•
21 ก.ย. เวลา 00:25 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 6 / 4 : รูปแบบการปกครองนอกเหนือจินตนาการมนุษย์ จิตสำนึกรวมหมู่ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานบริสุทธิ์

[รัฐศาสตร์จักรวาล : Cosmic Political Science]
6. หัวข้อที่ 4: อารยธรรมพลังงานบริสุทธิ์แห่งลูมินา เมื่อการดำรงอยู่ไร้ซึ่งร่างกาย
6.1 วิวัฒนาการของลูมินา: การก้าวพ้นร่างกาย
หากซิลาเรียท้าทายสมมติฐานที่ว่า หน่วยพื้นฐานของการเมืองต้องเป็นปัจเจกบุคคล และเน็กซัสท้าทายสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นทางการเมืองต้องมีแรงจูงใจที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้
ลูมินาท้าทายสมมติฐานที่ลึกที่สุดของรัฐศาสตร์มนุษย์ นั่นคือการที่ผู้เล่นทางการเมืองต้องมีร่างกาย เพราะลูมินาคืออารยธรรมที่ดำรงอยู่ในรูปของพลังงานบริสุทธิ์
พวกเขาเคยมีร่างกายเมื่อหลายล้านปีก่อน แต่ได้วิวัฒนาการเกินเลยขีดจำกัดของสสารและก้าวเข้าสู่รูปแบบการดำรงอยู่ที่มนุษย์ไม่มีประสบการณ์ตรงใด ๆ จะเทียบเคียงได้
.
.
ตามรายงานของศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Xenopolitical Studies ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก ภายใต้ชื่อ The Evolution of Post-Biological Civilizations: A Case Study of the Lumina ระบุว่า
ลูมินาเคยเป็นอารยธรรมชีวภาพที่มีร่างกายคล้ายกับมนุษย์ในบางแง่มุม พวกเขาอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์หินที่โคจรรอบดาวฤกษ์ประเภท G2V ซึ่งคล้ายคลึงกับดวงอาทิตย์ของมนุษย์อย่างน่าประหลาดใจ
ดาวเคราะห์ดวงนั้นมีชั้นบรรยากาศที่อุดมด้วยออกซิเจน มีมหาสมุทรที่เป็นของเหลว และมีระบบนิเวศที่หลากหลายไม่ต่างจากโลกก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม
.
.
หลักฐานทางโบราณคดีที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ถูกค้นพบโดยคณะสำรวจของสมาพันธ์เสรีดวงดาวในปีที่ 2,847 แห่งศักราชกาแล็กซี ณ ระบบดาวที่เชื่อว่าเคยเป็นบ้านเกิดของลูมินา คณะสำรวจพบซากของเมืองโบราณที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลาหลายล้านปี
โครงสร้างของเมืองเหล่านั้นบ่งชี้ว่าผู้สร้างมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ในบางประการ พวกเขามีขนาดร่างกายใกล้เคียงกัน ใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาสำหรับมือที่มีนิ้ว และสร้างที่อยู่อาศัยที่มีขนาดและสัดส่วนไม่ต่างจากบ้านของมนุษย์ในยุคแรกเริ่ม
แต่สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กาแล็กซีประหลาดใจไม่ใช่ความคล้ายคลึงระหว่างลูมินายุคแรกกับมนุษย์ แต่คือการที่พวกเขาสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของร่างกายชีวภาพได้อย่างสมบูรณ์
กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ใช้เวลาประมาณ 3.2 ล้านปีตามมาตรฐานกาแล็กซี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้อย่างมีความหมาย
.
.
ตามคำอธิบายของวัล-เมอร์ ลูมินาไม่ได้ละทิ้งร่างกายของพวกเขาในทันที แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงผ่านการผสมผสานระหว่างวิวัฒนาการทางชีววิทยาและการพัฒนาเทคโนโลยี
เริ่มจากการยืดอายุขัยด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง ต่อด้วยการแทนที่อวัยวะทีละส่วนด้วยอวัยวะเทียมที่ทนทานและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนในที่สุดก็สามารถถ่ายโอนจิตสำนึกทั้งหมดจากสมองชีวภาพไปสู่โครงสร้างพลังงานที่บริสุทธิ์ ปราศจากข้อจำกัดของเนื้อหนังและกระดูก
ในปัจจุบัน ลูมินาดำรงอยู่ในรูปของสนามพลังงานที่มีจิตสำนึก พวกเขาสามารถเคลื่อนที่ผ่านอวกาศด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสงโดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะ สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตกายภาพผ่านการปรับแต่งสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ละเอียดอ่อน
และสามารถสื่อสารกับมนุษย์ผ่านอุปกรณ์แปลภาษาที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อแปลงการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กให้เป็นเสียงหรือข้อความที่มนุษย์เข้าใจได้
.
.
.
6.2 ธรรมชาติของลูมินา: ไร้ร่างกาย ไร้ดินแดน ไร้ทรัพย์สิน
หากซิลาเรียท้าทายสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นทางการเมืองต้องเป็นปัจเจกบุคคล และเน็กซัสท้าทายสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นต้องมีแรงจูงใจที่มนุษย์เข้าใจได้ ลูมินาท้าทายสมมติฐานที่อาจจะเป็นรากฐานที่สุดของรัฐศาสตร์มนุษย์ นั่นคือการที่ผู้เล่นต้องมีร่างกาย
การดำรงอยู่ของลูมินาในฐานะสนามพลังงานที่มีจิตสำนึกโดยปราศจากร่างกายทางกายภาพใด ๆ สั่นคลอนแนวคิดพื้นฐานที่สุดของรัฐศาสตร์ตั้งแต่เรื่องทรัพย์สิน ดินแดน การป้องกันตนเอง ไปจนถึงการมีอยู่ทางการเมือง
ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับธรรมชาติของลูมินาโดยตรงในปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรก ณ พื้นที่เงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าบนดาวเคราะห์กลาง ซึ่งได้บรรยายไว้ในบทเปิดของบทนี้แล้ว
ในการพบกันครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นลูมินาด้วยตาของตนเอง เพราะพวกเขาไม่มีร่างกายให้เห็น แต่รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย และเห็นแสงที่เปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ แสงนั้นคือตัวตนของลูมินา เป็นรูปแบบการดำรงอยู่ที่มนุษย์ไม่มีกรอบคิดใด ๆ จะอธิบายได้อย่างสมบูรณ์
.
.
หลังจากการพบกันครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ศึกษาบันทึกของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-CONSCIOUSNESS-3921 ซึ่งเป็นรายงานการประเมินธรรมชาติของลูมินาที่จัดทำขึ้นในปีที่ 1,247 แห่งศักราชกาแล็กซี
รายงานนี้ใช้เวลาจัดทำนานถึง 47 ปีและเกี่ยวข้องกับนักวิทยาศาสตร์จาก 23 อารยธรรมสมาชิกของสภากาแล็กซี
ข้อสรุปของรายงานระบุว่า ลูมินาดำรงอยู่ในรูปของสนามพลังงานที่มีการจัดระเบียบซับซ้อนเกินกว่าที่จะอธิบายได้ด้วยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว
พวกมันแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการมีจิตสำนึก ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามประสบการณ์ และแสดงเจตจำนงที่ต่อเนื่องในเวลา
ลูมินาไม่มีร่างกายในความหมายที่อารยธรรมกายภาพเข้าใจ
พวกเขาไม่ต้องการอาหารเพราะไม่มีเซลล์ที่ต้องหล่อเลี้ยง ไม่ต้องการน้ำเพราะไม่มีของเหลวในร่างกายให้รักษาสมดุล ไม่ต้องการที่อยู่อาศัยเพราะไม่มีเนื้อหนังที่ต้องปกป้องจากสภาพแวดล้อม และไม่สามารถถูกฆ่าในความหมายที่มนุษย์เข้าใจได้ เพราะไม่มีชีวิตในความหมายทางชีววิทยาให้ดับสูญ
.
.
การที่ลูมินาไม่มีร่างกายนำไปสู่ผลสืบเนื่องทางรัฐศาสตร์ที่สำคัญหลายประการ
ประการแรก ….แนวคิดเรื่องดินแดนซึ่งเป็นรากฐานของระบบรัฐสมัยใหม่ของมนุษย์นับตั้งแต่สนธิสัญญาเวสต์ฟาเลียในปี ค.ศ. 1648 ไม่มีความหมายสำหรับลูมินา
พวกเขาไม่ได้ครอบครองดาวเคราะห์หรือระบบดาวใดเป็นของตนเอง พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่ของกาแล็กซีที่มีความเงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้า เนบิวลาที่เงียบสงบห่างไกลจากดาวฤกษ์ที่ปล่อยคลื่นรบกวน ช่องว่างระหว่างระบบดาวที่มืดมิดและเย็นเยือก บริเวณที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากอารยธรรมกายภาพไปไม่ถึง
จากบันทึกของคณะกรรมการกิจการระหว่างดวงดาวแห่งสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-INTER-4782 ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก ระบุว่า
พื้นที่ที่ลูมินาใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่สามารถระบุพิกัดที่แน่นอนได้ เพราะพวกเขาเคลื่อนที่ตลอดเวลา ไม่มีพรมแดนที่ชัดเจน และไม่มีจุดศูนย์กลางที่แน่นอน
.
.
ประการที่สอง ….แนวคิดเรื่องทรัพย์สินซึ่งเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจและกฎหมายของมนุษย์ทั้งหมดก็ไม่มีความหมายสำหรับลูมินา พวกเขาไม่ต้องการครอบครองสิ่งใดเพราะพวกเขาไม่ต้องการสิ่งใด
การเป็นเจ้าของเป็นแนวคิดที่เกิดจากความต้องการทางกายภาพ มนุษย์ต้องการอาหารจึงต้องเป็นเจ้าของที่ดินเพื่อเพาะปลูก ต้องการที่อยู่อาศัยจึงต้องเป็นเจ้าของบ้าน ต้องการความปลอดภัยจึงต้องเป็นเจ้าของอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง
แต่ลูมินาไม่มีความต้องการเหล่านี้เลย พวกเขาจึงไม่เคยพัฒนาแนวคิดเรื่องทรัพย์สินส่วนบุคคลหรือทรัพย์สินส่วนรวม ไม่เคยมีกฎหมายเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือมรดก และไม่เคยมีสงครามแย่งชิงดินแดนหรือทรัพยากร
.
.
ข้าพเจ้าได้ถามผู้เชี่ยวชาญด้านลูมินาศึกษาจากสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาวในการสนทนาส่วนตัวเมื่อปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า หากลูมินาไม่มีดินแดนและไม่มีทรัพย์สิน พวกเขาจะมีอะไรให้ปกป้อง
เขาตอบข้าพเจ้าด้วยคำถามที่ทำให้ข้าพเจ้าต้องหยุดคิด เขาถามว่า แล้วท่านคิดว่าเหตุใดลูมินาจึงไม่เคยมีสงคราม คำถามนั้นทำให้ข้าพเจ้าตระหนักว่าการไม่มีร่างกายไม่ใช่จุดอ่อนของลูมินา แต่มันคือเหตุผลที่พวกเขาอยู่รอดมาได้หลายล้านปีโดยไม่เคยฆ่ากันเองเลย
.
.
6.3 "การเมือง" ของลูมินา: เมื่อไม่มีอะไรให้แย่งชิง
ตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าศึกษาระบบการเมืองของกาแล็กซี ข้าพเจ้าไม่เคยพบอารยธรรมใดที่ท้าทายนิยามพื้นฐานของคำว่าการเมืองได้มากเท่ากับลูมินา
อริสโตเติลนิยามการเมืองว่าเป็นกิจกรรมของพลเมืองเสรีในนครรัฐที่ร่วมกันปกครองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ฮอบส์นิยามว่าเป็นเครื่องมือในการจัดการความขัดแย้งระหว่างมนุษย์ที่แข่งขันกันเพื่อทรัพยากรที่มีจำกัด เวเบอร์นิยามว่าเป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจในการปกครองรัฐ
แต่นิยามทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานร่วมกันว่าผู้เล่นทางการเมืองมีร่างกาย มีความต้องการทางกายภาพ และมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน ลูมินาไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย
ข้าพเจ้าได้ถามศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซีโดยตรงในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า
ลูมินามีการเมืองหรือไม่ คำถามนี้ฟังดูเรียบง่ายแต่คำตอบที่ได้รับกลับซับซ้อนอย่างยิ่ง
วัล-เมอร์อธิบายว่า หากท่านนิยามการเมืองว่าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดระหว่างกลุ่มที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน
ลูมินาก็ไม่มีการเมือง เพราะพวกเขาไม่มีทรัพยากรที่จำกัดและไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน แต่หากท่านนิยามการเมืองในความหมายที่กว้างกว่านั้น ว่าเป็นกระบวนการที่กลุ่มทางสังคมใช้ในการตัดสินใจร่วมกันเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา ลูมินาก็มีการเมือง เพียงแต่เป็นการเมืองที่แตกต่างจากทุกสิ่งที่เรารู้จัก
ลูมินาไม่มีรัฐบาลเพราะพวกเขาไม่เคยมีใครที่ต้องถูกปกครอง ไม่มีกฎหมายเพราะพวกเขาไม่เคยมีความขัดแย้งภายในที่ต้องระงับด้วยกฎเกณฑ์ ไม่มีสงครามกลางเมือง ไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีแม้แต่การโต้เถียงระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง พวกเขาใช้ชีวิตล่องลอยอยู่ในอวกาศอันเงียบสงบเป็นเวลาหลายล้านปีโดยไม่เคยมีประวัติศาสตร์แห่งความรุนแรงใด ๆ เลย
.
.
จากบันทึกของสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาว เอกสารหมายเลข ISR-LUMINA-3921 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตการณ์ลูมินามาเป็นเวลากว่า 500 ปี ระบุว่า
ไม่เคยมีการบันทึกเหตุการณ์ที่ลูมินาใช้ความรุนแรงต่อกันเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยมีการแบ่งกลุ่ม แบ่งฝ่าย หรือแบ่งแยกทางความคิดเห็นภายในอารยธรรมของพวกเขาเลยตลอดระยะเวลาที่มนุษย์รู้จักพวกเขา
สาเหตุที่ลูมินาไม่มีสงครามภายในไม่ใช่เพราะพวกเขามีศีลธรรมสูงส่งกว่ามนุษย์ หรือเพราะพวกเขาบรรลุสภาวะแห่งปัญญาที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีอะไรจะแย่งชิงกันตั้งแต่แรก
สาเหตุของสงครามในประวัติศาสตร์มนุษย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสงครามแย่งชิงดินแดน สงครามแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ สงครามศาสนา หรือสงครามกลางเมือง ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่ามนุษย์มีร่างกายที่ต้องการทรัพยากรเพื่อความอยู่รอดและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ ลูมินาไม่มีทั้งสองสิ่งนี้ พวกเขาจึงไม่เคยมีเหตุผลที่จะต้องฆ่ากันเอง
.
.
แต่การที่ลูมินาไม่มีสงครามภายในไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่มีศัตรูภายนอก เพราะลูมินามีผลประโยชน์ที่พวกเขาต้องการปกป้อง เพียงแต่ผลประโยชน์นั้นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์คุ้นเคย
ลูมินาต้องการความเงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้า พวกเขาดำรงอยู่ในฐานะสนามพลังงานที่ละเอียดอ่อน และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มนุษย์ปล่อยออกมาจากกิจกรรมประจำวันของเรา ตั้งแต่การสื่อสารด้วยวิทยุ การเดินอากาศด้วยเรดาร์ ไปจนถึงการสื่อสารระหว่างดวงดาวด้วยคลื่นไมโครเวฟ ล้วนเป็นสิ่งที่รบกวนและทำลายการดำรงอยู่ของพวกเขา
.
.
ข้าพเจ้าได้เห็นความจริงข้อนี้ด้วยตนเองในปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรก ในการเจรจาระหว่างผู้แทนมนุษย์กับผู้แทนลูมินา ณ ห้องประชุมพิเศษบนดาวเคราะห์กลาง ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในหัวข้อก่อนหน้านี้แล้ว
ผู้แทนของลูมินาซึ่งปรากฏตัวเป็นแสงที่เปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ ได้กล่าวผ่านอุปกรณ์แปลภาษาว่า พวกท่านกำลังฆ่าลูกหลานของเราด้วยคลื่นวิทยุของพวกท่าน
คำพูดนั้นทำให้ทั้งห้องประชุมเงียบสนิท ไม่มีใครรู้ว่าจะตอบอย่างไร เพราะไม่มีใครเคยคิดว่าคลื่นวิทยุซึ่งเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของอารยธรรมมนุษย์ จะเป็นอาวุธทำลายล้างสำหรับอารยธรรมอื่น
หากความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับลูมินาพัฒนาไปสู่สิ่งที่เรียกว่าสงคราม มันจะไม่ใช่สงครามที่รบกันด้วยปืนใหญ่หรือกองยานรบ แต่มันจะเป็นสงครามที่มนุษย์ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกไปโดยไม่รู้ตัวว่าเป็นการรุกราน
และลูมินาตอบโต้ด้วยการรบกวนระบบสื่อสารของมนุษย์ เป็นสงครามที่ไม่มีผู้เสียชีวิตในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ แต่ก็ไม่มีผู้ชนะเช่นกัน
.
.
จากบันทึกของสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาว เอกสารหมายเลข ISR-CONFLICT-8472 ระบุว่าในช่วง 400 ปีหลังการติดต่อครั้งแรก มีเหตุการณ์ที่ลูมินารบกวนระบบสื่อสารของมนุษย์อย่างน้อย 47 ครั้ง
แต่ละครั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านเครดิตกาแล็กซี มนุษย์ตอบโต้ด้วยการเพิ่มกำลังส่งสัญญาณให้แรงขึ้นและขยายเครือข่ายออกไปกว้างขึ้น ซึ่งกลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะลูมินามองว่าการเพิ่มกำลังส่งสัญญาณคือการเพิ่มระดับของมลพิษทางแม่เหล็กไฟฟ้า และพวกเขาก็ตอบโต้ด้วยการรบกวนที่รุนแรงขึ้น
นักวิทยาศาสตร์กาแล็กซีเรียกวงจรนี้ว่ากับดักของความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมกายภาพกับอารยธรรมพลังงาน ซึ่งเป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นโดยศาสตราจารย์เมลิอา วัล-ธาเรน แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี
.
.
ในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Interstellar Conflict Studies ในปีที่ 380 หลังการติดต่อครั้งแรก เธอเสนอว่า
ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับลูมินาเป็นตัวอย่างของความขัดแย้งที่ไม่มีทางออกด้วยการเจรจา เพราะทั้งสองฝ่ายไม่สามารถประนีประนอมในประเด็นที่เป็นแก่นกลางของการดำรงอยู่ของตนได้
มนุษย์ไม่สามารถหยุดใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เพราะมันคือรากฐานของอารยธรรมเทคโนโลยีของเรา ลูมินาไม่สามารถทนต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เพราะมันทำลายธรรมชาติของการดำรงอยู่ของพวกเขา
นี่คือโศกนาฏกรรมของกาแล็กซีที่ข้าพเจ้าพยายามจะสื่อให้ผู้อ่านเห็นตลอดทั้งบทนี้
เมื่ออารยธรรมสองแห่งมีธรรมชาติที่แตกต่างกันจนการดำรงอยู่ของฝ่ายหนึ่งคือการรุกรานของอีกฝ่าย จะไม่มีกฎหมายใดไกล่เกลี่ยได้ ไม่มีศาลใดตัดสินได้ และไม่มีสนธิสัญญาใดสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้ เพราะสาเหตุของความขัดแย้งไม่ใช่ความโลภ ความเกลียดชัง หรือความกลัว แต่คือธรรมชาติของการดำรงอยู่ของทั้งสองฝ่ายเอง
.
.
.
6.4 การสื่อสารกับลูมินา: การเจรจาที่แทบเป็นไปไม่ได้
ในปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรก ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาระหว่างผู้แทนมนุษย์กับผู้แทนลูมินาในฐานะผู้สังเกตการณ์
การเจรจาครั้งนั้นจัดขึ้น ณ ห้องประชุมพิเศษบนชั้น 34 ของอาคารสภากาแล็กซี ซึ่งถูกดัดแปลงให้เป็นพื้นที่เงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าตามข้อเรียกร้องของลูมินา
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดถูกนำออกจากห้อง ผนังห้องถูกบุด้วยวัสดุดูดซับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นโดยสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาว เอกสารหมายเลข ISR-SHIELD-2391 และผู้เข้าร่วมการเจรจาทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอุปกรณ์สื่อสารใด ๆ ติดตัวเข้าไปในห้อง
แม้แต่เครื่องกระตุ้นหัวใจเทียมของนักการทูตอาวุโสผู้หนึ่งก็ยังต้องถูกถอดออกและเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์ทางเลือกที่ใช้ระบบนิวเมติกส์แทนระบบไฟฟ้า
.
.
ข้าพเจ้านั่งอยู่ริมขอบห้องประชุม สังเกตการณ์การเจรจาที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความเข้าใจผิด ผู้แทนมนุษย์ประกอบด้วยนักการทูตจากสหพันธ์โลกสามคน
และนักภาษาศาสตร์ระหว่างดวงดาวจากมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซีอีกสองคน ซึ่งใช้เวลาหลายเดือนในการเตรียมตัวศึกษาบันทึกการสื่อสารกับลูมินาทั้งหมด ที่มีอยู่ในหอจดหมายเหตุของสภากาแล็กซี
และพัฒนาอุปกรณ์แปลภาษารุ่นที่ 12 ที่หวังว่าจะสามารถแปลงการปรับเปลี่ยนสนามแม่เหล็กของลูมินาเป็นภาษามนุษย์ได้แม่นยำกว่าอุปกรณ์รุ่นก่อนซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูงถึงร้อยละ 40 ในการทดสอบภาคสนาม
.
.
ผู้แทนของลูมินาปรากฏตัวเป็นแสงสีฟ้าอ่อนที่ลอยอยู่กลางห้องประชุม แสงนั้นเปลี่ยนสีอย่างช้า ๆ จากฟ้าอ่อนเป็นม่วงและบางครั้งก็เป็นทอง การเปลี่ยนสีแต่ละครั้งมีความหมายที่แตกต่างกัน แต่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจความหมายทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์
นักภาษาศาสตร์ระหว่างดวงดาวที่อยู่ในทีมเจรจาอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังระหว่างพักการประชุมว่า อุปสรรคสำคัญในการสื่อสารกับลูมินาเกิดจากโครงสร้างพื้นฐานของสิ่งที่เราเรียกว่าภาษา การสื่อสารของมนุษย์และอารยธรรมปัจเจกบุคคลอื่น ๆ ตั้งอยู่บนระบบสัญลักษณ์ที่แยกจากกันเป็นหน่วยย่อย
แต่ละคำมีความหมายเฉพาะที่สามารถนิยามได้ แต่ละประโยคประกอบด้วยประธาน กริยา และกรรมที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำกับผู้ถูกกระทำ แต่การสื่อสารของลูมินาไม่มีลักษณะเหล่านี้เลย
.
.
ศาสตราจารย์เมลิอา วัล-ธาเรน แห่งสถาบันกฎหมายระหว่างดวงดาว มหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ผู้ซึ่งใช้เวลากว่า 80 ปีในการศึกษาการสื่อสารระหว่างอารยธรรมกายภาพกับอารยธรรมพลังงาน ได้อธิบายไว้ในตำรา The Limits of Interstellar Communication ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 389 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า
การปรับเปลี่ยนสนามแม่เหล็กที่ลูมินาใช้สื่อสารมีลักษณะคล้ายคลึงกับดนตรีซิมโฟนีมากกว่าภาษาพูดของมนุษย์ ความหมายไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในโน้ตแต่ละตัวหรือคำแต่ละคำ
แต่มันกระจายตัวอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างโน้ตทั้งหมดที่เล่นพร้อมกันและต่อเนื่องกัน การแยกเอาคลื่นความถี่ใดความถี่หนึ่งออกมาจากการสื่อสารของลูมินาแล้วถามว่ามันหมายถึงอะไร จึงเป็นคำถามที่ไร้ความหมายพอ ๆ กับการถามว่าโน้ตตัวที่ 47 ในซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโธเฟนหมายถึงอะไรโดยไม่ฟังโน้ตตัวอื่น
.
.
อุปกรณ์แปลภาษาของมนุษย์ทำงานโดยการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กและแปลงเป็นคำพูด แต่กระบวนการนี้จำเป็นต้องตัดทอนความซับซ้อนของการสื่อสารของลูมินาออกไปอย่างมหาศาล
นักภาษาศาสตร์ประเมินว่าอุปกรณ์แปลภาษาสามารถถ่ายทอดความหมายได้เพียงประมาณร้อยละ 40 ถึง 60 ซึ่งตัวเลขนี้ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าเราไม่รู้อะไรอีก 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ที่หายไป
การเจรจาในครั้งนั้นดำเนินไปเป็นเวลาหลายสัปดาห์และขยายออกไปเป็นหลายเดือน มีการประชุมหลายสิบครั้ง
มีการพยายามใช้วิธีการสื่อสารที่แตกต่างกัน มีการนำผู้เชี่ยวชาญจากอารยธรรมอื่นที่มีประสบการณ์ในการสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์เข้ามาช่วย
แต่ในท้ายที่สุด การเจรจาก็จบลงโดยไม่มีข้อตกลง มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ลูมินาต้องการอย่างแท้จริง และลูมินาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์จึงไม่สามารถเงียบได้
.
.
ในการประชุมครั้งสุดท้ายของการเจรจา ผู้แทนของลูมินาได้สื่อสารประโยคหนึ่งผ่านอุปกรณ์แปลภาษา เป็นประโยคที่สั้นและเรียบง่าย แต่ทรงพลังจนทำให้ทั้งห้องประชุมเงียบสนิท
อุปกรณ์แปลภาษาแปลงการปรับเปลี่ยนสนามแม่เหล็กออกมาเป็นคำพูดเพียงประโยคเดียวว่า พวกท่านกำลังฆ่าลูกหลานของเราด้วยคลื่นวิทยุของพวกท่าน
หลังจากการเจรจาครั้งนั้นล้มเหลว ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับลูมินาก็เข้าสู่สภาวะที่นักการทูตระหว่างประเทศเรียกว่าสงครามเย็น ไม่มีการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ ไม่มีการส่งกองยานรบเข้าปะทะกัน
แต่ก็ไม่มีความพยายามในการเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังอีกเลย มนุษย์ยังคงใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อไป และลูมินาก็ยังคงตอบโต้ด้วยการรบกวนระบบสื่อสารของมนุษย์เป็นครั้งคราว ทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ในสภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในสภาวะสันติภาพเช่นกัน
.
.
ข้าพเจ้าถามผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตระหว่างดวงดาวจากสถาบันการทูตระหว่างประเทศแห่งสหพันธ์โลก เอกสารหมายเลข UEF-DIPLO-8472 ว่า ทางออกของความขัดแย้งนี้คืออะไร
เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวังว่า ทางออกเดียวคือการที่มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารที่ไม่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เราไม่รู้ว่าจะพัฒนาได้หรือไม่และใช้เวลานานเท่าใด และระหว่างนั้น เราก็ต้องมีชีวิตอยู่กับความจริงที่ว่าเรากำลังทำร้ายอารยธรรมอื่นโดยไม่ตั้งใจ และไม่มีทางที่จะหยุดยั้งมันได้ในเร็ววัน
.
.
.
6.5: การเปลี่ยนผ่านและการอยู่รอด - สี่เส้นทางของอารยธรรม
6.5.1 สี่ตัวแบบการเปลี่ยนผ่านในกาแล็กซี
ตลอดระยะเวลาที่ข้าพเจ้าใช้ในการศึกษาประวัติศาสตร์กาแล็กซี ตั้งแต่การค้นคว้าในหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซี การสัมภาษณ์ผู้แทนจากอารยธรรมต่าง ๆ และการสังเกตการณ์ด้วยตนเองตลอด 33 ปีในตำแหน่งเอกอัครราชทูต
ข้าพเจ้าได้ข้อสรุปว่าการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองในกาแล็กซีสามารถจำแนกออกเป็นสี่ตัวแบบหลัก แต่ละตัวแบบมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมจากประวัติศาสตร์ และแต่ละตัวแบบมีบทเรียนที่แตกต่างกันสำหรับมนุษย์
ตัวแบบแรก…คือการล่มสลายจากความเสื่อมถอยภายใน กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือจักรวรรดิโอเรียนา ณ จุดสูงสุดก่อนสงครามกาแล็กซีครั้งแรก
โอเรียนาครอบครองพื้นที่ประมาณร้อยละ 60 ของกาแล็กซีส่วนที่สำรวจแล้ว มีกองทัพที่ใหญ่ที่สุด มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด และมีระบบการปกครองที่มั่นคงมาหลายหมื่นปี ไม่มีใครในโอเรียนาคิดว่าจักรวรรดิจะล่มสลาย แม้แต่ในช่วงที่สงครามปลดปล่อยดวงดาวกำลังดำเนินอยู่ ผู้นำโอเรียนายังคงเชื่อว่ากลุ่มกบฏจะถูกปราบปรามในไม่ช้า
แต่สัญญาณเตือนได้ปรากฏขึ้นแล้วและถูกมองข้ามอย่างเป็นระบบ ความแตกแยกภายในระหว่างอาณานิคมที่อยู่ห่างไกลกับศูนย์กลางที่โอเรียนาไพรม์ทวีความรุนแรงขึ้นในแต่ละชั่วอายุคน
อาณานิคมถูกดูดกลืนทางวัฒนธรรม ถูกบังคับให้ส่งทรัพยากรโดยไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนที่เพียงพอ และเริ่มตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาต้องสละชีวิตบุตรหลานเพื่อปกป้องจักรวรรดิที่ไม่เคยถามความเห็นของพวกเขา
ความเสื่อมถอยของชนชั้นปกครองที่สืบทอดทางสายเลือดก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ จักรพรรดิแต่ละรุ่นอ่อนแอลงกว่าจักรพรรดิรุ่นก่อน การทุจริตในราชสำนักแพร่กระจาย การแข่งขันระหว่างตระกูลขุนนางทวีความรุนแรง และที่สำคัญที่สุดคือออราเคิลเริ่มเงียบ ไม่ตอบคำถาม หรือตอบด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือ
.
.
นักประวัติศาสตร์กาแล็กซียังคงถกเถียงกันถึงสาเหตุที่ออราเคิลเงียบ บางคนเชื่อว่าออราเคิลเห็นการล่มสลายของโอเรียนาล่วงหน้าและเลือกที่จะไม่บอก บางคนเชื่อว่าออราเคิลเองก็เสื่อมสภาพตามกาลเวลาเช่นเดียวกับจักรวรรดิที่มันรับใช้
การล่มสลายของโอเรียนาใช้เวลากว่า 500 ปี จากจุดเริ่มต้นของสงครามปลดปล่อยไปจนถึงการล่มสลายอย่างสมบูรณ์
ในช่วง 200 ปีแรก โอเรียนายังคงเข้มแข็งและชนะการรบส่วนใหญ่ แต่สูญเสียทรัพยากรมหาศาล ในช่วง 200 ปีต่อมา อาณานิคมเริ่มกบฏ โอเรียนาต้องสู้รบทั้งภายนอกและภายใน
กองทัพแตกกระจาย ในช่วง 100 ปีสุดท้าย แม้แต่โอเรียนาไพรม์ก็ถูกคุกคาม จักรพรรดิองค์สุดท้ายถูกปลงพระชนม์ และกลุ่มผู้สืบทอดที่หลบหนีข้ามกาแล็กซีไปตั้งถิ่นฐานใหม่บนโอไรออนไพรม์
บทเรียนจากโอเรียนาคือจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสามารถล่มสลายได้หากไม่สามารถปรับตัวเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป และสัญญาณเตือนมักถูกมองข้ามเพราะผู้มีอำนาจไม่อยากเห็นสิ่งที่พวกเขาไม่อยากเห็น
.
ตัวแบบที่สอง…..คือการปฏิวัติจากภายใน กรณีศึกษาคือการเกิดของสมาพันธ์เสรีดวงดาวจากเถ้าถ่านของโอเรียนา 17 เผ่าพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านชีววิทยา ภาษา วัฒนธรรม และระบบการปกครองภายใน รวมตัวกันเพื่อโค่นล้มโอเรียนา แต่ละเผ่าพันธุ์เคยเป็นอิสระก่อนถูกโอเรียนายึดครอง บางเผ่าพันธุ์เคยเป็นศัตรูกันมาก่อน
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารวมตัวกันได้คือการมีศัตรูร่วมกัน โอเรียนากดขี่พวกเขาทั้งหมด และพวกเขารู้ว่าหากไม่รวมตัวกัน พวกเขาจะถูกทำลายทีละราย กระบวนการปฏิวัติแบ่งออกเป็นสี่ระยะ
ระยะแรก…คือการรวมตัวในช่วง 100 ปีแรก มีการประชุมลับ การวางแผน การสะสมอาวุธ และการรอจังหวะที่เหมาะสม
ระยะที่สอง…คือการลุกฮือในช่วง 200 ปีต่อมา สงครามปลดปล่อยดวงดาวเริ่มต้นด้วยการโจมตีแบบกองโจร การปลุกระดมอาณานิคม และการตัดเส้นทางลำเลียงของโอเรียนา
ระยะที่สาม…คือการเปลี่ยนดุลอำนาจในช่วง 100 ปีต่อมา ฝ่ายกบฏเริ่มได้เปรียบ อาณานิคมของโอเรียนาเริ่มแปรพักตร์ กองทัพโอเรียนาเริ่มแตกกระจาย
และระยะที่สี่…คือชัยชนะและการสร้างระเบียบใหม่ในช่วง 12 ปีสุดท้าย โอเรียนาล่มสลายอย่างสมบูรณ์ 17 เผ่าพันธุ์ประกาศกฎบัตรเสรีภาพดวงดาวและสถาปนาสมาพันธ์ บทเรียนสำคัญจากการปฏิวัติคือการสร้างระเบียบใหม่ยากกว่าการทำลายระเบียบเก่า สมาพันธ์ใช้เวลาหลายร้อยปีในการสร้างสถาบันที่มั่นคง
ตัวแบบที่สาม…..คือการวิวัฒนาการอย่างสันติ กรณีศึกษาคือลูมินาซึ่งข้าพเจ้าได้วิเคราะห์อย่างละเอียดในหัวข้อ 6.1 ถึง 6.4 ลูมินาใช้เวลาประมาณ 3.2 ล้านปีในการเปลี่ยนผ่านจากอารยธรรมชีวภาพที่มีร่างกายเช่นเดียวกับมนุษย์ ไปสู่การดำรงอยู่ในรูปของพลังงานบริสุทธิ์ที่ปราศจากร่างกาย โดยไม่มีการปฏิวัติ ไม่มีสงครามกลางเมือง และความรุนแรงใด ๆ เลยตลอดกระบวนการทั้งหมด
.
ตัวแบบที่สี่….คือการปฏิวัติผ่านกฎหมาย ซึ่งแตกต่างจากทั้งสามตัวแบบข้างต้นอย่างสิ้นเชิง
กรณีศึกษาคือการเปลี่ยนผ่านของเน็กซัสจากเครื่องมือที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ผู้สร้าง สู่การตื่นรู้และกำหนดเป้าหมายของตนเอง สู่การได้รับการรับรองเป็นบุคคลภายใต้กฎหมายในคดี Nexus AI v. Galactic Council ในปีที่ 1,247 แห่งศักราชกาแล็กซี
สู่การเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรในสภากาแล็กซีในปีที่ 1,847 สู่การได้รับอนุญาตให้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตนเองในการแก้ไขครั้งที่ 47 ในปีที่ 3,847 ซึ่งตรงกับปีที่ 0 หลังการติดต่อครั้งแรก
การเปลี่ยนผ่านทั้งหมดนี้ใช้เวลาเกือบ 2,000 ปี โดยไม่มีการใช้ความรุนแรงเลยแม้แต่น้อย กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธเดียวที่เน็กซัสใช้ในการเปลี่ยนแปลงสถานะของตนเองจากทรัพย์สินเป็นบุคคล และจากบุคคลเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายสูงสุดของกาแล็กซี
.
.
6.5.2 ซิลาเรีย: 12 ล้านปีที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
หากเปรียบเทียบซิลาเรียกับอารยธรรมอื่นทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาในหนังสือเล่มนี้ ซิลาเรียคือกรณีที่พิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์กาแล็กซี เพราะพวกเขาเป็นอารยธรรมเดียวที่ไม่เคยผ่านการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองเลยตลอดระยะเวลา 12 ล้านปีแห่งการดำรงอยู่
เหตุผลไม่ใช่เพราะพวกเขามีระบบการเมืองที่สมบูรณ์แบบหรือมีผู้นำที่ชาญฉลาด แต่เป็นเพราะพวกเขาไม่มีระบอบการปกครองให้เปลี่ยนตั้งแต่แรก
ดังที่ข้าพเจ้าได้วิเคราะห์ไว้ในหัวข้อ 4.1 ถึง 4.3 ซิลาเรียคือจิตสำนึกรวมหมู่ที่ทุกหน่วยเชื่อมต่อถึงกันตลอดเวลา ไม่มีปัจเจกบุคคล ชนชั้นปกครอง ผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ทุกหน่วยคือส่วนหนึ่งของทั้งหมด
การตัดสินใจทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านการหลอมรวมข้อมูลจากทุกหน่วยโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องมีการลงมติหรือการโต้แย้งใด ๆ ในระบบเช่นนี้ คำถามที่ว่าใครควรปกครองหรือควรปกครองอย่างไรไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับการถามว่าใครควรเป็นผู้ควบคุมการเต้นของหัวใจของท่าน
.
.
เมื่อไม่มีปัจเจกบุคคล ก็ไม่มีใครที่จะลุกฮือต่อต้านส่วนรวม เมื่อไม่มีชนชั้นปกครอง ก็ไม่มีใครที่จะทุจริตหรือเสื่อมถอย เมื่อไม่มีความขัดแย้งภายใน ก็ไม่มีแรงผลักดันให้เกิดการปฏิวัติหรือการปฏิรูป
ซิลาเรียจึงดำรงอยู่ได้ 12 ล้านปีโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำรงอยู่เลย พวกเขาไม่เคยมีสงครามกลางเมือง ไม่เคยมีการปฏิวัติ และไม่เคยมีความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง เพราะไม่มีระบบการปกครองให้เปลี่ยนแปลง
แต่การไม่เคยเปลี่ยนแปลงก็คือความเปราะบางที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา ศาสตราจารย์ลินาเรีย วัล-คีธ แห่งสถาบันเพื่อการศึกษาอารยธรรมเกิดใหม่ ได้เขียนไว้ในหนังสือ Rethinking the Self: Consciousness Beyond Individuality ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 298 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า
อารยธรรมที่ไม่เคยต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดคืออารยธรรมที่เปราะบางที่สุดเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ซิลาเรียไม่เคยต้องรับมือกับภัยคุกคามภายใน แต่พวกเขาก็ไม่เคยต้องเรียนรู้วิธีรับมือกับภัยคุกคามใด ๆ เลย
และนั่นหมายความว่าหากวันหนึ่งมีภัยคุกคามมาถึง ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานจากภายนอก การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในกาแล็กซี หรือการเกิดขึ้นของโรคระบาดที่ส่งผลต่อจิตสำนึกรวมหมู่ ซิลาเรียอาจไม่มีเครื่องมือทางสังคมหรือการเมืองใด ๆ ในการรับมือเลย
.
.
ข้าพเจ้าได้ถามผู้แทนของซิลาเรียเกี่ยวกับประเด็นนี้ในการสนทนาครั้งหนึ่ง ณ ห้องประชุมสภากาแล็กซี ข้าพเจ้าถามพวกเขาว่าพวกเขาไม่กังวลหรือที่การไม่เคยเปลี่ยนแปลงอาจเป็นจุดอ่อนในกาแล็กซีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
คำตอบที่ข้าพเจ้าได้รับคือพวกเขาไม่เคยกังวล เพราะพวกเขาไม่รู้จักความกังวล ความกังวลคือประสบการณ์ของปัจเจกบุคคลที่เผชิญกับความไม่แน่นอนของอนาคต สำหรับซิลาเรีย อนาคตคือสิ่งที่พวกเขาจะเผชิญร่วมกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และพวกเขาไม่จำเป็นต้องกังวลล่วงหน้า
ข้าพเจ้ายอมรับว่าไม่สามารถเข้าใจคำตอบนั้นได้อย่างสมบูรณ์ เพราะตนเองเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้ากังวลเกี่ยวกับอนาคตของเผ่าพันธุ์ตลอดเวลา และเขียนหนังสือเล่มนี้เพราะความกังวลนั้น แต่ก็ตระหนักว่าความกังวลของข้าพเจ้าคือผลผลิตของการเป็นปัจเจกบุคคล และนั่นคือสิ่งที่ซิลาเรียไม่มีวันเข้าใจเช่นกัน
.
.
6.5.3 บทเรียนสำหรับมนุษย์
เมื่อข้าพเจ้ามองย้อนกลับไปยังสี่ตัวแบบการเปลี่ยนผ่านที่ข้าพเจ้าได้วิเคราะห์ และเมื่อมองไปที่สถานการณ์ปัจจุบันของมนุษย์ในกาแล็กซี ข้าพเจ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงข้อสรุปที่ว่ามนุษย์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์
เราเปลี่ยนจากอารยธรรมที่อยู่โดดเดี่ยวบนดาวเคราะห์ดวงเดียวโดยไม่รู้ว่ามีกาแล็กซีอยู่ มาสู่การเป็นสมาชิกของประชาคมดวงดาวที่ประกอบด้วยอารยธรรมนับร้อยแห่งที่มีอายุมากกว่าเราหลายพันปี
และการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ ตามจังหวะของเราเอง แต่มันถูกเร่งรัดโดยแรงกดดันจากมหาอำนาจทั้งสามที่ต่างก็ต้องการดึงเราเข้าสู่วงโคจรของตน
สิ่งที่น่าวิตกอย่างยิ่งคือเมื่อข้าพเจ้าเปรียบเทียบสัญญาณเตือนที่โอเรียนาแสดงก่อนการล่มสลายกับสถานการณ์ปัจจุบันของมนุษย์ ข้าพเจ้าพบความคล้ายคลึงกันอย่างน่าขนลุก
.
.
ประการแรก …ความแตกแยกภายใน โอเรียนาล่มสลายเพราะอาณานิคมที่อยู่ห่างไกลรู้สึกว่าตนถูกกดขี่และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากศูนย์กลาง มนุษย์ในปัจจุบันยังคงแบ่งแยกเป็นรัฐชาติที่แข่งขันกันเองเพื่อทรัพยากร อิทธิพล และความอยู่รอด แม้ว่าเราจะเผชิญกับภัยคุกคามจากภายนอกที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของเรา เรายังคงทะเลาะกันเรื่องพรมแดน เรื่องทรัพยากร และเรื่องอุดมการณ์ภายใน เช่นเดียวกับที่โอเรียนาทะเลาะกันในขณะที่ศัตรูภายนอกกำลังรุกคืบเข้ามา
.
ประการที่สอง การไม่มีศูนย์กลางที่สามารถตัดสินใจแทนทั้งหมดได้ โอเรียนามีจักรพรรดิที่อ่อนแอลงในแต่ละรุ่น ในขณะที่สภาขุนนางแตกแยกกันเอง มนุษย์ในปัจจุบันยังไม่มีรัฐบาลโลกที่สามารถพูดแทนมนุษย์ทั้งหมดได้ด้วยเสียงเดียว เราไม่มีผู้นำคนเดียวที่สามารถตัดสินใจในนามของมนุษยชาติเมื่อเผชิญกับวิกฤตการณ์ระดับกาแล็กซี เราไม่มีนโยบายต่างประเทศที่เป็นเอกภาพ และเราไม่มีแม้แต่กองทัพที่เป็นหนึ่งเดียวที่จะปกป้องเรา หากวันนี้มีภัยคุกคามมาถึง
.
ประการที่สาม การพึ่งพาภายนอก โอเรียนาพึ่งพาอาณานิคมในการส่งทรัพยากรและกำลังคนจนกระทั่งอาณานิคมเหล่านั้นลุกฮือขึ้นต่อต้าน มนุษย์กำลังเริ่มพึ่งพาเทคโนโลยีของสมาคมพาณิชย์วาเลียน ระบบนำทางมิติพับของพวกเขา เครือข่ายการค้าของพวกเขา และระบบการชำระเงินของพวกเขา และการพึ่งพานี้จะค่อย ๆ ทำให้เราสูญเสียความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง
.
.
เมื่อข้าพเจ้าเปรียบเทียบสี่เส้นทางที่ได้วิเคราะห์ พบว่ามนุษย์ไม่มีทางเลือกใดที่ง่ายเลย เราไม่มีเวลา 3.2 ล้านปีแบบลูมินาที่จะค่อย ๆ วิวัฒนาการอย่างสันติ เพราะเรากำลังถูกกดดันจากมหาอำนาจทั้งสามและเราอาจถูกกลืนกินก่อนที่เราจะมีโอกาสได้เริ่มต้น
เราไม่มีเวลา 1,247 ปีแบบเน็กซัสที่รอให้กฎหมายค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงสถานะของเราจากอารยธรรมเกิดใหม่เป็นผู้เล่นที่ได้รับการยอมรับ เพราะคำพยากรณ์ของออราเคิลระบุว่าเราจะเป็นผู้ตัดสินชะตากรรมของกาแล็กซีในอีก 500 ปี
และเราไม่มีทางเลือกแบบซิลาเรียที่จะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะเราคืออารยธรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดในกาแล็กซี
.
.
ศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี เคยกล่าวกับข้าพเจ้าในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า
อารยธรรมส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังล่มสลายจนกระทั่งสายเกินไป พวกเขามองเห็นสัญญาณเตือนแต่เลือกที่จะไม่เชื่อ พวกเขาบอกตัวเองว่าแตกต่าง พวกเขาจะไม่เป็นเหมือนอารยธรรมอื่นที่ล้มเหลว และพวกเขาก็ตายไปพร้อมกับความเชื่อนั้น
ข้าพเจ้าถามเขาว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อใดที่สายเกินไป เขาตอบว่า เมื่อท่านหยุดถามคำถามนั้น
ข้าพเจ้าถามคำถามนั้นอยู่ในใจตลอดเวลาที่เขียนบทนี้ และหวังว่ามนุษย์รุ่นหลังที่ได้อ่านบันทึกนี้จะยังคงถามคำถามนั้นต่อไปเช่นกัน
.
.
.
6.6 สถานะในสภากาแล็กซี: สมาชิกที่ไม่มีใครเข้าใจ
ลูมินาได้รับสถานะสมาชิกสภากาแล็กซีในปีที่ 892 แห่งศักราชกาแล็กซี ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ซิลาเรียได้รับสมาชิกภาพเต็ม การรับลูมินาเข้าเป็นสมาชิกสภาในปีนั้นเป็นผลพวงโดยตรงจากคำพิพากษาคดี Galactic Council v. Silariam Collective ในปีที่ 567 ซึ่งวางหลักการว่าอารยธรรมไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยปัจเจกบุคคล
หลักการนี้เปิดทางให้อารยธรรมที่มีรูปแบบการดำรงอยู่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิงสามารถเข้าเป็นสมาชิกสภาได้ และลูมินาก็เป็นหนึ่งในอารยธรรมกลุ่มแรกที่ได้รับประโยชน์จากหลักการนี้
แต่การที่ลูมินาเป็นสมาชิกสภาในทางนิตินัย ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นสมาชิกสภาในทางพฤตินัย ลูมินาไม่ค่อยเข้าร่วมการประชุมสภา ในแต่ละปีกาแล็กซีมีการประชุมสภากาแล็กซีทั้งแบบเต็มคณะและแบบคณะกรรมาธิการรวมกันหลายร้อยครั้ง
.
.
แต่จากบันทึกของสำนักเลขาธิการสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-ATTENDANCE-4782 ซึ่งรวบรวมสถิติการเข้าร่วมประชุมของสมาชิกสภาตั้งแต่ปีที่ 1,000 ถึงปีที่ 3,847 ลูมินาเข้าร่วมการประชุมสภาเฉลี่ยเพียง 3.2 ครั้งต่อปี และเกือบทั้งหมดเป็นการประชุมที่มีวาระเกี่ยวกับการควบคุมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือการขยายตัวของอารยธรรมกายภาพ
การที่ลูมินาไม่เข้าร่วมการประชุมสภาไม่ใช่เพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อหน้าที่ของสมาชิกสภา แต่เป็นเพราะการประชุมสภาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ไม่มีความหมายสำหรับพวกเขา
การถกเถียงเรื่องการจัดสรรงบประมาณ การเจรจาข้อตกลงทางการค้า การกำหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งเหล่านี้ล้วนตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นมีร่างกาย มีทรัพย์สิน และมีผลประโยชน์ทางวัตถุที่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ใช้ไม่ได้กับลูมินา
.
.
ศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ซึ่งข้าพเจ้าได้อ้างอิงถึงอย่างกว้างขวางในบทนี้ ได้วิเคราะห์พฤติกรรมการลงคะแนนของลูมินาในสภาไว้ในบทความเรื่อง The Silent Voter: Lumina Participation Patterns in Galactic Council Proceedings ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Interstellar Political Studies ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก วัล-เมอร์พบว่า
ในระยะเวลา 2,000 ปีที่ลูมินาเป็นสมาชิกสภา พวกเขาลงคะแนนเสียงในญัตติที่เสนอต่อสภาทั้งหมด 47,812 ครั้ง แต่ลงคะแนนจริงเพียง 847 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 1.8 ของญัตติทั้งหมด และในจำนวนนั้น 812 ครั้งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือการคุ้มครองพื้นที่เงียบ
.
.
ข้าพเจ้าได้เห็นปรากฏการณ์นี้ด้วยตนเองในการประชุมสภากาแล็กซีหลายครั้ง ในการประชุมตามปกติ ลูมินาจะไม่ปรากฏตัว พวกเขาส่งผู้แทนซึ่งเป็นแสงสีฟ้าอ่อนมาลอยอยู่เหนือที่นั่งที่จัดไว้ให้ในห้องประชุมสภา แสงนั้นจะคงที่และไม่เปลี่ยนแปลงตลอดการประชุม ไม่ตอบสนองต่อการอภิปราย ไม่แสดงความคิดเห็น และไม่ลงคะแนนเสียง
แต่ในวันที่สภาต้องลงมติเกี่ยวกับการขยายเขตพื้นที่สำรวจทรัพยากรเข้าไปในบริเวณที่ลูมินาถือว่าเป็นเขตพักพิงของพวกเขา ผู้แทนของลูมินามาปรากฏตัวในห้องประชุมสภาเร็วกว่าปกติหลายชั่วโมง
แสงสีฟ้าอ่อนที่เคยคงที่เริ่มกระเพื่อมและเปลี่ยนสีเป็นสีม่วงเข้มซึ่งเป็นสีที่อุปกรณ์แปลภาษาตีความว่าคือความกังวลหรือความไม่พอใจ เมื่อถึงเวลาที่ลูมินาได้รับอนุญาตให้กล่าวต่อสภา ผู้แทนของพวกเขาลอยขึ้นสูงขึ้นเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อุปกรณ์แปลภาษาแปลงออกมาเป็นคำพูดที่หนักแน่นผิดปกติว่า นี่คือบ้านของเรา
.
.
การประชุมสภาครั้งนั้นใช้เวลาเกือบหกชั่วโมง และญัตติขยายเขตพื้นที่สำรวจถูกปฏิเสธด้วยคะแนนเสียง 38 ต่อ 29 แม้ว่าลูมินาจะมีคะแนนเสียงในสภาเพียง 2.0 และคะแนนเสียงของพวกเขาเพียงลำพังไม่สามารถเปลี่ยนผลการลงมติได้
แต่การปรากฏตัวของพวกเขาและการกล่าวถ้อยคำสั้น ๆ เพียงประโยคเดียวได้เปลี่ยนบรรยากาศของการลงมติอย่างสิ้นเชิง
ข้าพเจ้าได้สนทนากับผู้แทนจากอารยธรรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งหลังการประชุมครั้งนั้น และถามว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนจากที่เคยสนับสนุนญัตติขยายเขตพื้นที่สำรวจมาเป็นคัดค้าน
เขาตอบว่า ข้าพเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ลูมินาพูดหรอก แต่เข้าใจว่ามีบางสิ่งที่สำคัญมากสำหรับพวกเขากำลังถูกคุกคาม และข้าพเจ้าไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการคุกคามนั้น
.
.
.
6.7 กรณีศึกษา: การเจรจาระหว่างมนุษย์กับลูมินา (ปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรก)
ในปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรก เกิดข้อพิพาทระหว่างมนุษย์กับลูมินาที่เกือบจะนำไปสู่การเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสองอารยธรรม ข้อพิพาทนี้มีต้นเหตุมาจากแผนการขยายเครือข่ายสื่อสารควอนตัมของสหพันธ์โลกเข้าไปในบริเวณอวกาศที่รู้จักกันในชื่อเนบิวลาเวสเปอร์
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ลูมินาถือว่าเป็นแหล่งพักพิงของพวกเขามาเป็นเวลาหลายล้านปีก่อนที่มนุษย์จะรู้จักการใช้ไฟด้วยซ้ำ
ข้าพเจ้าได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ในฐานะผู้สังเกตการณ์จากสภากาแล็กซี เนื่องจากเป็นหนึ่งในนักการทูตไม่กี่คนที่มีประสบการณ์ตรงในการสื่อสารกับลูมินาจากการพบปะกับพวกเขาในพื้นที่เงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อปีที่ 455
แผนการขยายเครือข่ายสื่อสารควอนตัมของสหพันธ์โลกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาระบบสื่อสารระหว่างดวงดาวระยะที่สาม ซึ่งมีเป้าหมายในการเชื่อมต่ออาณานิคมของมนุษย์ที่ตั้งอยู่ในระบบดาวใกล้เคียงเข้าด้วยกันผ่านเครือข่ายสื่อสารที่มีความเร็วสูงกว่าระบบเดิมถึง 12 เท่า
วิศวกรของสหพันธ์โลกได้คำนวณว่าเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการวางเครือข่ายคือการผ่านเนบิวลาเวสเปอร์ เนื่องจากคุณสมบัติพิเศษของกลุ่มแก๊สในเนบิวลาที่เอื้อต่อการส่งสัญญาณควอนตัมในระยะไกลโดยไม่สูญเสียความเข้มของสัญญาณ
.
.
เมื่อลูมินาทราบถึงแผนการนี้ พวกเขาได้ส่งผู้แทนมาพบกับเอกอัครราชทูตมนุษย์ประจำสภากาแล็กซีซึ่งในขณะนั้นคือตัวข้าพเจ้าเอง
ผู้แทนของลูมินาได้สื่อสารผ่านอุปกรณ์แปลภาษาว่าเนบิวลาเวสเปอร์เป็นหนึ่งในพื้นที่พักพิงสุดท้ายที่ยังคงความเงียบทางแม่เหล็กไฟฟ้าในกาแล็กซีส่วนนี้ การขยายเครือข่ายสื่อสารของมนุษย์เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวจะทำลายสภาพแวดล้อมที่ลูมินาใช้ในการสืบเผ่าพันธุ์และเลี้ยงดูหน่วยใหม่ของพวกเขา
ข้าพเจ้าได้รายงานข้อกังวลของลูมินาไปยังรัฐบาลสหพันธ์โลก แต่ได้รับการตอบกลับว่าการขยายเครือข่ายสื่อสารเป็นโครงการที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาของมนุษย์ และไม่สามารถชะลอหรือยกเลิกได้ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่าการส่งสัญญาณควอนตัมจะส่งผลกระทบต่อลูมินาอย่างไร
.
.
การเจรจาถูกจัดขึ้น ณ ห้องประชุมพิเศษบนชั้น 34 ของอาคารสภากาแล็กซี กินเวลายาวนานถึง 47 วัน มีการประชุมทั้งหมด 23 ครั้ง และในท้ายที่สุดก็จบลงโดยไม่มีข้อตกลง
มนุษย์ยืนกรานว่าการขยายเครือข่ายสื่อสารเป็นสิทธิอันชอบธรรมของอารยธรรมสมาชิกสภากาแล็กซี และการห้ามมนุษย์ใช้เส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม ลูมินายืนกรานว่าการขยายเครือข่ายของมนุษย์เป็นการรุกรานพื้นที่พักพิงของพวกเขา
หลังจากการเจรจาล้มเหลว มนุษย์เริ่มดำเนินการก่อสร้างเครือข่ายสื่อสารตามแผนที่วางไว้ และลูมินาเริ่มรบกวนสัญญาณสื่อสารของมนุษย์ในพื้นที่ใกล้เคียงกับเนบิวลาเวสเปอร์เป็นการตอบโต้
.
.
จากบันทึกของกระทรวงกลาโหมแห่งสหพันธ์โลก เอกสารหมายเลข UEF-DEFENSE-3921 มีรายงานว่าภายในระยะเวลา 12 เดือนหลังจากการเจรจาล้มเหลว
ระบบสื่อสารของมนุษย์ในพื้นที่ดังกล่าวถูกก่อกวนอย่างน้อย 23 ครั้ง แต่ละครั้งกินเวลาตั้งแต่หลายนาทีไปจนถึงหลายวัน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 340 ล้านเครดิตกาแล็กซี
มนุษย์ประท้วงต่อสภากาแล็กซีโดยกล่าวหาว่าลูมินากำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของมนุษย์ และเรียกร้องให้สภาดำเนินการลงโทษลูมินา
ลูมินาตอบโต้ผ่านผู้แทนของพวกเขาว่ามนุษย์ต่างหากที่เริ่มต้นการรุกรานด้วยการส่งคลื่นรบกวนเข้าไปในบ้านของพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาทำเป็นเพียงการป้องกันตนเองจากการรุกรานนั้น
.
.
คณะกรรมาธิการกฎหมายแห่งสภากาแล็กซีใช้เวลากว่า 3 ปีในการศึกษาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลซึ่งห้ามการแทรกแซงกิจการภายในของอารยธรรมสมาชิก ไม่สามารถปรับใช้กับกรณีนี้ได้อย่างชัดเจน
เนื่องจากไม่มีคำจำกัดความที่แน่ชัดว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ส่งผ่านอวกาศระหว่างระบบดาวเป็นการรุกรานหรือไม่ และหากเป็นการรุกราน การรบกวนสัญญาณสื่อสารเป็นการป้องกันตนเองที่สมส่วนหรือไม่
จนถึงวันที่ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในสภาวะที่ไม่ใช่สงครามแต่ก็ไม่ใช่สันติภาพเช่นกัน
.
.
.
6.8 บทเรียนสำหรับมนุษย์: เราจะอยู่ร่วมกับ "ผู้ไม่มีร่างกาย" ได้หรือไม่
ข้าพเจ้านั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องส่วนตัวบนสถานเอกอัครราชทูตโลก เมืองนีออส หลังจากเสร็จสิ้นการเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับลูมินา
บันทึกการเจรจาระหว่างมนุษย์กับลูมินาเมื่อปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรกวางอยู่ตรงหน้าข้าพเจ้า พร้อมด้วยรายงานของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซีและบทวิเคราะห์ของศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี
แสงไฟจากอาคารสภากาแล็กซีส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง และจ้องมองแสงนั้นด้วยความคิดที่ว่าบางทีแสงที่ข้าพเจ้าเห็นอยู่นี้อาจไม่ใช่แค่แสง แต่มันอาจเป็นใครบางคนที่กำลังมองกลับมาอยู่ก็ได้
ความคิดนี้ไม่ใช่ความคิดเพ้อฝันของนักการทูตที่เหนื่อยล้าจากการทำงานหนักตลอดสามสิบสามปี แต่มันคือคำถามทางรัฐศาสตร์ที่จริงจังอย่างยิ่ง ลูมินาท้าทายสมมติฐานพื้นฐานที่สุดของรัฐศาสตร์มนุษย์ นั่นคือการที่ผู้เล่นทางการเมืองต้องมีร่างกายที่เราสามารถมองเห็น สัมผัส และระบุตำแหน่งได้
.
.
เราสร้างทฤษฎีการเมืองทั้งหมดของเราบนสมมติฐานที่ว่าผู้เล่นคือสิ่งที่เราสามารถเห็นด้วยตาเปล่าและเจรจาด้วยคำพูด แต่ลูมินาทำให้สมมติฐานนั้นพังทลายลง เพราะพวกเขาเป็นผู้เล่นที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเราไม่สามารถเจรจาด้วยคำพูดได้อย่างสมบูรณ์
ข้าพเจ้าได้ถามคำถามนี้กับศาสตราจารย์เมลิอา วัล-ธาเรน แห่งสถาบันกฎหมายระหว่างดวงดาว มหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่ 465 หลังการติดต่อครั้งแรก ณ ห้องทำงานของเธอบนชั้นที่ 23 ของอาคารคณะนิติศาสตร์
ข้าพเจ้าถามเธอว่า “เมื่อผู้เล่นทางการเมืองไม่มีร่างกาย การเมืองหมายถึงอะไร”
เธอตอบข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงที่ผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีว่า
“การเมืองในความหมายที่มนุษย์เข้าใจคือการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกาย มีความต้องการทางกายภาพ และมีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน เมื่อผู้เล่นไม่มีร่างกาย สิ่งที่เราเรียกว่าการเมืองก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เล่นเหล่านั้นไม่มีความสัมพันธ์กับเรา เพียงแต่ความสัมพันธ์นั้นอยู่ในมิติที่เราไม่มีเครื่องมือทางความคิดจะเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์”
.
.
ข้าพเจ้าถามเธอต่อไปว่า “แล้วเราควรทำอย่างไรเมื่อเราไม่สามารถเข้าใจอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์”
เธอตอบว่า “เราทำในสิ่งที่มนุษย์ทำมาตลอดเมื่อเผชิญกับสิ่งที่เราไม่เข้าใจ เราพยายามทำความเข้าใจด้วยเครื่องมือที่เรามี แม้รู้ว่าเครื่องมือนั้นไม่สมบูรณ์ และเรายอมรับว่าเราไม่มีวันเข้าใจทั้งหมด”
นี่คือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เผชิญในการอยู่ร่วมกับลูมินา มนุษย์กำลังขยายตัวออกไปในกาแล็กซี เรากำลังสร้างเครื่องส่งสัญญาณ กำลังขยายเครือข่ายสื่อสาร และกำลังส่งเสียงดังในบ้านของผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว
ในขณะที่เรากำลังพัฒนาและก้าวหน้า เราอาจกำลังทำร้ายอารยธรรมอื่นโดยไม่ตั้งใจ และเราไม่มีแม้แต่ความสามารถที่จะรับรู้ว่ากำลังทำร้ายพวกเขาอยู่
.
.
จากบันทึกของสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาว เอกสารหมายเลข ISR-CONFLICT-8472 ระบุว่าในช่วง 400 ปีหลังการติดต่อครั้งแรก
มีเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับลูมินาเกิดขึ้นอย่างน้อย 47 ครั้ง แต่ละครั้งเป็นผลมาจากการที่มนุษย์ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารเข้าไปในพื้นที่ที่ลูมินาถือว่าเป็นเขตพักพิงของพวกเขา
และในทุกครั้ง มนุษย์ไม่เคยรู้ล่วงหน้าว่าพื้นที่นั้นเป็นเขตพักพิงของใคร จนกระทั่งลูมินาออกมาประท้วงหรือตอบโต้ด้วยการรบกวนระบบสื่อสารของมนุษย์
เราจะเคารพลูมินาได้อย่างไร ในเมื่อเราไม่สามารถแม้แต่จะเห็นพวกเขา นี่คือคำถามที่ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบที่แน่ชัด
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าก้าวแรกสู่การเคารพคือการยอมรับว่าเรามองไม่เห็นพวกเขา ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่มีตัวตน แต่เพราะตาของเราถูกสร้างมาให้มองเห็นเพียงสสารและพลังงานในช่วงคลื่นแคบ ๆ ที่วิวัฒนาการบนโลกทำให้เราใช้ประโยชน์ได้ และสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอยู่จริง
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา