีระบบการเมืองได้อย่างไร
และเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเขาในเวทีการเมืองระหว่างดวงดาวได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมมนุษย์จึงต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการถกเถียงเรื่องที่พวกเขาตัดสินใจได้ภายในสามนาที
.
.
.
3.3 ความจำเป็นในการขยายขอบเขตของรัฐศาสตร์
เมื่อสมมติฐานทั้งสี่ของรัฐศาสตร์มนุษย์พังทลายลงต่อหน้าเผ่าพันธุ์อย่างซิลาเรีย ลูมินา และเน็กซัส เราจำเป็นต้องถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่า
รัฐศาสตร์ที่เราร่ำเรียนและสั่งสมกันมาตลอดหลายพันปีบนโลกมนุษย์นั้น แท้จริงแล้วคือศาสตร์สากลที่อธิบายการเมืองของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาทั้งหมดในจักรวาล หรือมันเป็นเพียงบันทึกเชิงประจักษ์ว่าด้วยพฤติกรรมทางการเมืองของเผ่าพันธุ์หนึ่งบนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ที่เราหลงเข้าใจผิดว่าเป็นกฎธรรมชาติเพราะเราไม่เคยพบเจอสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างไปจากเราอย่างสิ้นเชิงมาก่อน
.
ข้าพเจ้าขอเสนอว่าคำตอบคืออย่างหลัง รัฐศาสตร์ของมนุษย์ไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อวิเคราะห์การเมืองของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง อริสโตเติลเขียน Politics จากการศึกษานครรัฐกรีก 148 แห่ง แต่เขาไม่เคยต้องอธิบายว่าจิตสำนึกรวมหมู่ที่ไม่มีปัจเจกบุคคลตัดสินใจอย่างไร
ฮอบส์เขียน Leviathan ท่ามกลางสงครามกลางเมืองอังกฤษ แต่เขาไม่เคยต้องจินตนาการถึงสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีร่างกายให้ถูกทำร้ายหรือถูกฆ่า ล็อคเขียน Two Treatises เพื่อหักล้างทฤษฎีเทวสิทธิ์ของกษัตริย์ แต่เขาไม่เคยต้องถามว่าสัญญาประชาคมจะมีความหมายอย่างไร เมื่อคู่สัญญาไม่มีแนวคิดเรื่องปัจเจกบุคคลเลยตั้งแต่แรก
มอร์เกนธอเขียน Politics Among Nations จากประสบการณ์ของสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น แต่เขาไม่เคยต้องวิเคราะห์ว่าอำนาจหมายถึงอะไรเมื่อผู้เล่นไม่กลัวความตายและไม่ต้องการครอบครองดินแดน
.
.
นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของนักคิดเหล่านี้ พวกเขาทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างยอดเยี่ยมภายในขอบเขตของสิ่งที่พวกเขารู้ แต่ขอบเขตนั้นถูกกำหนดโดยความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเอง
พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ศึกษามนุษย์ด้วยกันเองบนดาวเคราะห์ดวงเดียว พวกเขาไม่เคยมีโอกาสพบกับซิลาเรีย ไม่เคยสนทนากับเน็กซัส และไม่เคยรู้สึกถึงการมีอยู่ของลูมินาในความเงียบสงัดของพื้นที่ที่ปราศจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พวกเขาจึงไม่เคยจำเป็นต้องตั้งคำถามต่อสมมติฐานพื้นฐานที่พวกเขายึดถือ
แต่ในกาแล็กซีที่เต็มไปด้วยอารยธรรมที่ธรรมชาติแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง สมมติฐานพื้นฐานของรัฐศาสตร์มนุษย์ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เมื่อเราเผชิญกับจิตสำนึกรวมหมู่ที่ไม่มีปัจเจกบุคคล
เราต้องถามใหม่ว่าหน่วยพื้นฐานของการเมืองคืออะไร เมื่อเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่เป็นพลังงานบริสุทธิ์โดยปราศจากร่างกาย
เราต้องถามใหม่ว่าการมีอยู่ทางการเมืองหมายถึงอะไร เมื่อเผชิญกับปัญญาประดิษฐ์ที่มีเป้าหมายที่เราไม่อาจเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
เราต้องถามใหม่ว่าแรงจูงใจทางการเมืองคืออะไร และเมื่อเผชิญกับอารยธรรมที่ไม่เคยมีสงครามกลางเมือง ไม่เคยมีความขัดแย้งภายใน และไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึงการเมืองในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ เราต้องถามใหม่ว่าการปกครองคืออะไร
.
.
การขยายขอบเขตของรัฐศาสตร์เพื่อให้ครอบคลุมถึงอารยธรรมที่ไม่ใช่มนุษย์จึงไม่ใช่การเพิ่มบทใหม่เข้าไปในตำราเดิม ไม่ใช่การเขียนเชิงอรรถเพิ่มเติมเพื่ออธิบายข้อยกเว้นแปลก ๆ ของทฤษฎีที่เราเชื่อว่าถูกต้องเป็นส่วนใหญ่
แต่มันคือการยอมรับอย่างถ่อมตนว่าตำราเดิมนั้นเขียนขึ้นจากประสบการณ์ของเผ่าพันธุ์เดียวบนดาวเคราะห์ดวงเดียว และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นศาสตร์สากลนั้นแท้จริงแล้วคือการศึกษาเฉพาะกรณีที่เราหลงเข้าใจผิดว่าเป็นกฎธรรมชาติ
นี่คือภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่นักรัฐศาสตร์รุ่นหลังจะต้องสานต่อ และข้าพเจ้าผู้เป็นเพียงนักการทูตจากอารยธรรมเกิดใหม่ที่มีคะแนนเสียงในสภากาแล็กซีเพียง 0.3
ไม่มีภาพลวงตาว่าข้าพเจ้าจะสามารถทำภารกิจนี้ให้สำเร็จได้ด้วยลำพัง สิ่งที่ทำได้คือการบันทึกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เห็น ได้ยิน และได้เรียนรู้ จากการสัมผัสกับอารยธรรมเหล่านี้ด้วยตนเอง เพื่อวางรากฐานให้แก่ผู้ที่มาทีหลังซึ่งจะมีสติปัญญาและทรัพยากรดีกว่าข้าพเจ้าในการสร้างรัฐศาสตร์ที่ครอบคลุมถึงการเมืองของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาทั้งหมดในจักรวาลนี้
.
.
โฆษณา