อยุธยาอีกฝั่งหนึ่ง Ep. 11: จากมรดกผังเมือง 2480 สู่พิมพ์เขียวนโยบายคาร์บอน: เมื่อทุ่งรับน้ำคือ พาร์ทเนอร์ ไม่ใช่ผู้รับน้ำท่วม

ปรับมุมมองของธุรกิจและอุตสาหกรรม "ชุมชนคือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ"
ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนมองทุ่งรับน้ำและเกษตรกรอยุธยาเป็นเพียงพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติหรือเป้าหมายในการทำ CSR แจกของ หรือถุงยังชีพ แต่นี่คือความเข้าใจผิดทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพราะจริงๆ แล้ว ชุมชนกำลังแบกรับ "ต้นทุนโอกาส (Opportunity Cost)" จากการยอมให้น้ำท่วมนา เพื่อปกป้องโรงงาน นิคมอุตสาหกรรม และเมืองหลวง
เพจของเราข้ามฝั่งจากเรื่องเล่าชุมชนไปสู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ เริ่มต้นจากการมองความสัมพันธ์ใหม่: "เกษตรกรไม่ใช่ผู้ขอความช่วยเหลือ แต่คือพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Partner)"
ก่อนจะเข้าใจวิกฤตผังเมืองในปัจจุบัน เราต้องย้อนกลับไปมองเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการจัดวางผังเมืองอยุธยาในช่วงทศวรรษ 2480 ยุคคณะราษฎร
ในอดีต พื้นที่เกาะเมืองอยุธยากว่า 2,000 ไร่ เคยถูกล็อกไว้ด้วยกฎหมายโบราณสถานและที่ดินวัดร้าง ทำให้ราษฎรเข้าใช้อะไรไม่ได้และต้องออกไปเบียดเสียดกันแพริมน้ำ
กลุ่ม "สามหลวงประสาน" คือ หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ผู้ริเริ่มและผลักดันนโยบาย) หลวงบริหารชนบท – ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ขับเคลื่อนและสั่งการในระดับพื้นที่ และ หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ – นักโบราณคดีและผู้แทนจากกรมศิลปากร (ผู้ควบคุมดูแลการบูรณะโบราณสถานเชิงเทคนิค) ได้เสนอสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเสนอ พ.ร.บ. จัดวางผังเมืองพระนครศรีอยุธยา พ.ศ. 2484 ให้โอนย้ายที่ดินร้างมาตัดถนน สร้างสะพาน และเปิดให้ราษฎรเข้ามาจับจองตั้งตัว สร้างชีวิต และขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง ของเกาะเมืองอยุธยา
ประวัติศาสตร์ผังเมืองปี 2480 คือ เจตนารมณ์ดั้งเดิมของการจัดผังเมือง คือการนำทรัพยากรและที่ดินมาให้ราษฎรสร้างชีวิต ไม่ใช่การบีบให้ราษฎรนอกเกาะเมืองต้องจมน้ำเพื่อคุ้มครองกลุ่มทุน
แต่ทว่า การปรับผังเมืองอยุธยาในปีปัจจุบัน กำลังจะทำให้เราเสี่ยงต่อการติดกับดักใหม่ในเวทีการค้าโลกหรือไม่
1. กับดักการปรับผังเมืองอยุธยา: เมื่อ Zoning ใหม่กำลังทำลาย "เกราะคุ้มกันภัยพิบัติ"
ทว่าความท้าทายเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ การปรับเปลี่ยนผังเมืองรวมจังหวัดอยุธยา ที่กำลังผันแปรพื้นที่เกษตรกรรมและทุ่งรับน้ำธรรมชาติ (ผังสีเขียว/สีขาวเฉียงเขียว) ให้กลายเป็นพื้นที่รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมและคลังสินค้า (ผังสีม่วง/สีม่วงอ่อน) การรุกคืบของคอนกรีตและการถมดินสูงเพื่อสร้างโรงงานในทุ่งชะลอน้ำเดิม ไม่เพียงแต่ปิดทางไหลของน้ำและเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันให้นิคมอุตสาหกรรมข้างเคียงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ยังเป็นการ "บีบให้ชุมชนเกษตรกรรมและพื้นที่รับน้ำเดิมต้องล่มสลายลง"
และภาคธุรกิจจำนวนมากกำลังเดินเข้าหากับดักนี้โดยไม่รู้ตัว
2. ผลกระทบระลอกคลื่นต่อภาคธุรกิจ: วิกฤต Scope 3 และการตกสเปก SBTi
การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมจากการปรับ Zoning นี้ ส่งผลเสียโดยตรงต่อโครงสร้างบัญชีก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชนอย่างแน่นอน เนื่องจากกรอบเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกอย่าง SBTi บังคับให้บริษัทจดทะเบียนและผู้ส่งออกต้องลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทาน (Scope 3) ที่ผูกติดอยู่กับใช้ประโยชน์จากที่ดิน (Land-Use Change)
การรุกรานผืนนาหรือพื้นที่เกษตรกรรมเพื่อเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม เท่ากับเป็นการสร้าง Land Conversion Carbon Footprint มหาศาลให้กับ Supply Chain ในพื้นที่ ส่งผลให้บริษัทแม่หรือผู้ซื้อในต่างประเทศมองว่าสินค้าและวัตถุดิบจากย่านนี้ "มีรอยเท้าคาร์บอนสูงเกินมาตรฐานและขาดการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน" จนอาจถูกตัดออกจากห่วงโซ่การค้าโลก และเสียคะแนน ESG Ratings อย่างน่าเสียดาย
3. The Missing Link: 3 ข้อต่อที่ต้องเชื่อมชุมชนเข้ากับตลาดทุน
• ข้อต่อที่ 1: เปลี่ยน "เงินชดเชย" เป็น "ค่าจ้างบริการ"
ย้ายจากการแจกเงินชดเชยน้ำท่วมเหมาเข่งหลังเกิดภัยพิบัติ มาเป็นการ "ทำสัญญาซื้อขายบริการระบบนิเวศ (PES Contract)" ล่วงหน้า เพื่อปกป้องพื้นที่ผังสีเขียวและทุ่งรับน้ำไว้ ไม่ให้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงงาน
• ข้อต่อที่ 2: แปลง "วิถีเกษตร" เป็น "ข้อมูลดิจิทัล (dMRV Data)"
วิถีการทำนาเปียกสลับแห้ง หรือการขังน้ำชะลอน้ำในทุ่ง จะไม่มีมูลค่าทางการเงินเลยหากไม่มีระบบ dMRV มาเปลี่ยนการดูแลพื้นที่ของเกษตรกรให้กลายเป็นตัวเลขคาร์บอนและผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้สำหรับรายงาน Scope 3
และเรายังไม่ได้ตระหนัก ว่าพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการประเมินของ T-VER ได้ เพราะเกษตรกรไม่สามารถควบคุมระดับน้ำเอง
• ข้อต่อที่ 3: ยกย่อง "อธิปไตยชุมชน" ควบคู่กับ "เป้าหมาย C-Suite"
ธุรกิจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero หรือ SBTi ได้เลย หากปราศจากการลงมือทำจริงในแปลงของเกษตรกร ความอยู่รอดของธุรกิจส่งออกระดับแสนล้าน จึงผูกติดอยู่กับความอยู่ดีกินดีและการรักษาพื้นที่เกษตรกรรมของเกษตรกรในทุ่งรับน้ำอย่างแยกขาดไม่ได้
4. ประตูสู่นโยบายเกษตรและอาหาร-คาร์บอนระดับชาติ
เมื่อเรามองเห็นแล้วว่า "ผังเมือง ชุมชน และภาคธุรกิจ" คือโครงสร้างที่ผูกติดกันอย่างแยกไม่ออก บทถัดไป เราจะเจาะลึกกลไกเชิงนโยบาย การเงินสากล และการทูตการค้า ที่จะนำเอา "การรักษาทุ่งรับน้ำและพลังของชุมชน" นี้ ไปสะเทือนบนเวทีการค้าโลก และเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์สีเขียวของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ใน Ep. 12 เราจะเจาะลึกกลไกเชิงนโยบาย การเงินสากล และการทูตการค้าที่จะนำเอา "การรักษาทุ่งรับน้ำและพลังของชุมชน" ไปสะเทือนบนเวทีการค้าโลก และเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์สีเขียวของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
#อีกฝั่งหนึ่งของอยุธยา #อยุธยาศึกษา #NationalPolicyBlueprint #SBTiFLAG #Scope3Emissions #LandUseChange #ผังเมืองอยุธยา #IndustrialZoningRisk #PaymentForEcosystemServices #PESFund #dMRV #SupplyChainResilience #ESGStrategy
อ้างอิง
Science Based Targets initiative (SBTi) – Forest, Land and Agriculture (FLAG) Guidance (https://sciencebasedtargets.org/sectors/forest-land-and-agriculture?utm_source) สาระสำคัญ: กำหนดเกณฑ์บังคับให้บริษัทในห่วงโซ่อาหารและเกษตรกรรม ต้องนับรวมการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน (No-Deforestation / No-Land Conversion) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 หากมีการเปลี่ยนพื้นที่เกษตร/ป่าไม้เป็นพื้นที่อุตสาหกรรมจะโดนตัดคะแนนและไม่ผ่านเกณฑ์ Net Zero
World Bank – Repurposing Agricultural Subsidies and Land Use Reform https://thedocs.worldbank.org/en/doc/71abe8ae549793b1fc3061e05242c7c5-0320012025/original/FoodSystems2030-2025-Policy-Compendium.pdf สาระสำคัญ: รายงานการปรับเปลี่ยนการอุดหนุนภาคเกษตรและการบริหารจัดการที่ดินของธนาคารโลก ที่เสนอแนวทางเปลี่ยนงบประมาณชดเชยภัยพิบัติแบบเดิม มาเป็นกลไกการจ่ายเงินตามผลงานระบบนิเวศ (Pay-for-Performance / PES) เพื่อรักษาความมั่นคงของลุ่มน้ำและ Supply Chain
โฆษณา