Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 14:19 • ธุรกิจ
จาก 3.5mm สู่ AirPods การล่มสลายของมาตรฐานโลกสู่ธุรกิจแสนล้านของ Apple
เคยสังเกตกันมั๊ยครับว่าเดี๋ยวนี้เวลาเดินไปตามท้องถนน แทบไม่เห็นใครนั่งแกะสายหูฟังที่พันกันเป็นปมอีกแล้ว…
ภาพที่เราต้องมานั่งหัวเสียจับสายมาแก้เงื่อนลูกเสือ มันกลายเป็นอดีตไปเรียบร้อย
แต่รู้มั๊ยว่าการหายไปของช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm jack บนมือถือที่เราใช้กันอยู่ทุกวันเนี่ย
มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญหรือเทคโนโลยีที่พัฒนาไปตามธรรมชาติตามกาลเวลา…
ความจริงแล้วมันคือเกมธุรกิจระดับมาสเตอร์พีซที่ถูกวางหมากมาอย่างโคตรแยบยล
เป็นแผนที่เปลี่ยนพฤติกรรมคนทั้งโลก และสร้างเงินมหาศาลชนิดที่เทียบเท่าบริษัทยักษ์ใหญ่หลายเจ้ามัดรวมกัน…
เรื่องราวของรูเสียบหูฟังเล็กๆ อันนี้มีความคลาสสิกมาก
มันหายไปจากอุปกรณ์ของเราด้วยเหตุผลสั้นๆ แค่ข้อเดียว นั่นก็คือ “มันดีเกินไป”
ให้ลองนึกย้อนกลับไปยุคที่ทุกอย่างยังต้องใช้สายดูนะครับ
พอร์ตเชื่อมต่อทรงกระบอกเล็กๆ ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน…
มันยอมให้เราเอาระบบเสียงแทบทุกอย่างบนโลกมาเสียบใช้กับอุปกรณ์อะไรก็ได้
ตั้งแต่หูฟังราคาหลักสิบตลาดนัด ไปจนถึงลำโพงไฮเอนด์ หรือมิกเซอร์เสียงระดับโปรในสตูดิโอ…
แค่เสียบแจ็คเข้าไปปุ๊บ ทุกอย่างก็พร้อมทำงานปั๊บ
ไม่ต้องกังวลแบตเตอรี่จะหมด ไม่ต้องกดปุ่มแพร์บลูทูธให้หงุดหงิด หรือกลัวเสียงดีเลย์เวลาเล่นเกม…
มันเป็นเทคโนโลยีที่ราคาถูก โคตรจะไว้ใจได้ ครอบจักรวาล
และน่าจะเป็นประชาธิปไตยที่สุดในโลกเทคโนโลยีแล้ว…
หลายคนอาจจะคิดว่า 3.5 mm jack เพิ่งเกิดยุค MP3 หรือสมาร์ตโฟน
แต่เอาเข้าจริงประวัติศาสตร์ของมันยาวนานและยิ่งใหญ่กว่านั้นเยอะ
…
ย้อนไปช่วงปี 1950s ตอนนั้นวิทยุทรานซิสเตอร์กำลังฮิต คนพกไปไหนมาไหนกันตลอดเวลา
แบรนด์อย่าง Sony เลยต้องการช่องเชื่อมต่อเล็กๆ มาแทนที่แจ็คขนาด 6.35 mm ที่ใหญ่เทอะทะ…
นั่นแหละคือจุดกำเนิดที่ 3.5 mm jack ได้ลืมตาดูโลก
แต่จุดที่ทำให้มันกลายเป็นตำนานจริงๆ คือตอนที่ Walkman เปิดตัวในปี 1979…
นวัตกรรมตัวนั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตคนให้พกเพลงไปฟังได้ทุกที่
และ 3.5 mm jack ก็กลายเป็นภาษาสากลของวงการเครื่องเสียงตั้งแต่วันนั้นเลย…
จากยุคเทปคาสเซ็ต ขยับมาเป็นเครื่องเล่น CD คอมพิวเตอร์ ทีวี วิทยุรถยนต์ จนมาถึงยุคของ Nokia หรือ Blackberry และ iPhone รุ่นแรกๆ…
1
แทบทุกอุปกรณ์ที่เปล่งเสียงได้บนโลกใบนี้ ล้วนมี 3.5 mm jack ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานทั้งนั้น
มันคือยุคทองที่ผู้ผลิตสามารถสร้างอุปกรณ์อะไรก็ได้ขึ้นมา…
แค่เจาะรูขนาด 3.5 mm ใส่เข้าไปปุ๊บ อุปกรณ์ชิ้นนั้นก็เข้ากันได้กับเครื่องเสียงนับล้านชิ้นทันที
ไม่สนเลยว่าจะใช้แบรนด์อะไร ผลิตปีไหน หรือราคาเท่าไหร่ ขอแค่เสียบเข้าก็จบปิ๊ง…
พอเวลาผ่านไป เทคโนโลยีของแจ็คตัวนี้ก็ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก
จากแค่ฟังเสียงโมโน ก็รองรับเสียงสเตอริโอ รับเสียงไมค์ได้ หรือกดปุ่มเปลี่ยนเพลงจากสายได้เลย…
ทุกอย่างทำงานแบบไร้ที่ติ เป็นความเพอร์เฟกต์ที่ไม่มีใครเคยบ่น
ไม่มีใครเรียกร้องให้เปลี่ยน เพราะมันตอบโจทย์ทุกอย่างในชีวิตอยู่แล้ว…
จนกระทั่งเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวงการไอทีเมื่อปี 2016
วันที่โลกได้รู้จักกับ iPhone 7 ซึ่งสร้างความฮือฮาและเสียงด่าทอแบบหนักหน่วงที่สุด…
Apple ตัดสินใจหั่นช่องเสียบหูฟัง 3.5 mm jack ทิ้งไปอย่างถาวร
เหตุผลที่ใช้บอกชาวโลกบนเวทีคือคำว่าความกล้าหาญ กล้าที่จะก้าวข้ามสิ่งเดิมๆ…
อ้างว่าจะเอาพื้นที่อันมีค่าข้างในไปใส่ชิ้นส่วนที่สำคัญกว่า และทำให้เครื่องกันน้ำได้
ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตแทบจะลุกเป็นไฟ ผู้บริโภคจำนวนมากรู้สึกเหมือนโดนหักหลังอย่างแรง…
มีการตั้งแคมเปญล่าแม่มดต่อต้าน นักวิจารณ์หลายคนด่ายับว่าเอาเปรียบ
ฝั่งแบรนด์คู่แข่งที่ใช้ Android ก็พร้อมใจกันทำโฆษณาล้อเลียนกันอย่างสนุกปาก…
แต่ระดับ Apple มีหรือจะไม่รู้ว่ากระแสต่อต้านนี้ต้องมา
เขาเตรียมแผนรับมือเพื่อสกัดกั้นไม่ให้คนแพนิกจนหุ้นร่วงเอาไว้แล้ว…
วิธีก็คือการใจดีแถมอแดปเตอร์สายสั้นๆ มาให้ในกล่องพร้อมหูฟังแบบสายหัว Lightning
คนทั่วไปพอเปิดกล่องมาเห็นว่ายังมีทางเลือก ก็แอบรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาซักนิด…
คิดในใจว่าเออเราก็ไม่ได้สูญเสียอะไรนี่นา แค่เอาหูฟังเส้นโปรดมาต่ออแดปเตอร์ก็จบ
แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่น่ากลัวมักมาในรูปแบบที่ดูเป็นมิตรเสมอ…
ในงานเปิดตัววันนั้น หลังจากประกาศตัดช่องเสียบหูฟังทิ้งไปแค่ไม่กี่นาที
Apple ก็เปิดตัวนวัตกรรมที่จะมาเปลี่ยนเกมไปตลอดกาล นั่นคือ AirPods…
หูฟังไร้สายที่มาพร้อมดีไซน์หรูหรา ใส่สบาย เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Apple ได้แบบโคตรเนียน
แค่เปิดฝากล่องก็มีหน้าต่างเด้งขึ้นมาให้กดเชื่อมต่อทันที…
เป็นความสะดวกสบายที่ทำให้หลายคนโดนตกเอาง่ายๆ
ราคาเปิดตัวตอนนั้นก็เบาะๆ อยู่ที่ 159 ดอลลาร์สหรัฐ…
ถ้าเราถอยออกมามองภาพกว้าง นี่ไม่ใช่งานเปิดตัวสินค้าธรรมดา
แต่มันคือแผนธุรกิจที่ถูกคำนวณมาอย่างลึกล้ำสุดๆ…
ก่อนหน้านี้ สมมติ Apple ขาย iPhone ได้หนึ่งล้านเครื่อง
คนส่วนใหญ่ในล้านคนนั้นอาจจะไม่เคยคิดซื้อหูฟังของ Apple เลยด้วยซ้ำ…
เขาสามารถเอาหูฟัง Sony หรือ Sennheiser สุดโปรดมาเสียบใช้ได้ทันที
นั่นแปลว่า Apple จะได้เงินจากลูกค้ากลุ่มนี้แค่ค่าโทรศัพท์เครื่องเดียว…
แต่พอไม่มี 3.5 mm jack ปุ๊บ สมการทุกอย่างเปลี่ยนทันที
คนหนึ่งล้านคนนั้นยังอยากได้ iPhone เครื่องใหม่ และแน่นอนว่าพวกเขายังต้องฟังเพลง…
แต่หูฟังตัวเก่งที่บ้านกลับเอามาเสียบตรงๆ ไม่ได้อีกต่อไป
Apple ลงมือทำลายความเข้ากันได้ตลอด 80 ปีทิ้งไปในพริบตา…
พวกเขาเปลี่ยนสิ่งที่เคยใช้ได้ฟรี ให้กลายเป็นกำแพงล่องหนที่ขังผู้บริโภคเอาไว้
จริงอยู่ที่ช่วงแรก Apple ไม่ได้บังคับขู่เข็ญให้ใครต้องซื้อ AirPods…
ยอมเจียดงบแถมอแดปเตอร์มาให้เพื่อลดความโกรธ
แต่มันคือการปูทางจิตวิทยา พอเวลาผ่านไปคนก็เริ่มขี้เกียจพกไอ้สายแปลงเล็กๆ นี่…
ความหงุดหงิดเวลาอยากชาร์จแบตไปพร้อมกับฟังเพลงเริ่มกลายเป็นปัญหาใหญ่
จุดนั้นแหละที่ความสะดวกสบายของ AirPods เข้ามาเสียบแทนที่พอดี…
ผู้บริโภคเริ่มรู้สึกว่า การจ่ายเงินซื้อความเรียบง่าย เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
และแผนการนี้ก็ไม่ได้เพิ่งคิดกันแบบชั่วข้ามคืนด้วย…
ย้อนไปปี 2014 ก่อน iPhone 7 เปิดตัวตั้งสองปี
Apple ทุ่มเงินกว่าสามพันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อซื้อกิจการบริษัทหูฟังอย่าง Beats…
ตอนนั้นหลายคนงงว่าซื้อมาทำไม
แต่ความจริงคือการกวาดต้อนคนเก่งด้านเสียง และยึดเทคโนโลยีไร้สายเพื่อปูทางให้ AirPods…
เขาสร้างทางออกเอาไว้รอเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะสร้างปัญหาให้ผู้บริโภคซะอีก
พอคนเก๋ๆ เริ่มหันมาใช้หูฟังไร้สาย แบรนด์ที่เคยล้อเลียนก็เริ่มได้กลิ่นเงิน…
ปี 2019 แบรนด์ใหญ่อย่าง Samsung ก็ประกาศถอด 3.5 mm jack ออกจาก Galaxy Note 10 เหมือนกัน
1
พร้อมดันยอดขายหูฟังไร้สาย Galaxy Buds ของตัวเองแบบสุดตัว…
โปรโมตว่าเอาหูฟังมาวางชาร์จบนหลังมือถือได้เลย
เป็นการเปลี่ยนวิกฤตความลำบากให้กลายเป็นความพรีเมียมที่ใครก็อยากลองสัมผัส…
ไม่กี่ปี โลกของสมาร์ตโฟนก็เปลี่ยนไปแบบกู่ไม่กลับ
แจ็คหูฟังค่อยๆ ตายจากไปจากมือถือเรือธงแทบทุกรุ่นในตลาด…
จากนั้น แผนการสูบเงินขั้นต่อไปก็เริ่มทำงาน
พอคนชินกับโลกไร้สาย Apple ก็เลิกแถมอแดปเตอร์ตัวแปลงในกล่อง…
1
ตามมาด้วยการถอดหูฟังแบบสายออกจากกล่องอย่างเป็นทางการ
1
อ้างเหตุผลสวยหล่อเรื่องรักษ์โลกและลดขยะอิเล็กทรอนิกส์…
1
การทำกล่องให้บางลงครึ่งหนึ่ง แปลว่าจะขนส่งมือถือแต่ละรอบได้เพิ่มเป็นสองเท่า
ประหยัดต้นทุนค่าส่งไปได้มหาศาล แถมของที่เคยแถมก็กลายมาเป็นของที่ต้องซื้อแยก…
โอ้โห นี่แหละคือสุดยอดกลยุทธ์การหาเงินแบบเหนือชั้นแบบสุดๆ
1
ลองดูตัวเลขผลประกอบการแล้วจะอึ้งว่าทำไมเขาถึงยอมโดนด่า…
นักวิเคราะห์บอกว่า สินค้าตระกูล AirPods ทำรายได้ให้ Apple ทะลุสองหมื่นสองพันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ลองคิดเล่นๆ ว่าถ้า AirPods เป็นบริษัทแยก รายได้เขาจะสูงกว่าบริษัทดังๆ เพียบ ชนะแม้กระทั่ง Spotify แบรนด์เกมอย่าง Nintendo หรือเว็บขายของอย่าง eBay ซะอีก
ต้นทุนผลิตอาจจะนิดเดียว แต่เอามาขายแพงกว่าต้นทุนหลายเท่าตัว สร้างกำไรอื้อซ่า…
แถมธรรมชาติของหูฟังไร้สายแยกชิ้นคือมันหล่นหายโคตรง่าย
มีข้อมูลว่าคนทั่วโลกต้องควักเงินรวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐทุกปีเพื่อซื้อหูฟังข้างที่หายไป…
นี่มันเครื่องจักรผลิตเงินสดที่ไม่มีวันหยุดพักชัดๆ
เป็นรายได้หมุนเวียนที่แฝงมากับความขี้ลืมของมนุษย์เราเอง…
นอกจากนี้ คนใช้ AirPods ยังมีแนวโน้มจะสมัคร Apple Music มากกว่าคนทั่วไปถึงสามเท่า
กลายเป็นการล่ามโซ่ผู้ใช้ให้อยู่ในระบบนิเวศนี้แบบดิ้นไม่หลุด…
ทุกวันนี้ แม้ 3.5 mm jack จะยังไม่สูญพันธุ์ไปร้อยเปอร์เซ็นต์
เรายังเห็นมันบนคอมพิวเตอร์ แล็ปท็อป หรือเครื่องเสียงมืออาชีพ…
เพราะวงการพวกนั้น ความเสถียรและเสียงที่ไม่ดีเลย์ยังเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
แต่สำหรับมือถือของคนทั่วไป อวสานของแจ็คหูฟังมันจบลงแบบสมบูรณ์แล้ว…
การเดินทางของพอร์ตเล็กๆ อันนี้ ให้บทเรียนธุรกิจที่เจ็บปวดแต่น่าสนใจมาก
บางครั้งกำไรมหาศาลไม่ได้มาจากเทคโนโลยีที่ล้ำสุดเสมอไป…
แต่อาจมาจากการกล้าทุบความเพอร์เฟกต์เดิมทิ้ง สร้างความลำบากขึ้นมาซักนิด
แล้วเอาทางออกใหม่ที่สวยงามกว่ามาขาย ควบคู่กับการขังผู้บริโภคไว้ในกรงทอง…
บริษัทพวกนี้ไม่ได้แค่ขายของ แต่เขากำลังขายวิถีชีวิตใหม่
ที่เมื่อเราเผลอก้าวเท้าเข้าไปแล้ว ก็แทบจะหาทางเดินกลับออกมาไม่ได้อีกเลย…
คราวหน้าเวลาหยิบหูฟังไร้สายขึ้นมาใส่หู ลองถามตัวเองดูเล่นๆ นะครับ
ว่าเราซื้อความสบายนี้เพราะเราต้องการมันจริงๆ…
หรือเราแค่เดินตามเกมธุรกิจที่เขาวางไว้ให้เราเดินกันแน่…
1
References : [theverge,wired,cnbc,audiophonics,appleinsider]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/from-3-5mm-to-airpods/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
เทคโนโลยี
ธุรกิจ
การลงทุน
1 บันทึก
7
1
2
1
7
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย