Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ธเนศเล่าขาน "ทานทางปัญญา"
•
ติดตาม
20 ก.ย. เวลา 01:26 • การศึกษา
การศึกษาของไทยในสมัยรัชกาลที่ 6
ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 6 เริ่มมีแนวโน้มแบ่งการศึกษาออกเป็นสายสามัญ คือด้านความรู้ทางหนังสือสายหนึ่งและสายวิสามัญ คือด้านความรู้ทางอาชีพต่างๆอีกสายหนึ่ง ดังปรากฏ ในแผนการศึกษา ตั้งแต่ พ.ศ.2456 พ.ศ. 2458 และ พ.ศ 2464 ตามลำดับ
รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งสถาบันขั้นอุดมศึกษาขึ้น โดยยกฐานะโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของรัชกาลที่ 5 เมื่อพ.ศ 2453 พระองค์มีพระราชประสงค์ จะรวมโรงเรียนชั้นสูงเข้าด้วยกัน จึงโปรดให้สร้างอาคารเรียนขึ้นที่วังใหม่ ตำบลปทุมวัน คือบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติปัจจุบัน เพื่อสอนแผนกยันตรศึกษา(วิศวกรรมศาสตร์) เมื่อพ.ศ 2456 แล้วรวมโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยาเข้าไว้ด้วยกัน สถาปนาขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ 2459
และต่อมาได้ปรับการเรียนการสอนใหม่ แบ่งออกเป็น 4 คณะ คือคณะแพทยศาสตร์ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์
ส่วนการศึกษาในระดับต่ำกว่ามหาวิทยาลัย มีระดับประถม 3 ปี มัธยมตอนต้น 3 ปี มัธยมตอนกลาง 3 ปี เฉพาะนักเรียนสตรีมีเรียนเพียงระดับนี้ คือถือเอาชั้นมัธยมปีที่ 6 เป็นชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์หญิง สำหรับนักเรียนชายมีต่อระดับมัธยมตอนปลายอีก 2 ปี คือมีถึงชั้นมัธยมปีที่ 8 เป็นชั้นประโยคมัธยมบริบูรณ์ชาย
พระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำขึ้นตั้งแต่ต้นรัชกาลคือทรงตั้งกองเลูกสือขึ้น เมื่อพ.ศ 2454 โดยมีพระราชประสงค์จะฝึกเด็กไทยให้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น กิจการลูกเสือยังคงยั่งยืนมั่นคงมาจนทุกวันนี้
ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ทรง ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษา พุทธศักราช 2464 เป็นเรื่องของการศึกษาภาคบังคับ เด็กที่มีอายุครบ 7 ปีบริบูรณ์ จะต้องเข้าโรงเรียน จนกว่าจะเรียนจบชั้นประถมศึกษา หรือจนกว่าอายุครบ 14 ปี จึงจะครบเกณฑ์บังคับ การศึกษาภาคบังคับนี้ ผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน รัฐเรียกเก็บ "เงินศึกษาพลี" จากราษฎรเป็นรายปี ปีละ 1-3 บาท เป็นค่าใช้จ่าย พระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้บังคับเป็นตำบลๆไป ตำบลใดยังไม่พร้อมก็ระงับไว้ก่อน
พระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งคือ พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พุทธศักราข 2461 ที่ต้องออกพระราชบัญญัตินี้เพราะจำนวนโรงเรียนราษฎร์มีมากขึ้น มีทั้งของคนไทย และคนต่างประเทศ ถ้าไม่ควบคุมให้รัดกุมอาจเป็นภัยต่อประเทศชาติได้ ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเพียงโรงเรียนเดียว เมื่อสิ้นรัชกาลแล้ว มีโรงเรียนราษฎร์ตั้งขึ้นที่วังหลังในพ.ศ 2417
อีกโรงหนึ่ง ชื่อโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ต่อมาย้ายไปตั้งอยู่ในทุ่งนาติดคลองแสนแสบ และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ส่วนโรงเรียนราษฎร์ไทยเพิ่งมามีภายหลัง เช่น โรงเรียนราชินี เดิมตั้งอยู่ที่ท่าช้างวังหน้า แล้วย้ายไปสอนที่ตึกสุนันทาลัย เมื่อพ.ศ 2449 โรงเรียนวัดบวรนิเวศ ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์ของสงฆ์ ตั้งขึ้นเมื่อก่อนพ.ศ 2451 หลังจากนั้นก็มีโรงเรียนราฎร์ทั้งชายและหญิงตั้งขึ้นอีกหลายโรง เมื่อประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้แล้ว ปรากฏว่ามีโรงเรียนราษฎร์รวมทั้งสิ้น 127 โรง
ส่วนเรื่องการผลิตครูไปสอนตามโรงเรียนที่ตั้งขึ้นเป็นจำนวนมาก ก็ต้องเร่งผลิตเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ ที่กล่าวมาในตอนต้นๆเป็นเรื่องของการฝึกหัดครูชายโดยเฉพาะ
ส่วนการฝึกหัดครูสตรีมาเริ่มเมื่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูชายแล้ว 15 ปี โดยเปิดแผนกฝึกหัดครูสตรีขึ้นที่โรงเรียนสตรีวิทยา ต้องเรียนทั้งวิชาสามัญและวิชาครูควบคู่กันไป ภายหลังจึงตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูสตรีขึ้นโดยเฉพาะเป็นแห่งแรกที่โรงเรียนเบญจมราชาลัยในสมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อพ.ศ 2456 แล้วย้ายโรงเรียนฝึกหัดครูจากโรงเรียนเรียนสตรีวิทยา ไปเรียนรวมที่โรงเรียนใหม่
ในสมัยนั้นหาครูสตรีไปสอนตามหัวเมืองได้ยากมาก จึงให้สมุหเทศาภิบาลคัดเลือก สตรีที่มีความรู้อ่านออกเขียนได้ หรือจบชั้นประโยคประถมศึกษาแล้ว ส่งมาเรียนเป็นนักเรียนประจำ โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน ซ้ำยังได้ค่าอุดหนุนอีกเดือนละ 15 บาท เมื่อจบแล้วต้องกลับไปเป็นครูในมณฑลของตนต่อไป
โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ที่บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งย้ายไปเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น กลับโอนมาสังกัดกรมศึกษาธิการทางเดิมในพ.ศ 2461 และเปิดทำการสอนแผนกฝึกหัดครูขึ้นที่โรงเรียนมัธยมวัดบวรนิเวศ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวศ
ในระหว่างพ.ศ 2459-2469 การฝึกหัดครูเปลี่ยนแปลงไปหลายประการ พอจะแยกประเภทเป็นครูชายและครูสตรีดังนี้ ครูชายมีประกาศนียบัตรมณฑล ครูมูล ครูประถม ครูมัธยม ครูกสิกรรม ครูหัตถกรรม ครูวาดเขียน และครูฝึกหัดต่างประเทศ ส่วนครูสตรีมีฝึกหัดครูมูล และครูประถม
นอกจากนี้สามัคยาจารยสมาคมยังเปิดสอนวิชาครูมัธยมเป็นพิเศษในตอนเย็น เพื่อช่วยเหลือครูให้ได้เลื่อนวิทยฐานะอีกทางหนึ่ง ถึงแม้ขณะนั้นโรงเรียนฝึกหัดครูที่มีอยู่ก็ยังผลิตอยู่ได้ไม่พอกับความต้องการ จึงต้องตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูมูลขึ้นอีกตามมณฑลต่างๆ เรียกว่า โรงเรียนฝึกหัดครูมูลมณฑล
แต่ถ้ามณฑลใด มีกำลังไม่พอก็ให้จัดเป็นโรงเรียนฝึกหัดครูประกาศนียบัตรมณฑลไปพลางก่อน หลักสูตรฝึกหัดครูประถมและมัธยมมีเปลี่ยนไปบ้างในสมัยรัชกาลที่ 7 คือผู้ที่จะเรียนครูประถม ต้องสำเร็จชั้นมัธยมปี 6 ใช้เวลาเรียน 2 ปี ส่วนครูมัธยมรับผู้สำเร็จชั้นมัธยมปีที่ 8 ใช้เวลาเรียน 3 ปี เรียนตามหลักสูตรชั้นอักษรศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2 ปีและเรียนวิชาครูอีก 1 ปี ทั้งนี้ตั้งแต่พ.ศ 2471 หรือมิฉะนั้น ก็ต้องสำเร็จครูประถมและสมัครสอบวิชาครูมัธยมด้วยตนเอง
ธเนศ ขำเกิด สรุป เรียบเรียง
cr. 1.เจ้าของภาพ
2.ข้อมูลจาก หนังสือประวัติครู ของคุรุสภา 16 มกราคม 2525
3.ข้อมูลจาก หนังสือประวัติการศึกษาไทย ของ พงศ์อินทร์ ศุขขจร พ.ศ.2512
ประวัติศาสตร์
การศึกษา
ความรู้
1 บันทึก
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย